เมื่อต้องเผชิญกับความกระตือรือร้นของทุกคน ไป๋จงรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูกจริง ๆ แต่เมื่อเห็นว่าพวกเขาต้อนรับขับสู้เช่นนี้ ในใจก็รู้สึกอบอุ่นอยู่บ้าง
ภายในหมู่บ้าน โดยเฉพาะในหมู่บ้านฉางซิงลี่ บรรยากาศระหว่างเพื่อนบ้านนั้นดีมากและมีความสามัคคีกันยิ่งนัก
โชคดีที่ตอนนี้เขาแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง หลังจากเบียดเสียดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ออกจากฝูงชนได้อย่างราบรื่น เนื่องจากตอนนี้เขายังรู้สึกแปลกหน้ากับคนเหล่านี้ จึงคิดว่าไว้มีโอกาสค่อย ๆ ทำความรู้จักกันในภายหลัง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการกลับบ้านไปดูให้เห็นกับตา
หลังจากปลีกตัวออกจากฝูงชน เขาก็รีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังบ้านของตน ชาวบ้านต่างร่วมมือกันโดยการไม่วิ่งตามมาอีก แต่ถึงกระนั้น การกลับมาของไป๋จงก็กลายเป็หัวข้อสนทนาของพวกเขาในเวลาอันรวดเร็ว
ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ไป๋จงเดินมาถึงบริเวณเรือนหลังหนึ่ง เพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนในหมู่บ้านฉางซิงลี่ เพราะกำแพงผุพัง ประตูทรุดโทรม และตัวบ้านก็ดูเก่ามาก
นี่คือบ้านหลังใหม่หลังจากที่ข้ามเวลามามากกว่าสองพันปี ไป๋จงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ขณะกำลังจะผลักประตูเปิดออก นึกไม่ถึงว่าจะมีคนจากด้านในเปิดประตูออกมาเสียก่อน
เด็กสาวสวมชุดผ้าป่านหยาบ ๆ ผมเกล้าเป็มวยสองข้าง อายุประมาณสิบสามสิบสี่ปี ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าไป๋จง
นางก็คือไป๋หลาน น้องสาวของไป๋จงนั่นเอง เมื่อครู่ได้ยินคนข้างนอกะโว่าพี่ใหญ่กลับมาแล้ว จึงตั้งใจจะออกไปต้อนรับ นึกไม่ถึงว่าพอเปิดประตูออกมาก็เห็นคนอยู่ตรงหน้าพอดี
"พี่ใหญ่!" ไป๋หลานร้องเรียกเบา ๆ แล้วโผเข้ากอดในอ้อมอกของไป๋จง
"หลานเอ๋อร์!"
ไป๋จงนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับตัวให้เข้ากับฐานะ เดิมทีความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวนั้นเลือนลางมาก แต่ในตอนนี้กลับชัดเจนขึ้น เขาจึงลูบศีรษะนางเบา ๆ
ไป๋หลานเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวด้วยความสงสารว่า "พี่ใหญ่ ท่านผอมลง แถมยังผิวพรรณกร้านขึ้นด้วยเ้าค่ะ"
"ออกรบอยู่ตลอด ย่อมต้องผอมลงและดำขึ้นเป็ธรรมดา"
ไป๋จงยิ้มบาง ๆ เขาเพียงแค่ดูผอม แต่ร่างกายที่ผ่านการเสริมพลังมานั้น ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งเพียงใด
ในชาติก่อนเขาไม่มีน้องสาว เป็ลูกชายคนเดียว เมื่อได้มาเกิดใหม่ในยุคเมื่อสองพันกว่าปีก่อนและมีน้องสาวตัวน้อยเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน จึงรู้สึกดีไม่น้อย
"พี่ใหญ่ต้องหิวแน่ ๆ ข้าจะไปทำของกินให้ท่านเ้าค่ะ"
ไป๋หลานปล่อยมือแล้วหมุนตัวเดินไปยังครัว ความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขานั้นดีมาก
ไป๋จงเดินตามหลังนางเข้าไปในบ้าน
ภายในบ้านมีเพียงสองห้อง การตกแต่งเรียบง่ายยิ่งนัก นอกจากโต๊ะเตี้ย ๆ และเบาะนั่งเก่า ๆ ไม่กี่ชิ้นแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก คำว่ายากจนข้นแค้นจนผนังบ้านว่างเปล่า ใช้บรรยายสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้เป็อย่างดี
ไป๋จงวางของลงแล้วเดินไปดูที่ครัว เห็นน้องสาวนำเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งมาแช่น้ำจนนุ่ม หั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ มากมาย จากนั้นก็ล้างข้าวฟ่างหนึ่งกำมือ เตรียมทำอาหารที่เรียกว่าแกงเนื้อใส่ข้าวฟ่าง ซึ่งก็คือการนำข้าวฟ่างและเนื้อหั่นชิ้นมาตุ๋นรวมกันเป็แกงข้น
"พี่ใหญ่ ท่านเข้ามาทำไมเ้าคะ ให้ข้าจัดการเอง รีบกลับไปนั่งพักเถิดเ้าค่ะ"
ไป๋หลานวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่และพยายามจะผลักไป๋จงออกไป
นางย่อมผลักไป๋จงไม่ไหว เขาจึงเดินเข้าไปจุดไฟที่เตาแล้วยิ้มกล่าวว่า "เรามาช่วยกันทำ เ้าอยู่บ้านคนเดียว ความจริงก็ลำบากไม่น้อย"
"ข้าไม่ลำบากเ้าค่ะ"
ไป๋หลานรู้สึกจมูกแสบร้อน "พี่ใหญ่ไปออกรบ ก็เพื่อให้ข้าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น"
ไป๋จงนึกถึงตอนที่จากหมู่บ้านตระกูลไป๋มา เคยบอกกับน้องสาวว่าต้องสร้างผลงานกลับมา เพื่อเปลี่ยนสภาพความยากจนในตอนนี้ ซึ่งตอนนี้เขาก็ทำได้สำเร็จแล้ว
"หลังจากข้าสร้างผลงานา ก็น่าจะได้เงินรางวัลบ้าง ถึงไม่มีก็น่าจะมีเบี้ยหวัด เห็นว่าเป็ข้าวจำนวนสองร้อยต้าน และที่ดินสี่ฉิ่ง เหตุใดที่บ้านยังยากจนเช่นนี้อีก?"
"พี่ใหญ่ ท่านรอข้าประเดี๋ยวเ้าค่ะ" ไป๋หลานกล่าวพลางเดินออกไปข้างนอก
ครู่ต่อมา นางหิ้วโถดินเผาใบหนึ่งเข้ามาและวางลงพร้อมกับหอบหายใจเล็กน้อย เมื่อเปิดออกดู ด้านในล้วนเป็เงินเฉียน
"เหล่านี้คือเงินรางวัลของพี่ใหญ่ และยังมีอีกห้าร้อยเฉียนที่ข้าเตรียมเก็บออมไว้ให้พี่ใหญ่ จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ เนื้อแห้งเหล่านี้ข้าก็ซื้อเตรียมไว้ล่วงหน้า รอจนพี่ใหญ่กลับมาถึงค่อยกินเ้าค่ะ"
ไป๋หลานเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับ้าคำชม
ไป๋จงมองนางด้วยความเอ็นดู ในใจคิดว่าน้องสาวคนนี้ดีจริง ๆ รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "หลานเอ๋อร์ดีจริง ๆ "
"พี่ใหญ่ต่างหากที่ดียิ่งกว่า"
ไป๋หลานยกโถดินเผากลับไปซ่อนไว้ แล้วเริ่มต้มแกงเนื้อใส่ข้าวฟ่าง ควันไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม แกงเนื้อใส่ข้าวฟ่างถูกยกมาวางบนโต๊ะเตี้ย นางตักให้ไป๋จงหนึ่งชามก่อน จากนั้นจึงตักเนื้อทั้งหมดใส่ลงในชามของไป๋จง
"เอาเนื้อให้ข้าหมดเลย หลานเอ๋อร์ไม่กินหรือ?" ไป๋จงถามด้วยความสงสัย
"เนื้อไม่อร่อย ข้าไม่ชอบกินเ้าค่ะ ข้ายกให้พี่ใหญ่" ไป๋หลานตักข้าวฟ่างให้ตัวเองหนึ่งชามโดยไม่เอาเนื้อ
ครอบครัวธรรมดานาน ๆ ครั้งถึงจะได้กินเนื้อสักมื้อ เด็กสาวคนนี้อยากกินอยู่หรอก แต่เพราะสงสารพี่ใหญ่ จึงไม่ยอมเอาแม้แต่ชิ้นเดียว
เนื้อในยุคนี้ไม่อร่อยจริง ๆ เพราะไม่มีเครื่องปรุงรสใด ๆ เพียงแค่ล้างให้สะอาดแล้วนำไปตุ๋น แต่ไป๋จงไม่ใส่ใจ และยังยืนกรานที่จะแบ่งให้หลานเอ๋อร์ครึ่งหนึ่ง
ไป๋หลานไม่มีทางเลือก จึงต้องรับมาแล้วถามว่า "พี่ใหญ่ยังหิวอยู่หรือไม่เ้าคะ?"
"ท้องจะแตกอยู่แล้ว" ไป๋จงลูบท้องของตนเองพลางกล่าว
ไป๋หลานจึงพอใจและกล่าวต่อว่า "หากอวี้เอ๋อร์รู้ว่าพี่ใหญ่กลับมา ต้องดีใจมากแน่ ๆ เ้าค่ะ"
'อวี้เอ๋อร์!'
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ภาพร่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของไป๋จงอย่างรวดเร็ว นั่นคือหญิงสาวที่อายุมากกว่าไป๋หลานเล็กน้อย ไป๋จงรู้จักนางมานานมากแล้ว หากจะพูดอีกอย่างก็คือเป็เพื่อนเล่นกันมาแต่เยาว์วัย
หากจำไม่ผิด ไป๋จงเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อเขากลับมา จะต้องแต่งหญิงสาวที่ชื่ออวี้เอ๋อร์ผู้นั้นเข้าบ้านให้ได้
"พี่ใหญ่คงไม่ได้ลืมอวี้เอ๋อร์ไปแล้วนะเ้าคะ?"
ไป๋หลานยิ้มกล่าว "ต่อไปนางจะต้องมาเป็พี่สะใภ้ใหญ่ของข้า"
พี่สะใภ้ใหญ่ หมายถึง พี่สะใภ้คนโตนั่นเอง
"อวี้เอ๋อร์ไม่ใช่คนในหมู่บ้านฉางซิงลี่ของเรา พรุ่งนี้ข้าจะไปพบนาง อย่าคิดฟุ้งซ่าน" ไป๋จงใช้นิ้วเคาะหน้าผากนางเบา ๆ
ไป๋หลานถามต่อว่า "พี่ใหญ่ได้รับบรรดาศักดิ์ ต่อไปจะได้เป็แม่ทัพหรือไม่เ้าคะ?"
ไป๋จงกล่าวว่า "เป็เพียงนายกองร้อย แต่ก็อยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งแม่ทัพแล้ว"
"พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย!" ไป๋หลานจับมือไป๋จงแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ
เมื่อเห็นนางเป็เช่นนี้ ไป๋จงก็ยิ้มอย่างเข้าใจและลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนาง
.....
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไป๋จงตื่นแต่เช้าตรู่ ซึ่งเป็นิสัยที่ติดมาจากค่ายทหาร เขาเตรียมอาหารเช้าจนเสร็จ น้องสาวก็ตื่นพอดี
หลังจากรับประทานอาหารง่าย ๆ เสร็จ ไป๋หลานก็บอกว่าที่ดินที่ได้รับพระราชทานถูกแบ่งสรรเรียบร้อยแล้ว นางจะพาพี่ชายไปดูที่ดินในทุ่งนา
เมื่อมาถึงคันนา ไป๋จงมองตามคำชี้แนะของไป๋หลาน แล้วก็ต้องตกตะลึง
"ทั้งหมดนี้คือที่ดินของข้าหรือ?"
ที่ดินสี่ฉิ่ง กลับกว้างใหญ่เพียงนี้ เขายืนอยู่บนคันนาแล้วมองออกไป แทบจะมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ทว่าภายใต้กำลังการผลิตที่ต่ำในสมัยโบราณ ผลผลิตธัญพืชก็ไม่สูงนัก โดยทั่วไปต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงจะเก็บเกี่ยวธัญพืชได้มากขึ้น
"แน่นอนเ้าค่ะ ที่ดินถูกจัดสรรมาให้แล้ว แต่ทาสกสิกรรมยังไม่มี"
ไป๋หลานกล่าวว่า "ข้าอยู่บ้านคนเดียว เพาะปลูกไม่ไหวมากขนาดนี้ ต่อไปอยากจะแบ่งให้เช่าออกไปบางส่วนเ้าค่ะ"
ทาสกสิกรรม คือคนรับใช้ที่ทำงานเกษตรกรรม ซึ่งหลังจากได้รับบรรดาศักดิ์ ทางเขตด่านและหมู่บ้านจะจัดสรรให้ตามความ้าของผู้มีบรรดาศักดิ์
นอกจากนี้ เมื่อได้รับจัดสรรที่ดินแล้ว จะปล่อยให้รกร้างไม่ได้ เพราะหากทางการเห็นว่ารกร้างจะยึดคืน นอกจากใช้ทาสกสิกรรมเพาะปลูกแล้ว ยังสามารถให้ผู้อื่นเช่าได้
ภายในแคว้นฉิน ผู้ที่ไม่มีที่ดินหรือถูกยึดที่ดินมีจำนวนนับไม่ถ้วน คนเหล่านี้ไม่มีความสามารถอื่น หาก้ามีชีวิตรอด มีเพียงทางเดียวคือเช่าที่ดินของผู้อื่น แล้วใช้ธัญพืชเป็ค่าเช่า
ไป๋จงกล่าวด้วยความพอใจว่า "นึกไม่ถึงเลยว่า ข้าจะได้กลายเป็เ้าที่ดิน"
การได้เป็เ้าที่ดินในสมัยโบราณ ดูเหมือนจะสบายไม่น้อย
"พี่ใหญ่ ข้าจะพาท่านไปหาอวี้เอ๋อร์เ้าค่ะ!"
เมื่อที่ดินไม่มีอะไรน่าดูแล้ว ไป๋หลานจึงจูงมือเขาเดินไปยังหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง