ตอนที่ 2 ออกไปหาเห็ด
หลังจากที่จัดการแก้เชือกออกจากคอ กวาดสายตาสำรวจห้องในห้องนอนนี้แทบเรียกว่าห้องนอนแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่คิดว่ามารดาของอิ้งเหย่จะลำเอียงและรังเกียจเด็กหญิงตัวน้อยมากเพียงนี้ ถึงได้ให้นางมานอนในห้องเก็บห้อง พื้นเย็นเยียบถูกปูด้วยฟางแห้ง ๆ มีผ้าห่มผืนบาง ๆ หากฤดูหนาวมาเยือนเด็กหญิงคงนอนหนาว
“เฮอะ! ลำเอียงอย่างกับว่าเด็กนี่เป็คนอื่น แต่เอาเถอะต่อจากนี้ฉันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเอง คืนนี้คงต้องนอนเอาแรงเสียก่อน” ร่างเล็กทิ้งตัวน้อยบนฟางแห้งแม้ว่าจะไม่สบายตัวสักนิดแต่ทว่าร่างนี้ก็อ่อนแรงอ่อนล้าเมื่อหัวถึงพื้นก็หลับใหล
จิ๊บ จิ๊บ …เสียงนกร้องก้องกังวาล สลับกับเสียงไก่ขันยามเช้า ร่างเล็กสะดุ้งตื่นอย่างเคยชิน เสมือนร่างกายนี้มีระบบในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
“นี่มันอะไรกันทำไมร่างกายนี้ถึงได้รีบลืมตาตื่นขึ้นมาเช่นนี้ เฮ้อ! ในเมื่อตื่นแล้วก็ต้องออกไปข้างนอกรับอากาศยามเช้า กลิ่นอายของสายลมธรรมชาติที่ไม่ได้ชื่นชมมานาน แสงแดดอบอุ่นยามเช้าเป็อย่างไรกันนะ” หลิวหลิวในร่างเด็กหญิงตัวน้อยเปิดประตูเดินออกมาทว่าไม่ทันที่จะทำตามที่คิดร่างใหญ่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูดวงตาเต็มไปด้วยความโมโห
“นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้วห่ะ มัวนอนตื่นสายขนาดนี้จะไปทันผู้อื่นได้อย่างไร นี่ห่อข้าวของเ้า นี่ตะกร้ารีบออกไปก่อนผู้อื่น จะได้เห็ดมาขายเยอะ ๆ จางอวี่ซวน้าชุดใหม่ ข้าอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมห่อข้าวให้ หากวันนี้ไม่ได้เห็ดมากเท่าที่ควรห้ามกลับมาที่เรือนเข้าใจหรือไม่” เสียงแหลมตวาดใส่พร้อมยื่นห่อข้าวที่ห่อจากใบตองพร้ะกร้าสะพานหลัง หลิวหลิวประมวณผลอย่างเร่งรีบ ก่อนจะตอบปฏิเสธ
“ใครอยากได้คนนั้นก็ไปเก็บเองสิ ทำไมต้องเป็ข้าด้วยเล่า ข้าเป็เพียงสตรีอายุยังน้อย หากเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางขึ้นเขาหรือหาเห็ดล่ะ ไม่เอาหรอกข้าไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย”
เปี๊ยะ!! เสียงฝ่ามือฟาดเข้ากลางหลังเสียงดังสนั่น ความเ็ปแล่นสู่สมองร่างเล็กร้องโอ๊ยออกมาเสียงดัง
“โอ๊ย!! ตีข้าทำไมกัน ข้าพูดสิ่งใดผิด”
“เ้ายังกล้าเอ่ยว่าเ้าไม่ได้ทำอันใดผิดอย่างนั้นหรือ นี่ข้าใช้เพียงฝ่ามือหากเ้ายังชักช้าและเอ่ยวาจาเลอะเลือนจากฝ่ามือจะเปลี่ยนเป็แซ้” หลิวหลิวในร่างของอิ้งเหย่ไม่เคยทำงานแบบนั้นและไม่คิดว่าแม่ของอิ้งเหย่จะใจร้ายกับลูกสาวตนเองขนาดนี้ หนทางไปป่าไม่ใช่จะปลอดภัย มีทั้งคนทั้งสัตว์ราวกับส่งนางไปตายอย่างไรอย่างนั้น ครานั้นเองความทรงจำของเ้าของร่างก็แวบเข้ามาอีกครั้ง ทำให้หลิวหลิวได้รู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยออกไปหาเห็ดั้แ่อายุ 9 ปี เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ซื้อแท่งหมึกกับกระดาษให้ท่านพี่ หากวันใดนางได้ของป่ามาได้น้อยก็จะถูกมารดาทำโทษ บางครั้งก็อดอาหารบางครั้งก็ทุบตีจนกว่านางจะพอใจ
‘นี่ไม่ใช่แม่แล้วแต่เป็นังปีศาจมากกว่า รักลูกไม่เท่ากันคิดหวังจะฝากผีฝากไข้ให้จางอี้ซวนคอยดูแลสินะ หากเป็อย่างนั้นฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจุดจบจะเป็เช่นไร อีกอย่างหนึ่งออกไปข้างนอกก็ดีจะได้หาหนทางหนีออกไปจากครอบครัวเส็งเคร็งนี้’
“ข้าไปแล้ว ข้าไปแล้ว” หลิวหลิวในร่างอิ้งเหย่รีบคว้าเอาตะกร้าพร้อมกับห่อข้าวเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้าน เพราะร่างกายนี้ยังเด็กอยู่และเธอที่ไม่พบเจอเื่อย่างนี้ยากที่จะรับมือจากผู้ใหญ่ที่ร่างโตกว่า นางเหลือบมองในตะกร้ามีกระบอกน้ำไม้ไผ่มีดเล่มเล็กก่อนจะโยนห่อข้าวใส่ตะกร้าสะพายขึ้นหลัง ใช้ความทรงจำเก่า ๆ ของร่างนี้นำพาตนเองเดินขึ้นเขาในป่าเขียวขจี ไปยังที่มีเห็ดออกมากกว่าทุกที่ ทว่า่นี้อากาศร้อนอบอ้าวไม่มีฝนตก ไม่มีความอับชื้นไม่ว่าจะหาดูตรงใดก็ไม่เห็นเห็ดสักดอก มีเพียงดินแห้งแม้แต่หญ้าต้นเล็ก ๆ ยังเหี่ยวแห้ง
“แล้วอย่างนี้จะหาเห็ดมาจากไหนไปให้ล่ะ อย่าบอกนะว่าต้องโดนแซ้กระทบที่หลัง โอ้ย..แค่คิดก็เจ็บไปรอแล้ว ์ส่งฉันกลับมาเกิดอีกครั้งแม้ว่าจะตรงตามที่ขอเื่ร่างกาย แต่เื่ความยากจนและมีครอบครัวอย่างนี้ไม่เป็การลงโทษกันเสียมากกว่าหรือ” นางยกตะกร้าออกจากหลังนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ เมื่อเงยมองท้องฟ้ายามนี้ก็เหมือนจะสายมากแล้ว ท้องน้อย ๆ เริ่มร้องประท้วงความหิว จึงนั่งพักเพื่อกินอาหารเช้าเพื่อเอาแรงเสียก่อน
เมื่อเปิดห่อข้าวดูก็ต้องใอีกครั้ง ในห่อข้าวมีข้าวเพียงเล็กน้อยแถมยังเป็ข้าวไหม้ ๆ ก้นหม้อ ส่วนอาหารไม่ต้องเอ่ยถึง มีเพียงตีนของเป็ดตุ๋นเมื่อคืนนี้ที่ใส่มาเพียงหนึ่งตีนเท่านั้น อิ้งเหย่แทบจะโยนข้าวในมือทิ้งด้วยความโมโห
“ให้อย่างนี้ไม่ต้องให้เสียยังดีกว่า ดูสิตีนเป็ดแถมยังมีเพียงกระดูกเนื้อหลุดลุ่ยจากการตุ๋นจนหมด เหมือนกับให้อาหารหมาอย่างไรอย่างนั้น ์ได้โปรดช่วยเมตตากันอีกครั้งเถอะนะไม่อย่างนั้นสู้ให้ฉันกลับไปตายเป็ฉันคนเดิมจะดีกว่าจะถ้าให้เกิดอีกครั้งแล้วมาอยู่ในร่างที่น่ารันทดเวทนาถึงเพียงนี้” นางวางห่อข้าวไว้ข้าง ๆ ถอนหายใจอย่างสมเพชชีวิตของอิ้งเหย่ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่รินไหล ทว่ายามนั้นเองนางเหลือบเห็นที่ข้อมือด้านซ้ายเหมือนมีปานรูปดอกโบตั๋นอยู่
"รอยอะไร..? หรือนี่จะเป็ปานกันนะ คงไม่ใช่ว่าถูกมารดาทำร้ายใช้ของร้อนจี้จนเป็แผลหรอกนะอย่างนั้นมันโหดร้ายเกินกว่าจะเป็แม่คนแล้ว" อิ้งเหย่ เอ่ยเบา ๆ ยกมือขึ้นปาดเหงื่ออย่างไม่ใส่ใจ ครั้นนั้นเองแสงสว่างวาบสาดส่องเข้าดวงตาจนร่างเล็กต้องหลับตาด้วยความแสบ เมื่อแสงจ้าได้หยุดลงนางค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองดวงตาเบิกโพลงโตด้วยความใ
“อะ..อะไรกัน หรือว่าฝัน ฝันกลางวันเหรอ” นางพูดจาติด ๆ ขัด ๆ ไม่อยากจะเชื่อภาพเบื้องหน้า ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฎอยู่นั่นแตกต่างจากป่าที่นางนั่งพักเมื่อครู่ กลิ่นอายธรรมชาติช่างสดชื่น สายลมพัดมาเย็นสบาย ทอดยาวไปเป็ที่ดินสิบหมู่ เป็แปลงดินที่มีดินดำล้วนงดงาม แถมยังมีกระท่อมหลังเล็ก ข้าง ๆ กันยังมีบ่อน้ำพลุสีใสสะอาด ร่างบางลุกขึ้นเดินไปอย่างไม่เชื่อสายตา
“ที่นี่มัน์ชัด ๆ ”
“สวัสดี ...เ้าคือผู้โชคดีที่์กำหนดเนรมิตให้เ้าได้รับของวิเศษที่เ้าเห็นอยู่ตรงหน้าทั้งหมดนี้” เสียงเล็กแหลมดังขึ้นด้านหลังของอิ้งเหย่ นางเหลียวหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นเสียทีจนคิดว่าตนเองหูฝาด
“ใครนะ!! ข้าถามว่าผู้ใด”
“ข้าอยู่ตรงนี้” เสียงเล็กแหลมดังอยู่บนต้นไม้ อิ้งเหย่เงยหน้าขึ้นมองต้องตกตะลึงก่อนจะหงายหลังล้มลงกับพื้น
“ว้าย!! นี่มันปีศาจ ผีหลอกผีป่าหลอกแน่ ๆ ออกไปนะ ข้ากลัวแล้ว”