ระหว่างทานอาหาร ฉางเล่ยเล่าเื่ที่ซูเมี่ยวจินล่าเสือได้ให้ทุกคนฟัง เขายังบอกแม่ให้เตรียมยาเอาไว้ทาแผลให้เธอก่อนนอนด้วย
“เมี่ยวจิน ทำไมลูกเสี่ยงอันตรายขนาดนี้! คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะลูก” หลิวเอ้อหลิงขมวดคิ้วมุ่นอย่างเป็ห่วง
“ทราบแล้วค่ะแม่ ครั้งนี้มันเป็เหตุสุดวิสัยจริง ๆ” ซูเมี่ยวจินตักอาหารใส่จานให้หลิวเอ้อหลิงเพื่อปลอบโยน
“ทุกคนไม่ต้องกังวลนะครับ คราวหน้าผมจะไม่ให้เมี่ยวจินเดินทางคนเดียว” ฉางเล่ยคิดว่าอย่างไรซูเมี่ยวจินคงอยากขึ้นเขาอีกแน่ เื่นั้นเขาคงห้ามไม่ได้ แต่เขาสามารถคอยระวังไม่ให้เธออยู่คนเดียวได้
“พี่สาวเจ็บมากหรือเปล่าคะ” ฉางเซียงจูถามอย่างเป็ห่วง
“แค่าแจากรอยข่วนเท่านั้นเองจ๊ะ พี่ไม่เป็อะไร” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางตอบ เธอรู้ดีว่าทุกคนคงเป็ห่วงมาก แต่าแแค่นี้ไม่ทำให้เธอเ็ปสักเท่าไหร่
“เฮ้อ! เอาล่ะ ๆ ในเมื่อเมี่ยวจินปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว” ฉางชิงหยูไม่อยากให้ทุกคนพูดเื่น่ากลัวอย่างการล่าเสืออีกจึงตัดบทไป
“พ่อ แม่ เสือของเมี่ยวจินขายได้ราคาสูงถึงสี่พันหยวนเลยนะครับ ตอนนี้เรามีเงินจัดงานแต่งงานแล้วครับ” ฉางเล่ยบอกตามที่ซูเมี่ยวจินสั่งเอาไว้ก่อนถึงบ้าน
“อะไรนะ! ทำไมถึงได้เงินเยอะขนาดนี้เลยล่ะ” หลิวเอ้อหลิงใกับจำนวนเงินที่ั้แ่เกิดมาเธอยังไม่เคยเห็นมาก่อน
“นั่นสิ ราคาเสือตัวนั้นทำไมถึงได้มากขนาดนี้ได้” ฉางชิงหยูเองก็ไม่อยากเชื่อ
“ผู้จัดการเจี่ยงบอกว่าหลายปีแล้วไม่มีคนล่าเสือมาขายครับ อีกทั้งเสือตัวนี้หนักมาก ราคาเสือทั้งตัวจึงสูงกว่าสัตว์ป่าอื่น ๆ” ฉางเล่ยบอกไปตามความจริง
“เฮ้อ! ในเมื่อพวกเธอมีเงินพอจะจัดงานแต่งงานแล้วก็ดี” หลิวเอ้อหลิงทอดถอนใจ
“พ่อครับ เื่เอกสารประจำตัวของเมี่ยวจิน ผู้ใหญ่บ้านว่ายังไงครับ”
“อ้อ พ่อเกือบลืมไปเลย นี่เป็เอกสารรับรองว่าเมี่ยวจินอาศัยอยู่ในบ้านเรา พรุ่งนี้พาเมี่ยวจินเข้าอำเภอไปทำเอกสารประจำตัวและใส่ชื่อเข้าทะเบียนบ้านด้วยนะอาเล่ย”
“ได้ครับพ่อ พรุ่งนี้ผมจะพาเธอไป แม่ครับ ของที่ต้องใช้ในงานแต่งมีอะไรบ้าง”
“ทำไมลูกถึงได้ถามขึ้นมาล่ะอาเล่ย” หลิวเอ้อหลิงถามอย่างงุนงง
“เมี่ยวจินอยากจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุดน่ะครับ ผมเลยคิดจะพาเธอไปเมืองมณฑลเพื่อซื้อของใช้จำเป็ก่อนจัดงานแต่ง”
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะให้น้องเขียนรายการของที่ต้องใช้ให้นะ พรุ่งนี้ค่อยเอาติดตัวไป”
“ขอบคุณนะครับแม่ ไม่รู้ว่าการทำเอกสารของเมี่ยวจินจะใช้เวลานานไหม ถ้าพวกเราไปเมืองมณฑลแล้วไม่มีรถกลับ ผมคงต้องพาเธอค้างที่นั่นสักคืนนะครับ”
“ตามใจพวกลูกเถอะ ยังไงก็จะแต่งงานกันอยู่แล้วนี่ อ้อ พวกลูกจดทะเบียนกันก่อนดีไหม เวลาค้างคืนในเมืองมณฑลจะได้ไม่ถูกเ้าหน้าที่ต่อว่า”
“คุณอยากจดทะเบียนก่อนไหมเมี่ยวจิน” ฉางเล่ยหันไปถามคนที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
“ได้สิ ฉันไม่มีปัญหาค่ะ เราทำเอกสารทุกอย่างให้เสร็จก่อนค่อยไปเมืองมณฑลก็ดี”
เมื่อทานอาหารค่ำกันเสร็จ แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว ซูเมี่ยวจินรีบอาบน้ำและนำยาที่แม่ฉางเอามาให้เข้าห้องไป หลิวเอ้อหลิงยังเรียกให้ฉางเซียงจูมานั่งเขียนรายการสิ่งของที่ต้องใช้ในงานแต่งงานก่อนจะปล่อยให้ลูกสาวเข้าห้องไปพักผ่อนด้วย
เช้าวันต่อมา ซูเมี่ยวจินต้องใส่ชุดของน้องสาวฉางเล่ยเพื่อเดินทางเข้ามณฑลอย่างจำใจ เธอไม่ชอบใส่ชุดกระโปรงมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่เสื้อผ้าของฉางเซียงจูกลับมีแต่ชุดกระโปรงเป็ส่วนใหญ่
ฉางเล่ยเองก็หาเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดของเขามาสวมใส่เช่นเดียวกัน เขาไม่อยากทำให้ว่าที่ภรรยาต้องอับอายที่มีสามีจน ๆ อย่างเขาเดินเคียงข้าง
ก่อนออกจากบ้าน แม่ฉางนำสมุดทะเบียนบ้านและเอกสารส่วนตัวของฉางเล่ยมอบให้เขาไปด้วย ใบรับรองของซูเมี่ยวจินนั้นเธอเป็คนเก็บเอาไว้ เมื่อตรวจสอบดูว่าไม่ลืมอะไรแล้ว ฉางเล่ยและซูเมี่ยวจินพากันออกจากบ้านไปก่อนที่พ่อแม่ฉางจะไปทำงานในไร่ เพราะพวกเขากลัวว่าจะไปถึงอำเภอสายเกินไป
ชาวบ้านในหมู่บ้านรู้ข่าวแล้วว่าสาวสวยจัดที่บ้านฉางช่วยเอาไว้ ยินดีแต่งงานกับฉางเล่ยด้วยตัวเอง และผู้ใหญ่บ้านยังออกหนังสือรับรองให้เธอเป็คนในหมู่บ้านเพื่อไปทำเอกสารส่วนตัวอีกต่างหาก
“แกดูบ้านฉางสิ ผิดจากที่พวกเราพูดกันเสียที่ไหน ในที่สุดก็รับผู้หญิงคนนั้นมาเป็สะใภ้จนได้” แม่เฒ่าฮัวเอ่ยขึ้นหลังจากมารวมตัวกับพรรคพวกที่หน้าหมู่บ้าน
“นั่นสิ ฉางเล่ยเองก็เคยปากดีว่าตัวเองไม่ได้คิดเื่แบบนั้น สุดท้ายเป็ยังไง เขาก็ยังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี” ป้าฟางรีบเสริม
“ว่าก็ว่านะ ฉางเล่ยมันโชคดีจริง ๆ ที่ได้ผู้หญิงสวยขนาดนั้นเป็เมีย น่าเสียดายความสวยของเธอที่ต้องมาอยู่กับบ้านฉาง หลังจากนี้เธอคงต้องลำบากแล้ว” ป้าซิงซึ่งมีลูกสาวแต่งงานกับคนในอำเภอเอ่ยขึ้นเหมือนกับจะหวังดี
เื่ที่พวกเธอนินทากันนั้น บ้านฉางไม่คิดจะสนใจ พวกเขาตั้งใจจะเชิญแค่เพื่อนบ้านซึ่งนิสัยดีมาร่วมงานแต่งงานของฉางเล่ยเท่านั้น ถึงแม้คนพวกนี้จะด่าว่าอะไรออกไป พ่อแม่ฉางก็ไม่คิดจะสนใจคนปากไม่ดีและขี้นินทาพวกนี้
ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินไม่รู้เลยว่าพวกปากมากในหมู่บ้านจะสร้างความไม่สบายใจให้กับพ่อแม่ฉางอีกแล้ว พวกเขาเร่งเดินไปอำเภอกันั้แ่เช้าเพื่อให้ไปถึงสถานที่ทำเอกสารให้ซูเมี่ยวจิน ระหว่างทางพวกเขายังคุยกันอยู่ว่ารายการสิ่งของที่แม่ฉางให้มามีมากจนไม่รู้ว่าจะขนกลับบ้านกันยังไง
“คุณรู้ราคารถเครื่องในมณฑลไหมฉางเล่ย” ซูเมี่ยวจินคิดว่าเงินที่พวกเธอมีอยู่น่าจะพอซื้อมอเตอร์ไซค์สักคันหนึ่งได้
“ผมไม่รู้เหมือนกัน ในหมู่บ้านไม่มีใครเคยซื้อมาก่อน” ฉางเล่ยรู้เพียงราคาจักรยานเท่านั้น เขาไม่เคยนึกถึงเื่รถเครื่องซึ่งมีราคาแพงมาก่อน
“อืม… ถ้าอย่างนั้นรอให้เราซื้อของจำเป็ครบก่อน เหลือเงินเท่าไหร่ค่อยไปดูกันว่าพอจะซื้อรถเครื่องสักคันเอาไว้ใช้ที่บ้านได้ไหม”
“ตามใจคุณเลย เงินพวกนี้เป็คุณที่หามาได้ อยากใช้อะไรก็ใช้เถอะ” ฉางเล่ยไม่คิดจะขัดใจซูเมี่ยวจิน เขารู้ตัวดีว่าเงินทั้งหมดไม่ได้เป็ของเขา
“คุณก็อย่าพูดแบบนี้สิ อีกไม่นานเราก็จะจดทะเบียนกันแล้ว เงินของฉันก็เหมือนเงินของคุณนั่นแหละ ถ้าคุณอยากได้อะไรก็ซื้อกลับบ้านด้วยล่ะ ไม่ใช่เื่ง่ายที่เราจะได้เข้ามณฑลกันบ่อย ๆ” ซูเมี่ยวจินรู้ดีว่าฉางเล่ยคงเกรงใจเธอ
“ขอบคุณมากนะครับเมี่ยวจิน เป็โชคดีของผมที่กำลังจะมีคุณเป็ภรรยา” ฉางเล่ยหันไปเอ่ยจากใจจริง เขาเป็คนคิดอะไรก็พูดออกมาหมด
“ฉันต่างหากที่โชคดี คุณเป็คนช่วยชีวิตฉันเอาไว้นะฉางเล่ย ทีหลังไม่ต้องขอบคุณฉันอีกนะ” ซูเมี่ยวจินหันมองร่างสูงใหญ่ซึ่งใบหน้าซื่อ ๆ ของเขาทำให้เธอต้องอมยิ้มออกมา หากว่าเป็ในยุคก่อนที่เธอจะมาที่นี่ ผู้คนเ่าั้ต่างซ่อนดาบในรอยยิ้ม ไม่เหมือนกับฉางเล่ยที่คิดยังไง สีหน้าของเขาก็แสดงออกมาหมด
ฉางเล่ยใจฟูอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเมื่อได้รับคำชมจากซูเมี่ยวจิน เขาเขินจนใบหูแดงก่ำ ซูเมี่ยวจินเห็นเข้าก็แอบหัวเราะคิกคักอย่างขำ ๆ กับคนซื่ออย่างฉางเล่ย
กว่าที่ทั้งสองคนจะเดินไปถึงที่ว่าการอำเภอก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว ด้วยระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทำให้พวกเขาถึงที่นั่นไม่สายเกินไปนัก
“พวกเรารีบเข้าไปทำเอกสารให้คุณกันเถอะ ไม่รู้ว่ารถเข้ามณฑลจะออกกี่โมง”
“เข้าใจแล้ว ไปกัน” ซูเมี่ยวจินจับมือฉางเล่ยเดินเข้าไปด้านใน