แสงจันทร์—หรือบางสิ่งที่คล้ายจันทร์—ลอดผ่านหน้าต่างไม้บานหนึ่ง
ซึ่งเปิดทิ้งไว้ในห้องเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมีอยู่ในที่ใดเลย
ห้องนั้นเงียบสนิท ราวกับไม่มีแม้แต่เวลาจะผ่านเข้าไป
เตียงไม้เก่า โทรม แต่สะอาดอย่างประหลาด ถูกปูด้วยผ้าห่มสีหม่น
ไม่มีฝุ่น ไม่มีกลิ่น ไม่มีอุณหภูมิ
บนผนัง มีเพียงสิ่งเดียวที่ดูขัดแย้งกับความว่างเปล่าโดยรอบ
กระจก
กระจกบานใหญ่ที่ยึดแน่นกับผนังเหมือนถูกสร้างมาพร้อมกัน
มันสะท้อนทุกสิ่งในห้องนี้อย่างชัดเจน... ทุกอย่าง ยกเว้นผู้ที่มองมัน
หมอปวรปรัชญ์ยืนอยู่ตรงนั้น มองภาพสะท้อนที่ไม่มีตนเองอยู่ในนั้น
เขาค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะกระจก
มันเย็นเฉียบ… แต่ไม่เหมือนกระจกที่เขาเคยรู้จัก มันเหมือนน้ำแข็งที่ไม่ละลาย
เหมือนเวลาแช่แข็งที่ไม่หวนคืน
“นี่คือฝันหรือ?” เขาคิดในใจ แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีเสียงสะท้อนแบบครั้งก่อน
มีเพียงความเงียบ… เงียบเกินไป
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังกึกกักจากมุมห้อง
ช้า ชัด เหมือนการปรากฏตัวของเงา
หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เธอไม่ได้มีลมหายใจ
แต่แววตาของเธอ มีบางอย่างที่ยัง “เคลื่อนไหว” ได้ในโลกนี้
ผมยาวสีดำตรงราวกับเส้นหมึก ใบหน้าเรียบสนิทไร้ความรู้สึก ชุดคลุมสีเทายาวถึงพื้น
ทุกก้าวที่เธอเดิน ไม่มีเสียง แต่กลับได้ยิน—ไม่ใช่ด้วยหู แต่ด้วยสติ
“ฉันรอคุณอยู่”
เสียงของเธอแ่เบา ราวกับหลุดมาจากความฝันที่คนหลงลืม
“คุณเป็ใคร” เขาถาม
คำถามนั้นไม่ใช่การขอข้อมูล
แต่เหมือนคนที่เริ่มสงสัยว่าตนเองเคยรู้จัก “ใคร” จริง ๆ หรือไม่
หญิงสาวไม่ได้ตอบ เธอเพียงหยิบกระจกบานเล็กจากใต้แขนเสื้อ แล้วยื่นให้เขา
กระจกนั้นดูธรรมดา แต่เมื่อปวรปรัชญ์รับไว้ เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของธรรมดา
มันมี “น้ำหนัก” บางอย่าง
ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ แต่มันเหมือนถ่วงใจ
เมื่อเขาก้มมองในกระจก
เขาเห็น—
ภาพของคนไข้ทุกคนที่เคยรักษา
ใบหน้าที่เศร้า เสียใจ ยิ้มฝืน หรือแม้แต่เงียบงัน
ทั้งหมดหลอมรวมกันอยู่ในนั้น ไม่ใช่ในฐานะ “อดีต”
แต่ในฐานะ “สิ่งที่เขาทิ้งไว้”
หญิงสาวพูดเบา ๆ
> “กระจกนี้ไม่สะท้อนตัวคุณ
เพราะคุณเองไม่เคยมองตัวเองด้วยสายตาของตัวเองเลยสักครั้ง”
เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา
หญิงสาวเดินไปที่ผนัง วางฝ่ามือลงบนกระจกบานใหญ่
และภาพในกระจกก็เปลี่ยน
จากห้องที่เขาอยู่ กลายเป็คลินิกของเขาเอง
ภาพจากมุมที่ไม่มีทางมองเห็นได้ด้วยตา
ภาพที่เขาเคยนั่งฟังคนไข้ทุกวัน
ภาพที่เขาเคย "พยักหน้า" ให้คำแนะนำ ทั้งที่บางวันเขาอยากะโออกมาว่า
"ผมเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม!"
ภาพในกระจกนั้นไม่ใช่แค่ฉากเก่า
แต่มันเหมือนกำลัง ถ่ายทอดความรู้สึกที่เขาไม่เคยยอมรู้สึก
หญิงสาวยังไม่มองเขา
แต่พูดเบา ๆ ว่า
> “ทุกครั้งที่คุณฟังคนอื่น คุณยิ่งห่างจากเสียงของตัวเอง
และเมื่อคุณหยุด… เสียงแรกที่คุณได้ยิน
กลับไม่ใช่เสียงของคุณ แต่เป็ความว่างเปล่า”
“แล้วที่นี่คือที่ไหน?” เขาถาม ไม่รู้จะใช้คำว่า โลกหลังความตาย หรือ โลกในใจตนเอง ดี
หญิงสาวหันกลับมาช้า ๆ
เธอยิ้ม—ยิ้มอย่างที่ไม่มีมนุษย์คนใดยิ้มได้
> “ที่นี่ไม่ใช่ที่ใด ที่นี่คือ ขณะ ที่คุณยอมรับว่า… คุณไม่มีอยู่”
---
(จบบทที่ 3)