เื่เดิมๆ
ก๊อก ก๊อก ...ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็ระยะๆ
“ปาล์ม ปาล์ม ...ตื่นรึยังลูก..”
“วันนี้มีเรียนตอนเช้าไม่ใช่เหรอ....” น้ำเสียงของแม่ดูห่วงใยแต่แฝงด้วยการเร่งรัด
แม่เป็คนที่ตื่นเช้าที่สุดในบ้าน เธอจะลุกขึ้นมาั้แ่เช้ามืดเพื่อจัดเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคน“ได้ยินแม่รึเปล่า...ปาล์ม..ลูก” เธอเริ่มทำเสียงแข็งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าลูกชายในห้องไร้การตอบสนองใดๆทว่ามันก็เป็เื่ปกติสำหรับทุกเช้า เพราะปาล์มเป็เด็กที่ชอบนอนขี้เซาและตื่นสาย
“ได้ยินแล้วคร้าบบ...กำลังแต่งตัวอยู่” เสียงห้วนๆของปาล์มดังขึ้น
“ถ้าแต่งตัวเสร็จแล้วก็ลงไปทานข้าวเลยนะแม่เตรียมไว้ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว”
พูดจบแม่ก็เดินลงบันไดไป สีหน้าของเธอดูอิดโรยเล็กน้อย
แม่เดินมาถึงยังห้องครัวที่อยู่ถัดจากห้องรับแขกที่มีขนาดกว้างราวยี่สิบห้าตารางเมตรภายในห้องตบแต่งเรียบๆ ใช้ของน้อยชิ้น ทว่ากลับดูกลมกลืนอย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้บางชิ้นมองเห็นลายไม้ได้ชัดเจน
พ่อของปาล์มกำลังนั่งจิบกาแฟรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวก่อนแล้ว.เขาสวมเสื้อเชิตสีขาวเรียบขณะเตรียมพร้อมไปทำงาน ..หน้าต่างถูกแง้มไว้พอประมาณเพื่อให้แสงแดดบางๆลอดผ่านเข้ามาได้
เธอค่อยๆจัดแจงวางจานชามลง รวมทั้งช้อน ซ่อม มีด ตามตำแหน่ง กลิ่นกาแฟหอมๆลอยคลุ้งอยู่เหนือโต๊ะพ่อยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นอาหารที่ถูกยกมา
“ปาล์มยังไม่ลงมาอีกเหรอ พิม”พ่อถามขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ ขณะที่เดินมาบรรจงหอมแก้มของภรรยาฟอดหนึ่งก่อนที่จะส่งสายตาให้กัน
“ กำลังแต่งตัวอยู่ค่ะประเดี๋ยวก็คงจะเสร็จแล้ว”
“อืม” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะลงมือทานอาหาร
“ฝีมือของพิมยังเยี่ยมเหมือนเดิมนะเนี่ย”
“รีบๆทานเถอะค่ะ ...จะได้ไปทำงานกัน”
แม้ว่า่เวลาของความเป็หนุ่มสาวของคนทั้งคู่จะผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่พ่อและแม่ของปาล์มก็ยังคงปฏิบัติต่อกัน ด้วยความรักและเข้าใจเหมือนวันแรกที่ทั้งคู่ตกหลุมรักกันโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ผ่านไปครู่เดียวปาล์ม ก็เดินลงมาสมทบที่โต๊ะทานข้าว เขาอยู่ในชุดนักเรียนปีหนึ่ง สะพายกระเป๋าเป้สีดำ
แม่เขยิบเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับพ่อให้เขาพร้อมเลื่อนจานอาหารมาให้ตรงหน้า
“ขอบคุณครับแม่” ปาล์มรีบลงมือทานทันที
“ค่อยๆทานสิลูก เดี๋ยวก็ติดคอกันพอดี ” เธอปราม
“่นี้ ที่โรงเรียนเป็ยังไงบ้างล่ะ”พ่อถามแทรกขึ้น ขณะที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย
“เอ่อ...ก็ ก็ยังเหมือนเดิมครับ” เด็กชายทำเสียงตะกุกตะกักสีหน้าหม่นลงพยายามก้มหน้า
“ก็เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆเพื่อนใหม่ๆ ทุกอย่างหมือนจะดี แต่ยังถูกเพื่อนแกล้งอยู่เหมือนเดิม” ปาล์มเบ้ปากหวนคิดไปถึงเื่ราวแย่ๆและความซวยทั้งปวงที่เขาได้พบเจอที่โรงเรียน
“เฮ้อ เด็กสมัยนี้นี่ยังไงกันนะ แย่จริงๆ ” พิมบ่นขึ้นมองมายังปาล์มด้วยแววตาเห็นใจ
“ไม่เป็ไรหรอกครับแม่ ปาล์มชินแล้ว โดนแกล้งแบบนี้ั้แ่อนุบาลยันเข้าปีหนึ่งไม่นานคนพวกนั้นก็คงจะเหนื่อยไปเอง ” เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มแหยๆ
“บางครั้งพ่อก็อยากให้ปาล์มปกป้องตัวเองบ้างนะลูกอย่ายอมให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว พ่อรู้ดีว่าการเป็วัยรุ่นมันลำบากแต่พ่อก็เชื่อว่าปาล์มจะผ่านเื่พวกนี้ไปได้นะ”
ปาล์มถอนหายใจยาวๆเฮือกใหญ่ออกมา “ผมจะพยายามครับ”
พิม ทำหน้าอ่อขึ้นมาคล้ายจะนึกบางอย่างออก พลางมองมาที่ลูกชาย
“คือ ...อาทิตย์หน้าพ่อกับแม่จะต้องไปประชุมที่โตเกียวนะและคงจะอยู่ที่นั่นกันประมาณครึ่งเดือน”
“หือ” ปาล์มหันหน้ามองไปยังทั้งคู่
“ปาล์มอยู่บ้านคนเดียวได้รึเปล่าลูก” แม่ถามอย่างเป็ห่วง
พ่อกับแม่ของปาล์มเป็ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับการรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและอีกหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับการพํฒนามนุษย์ ทั้งคู่พบกันครั้งแรกที่ต่างประเทศและด้วยทัศนคติที่คล้ายกันและเคมีที่ตรงกันอย่างน่าประหลาดทำให้พวกเขาและตกหลุมรักกัน ทั้งสองคนเดินทางไปทำโครงการตามประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศโดยพยายามช่วยเหลือพวกเขาให้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น ให้ความรู้ ปลูกฝังจิตสำนึกหรือแม้แต่นำวิทยาการใหม่ๆเข้าไปให้ ยิ่งทำงานมากเท่าใดพวกเขาก็ยิ่งเห็นถึงความอดอยากและความทุกข์ทรมานของผู้คนมากเท่านั้น
ปาล์มยักคิ้วเล็กน้อย “ ปกติปาล์มก็อยู่คนเดียวมาตลอด แม่ไม่ต้องห่วงครับสบายมาก”
“จะให้น้าพรมาอยู่เป็เพื่อนรึเปล่า”
“ไม่ต้องครับ”
“อยากได้ของฝากอะไรรึเปล่า”พ่อถาม
“อืม” เด็กชายเหลือบตามองบนพลางทำท่าคิด “ครั้งนี้ขอเป็โมเดลอะไรก็ได้ครับ”
“ได้สิ”
แม่แอบมองบนเล็กน้อยกับการตามใจลูกชายของผู้เป็พ่อ
ปาล์มยิ้มหน้าบานออกมาทันที “ขอบคุณครับพ่อ”
“แม่กำลังคิดว่าจะขอวานคุณลุงข้างบ้านให้ช่วยสอดส่องอีกแรง่ที่แม่กับพ่อไม่อยู่นะ”
พิมหมายถึงเ้าของบ้านที่อยู่ติดกันและรู้จักสนิทสนมกันมาหลายปีหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ในตอนนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ค่อนข้างจะมีฐานะเพราะบ้านแต่ะหลังราคาค่อนข้างสูง เธอยังจำตอนที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาใหม่ๆได้เธอพบว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันค่อนข้างใจดีเข้ามาทักทายเธอกับสามีอย่างสนิทสนม ทำให้ซึ่งทั้งสองครอบครัวมีการให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อไม่นานมานี้ที่บ้านของคุณลุงและคุณป้าก็มีเด็กสาวคนหนึ่งมาอาศัยอยู่ด้วยสร้างความมประหลาดใจให้ครับครอบครัวของปาล์มเล็กน้อย โดยที่คุณลุงได้บอกกับทุกคนว่าเด็กสาวคนนั้นก็คือหลานของเขาที่เพิ่งย้ายมาและอาจจะอาศัยอยู่ด้วยกันสักพัก
หลังจากกลืนอาหารลงคอคำสุดท้าย ปาล์มก็รีบดื่มน้ำตามทันทีอีกหลายอึก
“ปาล์มต้องรีบไปเรียนแล้วครับ ...ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบเขาก็เลื่อนเก้าอี้ออก แล้วก้าวเท้าเดินออกไปทันที โดยมีพ่อกับแม่มองตามจนเขาก้าวพ้นประตูบ้านไป
“ไอ้ผีดิบปาล์ม ไอ้ผีดิบปาล์ม”
เสียงของเพื่อนๆผู้ชายะโล้อเลียนปาล์มที่นั่งอยู่ในห้องเรียนแถวที่สองริมหน้าต่างอย่างสนุกปากก่อนถึงเวลาเรียนคาบเรียนสาเหตุก็เนื่องจากผิวของเขาค่อข้างขาวซีดปนกับมีความผอมเล็กน้อยดังนั้นเพื่อนๆจึงพร้อมใจกันตั้งฉายานี้ให้
ปาล์มมีโรคประหลาดที่ติดตัวของเขามาั้แ่เกิดซึ่งแม้แต่หมอก็ตรวจหาสาเหตุของอาการไม่พบครั้นอาการของโรคกำเริบขึ้นมาเขาเองจะรู้สึกหนาวๆร้อนๆในร่างกายคล้ายกับมีคนเอากองไฟขนาดใหญ่มาสุมไว้ บางครั้งก็หนาวเย็นจนสั่นเหมือนกับนั่งอยู่ในตู้น้ำแข็ง
“ต้องขอโทษคุณพิมจริงๆครับ โรคประจำตัวของลูกชายนั้นเกินความรู้ของผมจริงๆ”คำเหล่านี้คุณหมอหลายคนพูดกับแม่บ่อยเสียจนเขาจำได้ขึ้นใจ
เพื่อนๆยังคงตั้งหน้าตั้งตาล้อต่อไปอย่างสนุกสนานพยามยั่วอารมณ์โมโหของปาล์มให้ประทุ
คนที่มีลักษณะอ่อนแอมักจะง่ายต่อการโดนรังแกและทำให้อับอายเสมอ
ทว่าผลกลับตรงกันข้าม ปาล์มกลับนั่งนิ่งไม่สนใจพลางเบือนหน้าและหลบสายตาไปทางอื่นภายในใจรู้สึกรำคาญบ้างเท่านั้นเอง
ปาล์มเคยอ่านหนังสือมาว่า การกลั่นแกล้งกันภายในโรงเรียนมีอยู่ทุกที่ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไปจะมองว่าผู้ที่ถูกแกล้งจะได้รับผลอันเลวร้ายต่อจิตใจของเขาอาจทำให้คนคนนั้นเกิดภาวะด้านลบต่างๆรวมทั้งอาจจะกลายเป็ปมในใจเมื่อเขาเติบโตขึ้นได้แต่ก็ยังมีอีกมุมหนึ่งที่น่าสังเกตคือผู้ที่ชอบแกล้งคนอื่นล่ะภาวะจิตใจของเขาเป็เช่นไร
คนพวกนี้ต่างก็เป็คนที่มีปัญหาเช่นกัน เช่นพวกเขาอาจจะเป็พวกที่ไม่เคยพอใจในตัวเองเลยจึงอยากจะทำให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่นโดยการข่มคนคนนั้นให้ด้อยค่าหรือเขาอาจจะเป็คนที่มีอารมณ็วู่วามสมาธิสั้น ชอบใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่พวกเขาอาจจะมีปมในใจมาั้แ่ตอนยังเป็เด็กซึ่งมีปัญหาจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดู
คิดได้แบบนี้ปาล์มก็ไม่คิดที่จะโกรธคนเหล่านี้เลย กลับตรงกันข้ามที่ทุกคนต่างก็มีปัญหาทั้งสองฝ่ายและเขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะด้อยค่าอย่างที่คนพวกนั้นพยายามจะให้เป็เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของเขาเหม่ลอยออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียนอยู่บนชั้นที่เจ็ดของอาคาร วิวทิวทัศน์จึงดูสดชื่นสบายตา ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเขียวครึ้มดูร่มรื่น ปาล์มชอบต้นไม้มากซึ่งจำได้ว่าตอนเด็กๆเคยช่วยแม่ทำสวนเป็ประจำ เขามองเห็นนักเรียนตัวเล็กๆกำลังวิ่งกันไปมาเต็มสนามฟุตบอลด้านล่างน่าสนุกดีแฮะ ลมเย็นๆพัดมาต้องใบหน้าพาลเอาจะง่วงนอนเสียให้ได้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คนพวกนั้นยังคงส่งเสียงหัวเราะร่วนกันอย่างสนุก
มีนักเรียญหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าโต๊ะของเธอถัดจากเขาเพียงเล็กน้อย
มิว นั่นเอง....
ปาล์มพยายามจะหลบสายตาไม่มองเธออยู่หลายครั้งแต่คล้ายมีบางอย่างจากมิวที่พร้อมจะดึงดูดเอาสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของเขาไปเสียทุกครั้งเขาพยายามแล้วแต่ก็ยังแอบเผลอมองเธอจนได้
มิวสวมชุดนักเรียนที่เป็เสื้อเชิตสีขาวเข้ารูป ผูกเนคไทตามระเบียบและจากการที่เธอใส่กระโปรงสั้นลายสก็อต ยิ่งทำให้เผยให้เห็นเรียวขาอันน่าทะนุถนอม แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่เขาก็นั่งอยู่ข้างหลังของเธอมาตลอด เชื่อเถอะว่าที่นั่งของเขาน่าจะเป็ที่นั่งในฝันของผู้ชายทั้งห้องอย่างแน่นนอน และการเผลอมองแผ่นหลังอันบอบบางที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอก็ทำเอาจิตใจของเขากระเจิงง่ายๆ
แผ่นกระดาษที่โดนขยำจนเป็ก้อนถูกขว้างมาโดนศีรษะของเขาอย่างจังทำให้เพื่อนๆในห้องเกือบทุกคนต่างหัวเราะกันครืนรวมทั้ง มิว ด้วย
“เฮ้อ เอาอีกแล้ว”เขาถอนหายใจยาวๆออกมาทำหน้าเซ็งๆเขาไม่้าเล่นบทตัวตลกต่อหน้าหญิงสาวที่น่ารักหรอกนะ
“นี่เรากลายเป็ไอ้งั่งประจำห้องไปแล้วเหรอเนี่ย” เขาบ่นกับตัวเองยังพยายามจะไม่สนใจพลางมองออกไปนอกต่อเห็นแมวสีดำตาโตตัวหนึ่งกำลังเดินไปมาตามระเบียงขอบหน้าต่างบริเวณคอแขวนกระดิ่งสีทอง
แมวสีดำ แมวสีดำ ...เขาทบทวนความจำ
ปาล์มจำได้ว่าที่บ้านของเขา บนโต๊ะทำงานของแม่จะมีรูปอยู่รูปหนึ่งที่แม่ใส่กรอบตั้งเอาไว้เป็รูปของแม่กับแมวน้อยตากลมโตขนสีดำ ท่าทางของมันดูขี้อ้อนเหลือเกินเขาคิดว่าแม่น่าจะรักมันเอามากๆ แมวตัวนี้น่าจะตายก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลกด้วยซ้ำและแม่ก็ไม่เคยเล่าเื่ราวใดๆเกี่ยวกับมันให้เขาฟังเลย
เขามักจะเห็นแววตาเศร้าๆของแม่เวลาจ้องมองภาพนั้นบางครั้งแม่ถึงกับน้ำตาคลออยู่คนเดียว เขาเดาว่าแม่คงจะคิดถึงมัน
“ปาล์ม ปาล์ม เราถามอะไรหน่อยสิ” เสียงใสๆของมิวดังขึ้น
ปาล์มรีบดึงสติทุกส่วนที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนี้กลับมาแล้วหันกลับมาทางเ้าของเสียงทันที
เขามักจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้คุยกับมิว ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว สายตาของเขาแอบเห็นหน้าอกของเธอกระเพื่อมเล็กน้อยเวลาคุยกันทั้งๆที่เขาพยายามจะไม่มองตรงนั้นและทั้งๆที่อีกฝั่งไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ไม่รู้ทำไมที่เขาระงับความตื่นเต้นไม่ได้สักที
“คือวันมะรืนนี้จะเป็วันเกิดของพี่เอกแต่เราไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรเป็ของขวัญดีปาล์มพอจะแนะนำเราได้รึเปล่า อย่างน้อยก็เป็ผู้ชายเหมือนกัน”
เขาอึ้งไปเล็กน้อยกับคำที่เธอถามออกมา แต่ก็เอาน่า ได้แค่คุยกันก็ยังดีถึงแม้จะเป็เื่ที่มิวกำลังจะซื้อของขวัญให้ผู้ชายคนอื่นก็เหอะ
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ สัญญาว่าอย่าบอกใครนะ ”เธอใช้นิ้วชี้เรียวยาวแตะริมฝีบางบางๆ
“เอ่อ เอ่อ “ ปาล์มทำท่าอึกอัก พยายามหลบสายตา
“เรา.. ว่า.. เราคิดว่า” เขาพยายามคิดและเค้นคำพูดออกมาสายตาของเขาหันไปสบตากับมิวที่กำลังมองอยู่พอดี ตาของเธอกลมใสคล้ายเด็ก
“นาฬิกาก็ได้นะ” เขารีบพูดออกมาอย่างเร็ว
เอ๋.....................
ตอบออกไปแล้วแฮะ
มิวยักคิ้วเล็กน้อย “อืม อันนี้น่าสนใจแฮะ”
“ไม่รู้ว่าพี่เอกจะชอบรึเปล่า”
“ของที่มิวตั้งใจให้ เราคิดว่าคนรับน่าจะรู้สึกดีนะ” น้ำเสียงของเขาตะกุกตะกัก
“อืม ขอบใจนะ” มิวยิ้มออกมาก่อนที่จะหันตัวกลับไปคุยกับกลุ่มเพื่อนเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆส่งเสียงหัวเราะดังมาเป็ระยะ
ปาล์มมองตามดูรอยยิ้มของเธอที่ช่างมีความสดใสเหลือเกินแล้วเขาก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ