ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 11 กระบี่ชิวหลง

    เช้าวันต่อมา มู่เฉินตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเมาที่ยังหลงเหลืออยู่นิดหน่อย หลังจากพูดคุยนัดแนะกับมู่หานและหลิงเอ๋อจบ เขาเดินทางออกจากพื้นที่ตระกูลทันที
    พ้นเขตตระกูลมู่สามลี้มีเขาขนาดเล็กอยู่ลูกหนึ่ง ด้านในภูเขามีถ้ำหินซ่อนตัวอยู่หลังน้ำตกอย่างมิดชิด เมื่อเดินทางมาถึงมู่เฉินพุ่งตัวผ่านม่านน้ำตกเข้าไปทันที ด้านในเป็นถ้ำขนาดเล็กที่ลึกเข้าไปเพียงยี่สิบจั้ง ด้านในสุดของถ้ำมีกล่องสีดำสนิทใบหนึ่งวางอยู่ กล่องสีดำมีขนาดยาวสี่ฉื่อ* เมื่อเห็นลวดลายบนกล่องมู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นทันที(1ฉื่อ = 10นิ้ว) “นี่มันเหมือนกับลวดลายโบราณบนประตูวิหารไม่ผิดแน่” เขาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น มู่เฉินทดลองเปิดฝากล่องขึ้นแต่ไม่สำเร็จ ความคิดหนึ่งผุดขึ้น ไม่รอช้าเขากัดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนกล่อง เลือดถูกดูดเข้าไปในลวดลายโบราณทันที แกร็ก!!! เสียงกลไกทำงาน กล่องถูกปลดล็อคเรียบร้อยแล้ว มู่เฉินเปิดฝากล่องขึ้นช้าๆ ทันทีที่เปิดออกสายตาเขาจับจ้องไปที่ของภายในกล่องด้วยความสงสัย ด้านในมีกระบี่ความยาวสามฉื่อที่ไม่มีปลอกเล่มหนึ่ง ตัวดาบไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษ มันไม่มีลวดลาย ไม่มีการประดับตกแต่งใดๆ จะมีก็เพียงสนิมที่เกาะกินเต็มใบดาบเท่านั้น ‘นี่มัน เป็นไปไม่ได้ มันไม่ได้สาบสูญไปแล้วรึ? ดูท่าพวกตาแก่ทั้งหลายจะวางแผนกันเป็นอย่างดี’ หลินเหยว่เองก็ตกตะลึงเมื่อเห็นกระบี่ที่อยู่ในกล่อง ‘มันคือสิ่งใด?’ มู่เฉินถามด้วยความอยากรู้ ‘มันคือกระบี่ชิวหลง มันเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งมาก ในอดีตเพียงแรงกดดันที่มันปล่อยออกมาก็สามารถสังหารระดับปราชญ์ได้อย่างง่ายดาย มันเคยหายสาบสูญไปเมื่อนานมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมาอยู่ที่นี่ เจ้าโชคดียิ่งนักที่ได้มันมาครอบครอง แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน เจ้าจงเตรียมใจให้พร้อมหากเจ้าจะใช้มันจริงๆ’ ‘กระบี่ขึ้นสนิมอันนี้มันแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?’ มู่เฉินตอบอย่างไม่เชื่อถือมากนัก เพราะมองอย่างไรมันก็เป็นเพียงกระบี่ขึ้นสนิมอันหนึ่งเท่านั้น ‘มันยังอยู่ในสภาพหลับใหล หากต้องการใช้งานมันก็จงหยดเลือดทำสัญญาซะ’ นางไม่สนใจท่าทีของเขา สายตาของนางยังคงเพ่งอยู่ที่กระบี่ ‘ได้ ข้าเองก็อยากรู้ว่ามันจะแข็งแกร่งอย่างที่เจ้าพูดหรือไม่’ มู่เฉินหยดเลือดลงไปที่กระบี่ กระบี่ที่นิ่งสงบเกิดการสั่นอย่างบ้าคลั้ง ‘รีบจับมันไว้ อย่าให้มันหลบหนีไป’ หลินเยว่ตะโกนอย่างรวดเร็ว มู่เฉินตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาคว้าจับที่ด้ามกระบี่ ก่อนที่มันจะพุ่งตัวออกมาจากกล่อง ปัง!!! ทันทีที่สัมผัส ด้ามกระบี่ปล่อยพลังออกมาต่อต้านมือเขาอย่างรุนแรง เหมือนกับว่ามันไม่ยอมรับในตัวตนของเขา ‘เป็นแค่กระบี่กล้าต่อต้านบิดารึ?’ มู่เฉินกระชากสุดแรงแต่กลับไม่อาจต้านแรงของกระบี่ได้ แต่ในขณะนั้นเองหัวใจทมิฬพลันเต้นแรงขึ้น ปราณทมิฬมหาศาลพุ่งออกมาปกคลุมกระบี่ แรงต่อต้านเริ่มลดน้อยลงและจางหายไปในที่สุด ‘ฟู่ มันช่างมีพลังรุนแรงนัก’ มู่เฉินเป่าปากอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ากระบี่ชิวหลงสงบลง ‘ที่นี้เชื่อข้าหรือยัง หากไม่มีปราณทมิฬมือของเจ้าได้แหลกละเอียดไปแล้ว และนี่เป็นเพียงการยอมให้เจ้ากวัดแกว่งมันเท่านั้น มันยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริง ไว้ถึงวันที่เจ้าแข็งแกร่งมากพอข้าจะบอกวิธีปลุกมัน’ นางพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างขบขัน หลังจากฟื้นฟูพลังปราณสำเร็จมู่เฉินเดินทางออกจากถ้ำทันที เขามุ่งหน้าเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเขาก็มาปรากฏที่เมืองร้อยบรรพต ถนนสายหลักมีคนสัญจรมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิด สองข้างทางเต็มไปด้วยการค้าขาย บ้างตั้งแผงอย่างสวยงาม บ้างใช้ผ้าปูกับพื้น ของส่วนใหญ่ที่ขายเป็นของสำหรับการฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น มีทั้งโอสถ สมุนไพรและตำรายุทธ์ ที่นี่ของทุกอย่างสามารถซื้อขายได้ด้วยหินปราณ “ท่านจอมยุทธ์น้อย ดูเจ้ายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ ให้ข้านำทางให้เป็นอย่างไร ข้าคิดเพียงสองร้อยหินปราณต่อวันเท่านั้น” เสียงดังมาจากด้านหลัง มู่เฉินหันกลับไปมองชายวัยกลางคนที่พูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม เพียงมองครั้งเดียวมู่เฉินสามารถตรวจระดับยุทธ์ได้ทันที คนผู้นี้อยู่ระดับกำเนิดขั้นสูงสุด แม้จะพูดด้วยรอยยิ้มแต่เขาไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน “ข้ายังไม่ต้องการผู้นำทาง ขอบคุณในความหวังดีของท่าน” มู่เฉินตอบอย่างเฉยเมยและหมุนตัวจากไป “จอมยุทธ์น้อย ที่เมืองร้อยบรรพตแห่งนี้อันตรายนัก ข้า จู่กงหยาง เป็นคนของหอประมูลยู่อิงซึ่งดูแลการค้าขายระแวกนี้ ตัวข้าพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เพื่อประกันความปลอดภัยเจ้าจ่ายมาหนึ่งร้อยหินปราณ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?” “น่าสงสารเจ้าหนุ่มนี่นัก พึ่งมาถึงก็พบเจอกับจู่กงหยางเสียแล้ว” “จู่กงหยางอาศัยชื่อเสียงหอประมูลยู่อิงรีดไถผู้อ่อนแอ ช่างน่ารังเกียจนัก” เสียงพูดคุยรอบด้านไม่รอดพ้นสัมผัสเทวะของมู่เฉิน เขาหมุนตัวกลับมามองยังจู่กงหยางอีกครั้งด้วยสายตาเย็นชา “หนึ่งร้อยหินปราณ? เจ้าผายลมอันใด ใสหัวไป!!!” มู่เฉินพูดอย่างเย็นชา แม้เขาเลือกที่จะไม่เป็นจุดสนใจแต่หากใครมาหาเรื่อง เขาจะไม่ยอมอย่างแน่นอน “ปากดีนัก วันนี้ข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าสักเล็กน้อยแล้ว” จู่กงหยางพุ่งเข้าหามู่เฉินทันทีที่พูดจบ เขาปล่อยหมัดออกด้วยพลังเจ็ดส่วน มู่เฉินเพียงมองหมัดนั้นด้วยหางตาเท่านั้น เขาไม่ถอยหลบแม้แต่น้อย กลับกันเขายกหมัดขวาขึ้นช้าๆ ปราณทมิฬหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าหนุ่มนี่ไม่ประมาณตนเสียเลย” “ช่างโง่เขลานัก จู่กงหยางเป็นถึงระดับกำเนิดขั้นสูงสุด” “เห้อ ยังเด็กอยู่แท้ๆ กลับเอาชีวิตมาทิ้ง” ปัง!!! หมัดทั้งสองกระแทกกันอย่างรุนแรง มู่เฉินยืนนิ่งดั่งขุนเขา ส่วนจู่กงหยางกระเด็นกลับหลังกระแทกแผงค้าขายข้างถนนอย่างรุนแรง กระดูกมือของเขาแหลกละเอียด “อ๊ากกก เจ้าบังอาจทำร้ายข้า ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะมาเอาคืนเป็นร้อยเท่า” จู่กงหยางตะโกนด้วยความเคียดแค้นและรีบวิ่งหายไปกับฝูงชน ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบด้านล้วนอยู่ในภาวะตกตลึง ชายหนุ่มระดับกำเนิดขั้นเจ็ดทำร้ายจู่กงหยางจนต้องวิ่งหนีไป มู่เฉินไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนแม้แต่น้อย เขาเดินจากไปด้วยความสงบนิ่งราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ฝูงชนที่แห่มามุงดูแหวกทางให้เขาเดินจากไปด้วยความชื่นชมปนสงสัย ปลายสุดของถนนสายหลักมีตัวตึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่นี่คือหอประมูลยู่อิง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำการซื้อขายและประมูลสิ่งของมากมาย มีคนกล่าวไว้ว่าหากต้องการหาสิ่งของใดให้มาหาที่หอประมูลยู่อิง หากที่นี่ไม่มีก็ไม่อาจพบที่อื่นได้อีก หอประมูลยู่อิงเป็นอาคารสามชั้น ชั้นแรกเป็นที่สำหรับการซื้อขาย ชั้นสองจะเป็นที่จัดประมูลและชั้นที่สามเป็นพื้นที่สำหรับรองรับแขกคนสำคัญเท่านั้น โดยชั้นแรกทุกคนสามารถเข้ามาได้ ต่างจากชั้นสองและชั้นสามที่ต้องมีป้ายหยกแสดงตัวตนของหอประมูลยู่อิง “คุณชาย วันนี้สนใจสินค้าใด ข้าหลิวหลิงจะแนะนำท่านเอง” หญิงสาวหน้าตางดงามเดินเข้ามาพูดคุยกับเขาทันทีเมื่อเขาก้าวเข้ามาด้านใน “ข้าต้องการของสองสิ่ง แต่ก่อนอื่นข้าต้องการขายบางอย่างเสียก่อน” มู่เฉินตอบกลับอย่างสุภาพ “เชิญคุณชายด้านนี้ ท่านต้องการขายสิ่งใด?” หลิวหลิงพามู่เฉินมายังพื้นที่ซื้อขายพร้อมเอ่ยถาม “ข้าต้องการขาย...” มู่เฉินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าขณะพูด “ท่านพี่เป็นมันที่ทำร้ายข้า” ยังไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงตะโกนจากหน้าประตูหอประมูลยู่อิง ชายวัยกลางคนสองคนเดินเข้ามา คนเดินนำหน้าชี้มาที่มู่เฉินด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาของเขาถูกพันรอบด้วยผ้าพันแผล คนผู้นี้คือจู่กงหยางที่ถูกมู่เฉินทำร้ายที่ถนนสายหลักก่อนหน้านี้นั่นเอง “เจ้ากล้าไม่เบาหนิที่กล้าทำร้ายน้องชายข้า” ชายวัยกลางคนอีกคนพูดขึ้นขณะจ้องมู่เฉินอย่างอาฆาต “ท่านจู่กวง มีเรื่องราวอันใดค่อยพูดคุยได้หรือไม่ ตอนนี้คุณชายท่านนี้เป็นแขกของพวกเรา” หลิวหลิงพยายามพูดเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะขึ้น “เจ้าเด็กนี่มันทำตัวเป็นอันตพาล รังแกผู้อื่น จู่กงหยางเข้าไปห้ามกลับถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ หอประมูลยู่อิงของพวกเราไม่ต้อนรับคนเช่นนี้” จู่กวงพูดตัดบท ทำให้หลิวหลิงถึงกัพูดไม่ออก จู่กวงเป็นถึงหนึ่งในผู้อาวุโสของหอประมูลยู่อิง แม้หลิวหลิงเป็นคนสนิทคุณหนูของหอประมูลแต่นางก็ไม่มีอำนาจพอจะต่อต้านผู้อาวุโสได้ นางจึงทำได้เพียงส่งสายตาขอโทษมู่เฉิน “อันตพาล? เข้ามาห้ามแล้วโดนทำร้าย? พวกเจ้านี่มันหน้าด้านเกินเยียวยาแล้ว” มู่เฉินพูดด้วยความโมโห ขณะนั้นเองมู่เฉินที่กำลังโมโหกลับขมวดคิ้วทั้งสองข้าง เขาสัมผัสได้ถึงปราณที่รุกล้ำเข้ามา เขาจึงเงยหน้ามองขึ้นไปที่ด้านบนทันที ชายชราที่นั่งหลับตาอยู่บนชั้นสามพลันลืมตาขึ้น พร้อมกับหันหน้าไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจทีเดียว ด้วยระดับเพียงกำเนิดขั้นเจ็ดกลับสามารถตรวจพบปราณของข้าได้” ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์อา มีอะไรเกิดขึ้นรึ?” เสียงไพเราะถามขึ้นอย่างสงสัยจากหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ข้างล่างกำลังจะเกิดการปะทะกันระหว่างจู่กวงกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง เจ้าไปพาเขาขึ้นมาข้าต้องการพบเขา” ชายชราตอบกลับ “หือ? เขาเป็นคนสำคัญ?” หญิงสาวพูดอย่างสงสัย “ไม่ ข้าเพียงแค่ประทับใจที่เขาสามารถสัมผัสถึงปราณที่ข้าส่งออกไปได้เท่านั้น” “หากท่านพูดเช่นนั้น ข้าจะพาเขามา” แม้นางยังสงสัยเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้แต่นางก็ยอมทำตามคำพูดของชายชราโดยไม่พูดสิ่งใดต่อ ชั้นล่างของหอประมูลยู่อิง มู่เฉินเลิกสนใจกับปราณที่มาจากชั้นสาม เขามองจู่กวงด้วยสายตารังเกียจ หากเกิดการต่อสู้เขาย่อมไม่ใช่คู่มือของจู่กวงที่อยู่ระดับวิญญาณขั้นสูงสุด แต่หากจะหลบหนีเขามั่นใจว่าพอมีโอกาส “หยุดเพียงแค่นี้ ท่านจอมยุทธ์ต้องขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น เชิญท่านขึ้นไปยังชั้นสาม” หญิงสาวที่เดินลงมาจากชั้นสามพูดขัดการปะทะคารมของมู่เฉินกับจู่กวง มู่เฉินที่กำลังคิดหาทางออกรู้สึกเหมือนพบแสงที่ปลายอุโมงค์ เขามองไปยังต้นเสียงทันที หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขาสวมชุดสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ที่บันใด นางมีรูปร่างบอบบางแต่แฝงไปด้วยท่าทีผู้สูงศักดิ์ เท่าที่เขาพบเจอสตรีมา ความงดงามนางถือว่าเป็นรองเพียงหลินเยว่คนเดียวเท่านั้น “ท่าน ท่านรู้จักคนผู้นี้ด้วยรึ?” จู่กวงพูดอย่างติดขัด ผิดกับหลิวหลิงที่สีหน้าดีขึ้นอย่างชัดเจน “ผู้อาวุโสจู่กวง ข้าไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว เขาเป็นแขกของอาจารย์อา” นางตอบกลับอย่างเฉยเมย “แขกของผู้อาวุโสยู่ไป๋?” ใบหน้าจู่งกวงซีดราวไข่ต้ม เขากำลังทำสิ่งใด? เขากำลังจะสร้างปัญหาให้กับแขกของชั้นสาม อีกทั้งยังเป็นแขกของผู้อาวุโสยู่ไป๋ ต่อให้เขามีขวัญเทียมฟ้าก็มิอาจทำได้ ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่สร้างเรื่องในวันนี้ “ถูกแล้ว มีปัญหาใดหรือไม่?” นางยังคงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่มี ไม่มี ท่านจอมยุทธ์ข้าต้องขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ข้าไม่ทราบว่าท่านเป็นแขกคนสำคัญ ข้าขอตัวก่อน” จู่กวงหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว จู่กงหยางเองก็หน้าซีดเผือด เขารีบวิ่งตามพี่ชายออกไปทันที “นี่มัน เกิดอันใดขึ้น?” มู่เฉินยังคงสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขามาที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก แล้วเขาจะกลายเป็นแขกคนสำคัญได้อย่างไร? “เชิญท่านตามข้ามา” หญิงสาวที่ยื่นอยู่บนบันใดพูดพร้อมกับหมุนตัวเดินนำขึ้นไปยังชั้นสาม ชั้นสามเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยชั้นวางของและมีสิ่งของมากมายถูกจัดเรียงไว้ “แม่นาง เจ้าจำคนผิดหรือไม่? ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรกจะรู้จักผู้อาวุโสได้อย่างไร?” มู่เฉินถามนางอย่างสงสัย “ฮี่ ฮี่ ฮี่ เจ้านี่ซื่อตรงมากนัก เมื่อครู่เจ้าตรวจพบปราณจากชั้นสามใช่หรือไม่? นั่นคือปราณของอาจารย์อาข้า ด้วยระดับของเจ้าไม่ควรจะตรวจพบมันได้ แต่เจ้ากลับทำให้อาจารย์อาประหลาดใจ เขาจึงต้องการพบเจ้า” นางเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นคนละคน ตอนนี้นางเหมือนกับหญิงสาวทั่วไปที่ชอบเล่นสนุก ช่างต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง “อ่อ เป็นเช่นนี้” ทั้งสองเดินผ่านห้องโถงมาจนถึงด้านในสุดซึ่งมีโต๊ะหรูหราตั้งอยู่ ชายชราผู้หนึ่งจ้องมองเขาอย่างสนใจ “เอ๊ะ เจ้ากล้าตรวจสอบระดับพลังข้าอย่างนั้นรึ?” ชายขราพูดขึ้นขณะที่มู่เฉินจ้องมองมายังเขา “ข้า ข้าขอโทษผู้อาวุโส” มู่เฉินพูดอย่างจนใจ ชายชราคนนี้เป็นถึงระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด เขาจึงรับรู้ถึงทักษะสัมผัสเทวะได้ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจ ใหนเจ้าลองบอกข้ามา ว่าตรวจพบสิ่งใดจากข้า” ชายชราหัวเราะอย่างชอบใจ “เอ่อ...ข้าเพียงทราบว่าท่านอยู่ระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด สิ่งอื่นข้าไม่สามารถรับรู้ได้” มู่เฉินกลั้นใจตอบแบบเสี่ยงดวง หากชายชราไม่พอใจเขาคงต้องจบชีวิตที่นี่อย่างแน่นอน “เจ้าตรวจสอบได้จริงรึ? นี่มันทักษะสัมผัสใดกัน?” ชายชรายังไม่ทันได้เอ่อยสิ่งใด กลับกลายเป็นหญิงสาวที่ถามอย่างตกตลึง “เป็นเพียงทักษะสัมผัสเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ใดอีก” มู่เฉินตอบอย่างบ่ายเบี่ยง “ทักษะเล็กน้อย? เจ้าโกหกข้าแล้ว ข้ายังไม่เคยได้ยินมาว่ามีทักษะใดที่สามารถตรวจสอบระดับพลังที่สูงกว่าของตนเองได้” นางไม่ยอมให้มู่เฉินบ่ายเบี่ยง “พอได้แล้วยู่เหยียน ทุกคนย่อมต้องมีเรื่องราวที่ไม่สามารถว่ากล่าวได้ อย่ากดดันเขาเลย” ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม