ในขณะที่ไต้ซีหงและคณะพากันขึ้นไปตรวจตราสินค้าบนเรือลำต่างๆเ้าทิพได้ขอเซียงจือกงให้พาขึ้นชมเรือรบคุ้มกันขบวน
“ม้าพวกนี้สวยสง่า ดูเข้มแข็ง”เ้าทิพกล่าวพลางลูบแผงคอม้าตัวหนึ่งที่ผูกอยู่ใต้ท้องเรือบรรดาเรือรบพวกนี้ไม่ได้บรรทุกสินค้าแต่มีห้องบรรทุกม้าและอาวุธ พลเรือทั้งหมดคือทหารม้าที่คัดเลือกมาฝึกฝีพายและกางใบเรือเมื่อต้องรบบนบกหรือ้าเดินทางก็ลำเลียงม้าขึ้นฝั่งไปใช้งาน
“เป็ม้าสายพันธุ์ผสมมองโกลในอดีตอาณาจักรมองโกลยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะการรบบนหลังม้า...ม้าสายพันธุ์นี้เข้มแข็งว่องไว เวลาควบกระโจนลำตัวนิ่งทำให้ทหารบนหลังม้าสามารถคุมจังหวะอาวุธได้สะดวก”เซียงจือกงอธิบายถึงการรบบนหลังม้าของอาณาจักรมองโกลที่ถูกราชวงศ์ิล้มล้างไปเมื่อ ๕ ปีก่อน
“ไม่น่าเชื่อว่าอาณาจักรมองโกลที่ยิ่งใหญ่จะล่มสลายได้”เ้าทิพกล่าวเป็เชิงถาม
“ชาวมองโกลเป็นักรบไม่ใช่นักปกครองการปกครองเด็ดขาดแบบทหารอาจทำให้ประชาชนยำเกรง แต่ก็เป็ช่องทางให้เกิดการทุจริตกดขี่ข่มเหงชาวจีนเชื้อสายฮั่น มีการแบ่งชนชั้นในสังคมยกชาวมองโกลข่มชาวฮั่นสุดท้ายก็บ่มเพาะการต่อต้านและเกิดกองทัพประชาชนลุกขึ้นต่อสู้”นายกองขบวนเรือผู้เป็ข้ารับใช้ทั้งสองแผ่นดินั้แ่ราชวงศ์หยวนของมองโกลจนถึงราชวงศ์ิที่เพิ่งก่อตั้งในปีพุทธศักราช๑๙๑๑ กล่าวอธิบาย
“ข้าพเ้าทราบว่า่ที่สองราชวงศ์รบชิงแผ่นดินกันดูเหมือนอาณาจักรทางทะเลใต้แถบนี้จะสงบสุขดีนะท่านอา” เ้าทิพกล่าวเป็เชิงเล่นออกไป
“อาจารย์เ้าสอนเื่การบ้านการเมืองไว้อย่างนี้หรือ”น้ำเสียงดุเข้มปรามขึ้นทันที “จงระวังไว้ ก่อนพายุใหญ่มา คลื่นลมมักจะสงบ...วันหนึ่งหากเ้าได้ขึ้นเป็เ้าปกครอง ให้ใช้คุณธรรมและเมตตาธรรมปกครองคนผู้ปกครองและชาวประชาย่อมต้องอาศัยกัน ดุจเรือพึ่งน้ำ...เ้าก็เห็นอาณาจักรมองโกลที่ยิ่งใหญ่สุดท้ายก็ถูกโค่นล้มด้วยกองทัพประชาชนเหมือนเรือที่ถูกน้ำคว่ำเอา”
“ข้าพเ้าคงไม่มีโอกาสได้เป็ชนชั้นผู้ปกครองหรอก”เ้าทิพกล่าวเสียงห่อเหี่ยว
เซียงจือกงเห็นอาการดังกล่าวอดส่ายหน้าไม่ได้
“เกิดเป็คนอย่าได้ดูถูกตัวเองจำไว้... ร้อยคนหยาม ยังไม่เลวทรามเท่าเราดูถูกตัวเอง” ทั้งตบบ่าเ้าทิพเบาๆ
สักครู่จึงมีทหารมาเชิญผู้บัญชาการใหญ่กลับขึ้นเรือธงบอกว่าไต้ซีหงตรวจสอบสินค้าตามรายการเสร็จสิ้นแล้ว
ในห้องประชุมตอนท้ายเรือธงเซียงจือกงพร้อมนายกองสินค้าและไต้ซีหงร่วมปรึกษาหารือกัน ส่วนเ้าทิพรออยู่ด้านนอกในที่ประชุมไต้ซีหงแจ้งถึงสินค้าพื้นเมืองและต่างเมืองที่ตนกว้านซื้อสะสมไว้พร้อมคำนวนจำนวนห้องเรือที่ต้องใช้ในการบรรทุกกลับไป
“สินค้าจากเมืองจีนของเราทยอยนำลงเมืองท่าต่างๆ ระหว่างทางไปแล้ว ๑ ใน ๔ ส่วนแลกเปลี่ยนเป็สินค้าพื้นเมืองกลับมาหากนำสินค้าทั้งหมดที่เ้ากว้านซื้อไว้ขึ้นเรือคงต้องจำหน่ายสินค้าบนเรือออกไปอีกราว๑ ส่วนให้ได้พื้นที่กลับมา เหลือทั้งหมดอีก ๒ ส่วนค่อยนำลงที่อโยธยา”
เซียงจือกงสรุปให้รับสินค้าทั้งหมดขึ้นเรือแล้วจึงร่วมกันพิจารณารายการสินค้าจากเมืองจีนที่จะระบายออกไป โดยให้เวลา ๒วันในการติดต่อกับพ่อค้าพื้นเมืองซึ่งมารอรับซื้อแล้วค่อยนำสินค้าลงไปส่งมอบที่บริเวณท่าเรือแน่นอนว่าสินค้าบางรายการมีพ่อค้ารอซื้อมากกว่าจำนวนที่จะนำลงและหลายรายการก็ย่อมจำหน่ายไม่หมดภายใน๒ วัน ซึ่งต้องมาพิจารณาทบทวนเป็ระยะว่าจะเพิ่มเติมหรือปรับลดส่วนไหนออก สุดท้ายสินค้าที่ยังจำหน่ายไม่หมดในเวลาก็ให้ขนไปเก็บรักษาที่โรงพักสินค้าของไต้ซีกงและทยอยขายในระยะยาวต่อไป
จากนั้นจึงสรุปรายการน้ำจืดและเสบียงที่้าซึ่งไต้ซีหงได้จัดเตรียมไว้รอล่วงหน้าหลายส่วนแล้ว
ไม่นานไต้ซีหงในฐานะผู้แทนประจำกองเรือสินค้าได้ลงเรือกลับขึ้นฝั่งเพื่อไปดำเนินการขออนุญาตให้กองเรือเทียบท่าขนถ่ายคนและสินค้าพร้อมตกลงเื่รายการสินค้าอากรที่จะนำส่งต่อพระคลังเ้าท่าเมืองปตานีตกเย็นก่อนย่ำค่ำจึงมีคนของไต้ซีหงล่องเรือย้อนกลับมาแจ้งข่าวว่าทุกเื่ได้รับอนุญาตเป็ที่เรียบร้อยและพระเ้าปตานีโปรดให้เซียงจือกงเข้าเฝ้าในยามสายของวันรุ่งขึ้น พร้อมพระราชทานอาหารเลี้ยงต้อนรับ
คืนนั้นเ้าทิพนอนพักบนเรือร่วมกับเซียงจือกงด้วยความสุขใจ...
--------------------------------------------------
น่ารู้ท้ายบท
กองเรือสินค้าของเซียงจือกงจัดขบวนยาตราฝ่ามหาสมุทรเป็กระบวนรูปนกนางแอ่นประกอบด้วย๖ กองเรือ คือกองหัวนก กองลำตัว กองปีกซ้าย กองปีกขวา กองหาง และกองบริวารจำนวนรวมทั้งสิ้น ๓๖ ลำ
กองหัวนกหรือกองเรือหน้ามี ๕ ลำอยู่หน้าสุด ตามด้วยกองลำตัวหรือกองกลางซึ่งเป็ส่วนสำคัญ เป็เรือขนาดใหญ่ขนาด ๙เสากระโดงจำนวน ๑๑ ลำถัดออกไปสองข้างด้านซ้ายและขวาคือกองปีกซ้ายและกองปีกขวาอย่างละ ๕ ลำแล่นเรียงออกข้างเป็สองแถวเยื้องสลับฟันปลา
กองหางหรือกองเรือหลังจำนวน ๕ลำอยู่ท้ายสุดปิดขบวน และมีกองบริวารหรือกองตระเวนเป็เรือเล็กจำนวน ๕ลำทำหน้าที่เรือเร็วแล่นเชื่อมต่อระหว่างเรือในขบวนและขึ้นสำรวจฝั่งหาน้ำจืดและเสบียงรวมถึงตระเวนตรวจตาายฝั่งก่อนขบวนเรือใหญ่จะเข้าหรือออกจากท่า
ขณะเคลื่อนขบวนเข้าสู่อ่าวปตานีใช้เรือกองตระเวนล่องนำหนึ่งในเรือนั้นส่องสัญญาณไฟแวบวับติดต่อเข้าฝั่งด้วยแผ่นทองเหลืองสะท้อนแสงอาทิตย์พร้อมตีสัญญาณธงครั้นได้รับอาณัติสัญญาณกลับมาจากฝั่งจึงส่งสัญญาณต่อไปเป็ทอดจนถึงเรือธงซึ่งเป็เรือบัญชาการขบวนเรือทั้งหมดประจำอยู่กองกลางหรือกองลำตัว
เรือสำเภาทุกลำจัดแบ่งเป็สี่ชั้นในลักษณะคล้ายคลึงกันแตกต่างเพียงขนาดของเรือจากดาดฟ้ากลางเรือลงไปใต้ท้องเรือมี ๒ ชั้น ส่วน้าเป็หอสูง ๒ชั้นอยู่ตอนท้ายเรือและเป็หอกว้างชั้นเดียวอยู่ตอนหน้าของเรือ
ท้องเรือชั้นล่างสุดตรงบริเวณรอบลำเรือและใต้พื้นตีกั้นแยกเป็ห้องๆแม้เรือรั่วน้ำเข้าก็ถูกกักอยู่เพียงเฉพาะส่วนไม่ทำให้เรือจม บางห้องบรรจุน้ำจืดบางห้องบรรจุสัมภาระหนัก มีทางเข้าออกจาก้าชั้นใต้ท้องเรือถัดขึ้นมาอยู่เหนือระดับน้ำทะเลจัดให้มีฝีพายยาวสำหรับพายแล่นเข้าออกจากฝั่งแผ่นดินหรือพายเร่งความเร็วกรณีฉุกเฉินเจาะช่องสอดไม้พายยาวตลอดข้างลำเรือทั้งซ้ายและขวามีม้านั่งเรียงเป็แถวตามแนวช่องใบพายใช้ฝีพาย ๒-๔ คนต่อใบพายขึ้นกับขนาดเรือ ในชั้นนี้จะมีห้องบรรทุกสินค้าห้องเก็บเสบียงอาหารและลานนอนพักของทหารและลูกเรือ
้าตอนหน้าลำเรือเป็หอกว้างมีห้องคลังอาวุธห้องเครื่องมือและห้องเก็บสินค้าขนาดเล็กน้ำหนักเบาตอนท้ายเรือเป็หอสองชั้นในลักษณะเดียวกับเรือธงประจำการของเซียงจือกงเรือทุกลำมีนายเรือหนึ่งคนเป็ใหญ่บังคับการ
--------------------------------------------------