วันนี้มีเื่เกิดขึ้นมากมายนัก ร่างบางของราตรีนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยยิ่งนัก พาลให้คนมองอดรู้สึกสงสารและเ็ปไปกับนางไม่ได้
ถึงแม้จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันได้แค่ไม่นานแต่ทิวาก็เข้าใจความรู้สึกของน้องสาวมากกว่าผู้ใด อาจจะเป็สายใยของพี่น้องที่ทำให้ทิวารู้สึกเ็ปใจไปพร้อมกับราตรีทุกครั้งที่มีคนทำร้ายนาง ครั้งนี้ก็เช่นกันแม้กายจะไม่ได้าเ็แต่จิตใจกลับถูกทำร้ายจนยับเยินเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ
“ราตรี น้องเป็เช่นไรบ้าง”
“ข้ามิเป็กระไรเ้าค่ะ”
ราตรีหันหน้ามาหาพี่สาวช้าๆ ในดวงตาคู่งามมีความรู้สึกมากมายอัดอั้นอยู่ในนั้น ทิวาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปนั่งข้างๆ น้องสาว มือหนึ่งยกขึ้นลูบหัวราตรีอย่างช้าๆ และเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้น้ำตาของคนเ็าไหลริน
“ราตรี นี่พี่เอง..พี่สาวของเ้า น้องมิจำเป็ต้องเข้มแข็งตลอดเพลาดอกหนา หากเ้ามีทุกข์ร้อนใจกระไร ขอให้เ้ารู้ไว้ว่าเ้ามีพี่อยู่ตรงนี้ พี่จะอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ”
“พี่ทิวา..ฮึก..ฮือ”
ราตรีเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้นก็ไม่อาจอดกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ร่างบางโผเข้ากอดพี่สาวอย่างแแ่ ด้วยความรู้สึกสับสน โหยหา ระคนหวาดกลัว
นานมากแล้วที่นางไม่ได้แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น คงจะเป็สายใยพี่น้องที่ทำให้ราตรีวางหน้ากากที่ห่อหุ้มตัวนางมาตลอดลงแล้วเปิดเปลือยความอ่อนแอให้พี่สาวของนางได้รับรู้
ทิวาไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแต่นั่งเงียบๆอยู่ตรงนั้นและกอดน้องสาวไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ รอเวลาที่ร่างบางพร้อมจะเอ่ยปากเล่าเอง
“พี่หญิงเ้าขา ขอบน้ำใจหนาเ้าค่ะ ที่อยู่เคียงข้างข้า”
ทิวายิ้มรับอย่างเอ็นดู
“เ้าโกรธคุณป้ารึไม่”
“ไม่เ้าค่ะ ข้ามิโกรธผู้ใดทั้งนั้น ข้ารู้ดีว่าที่เป็เช่นนี้เพราะตัวข้าเองทั้งสิ้น หากในอดีตข้ามิร้ายกาจเช่นนั้น วันนี้ข้าก็คงมิเจอกับเื่เช่นนี้”
ราตรีเอ่ยอย่างนิ่งสงบแต่ในแววตามีความรวดร้าวอยู่ข้างใน
“เ้าพูดเองว่ามันเป็อดีตและเ้าก็ได้ปรับปรุงตัวแล้ว ทั้งยังชดเชยให้ผู้คนที่เ้าเคยทำร้ายไปหมดสิ้นแล้ว น้องพี่..ปล่อยวางมันไปเสียเถิดหนา”
ทิวาเอ่ยปลอบใจเพราะนางรู้เห็นการกระทำของราตรีทุกอย่าง แม้ราตรีจะเหมือนคนที่นิ่งเฉยเ็าไม่สนใจผู้ใดแต่น้องสาวคนนี้พยายามกระทำอย่างดีที่สุดแล้วทั้งคอยช่วยเหลือบ่าวไพร่ทุกคนบนเรือนอย่างลับๆ ใครเจ็บป่วยราตรีก็นำเงินส่วนตัวไปซื้อยาที่ดีที่สุดมาแจกจ่ายโดยไม่ให้ใครรู้ งานบ้านงานเรือนที่ทำไม่เป็นางก็พยายามฝึกฝนทุกวัน และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างจนบางครั้งทิวายังคิดว่าออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ
เสียงสะอื้นเริ่มเบาลงแทนที่ด้วยเสียงหวานแ่เบาที่เจือกระแสความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินจากราตรีมาก่อน
“พี่หญิงเ้าค่ะ ั้แ่เกิดเื่ครานั้นข้าก็มีความหวาดกลัวอยู่ในจิตใจที่สลัดออกไปมิได้เ้าค่ะ ข้ากลัวว่าจะมิมีใครให้โอกาสข้าได้กลับตัว กลัวว่าจะได้รับสายตาเกลียดชัง ได้ยินเสียงก่นด่า สาปแช่ง ความรู้สึกเช่นนั้นมันทรมานมากนักเ้าค่ะ”
...เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันที่อยู่ในดินแดนนรก
ราตรีต่อประโยคที่นางรู้อยู่ผู้เดียวไว้ในใจ ทิวาที่ไม่ได้รู้เื่ที่ราตรีได้กลับมาเกิดใหม่ ยังคงปลอบใจน้องสาวต่อไป
“แต่ตอนนี้เ้ามิได้เป็คนเช่นเดิมแล้ว พี่เชื่อว่าหากทุกคนได้เห็นเ้าอย่างที่พี่เห็นจะมิมีใครมิรักเ้า”
“มิต้องถึงกับให้ใครมารักดอกเ้าค่ะ ั้แ่คราแรกที่ฟื้นขึ้นมาข้าก็ทำใจแล้วว่ากลับมาจะต้องมาเจอกับท่าทีและสายตาเช่นนั้นจากผู้คนรอบข้างอีก แต่พอถึงเพลาจริงๆมันมิง่ายดายเช่นนั้นเลย”
ราตรีเอ่ยออกมาอย่างเศร้าสร้อย น้ำตาเม็ดโตไหลออกมาจากหางตาอย่างช้าๆ ทิวามองลึกเข้าไปในดวงตาของแฝดผู้น้อง นิ้วเรียวบรรจงยกขึ้นช่วยเกลี่ยน้ำตาเม็ดนั้นให้หายไป
“น้องพี่ จำคำพี่ไว้หนาว่าเพลาจะช่วยให้ทุกสิ่งดีขึ้น ขอเพียงแค่เ้าอดทน และเป็อย่างที่เป็ในทุกวันนี้ พี่เชื่อว่ามินานเกินรอ สายตาและท่าทีเ่าั้ของผู้คนจะเปลี่ยนไป เชื่อพี่หนา”
ราตรีได้ยินดังนั้นก็มีกำลังใจขึ้นมาก ใบหน้างามเริ่มมีรอยยิ้มอีกครั้ง มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาที่ยังหลงเหลือให้หมดสิ้นไป
“ขอบน้ำใจพี่หญิงเ้าค่ะ ข้าจะอดทนรอวันนั้นหนาเ้าค่ะ”
“ดีมากน้องรัก..เฮ้อ..เลิกเศร้ากันได้แล้ว..ไหนบอกพี่มาสิว่าวันนี้เกิดกระไรขึ้นบ้าง ระหว่างเ้ากับหลวงสรศักดิ์ผู้นั้น”
ทิวายิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมเหล่ตามองน้องสาวอย่างล้อเลียน
“มิมีกระไรนี่เ้าค่ะ เื่มันก็เป็อย่างที่ออกหลวงท่านเล่า”
ใบหน้าคนเ็าเสมองไปทางอื่น โดยที่บนแก้มนวลซับสีระเรื่อบางเบา
“เท่านั้นจริงเหรออออ..พี่ว่าท่าทางของออกหลวงท่านมันชักแปลกๆพิกลหนา คิกๆ”
ทิวาเผยรอยยิ้มซุกซนอย่างล้อเลียน
“เท่านั้นสิเ้าค่ะ..ข้ามิพูดกับพี่หญิงแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า เหนียวตัวมาทั้งวัน”
ราตรีพูดเสร็จก็เดินออกไปเรียกชดกับช้อยหน้าห้องทันที แก้มนวลที่ซับสีระเรื่ออยู่แล้ว บัดนี้กลับแดงกล่ำไปทั้งใบหน้าทีเดียว
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ มิสบายรึเ้าค่ะ หน้าแดงไปหมดเลย”
ช้อยถามอย่างใ
“คิกๆๆ”
สิ้นคำของบ่าวคู่กายเสียงหัวเราะอย่างล้อเลียนของทิวาก็ดังออกมาจากในห้องให้ได้ยินอีกครั้ง
“ข้ามิเป็กระไร ข้าจะไปรอที่ท่าอาบน้ำ เร็วๆเล่า”
ราตรีพูดจบก็รีบพาหน้าแดงๆเดินหนีไปที่ท่าอาบน้ำทันที
...เหตุใดแค่พูดถึงออกหลวงผู้นั้น ข้าจึงร้อนหน้าถึงเพียงนี้กัน
...
เมื่อเห็นว่าราตรีดีขึ้นแล้วทิวาจึงกลับห้องนอนของตนเช่นกัน เมื่อเดินผ่านหน้าห้องนอนของขุนศรีสุนทร ทิวายังไม่ทันรู้ตัวก็ยกยิ้มขึ้นมาเสียแล้ว
“ เ้านางน้อยยิ้มกระไรเ้าค่ะ”
เสียงของคำปองที่เดินตามหลังมาเอ่ยทักจนทิวาสะดุ้ง
“ใครยิ้ม ข้ารึ เ้าตาฝาดกระมัง”
จากนั้นทิวาก็เดินเข้าห้องนอนตนเองไปทันที ทำเอาคำปองถึงกับงงในท่าทีแปลกๆของนายสาว
คืนนี้ทิวานอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นมานั่งริมหน้าต่างเหม่อมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า ในสมองก็ขบคิดเื่ของตัวเอง
วันนี้นางได้ไปท่องเที่ยวมาทั้งวัน นางมีความสุขมากความจริงก็ควรที่จะมีความสุขแต่นางกลับรู้สึกว่าความสุขนี้เป็เื่ที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันดันเกิดจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็คู่หมายของน้องสาวตัวเอง คราแรกทิวารู้สึกไม่ชอบใจในตัวขุนศรีสุนทรผู้นี้นักเพราะนางมักได้รับจดหมายจากช้อยที่ส่งมาเสมอว่าคนผู้นี้นิยมทำร้ายจิตใจน้องสาวของนางเพียงใด ทั้งๆที่ราตรีทุ่มเทหัวใจรักให้เขาเพียงผู้เดียว ก่อนที่จะได้พบกันทิวาวาดภาพออกขุนผู้นี้ว่าจะต้องเป็คนเลวร้ายเพียงใด แต่เมื่อได้พบเจอได้รู้จักได้ใช้เวลาเรียนรู้เขากลับตรงกันข้ามกับที่นางคิดทุกอย่าง หากให้คบหาเป็สหายขุนศรีสุนทรถือว่าเป็ชายหนุ่มที่ดีผู้หนึ่ง แต่นางบอกไม่ถูกว่าฐานะของเขาในใจนางนี่คืออะไร เป็สหายรึ? เป็พี่ชายรึ? ใจของทิวาบอกว่ารู้สึกดีกับเขาแต่สมองกลับบอกว่ามันเป็เื่ที่ผิด ผิดที่ใดกันเล่า? นางสับสนในตัวเองยิ่งนัก ความรู้สึกเช่นนี้คล้ายว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เป็พี่ชายนั่นแหละ คุณพี่เด่นเป็พี่ชายของข้า อาจจะเป็เพราะข้ามิเคยมีพี่ชายก็เป็ได้ ใช่แล้ว! นับจากนี้ข้าจะถือว่าเขาเป็พี่ชายของข้า”
ทิวาที่คิดตกแล้วเผลอพูดออกมาเสียงดัง จนคำหล้าที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆลุกขึ้นมาดูด้วยความงัวเงีย
“เ้านางน้อย คุยกับผู้ใดเ้าค่ะ”
“มิมีกระไร นอนเถิด”
ว่าจบก็เดินกลับไปล้มตัวลงนอนด้วยความสบายใจ
...
เช้าวันนี้ที่เรือนพระยาพิชิตมหาเสนาก็เป็อีกวันที่แสนวุ่นวาย เ้าของเรือนกำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างจากตรงนี้สามารถมองเห็นลานกว้างหลังเรือนได้ชัดเจน ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์หลายคนกำลังยืนล้อมวงตั้งท่าพร้อมต่อยตีตรงกลางวงคือร่างผอมสูงของลูกชายเ้าของเรือนยืนตั้งท่ารอเพียงผู้เดียว
ทั้งหมดดูเหมือนจะต่อยตีกันอยู่แต่ที่จริงคือการซ้อมมวยที่หลวงสรศักดิ์โปรดปราน เพียงแต่วันนี้ออกจะดูเกินเลยไปเสียหน่อยจนผู้เป็พ่อต้องลงไปดูด้านล่างด้วยตนเอง
ร่างสูงที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามอย่างสมส่วน ท่อนบนเปลือยอกเผยให้เห็นกล้ามท้องเป็ลอนสวยงาม ท่อนล่างนุ่งโจงสั้นถกแบบพม่า ต้นแขนทั้งสองข้างมีผ้าประเจียดมัดเป็เกลียวคล้องไว้ ฝ่ามือทั้งสองข้างมีด้ายดิบพันคาดไว้ั้แ่ฝ่ามือจนถึงกลางท่อนแขน และฝ่าเท้าทั้งสองพันด้ายดิบั้แ่ฝ่าเท้าจนถึงกลางหน้าแข้งแกร่ง กำลังนั่งพักดื่มน้ำจากการซ้อมมวยอย่างหนักหน่วงมาั้แ่เช้าด้วยใบหน้านิ่งขรึม รอบข้างมีร่างของบ่าวในเรือนที่เป็คู่ซ้อมมวยให้ชายหนุ่มบ้างนั่งบ้างนอนกระจายกันไป แต่ละคนมีรอยฟกช้ำกันทั่วร่างกายและใบหน้ามากมาย
พระยาพิชิตมหาเสนา เดินมานั่งข้างลูกชายที่มีใบหน้าเคร่งขรึมั้แ่เมื่อวานที่กลับมาจากเรือนพระยาวิสุทธิ์โหรา จนถึงเช้านี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะหายขุ่นเคืองใจจนจนผู้ใดก็เข้าหน้าไม่ติด
“พ่อพาฬ เอ็งเป็กระไร ั้แ่กลับมาเมื่อวานแล้ว มิพูดมิจาฮึ...แล้วนี่หลังเอ็งไปโดนกระไรมา รอยเหมือน..โดนหวายรึ ผู้ใดทำกระไรเอ็ง”
พระยาพิชิตมหาเสนา ถามลูกชายด้วยความเป็ห่วง
“มิมีกระไรดอกท่านพ่อ”
หลวงสรศักดิ์ตอบปัดไป คิ้วเข้มยังคงขมวดเป็ปมไม่จางหาย
“เช่นนั้นรึ..”
ผู้เป็พ่อเอ่ยย้ำกับลูกชายอีกครั้ง
“เป็เช่นนั้นท่านพ่อ”
ออกหลวงหนุ่มเอ่ยตอบผู้เป็พ่อแต่หันใบหน้ามองไปทางอื่น
“พ่อพาฬ..เอ็งจะทำกระไรก็ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเถิดหนา นางมิใช่เพียงแต่เป็หลานสาวของท่านออกญาเท่านั้น แต่นางยังมีคู่หมายแล้ว และคู่หมายของนางยังเป็สหายสนิทของเอ็งด้วยหนา”
พระยาพิชิตมหาเสนาเอ่ยเตือนลูกชายอย่างคนที่ผ่านโลกมาก่อน ชายหนุ่มเมื่อได้ฟังก็ไม่ตอบอะไรกลับเดินออกไปที่ลานซ้อมมวยด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดมากกว่าเดิมและเริ่มเรียกบ่าวลุกขึ้นมาซ้อมมวยอีกครั้ง
...หากมิใช่เพราะนางเป็คู่หมายของพ่อเด่น ข้าคงมิต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ อดกลั้นจนอกเจียนจะะเิอยู่แล้ว
“ไอ้ไม้..”
ผู้เป็พ่อเรียกบ่าวคนสนิทของลูกชายให้มาใกล้ๆ สายตายังคงจับจ้องที่ลูกชายคนเดียวไม่เลิกลา
“ขอรับ”
“มึงไปบอกให้คนบนเรือนเตรียมฝนไพร[1]ไว้เยอะๆเลยหนา ดูท่าวันนี้ลูกกูคงมิเลิกซ้อมง่ายๆ”
“ขอรับ”
....
“ราตรีเป็กระไร ใจลอยอีกแล้ว”
ที่เรือนอีกหลังราตรีที่ตื่นแต่เช้ามาทำกิจวัตรเช่นเดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมคงจะเป็เสียงดนตรีในวันนี้ที่ดูสับสนรวนเรไปหมด จนลีลาต้องเอ่ยถามอยู่หลายครั้ง
“หากมิมีสมาธิก็หยุดเล่นเถิด เหล่าดวงิญญาจะยิ่งทุกข์หนา”
“เอ่อ..เฮ้อ ข้าขออภัย”
สุดท้ายราตรีจึงหยุดเล่นแล้วเอาแต่นั่งเหม่อ แม้สายตาจะจดจ้องพิณตรงหน้าแต่ใจกลับลอยไปถึงคนที่มอบให้
“เ้ามิสบายใจรึ มีกระไรบอกข้าได้หนา”
“เมื่อวานเขารับหวายแทนข้ามิรู้ว่าป่านนี้จะเป็เช่นใดบ้าง”
“เป็ห่วงเขารึ อยากรู้ก็ไปดูสิ”
“ไปมิได้”
“เหตุใดถึงไปมิได้”
“พูดไปเ้าก็มิเข้าใจดอก”
“หืม เห็นร่างข้าเหมือนเด็กแต่ความจริงอายุข้ามากกว่าเ้าเสียอีก ข้าเห็นผู้คนในโลกนี้มามาก มีเื่กระไรที่ข้าจะมิเข้าใจ”
เป็นานกว่าราตรีจะยอมเอื้อนเอ่ยความในใจออกมา ความในใจที่แม้แต่เ้าของก็ยังไม่อยากยอมรับ
“ข้ามิสมควรมีความรู้สึกเช่นนี้ให้เขา”
“ความรู้สึกกระไร”
“รู้สึก..รู้สึกดี ดีมากๆ”
“เอ คนเรารู้สึกดีต่อกันก็เป็เื่ที่ดีนี่นา เหตุใดเ้าถึงกลุ้มใจเล่า”
“ความรู้สึกเช่นนี้มันอันตราย มันอาจจะนำไปสู่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น ข้าจะเกิดความรู้สึกเช่นนั้นต่อชายใดมิได้”
ยิ่งพูดก็ยิ่งละอายจนอดรู้สึกว่าตนเองเป็พวกหญิงใจโลเลไม่ได้
“เพราะเหตุใดเล่า เพราะเ้ามีคู่หมายที่อยู่บนเรือนผู้นั้นแล้วใช่รึไม่”
“มิใช่ เขามิใช่ของข้ามาั้แ่แรกแล้ว ข้าต้องเก็บตัวเก็บใจไว้เพื่อคนผู้หนึ่งเท่านั้น คนที่เฝ้ารอข้ามาทุกภพชาติ ตอนนี้เขาอาจจะกำลังทุกข์เพราะรอคอยข้าอยู่ ข้าจะปล่อยให้เขาเฝ้ารอต่อไปมิได้อีก”
“แล้วเ้ารู้แล้วรึว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด”
“ยังมิรู้ แต่ท่านพญามัจจุราชเคยบอกว่าเขาวนเวียนอยู่รอบตัวข้าเสมอ หากข้ามีความอดทนสักวันข้าต้องได้พบเขาแน่”
“แล้วเ้ามิคิดบ้างรึว่าคนที่เฝ้ารอเ้ากับชายที่เ้ามีความรู้สึกดีมากๆให้อาจจะเป็คนเดียวกันก็เป็ได้”
คำพูดของลีลาทำให้ราตรีนิ่งอึ้งไป เพราะนางเองก็ไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน ฉับพลันใจดวงน้อยก็เริ่มเต้นรัวเร็วบังเกิดความหวังสายหนึ่งขึ้นในจิตใจ ในสมองมีแต่คำว่าถ้าหากเต็มไปหมด ถ้าหากใช่เขาล่ะ หรือถ้าหากไม่ใช่ล่ะ ความคิดที่ยิ่งสับสนพัวพันกันยุ่งเหยิงจนใบหน้างามเริ่มยับยุ่ง
“โถ่..มนุษย์หนุ์ มีร่างกายแต่กลับมิมีอิสระ”
“ลีลาเ้าหมายความว่าอย่างไร”
“อย่าเพิ่งไปคิดถึงว่าเขาจะใช่คนที่เ้าตามหารึไม่ เพียงแค่เขาเจ็บเพราะเ้า เ้ารู้สึกผิดรึไม่ หากใช่การไปดูเขาสักหน่อยก็มิผิดอันใด”
“แต่...”
ราตรียังคงลังเล
“จะคิดกระไรให้มากความ หากทำแล้วมิผิดต่อผู้ใดก็ทำไปเถิด”
เพราะประโยคนี้ของลีลาทำให้ราตรีตัดสินใจได้ บ่ายวันนี้ร่างงามจึงมาปรากฏตัวที่ท่าน้ำเรือนพระยาพิชิตมหาเสนาโดยมีบ่าวคู่ใจทั้งสองตามมาด้วยเท่านั้น อาจเพราะเมื่อวานราตรีถูกทำโทษโดยไม่เป็ธรรมวันนี้นางจึงขอออกมาที่นี่ได้ง่ายดายโดยไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแย้ง
“อ้าว! แม่หญิงขอรับ มาหาออกหลวงท่านรึขอรับ”
ไม้ที่กำลังนั่งเช็ดไม้พายเรือที่ท่าน้ำเอ่ยทักราตรี ในใจก็โล่งอกแทนทุกคนในเรือน หวังว่าราตรีจะทำให้นายของตนอารมณ์ดีขึ้นได้เพราะอยู่ข้างกายออกหลวงหนุ่มมานานจึงรู้ว่านางมีความสำคัญต่อนายของตนเพียงใด
“อืม ออกหลวงท่านอยู่รึไม่”
“อยู่บนเรือนขอรับ แม่หญิงรีบขึ้นไปเลยขอรับ”
“มิต้องขึ้นไปแจ้งก่อนรึ”
“มิต้องดอกขอรับ มาเร็วขอรับ”
ราตรีที่ยังงงกับท่าทางดีใจของไม้ก็เดินตามขึ้นเรือนไป เมื่อทั้งหมดขึ้นมา้าก็ได้ยินเสียงตวาดเกี้ยวกราดออกมาจากโถงรองด้านข้าง สักพักจึงเห็นแม่หญิงที่แต่งตัวค่อนข้างดูดีเดินออกมามีน้ำตานองหน้า
“สาระแน! ข้ามิได้สั่งเ้าเข้ามาทำกระไร! ออกไป! ไอ้ไม้ ไอ้ไม้โว้ย!”
“ขอรับ มาแล้วขอรับ”
ไม้ะโขานรับออกไปแล้วจึงหันมาเรียกราตรีโดยไม่สนใจแม่หญิงผู้นั้นที่ยืนมองพวกนางด้วยความสงสัย
“เข้าไปกันเถิดขอรับ”
ราตรีพยักหน้าเดินตามไม้เข้าไป
“ไอ้ไม้! มาทายาให้กู!”
“ขอรับ”
เสียงที่ดังออกมาจากฉากกั้นทำให้รู้ว่าเ้าของเสียงหงุดหงิดมากขนาดไหน ไม้ที่ถึงแม้จะขานรับคำแต่ก็ไม่ยอมเดินเข้าไปเอาแต่พยักพเยิดให้ราตรีเข้าไปแทน มือก็กันชดและช้อยไม่ให้ตามนายของตนเข้าไปแถมยังพาสองบ่าวออกไปไกลๆเสียด้วย
ภาพตรงหน้าราตรีคือแผ่นหลังเปลือยเปล่าของบุรุษผู้หนึ่งท่อนร่างนุ่งผ้าสโล่งสีเข้มมีผ้าคาดเอวผืนใหญ่เกาะที่เอวสอบคาดทับด้วยเข็มขัดทองเส้นสวยอีกเส้น บนแผ่นหลังยังมีรอยแตกเป็ทางยาว แม้ผู้ลงมือจะชรามากแล้วแต่เรี่ยวแรงในการลงหวายของแม่แป้นนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“ไอ้ไม้! เร็วๆสิว่ะ”
ราตรีเดินเข้ามาใกล้ด้วยใจที่เต้นรัวเร็วมือก็หยิบลูกประคบจิ้มไพรแล้วค่อยๆบรรจงแต้มลงบนแผล มือเรียวอีกข้างยังเผลอลูบที่ผิวเนื้ออย่างแ่เบา สายตาก้มมองสำรวจหาบางสิ่งด้วยความหวังที่ก่อเกิดในใจแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเลย มีเพียงแต่าแปริแตกบนผิวเนื้อที่คนเช่นเขามิสมควรต้องมาเจอ ดวงตาคู่งามขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความสงสารปนกับความรู้สึกผิด
“ผู้ใด!”
“ว้าย!”
หลวงสรศักดิ์ที่รู้สึกถึงความผิดปรกติของคนด้านหลังไหนจะกลิ่นหอมที่แสนคุ้นเคย ไวเท่าความคิดร่างแกร่งหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็วสองมือหนายังรั้งร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
“ปะ..ปล่อยเ้าค่ะ”
ราตรีที่ถูกดึงจนล้มไปนั่งอยู่บนตักแกร่งร่างกายก็ถูกพันธนาการแ่าจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ แแ่เสียจนได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อยเต้นอย่างถี่รัว หน้าอกตูมภายใต้สไบสีอ่อนขยับขึ้นลงด้วยความตื่นกลัว สองข้างแก้มแดงปลั่งด้วยความเขินอาย
“ขออภัย ข้านึกว่าโจร”
ปากว่าขอโทษ แต่อ้อมกอดนี้ก็ยังไม่คลายเสียทีสองตาคมดุกวาดมองสำรวจทั่วดวงหน้างามด้วยความคิดถึง ในใจไม่อยากจะเชื่อว่านางจะมาอยู่ที่นี่จริงๆ
“ขะ ข้าเองเ้าค่ะ”
“อ้อ..ใช่สินะ เ้านั่นเอง”
น้ำเสียงทุ้มที่ติดจะเย้ยหยันเอ่ยออกมาแ่เบา
...เย้ยหยันผู้ใด? ตนเองไงเล่า สตรีตรงหน้าก็คือนางในดวงใจที่เฝ้าคำนึงหาทุกคืนวันแต่ข้ามิมีสิทธิ์ที่จะกระทำเช่นนั้น น่าขำคนเช่นหลวงสรศักดิ์ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า มิมีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงคนผู้หนึ่งด้วยซ้ำ
จากนั้นเ้าของกายแกร่งก็ปล่อยให้ร่างบางเป็อิสระ ร่างสูงปิดเปลือกตาที่มีความรู้สึกมากมายลง สักครู่ก็ลืมตาขึ้นใหม่แต่คราวนี้ในดวงตาคู่เดิมกลับเต็มไปด้วยความเฉยชา
“เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่”
“ข้า ข้ามาดูว่าท่านเป็เช่นไรบ้างเ้าค่ะ”
“ข้ามิเป็กระไร แล้วเ้ามากับผู้ใด พ่อเด่นรึ”
“มิใช่ ข้ามากับชดและช้อยเพียงเท่านั้นเ้าค่ะ”
“กระไรหนา! เหตุใดพ่อเด่นถึงยอมให้เ้าออกมาเพียงลำพัง มิสมควรเลยจริงๆ”
เสียงเข้มเอ่ยดุอย่างเกรี้ยวกราดใบหน้าก็ขึงดุจนราตรียังแอบก้มหน้าด้วยความหวาดหวั่นเพราะถึงแม้กรุงศรีอยุธยาในเวลานี้จะสงบสุขแต่โจรผู้ร้ายก็ยังคงมี แล้วแม่หญิงที่เดินทางตามลำพังมันไม่ปลอดภัยจริงๆนั่นแหละ
...ไหนว่าเป็คู่หมายเหตุใดจึงมิดูแลนางให้ดี
สายตาคมดุยังจดจ้องไม่เลิกจนราตรีทำตัวไม่ถูกคิดว่าเขาคงไม่พอใจที่นางมาที่นี่จึงคิดจะเอ่ยขอตัวกลับ
“เอ่อ..ข้า ในเมื่อท่านมิเป็กระไร เช่นนั้นข้าขอตัวกลับเลยก็แล้วกันเ้าค่ะ”
“ประเดี๋ยว! รอก่อน รอข้าแต่งตัวประเดี๋ยว แล้วข้าจะไปส่ง”
“มิเป็..เอ่อ เ้าค่ะ”
ราตรีต้องกลืนคำพูดปฏิเสธลงคอกะทันหันเมื่อสบตาเข้ากับดวงตาคมดุที่เริ่มวาวโรจน์ด้วยอารมณ์ใดก็บอกไม่ถูก
...คนกระไรจะดุขนาดนี้
หลวงสรศักดิ์หันไปะโเรียกไม้ให้เข้ามา ด้านหลังยังมีชดและช้อยเดินก้มหน้างุดตามเข้ามาอีกที
“ไอ้ไม้! ไอ้ไม้โว้ย”
“ขอรับ มาแล้วขอรับ”
“เอ็งนั่งรอเป็เพื่อนแม่ราตรี ข้าจะไปแต่งตัว”
คล้อยหลังร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในห้องด้านหลัง ไม้ที่นั่งอยู่ก็เงยหน้ามายิ้มเผยฟันสีดำให้ราตรีด้วยความชื่นชม
“แม่หญิงเก่งจังขอรับ”
“ข้ารึ เก่งเื่กระไร”
ราตรีเอ่ยถามไม้อย่างงงๆ
“ก็ออกหลวงท่านอารมณ์มิดีั้แ่เมื่อวานผู้ใดก็เข้าหน้ามิติด แต่พอแม่หญิงมาครู่เดียวออกหลวงท่านก็คลายอารมณ์แล้ว น้ำเสียงนี่อ่อนลงหลายส่วนเลยขอรับ”
“นี่อ่อนแล้วรึพ่อ?”
ชดถามไม้ด้วยความสงสัยเพราะมันเองฟังยังไงก็ไม่เห็นจะอ่อนอย่างที่ไม้ว่า ราตรีและช้อยก็สงสัยเช่นกัน
“อ่อนแล้ว ทุกทีจะเรียกข้าว่ามึงถ้าเรียกเอ็งแสดงว่าท่านอารมณ์ดี”
ไม้พูดไปยิ้มไปจนราตรีเผลอยิ้มตาม สักพักไม้ก็คอยเล่าเื่โน้นเื่นี้ของออกหลวงหนุ่มให้ฟัง ว่าเขาชอบอะไร เวลาว่างทำอะไรบ้าง
แปร๋น...แปร๋น…
สามสาวนายบ่าวแอบสะดุ้งกับเสียงที่ได้ยินจนไม้แอบขำ
“เสียงช้างนะขอรับ”
“ที่นี่มีช้างด้วยรึ”
ราตรีถามอย่างแปลกใจ
“มีขอรับ ที่นี่เป็ปางช้างที่ใหญ่ที่สุดของกรุงศรีฯเลยหนาขอรับ นอกจากช้างก็มีม้า มีสัตว์แปลกๆที่พวกจีน พวกฝาหรั่งส่งมาให้เยอะแยะเลยขอรับ แม่หญิงลองมองออกไปที่หน้าต่างตรงโน้นสิขอรับจะเห็นพื้นที่เรือนนี้เกือบทั่วเลยหนาขอรับ”
ราตรีลุกยืนออกไปดูตรงที่ไม้ชี้ชวนก็เห็นเป็จริงตามนั้นด้านล่างมีลานกว้างใหญ่แบ่งพื้นที่ไว้หลายส่วน ไกลๆเห็นเป็ช้างหลายเชือก อีกด้านก็มีคอกม้าและเรือนต่างๆมากมาย
เรือนนี้แม้จะพื้นที่กว้างใหญ่แต่ก็ถูกจัดไว้เป็อย่างดี อีกทั้งยังมีสวนที่ดูเหมือนจะมีดอกไม้หายากหลายชนิดมารวมกันดูร่มรื่นสบายตาจนคนงามอดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ วงหน้างามกระทบแสงแดดยามบ่ายดูอบอุ่นอ่อนโยน เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชรคล้ายดั่งนางอัปสร ทำเอาชายฉกรรจ์หลายคนที่กำลังฝึกซ้อมมวย ซ้อมดาบอยู่ที่ลานด้านล่างบังเอิญมองขึ้นมาก็นึกไปว่าได้เห็นนางไม้กลางวันแสกๆพากันชี้ชวนจ้องมองตาค้างด้วยตกตะลึงในความงาม
“แม่ราตรี! ดูกระไร!”
เสียงเข้มดุมาพร้อมกับเรือนร่างกำยำที่มายืนบดบังนางจากสายตาคนผู้อื่นจนมิด ดวงตาคู่คมยังมิวายหันไปขึงตาใส่บ่าวไพร่ด้านล่างจนคนด้านล่างแตกฮือไปคนละทิศละทาง
...ไอ้พวกนี้! มันน่าจับควักลูกตานัก
“ไอ้ไม้! กูให้มึงนั่งเป็เพื่อนแม่หญิงตรงโน้น แล้วมึงพานางมาทำกระไรตรงนี้!”
“อะ เอ่อ”
ไม้ที่หน้าเริ่มซีดคอเริ่มหดตอบไม่ถูกเพราะดูท่านายของมันจะอารมณ์เสียอีกแล้ว จนราตรีต้องชิงตอบเอง
“ข้ามาเองเ้าค่ะ ได้ยินเสียงช้างเห็นไม้บอกว่ามีปางช้าง ข้าเลยเดินมาดู”
ไม่พูดเปล่าฝ่ามือบางยังยกขึ้นแตะที่ท่อนแขนของออกหลวงหนุ่มโดยไม่รู้ตัว ทำเอาใจที่พยายามแข็งขืนกลับอ่อนยวบไม่เป็ทรงเลยทีเดียว จนเสียงเข้มที่เปล่งออกมาแลดูอ่อนลงหลายส่วนจนเห็นได้ชัด
“งั้นรึ ดูตรงนี้เห็นมิชัดดอก หากอยากดูจริงๆ วันหลังข้าจะพาไปดูใกล้ๆ”
“จริงรึเ้าค่ะ”
“อืม แต่วันนี้กลับกันก่อนเถิดประเดี๋ยวจะเย็นย่ำเสียก่อน ไอ้ไม้ไปเตรียมเรือ”
“ขอรับ”
ไม้ที่ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก นึกขอบคุณราตรีในใจอีกครั้ง แล้วหันหน้าไปยักคิ้วให้ชดและช้อยหนึ่งทีอีกทั้งยังยกยิ้มจนเห็นฟันดำก่อนจะลงจากเรือนไปทำตามคำสั่ง
...เห็นรึไม่ ไอ้ไม้บอกแล้ว ว่าแม่หญิงเก่ง
…
[1] สมุนไพรสำหรับสมานแผล แก้ฟกช้ำ