บุรุษทั้งสองมองหน้ากัน จับต้นชนปลายไม่ถูก แม้กระนั้นเฉิงอี้ก็ยังถูกอยู่หนึ่งเื่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็หนีแคว้นหยวนที่เป็ดั่งไฟลนก้นไม่พ้น
“แล้วพระองค์ประสงค์จะเตือนพวกเราเกี่ยวกับ…ข่าวลือการทำศึก เื่ของสินค้า…หรืออยากให้เราไปควบคุมความวุ่นวายเหล่านี้” เฉิงอี้ถามเข้าประเด็น
“เื่ข่าวซุบซิบนินทาเหลวไหล ไม่ว่าจะเป็เื่ใดก็ตามที่เกี่ยวกับแคว้นหยวน ล้วนโกหกพกลมทั้งสิ้น”
“อย่างเช่นเื่ใดหรือเสด็จพ่อ” เซียวซีถามเจาะจงเข้าไปอีก จนถึงป่านนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าบิดาจะพูดจาวนไปวนมาเพื่ออะไร
“เื่การชิงบัลลังก์อันนองเื”
“แต่ก็ไม่มีใครรู้ความจริงอยู่แล้วนี่ฝ่าา”
“ความจริงก็คือมันเป็ฮ่องเต้ทรราชย์ พวกเ้าจำไว้เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
น้ำเสียงของชายชรามุ่งร้ายและแสดงความเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัด ชั่วขณะหนึ่ง เขาดูราวกับเด็กหนุ่มเืร้อน แววตาวาวโรจน์น่าเกรงขาม แม้จะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาบ้างว่าสมัยยังเป็บุรุษหนุ่มแข็งแกร่ง ฮ่องเต้เคยท่องเที่ยวในยุทธภพมาก่อน แต่เมื่อองค์ชายรัชทายาทที่เป็พระเชษฐาสิ้นพระชนม์ จึงต้องกลับมารับตำแหน่งอันหนักอึ้งแทน
หากมีคนมาบอกว่าชายผู้นี้เคยผ่านการฆ่าฟัน ก่อนนั้นพวกเขาคงไม่เชื่อ แต่เมื่อเห็นความคั่งแค้นเมื่อครู่ คำกล่าวนั้นก็ดูมีเค้าลางมากขึ้น
หลังออกจากตำหนัก ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปเงียบ ๆ ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง ความร้อนของอากาศคลายลงแล้ว ต้นไม้แสดงให้เห็นถึงฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงด้วยการยืนต้นผลัดใบอย่างเงียบเชียบ กระนั้น ภายในใจของพวกเขากลับร้อนรุ่ม ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังจะมาถึงคืออะไรกันแน่ ความสงบนิ่งเช่นนี้ เป็ฉากหน้าของความเลวร้ายที่คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ
“เฉิงอี้ ส่งคนไปสืบความเคลื่อนไหวทางฝั่งนั้นไม่ดีหรือ”
“ข้าก็อยากทำเช่นนั้น แต่ฝ่าาเพิ่งตรัสว่าข่าวลือเหลวไหล เื่เล่าและเื่โกหกมากมายในหมู่ชาวบ้าน ถ้าไปสืบมาแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง หากพวกมันตั้งใจปล่อยข่าวปลอมแล้วมีผลกับการตัดสินใจในภายภาคหน้าของเรา จะเป็อย่างไร”
“แต่นั่งรออยู่เยี่ยงนี้ก็ใช่ว่าจะดี”
เฉิงอี้พยักหน้าช้า ๆ แสดงออกว่าทั้งเห็นด้วยแหละไม่เห็นด้วยในคราวเดียวกัน “เช่นนั้นเราส่งคนไปสืบดูก็ได้ แต่ให้เจาะจงเฉพาะเื่ที่เกี่ยวกับการทหารเพียงเท่านั้น เรามีหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ มิใช่สืบหาเื่ราวของใครคนใดคนหนึ่ง”
“แม้เื่นั้นจะเกี่ยวกับมารดาของข้าอย่างนั้นหรือ”
“เ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่านางมาจากที่นั่น”
เซียวซีคว้าแขนเฉิงอี้ให้หยุดเดิน อีกฝ่ายหันมาเผชิญหน้า ไม่อาจหลบสายตาแรงกล้าของเขาได้ “เฉิงอี้ ท่านเองก็เชื่อพอ ๆ กับข้า ที่ท่านไม่เอ่ยออกมาเพราะไม่อยากให้ข้าร้อนรนไปมากกว่านี้ แต่ท่านช่วยข้าด้วยการปิดบังความคิดที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้หรอก”
“แต่ข้าขอให้เ้าไม่ถลำลึกลงไปได้ วันนึงเมื่อพระนางอยากเล่า เ้าอาจไม่ต้องดิ้นรนสืบหาเองเลยก็ได้”
เื่นั้นเซียวซีรู้ดี มารดาของเขาเพียงแต่ยังเจ็บช้ำจากผีแห่งอดีต วันหนึ่งข้างหน้านางจะเข้มแข็งพอ เพราะนางเป็เช่นนั้นมาโดยตลอด หากไม่แข็งแกร่งเสียแล้ว นางจะเลี้ยงเขาให้เติบโตมาได้อย่างไร
“ออกไปเที่ยวกันเถอะ ข้าเบื่อวังหลวงเต็มที”
ปกติเฉิงอี้มักจะไม่ตามใจเื่นี้ การออกนอกวังก็เหมือนกับการเปิดเกราะให้คนเข้ามาโจมตี แต่่ที่ผ่านมาหนักหนาสาหัสเกินไป เขาจึงพยักหน้ารับและใช้ทางออกทางด้านหลังตำหนักของเซียวซี ที่หลบเร้นจากสายตาของทุกคนไปทะลุออกถนนด้านนอกได้ทันที