“จริงๆนะคะคุณหญิงยาย เดือนไม่รู้ไม่เห็นใดๆทั้งสิ้นว่าทำไมสวนดอกไม้ของคุณหญิงยายถึงพังพาบไม่มีชิ้นดีแบบนั้นเพราะตอนที่เดือนเก็บดอกมะลิเสร็จก็เดินไปนั่งเล่นแถวศาลาท่าน้ำ...ตั้งใจแค่จะถ่วงเวลานิดหน่อยเพราะขี้คร้านจะขึ้นมานั่งร้อยมาลัยเท่านั้นเองแต่พอดีนั่งคิดเื่นั้นเื่นี้จนเพลินกว่าจะกลับมาขึ้นเรือนก็เลยช้าไปหลายนาทีไม่ทันเห็นว่าหมาสามตัวของนายแสวงไปอยู่แถวนั้นั้แ่เมื่อไร”
เดือนสิบเสียงอ่อยลงในตอนท้ายหลังรู้ชัดถึงต้นสายปลายเหตุจากคำบอกเล่าของบัวศรีว่าเกิดสิ่งใดขึ้นคุณหญิงเฟื้อผู้อ่อนโยนและเอ็นดูรักใคร่เธอเสมอเหมือนหลานในไส้แท้ๆถึงได้กริ้วจนสีหน้าที่ผ่องผิวเปล่งปลั่งถึงกับแดงเรื่อราวกับยืนอยู่กลางแดดหลายชั่วยาม...เมื่อเอ่ยเอื้อนออดอ้อนจนฝ่ายหญิงสูงวัยคลายสีหน้าลงแล้วทรุดกายลงนั่งกลับไปยังตั่งไม้สักที่เดิมเดือนสิบก็ประจบเอาใจค่อยๆเอื้อมมือไปบีบนวดตามแขนของอีกฝ่ายหวังผ่อนคลายความฉิวที่ตกค้างอยู่บนริมฝีปากอันหุบสนิท
ส่วนปากยังคงจำนรรจาเจื้อยแจ้วไม่ผิดแผกแม่นกแก้วนกขุนทอง“ให้เดือนไปสบถสาบานที่ไหนก็ได้...”
“หยุดพูดเรื่อยเปื่อยเสียทีเถิดแม่เดือนแล้วอย่าเที่ยวไปสัญญาหรือสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครก็ตามพล่อยๆเทียวนะ...เพราะหากผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้คำสาบานมันจะย้อนเข้าตัว แล้วที่สำคัญคนที่ต้องเจ็บช้ำเพราะอีกฝ่ายบิดพลิ้วในสัญญา อาจต้องทนทุกข์นานแสนนานจนกว่าจะหมดลมหายใจก็เป็ได้”
จู่ๆเสียงคุณหญิงเฟื้อก็อ่อนจนคล้ายรำพึงสีหน้าที่แสดงความขึ้งโกรธก็ทุเลาจนแลเห็นว่าดวงตาอันเชื่อมโศกสองข้างของท่านนั้นดูว่างเปล่าและหม่นทุกข์พร่ำในสัญญาใดสักอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
เดือนสิบจึงฉวยโอกาสนี้หวังทำตัวดีไถ่โทษ...โทษฐานที่ต้นกุหลาบกับต้นมะลิพังราบเป็หน้ากลองแม้นมิใช่ฝีมือของเธอทั้งหมด แต่ก็นับเป็ตัวการก่อเหตุก็ว่าได้เมื่อเธอคิดอุตริยามเห็นสุนัขสายพันทางสามตัวซึ่งนายแสวงคนสวนเลี้ยงดูเอาไว้เฝ้าบ้านกำลังวิ่งกวดกันอย่างสนุกสนานแถวบริเวณที่ปลูกไม้ดอกเ่าั้ ตอนนั้นเองที่เธอคิดออกว่าจะหาผู้สมรู้ร่วมคิดให้กระทำการใดด้วยความคุ้นเคยกับสุนัขเ่าั้ดีเธอจึงสาละวนกับการหาของกินในละแวกใกล้จนนำมาหลอกล่อให้พวกมันวิ่งไปวนมาย่ำผ่านกอดอกไม้ทั้งสองชนิดจนลำต้นหักโค่นลงไปเป็แถบจนเห็นว่าพอสมควร เธอจึงโยนของกินในมือคนละชิ้นให้พวกมันทั้งสามตัวถือเป็การตอบแทนครั้นสำรวจผลงานตรงหน้า เห็นว่ายังไม่สมประสงค์ดีนักจึงลุยฝ่าดงไม้ดอกหักลำต้นที่เหลือจนเรียกได้เต็มปากอย่างที่บัวศรีนำภาพที่เห็นมาถ่ายทอดออกจากปากว่า...‘ตอนนี้เหี้ยนเตียนระเนระนาดพังราบเป็หน้ากลองไม่มีเหลือสักต้นก็ว่าได้เ้าค่ะ’
“เพื่อความสบายใจของคุณหญิงยายเดือนจะไม่ไปสัญญากับใคร” ความแก่นแก้วของเธอทำให้ยามออกปากรับคำนั้นจึงแอบไพล่มือไปด้านหลังข้างหนึ่ง พลางไขว้นิ้วเอาไว้“ส่วนเื่ต้นกุหลาบกับต้นมะลิที่เสียหายวันหลังเดือนจะให้นายแสวงเป็สารถีพาไปซื้อต้นใหม่ที่สวนขายต้นไม้ดอกไม้ไม่ไกลจากที่นี่นักนำมาลงดินแทนต้นเก่านะคะ แล้วเดือนจะช่วยนายแสวงปลูกเองกับมือ”
“อย่าอุตริจับงานหนักแบบผู้ชายนักเลยแปลกคนจริงเทียว...ฉันก็อยากให้หล่อนได้ฝึกฝีมือวิชาการเรือนของกุลสตรีอย่างครบเครื่องเผื่อวันข้างหน้าคิดออกเหย้าออกเรือน จะได้ไม่มีคนมาครหานินทาเอาว่าลูกหลานผู้หญิงบ้านคุณหญิงเฟื้อไม่เป็งานหยิบจับสิ่งใดอย่างที่กุลสตรีพึงทำก็ไม่เป็โล้เป็พายสักอย่างฉันได้ขายขี้หน้าไปสามวาสามโยชน์เสียเปล่าๆ...ส่วนงานปลูกต้นไม้ก็ปล่อยให้หน้าที่คนสวนอย่างนายแสวงเป็คนทำโน่น”
นางบัวตองที่นั่งฟังอยู่นานก็อดหยอกเสียมิได้ จึงแทรกขึ้นอย่างคนปากไม่อยู่สุข“อิฉันหวังว่าคุณหนูเดือนคงจะไม่เลือกซื้อเอาต้นที่สูงแค่คืบเดียวมาลงดินดอกนะเ้าคะไม่เช่นนั้นกว่ามันจะโตจนออกดอกรอบใหม่ คงกินเวลาไปอีกเป็เดือนๆทีนี้คุณหนูเดือนของอิฉันก็คงไม่ต้องฝึกร้อยมาลัยไปอีกนานโข”
เดือนสิบหันไปย่นจมูกใส่หน้านางบัวตองที่รู้ทันก่อนจะรีบกลับมาประจบคุณหญิงเฟื้อที่มีท่าทางอ่อนลงว่า“คุณหญิงยายอย่าไปฟังยายบัวตองใส่ความเดือนนะคะ”
“เอาละ...ถ้าแม่เดือนออกตัวว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นฉันก็จนปัญญาจะคาดคั้น อ้อ...แม่บัวศรี ประเดี๋ยวหล่อนไปตามนายแสวงมาพบฉันบนเรือนสักหน่อยนะพอดีมีธุระจะสั่ง”
คุณหญิงเฟื้อแจ้งความประสงค์กับบัวศรีเสร็จสรรพพอบ่าวรับใช้คล้อยหลังพ้นประตูเรือนไปแล้วจึงเปรยกับเดือนสิบที่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ประเดี๋ยวแม่เดือนไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียใหม่แล้วกันนะฉันจะให้หล่อนออกไปซื้อต้นกุหลาบกับต้นมะลิพร้อมนายแสวงวันนี้เลยช่วยเลือกต้นที่โตพอจะออกดอกได้ในเวลาอีกไม่นานนักหวังว่าแม่เดือนคงเข้าใจความหมายที่ฉันพูดนะเพราะถ้าหล่อนเลือกหาต้นเล็กเท่าฝ่ามือมาเมื่อไรฉันก็จะให้หล่อนไปซื้อใหม่จนกว่าจะได้ต้นที่ฉันพึงใจ...” เมื่อสั่งความดังนี้เดือนสิบจึงก้มหน้างุด เพราะรู้ดีว่าคุณหญิงเฟื้อ แม้นใจดีอ่อนหวานและอ่อนโยนเพียงไร แต่ก็แฝงความเข้มงวดกวดขันอยู่ไม่น้อย
เดือนสิบจึงรับคำเสียงเบาครั้นปรายตาไปเห็นนางบัวตองกำลังป้องปากกลบเสียงคิกคักที่ลอดลำคอ ก็ทำปากขมุบขมิบใส่ด้วยอาการคล้ายเด็กที่ไม่รู้จักโตจนคุณหญิงเฟื้อแสร้งกระแอมเบาเนิบ แล้วปรารภต่อ“แต่ก่อนหล่อนจะไปซื้อต้นไม้มาลงดิน ฉันจะให้หล่อนแวะไปทำธุระแทนฉันหนึ่งเื่”
“ได้ค่ะคุณหญิงยาย...จะให้ไปทำกิจอันใดกันคะ”
“ฉันจะไหว้วานหล่อนเป็ตัวแทนนำเงินก้อนจำนวนหนึ่งไปมอบให้กับมูลนิธิสู่ศิลป์ที่ตั้งอยู่แถวสี่พระยาไม่ไกลจากที่นี่เท่าใดนักดอกอยู่ติดกับแม่น้ำเ้าพระยานี่เอง...ถ้าไปทางเรือก็สะดวกแต่หนนี้คงต้องนั่งไปทางรถให้นายแสวงเป็คนขับเพราะนอกจากหล่อนต้องเลือกหากุหลาบกับมะลิหลายต้นฉันจะให้หล่อนแวะเข้าตลาดสดที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามมูลนิธิไปซื้อหากุหลาบที่ดอกสีแดงสดทั้งตูมและบานพร้อมดอกมะลิอีกหอบหนึ่ง”
“ซื้อมาทำไมอีกคะคุณหญิงยาย”เดือนสิบขัดขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันจบประโยคดี
“จะกระไรเสียอีกเล่าฉันก็จะให้หล่อนซื้อดอกไม้พวกนั้นนำกลับมาร้อยมาลัยแล้วก็ปักแจกันใหม่น่ะสิในเมื่อดอกไม้ที่เรือนปลูกไว้เสียหายจนไม่สามารถผลิดอกออกใบได้ทันใช้สอยหล่อนไม่เห็นด้วยกับฉันดอกหรือ”
เมื่อทิ้งท้ายไว้เป็คำถามกึ่งคำสั่งกลายๆเดือนสิบจึงจำใจรับคำเพิ่มอีกประการก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อนึกสงสัยถึงธุระที่คุณหญิงเฟื้อไหว้วานไปทำขึ้นมา
“ว่าแต่หนนี้คุณหญิงยายให้เดือนเป็ตัวแทนไปที่มูลนิธิอะไรนั่นทำไมเล่าคะในเมื่อเดือนเห็นคุณหญิงยายก็ไปด้วยตัวเองเป็ประจำอยู่ทุกปี”
คุณหญิงเฟื้อจึงเขยิบกายกลับไปนั่งเอนหลังพิงหมอนขวานสามเหลี่ยมตามเดิมพลางกล่าวเสียงเรียบทั้งที่ใบหน้าอิ่มเอิบ ยิ้มละไมขึ้นมาที่มุมปาก ดวงตาพราววับ“หล่อนก็เห็นว่า่หลังฉันเวียนศีรษะบ่อย เดินเหินก็ไม่สะดวกเหมือนสมัยยังสาวแล้วหนนี้ฉันให้หล่อนออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง ไม่ชอบใจดอกรึหล่อนจะได้ไม่ต้องแอบหนีไปเที่ยวนอกเขตรั้วตามลำพังอย่างที่เคยทำ...เอาเป็ว่าหล่อนเป็ธุระให้ฉันตามที่ไหว้วานแล้วกัน...ว่าแต่ไปกับนายแสวงสองคนได้ใช่ไหมเพราะพี่ชายของหล่อน ฉันจะวานเขาไปธุระให้ฉันอีกที่หนึ่งเหมือนกัน”
“ค่ะเดือนจะจัดการธุระของคุณหญิงยายไม่ให้ขาดตกบกพร่อง”
พอเดือนสิบตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนผู้สูงวัยกว่าก็เอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกบางเื่ขึ้นได้ “อ้อ...แม่เดือนนั่งลงอีกประเดี๋ยวเถอะ ฉันว่าจะถามหล่อนให้แน่ชัดอีกสักเื่”
“เื่ใดกันคะคุณหญิงยาย”
“ก็เื่ที่หล่อนร้องเสียงหลงในห้องนอนั้แ่ไก่ยังไม่ทันโห่เมื่อเช้านี้อย่างไรเล่าฉันเห็นหล่อนมีอาการแบบนี้ติดๆกันมาหลายครั้งแล้วนะ หล่อนแน่ใจรึว่าเป็แค่ฝันร้ายธรรมดา”
เดือนสิบหลุบตาลงฉับพลันตอบอ้อมแอ้มเสียงเบา “ก็แค่ฝันร้ายซ้ำๆกระมังคะเดือนจำเื่ราวในฝันไม่ได้สักนิดเดียว...คุณหญิงยายถามทำไมหรือคะ”
พูดจบ...ต่างฝ่ายต่างถอนหายใจเบาจนเนิบที่สุดหมายว่าคู่สนทนาคงไม่ได้ยิน โดยไม่รู้สักนิดว่าในฝันร้ายซ้ำไปซ้ำมาที่เกิดขึ้นกับเดือนสิบมีบางเสี้ยวหนึ่งนั้นสอดคล้องไปกับความฝันของคุณหญิงเฟื้อ
แล้วความฝันของเดือนสิบยังมีเื่ราวเกี่ยวพันไปยังความฝันของผู้ชายอีกสองคน...คนหนึ่งได้ชื่อว่าผูกพันทางสายเืที่เกิดพร้อมกัน...และอีกคนหนึ่งได้ชื่อว่าผูกพันกันด้วยความรักแต่ปางหนหลังในอดีต
///////////////////////////////////////////////////จบบทที่ ๑