บทที่24 ขายผักครั้งแรก
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มท่ามกลางลมหนาวของฤดูเหมันต์ที่พัดพาเอาความแห้งแล้งเข้าปกคลุมหมู่บ้านแปลงผักของบ้านหลินกลับกลายเป็ภาพที่สวนทางกับธรรมชาติรอบด้านอย่างชัดเจนจากดินแข็งกระด้างที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมีต้นผักเขียวขจีขึ้นเรียงรายเป็แถวใบผักบุ้งยาวอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ต้นคะน้าตั้งตรงแข็งแรงกะหล่ำปลีเริ่มห่อเป็หัวเล็ก ๆผักกาดเริ่มแตกใบอวบอิ่มดูสดใหม่เกินกว่าจะเชื่อว่านี่คือผลผลิตในฤดูที่คนทั่วไปไม่กล้าปลูกอะไร
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคนบ้านหลินทำงานกันอย่างขะมักเขม้นแทบไม่ได้หยุดพักหลินเสี่ยวเฉินไม่ค่อยได้อยู่ช่วยมากนักเพราะทุกเช้าจะต้องเข้าเมืองไปทำงานที่ร้านอาหารกว่าจะกลับมาก็เป็เวลาเย็นค่ำ หน้าที่ในแปลงผักจึงตกเป็ของหลินอวี้หรานกับหลินกวงเป็หลักสองพ่อลูกทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันั้แ่แสงแรกของวันยันแสงสุดท้ายจะเลือนหายพรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ยทุกขั้นตอนทำอย่างระมัดระวังราวกับกำลังดูแลชีวิตที่เปราะบาง
จางเว่ยเยียนเองแม้จะไม่ได้ลงแรงในแปลงผักมากนักแต่ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันนางคอยดูแลเื่น้ำ เื่อาหารและจัดการงานภายในบ้านทั้งหมดั้แ่ต้มข้าวต้มน้ำร้อน เตรียมอาหารให้ทุกคนไปจนถึงคอยห่มผ้าเพิ่มให้ยามค่ำคืนที่อากาศหนาวจัด เพื่อให้คนในครอบครัวมีแรงพอจะสู้กับความยากลำบากในแต่ละวัน
่นี้อากาศยังไม่ถึงกับหนาวจัดจนเกินไปน้ำในลำธารหลังหมู่บ้านยังไม่กลายเป็น้ำแข็ง ทำให้ยังสามารถตักน้ำมารดผักได้อยู่นี่ถือเป็โชคดีอย่างยิ่งเพราะหากน้ำกลายเป็น้ำแข็งเมื่อไรการปลูกผักทั้งหมดอาจต้องหยุดชะงักลงทันที
พวกหวงหยางกับเด็ก ๆในหมู่บ้านที่มักจะมาเล่นแถวนี้ก็กลายเป็กำลังเสริมที่สำคัญโดยไม่รู้ตัว เด็ก ๆวิ่งไปมาพร้อมถังน้ำเล็ก ๆหัวเราะคิกคักขณะช่วยกันตักน้ำจากฝายที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมาเมื่อก่อนหน้านี้แล้วนำมารดแปลงผักทีละต้น แม้แรงจะไม่มากนักแต่ความขยันและความตั้งใจกลับเต็มเปี่ยม
หลินเสี่ยวเฉินเคยบอกกับเด็ก ๆเอาไว้ว่าหากใครมาช่วยงานทุกวันเมื่อผักโตแล้วจะมีส่วนแบ่งให้กิน เด็ก ๆต่างก็จดจำคำพูดนั้นได้ดี สำหรับพวกเขาแล้วการได้กินผักสด ๆที่ปลูกเองนั้นเป็เื่น่าตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าการได้กินเนื้อ
ทุกวันหลังเลิกงานหลินเสี่ยวเฉินจะเดินไปที่แปลงผักตรวจดูความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียด เขามองสีของใบผัก ััดินด้วยปลายนิ้วตรวจดูความชื้น และคอยให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ กับพี่สาวและพ่ออยู่เสมอแม้จะไม่ได้ลงมือทำเองตลอดเวลาแต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในสายตาของเขา
ในใจของเขารู้ดีว่าเวลา่แรกนี้สำคัญที่สุดต้องเร่งให้ผักเติบโตให้เร็วและแข็งแรงก่อนที่อากาศจะหนาวจัดไปมากกว่านี้หากปล่อยให้เลย่นี้ไปโอกาสที่จะได้ผลผลิตดี ๆ จะลดลงทันที
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อยนั้นทำให้ชาวบ้านที่ผ่านไปมาต้องหยุดมองด้วยความประหลาดใจไม่มีใครคาดคิดว่าในฤดูเหมันต์เช่นนี้จะมีแปลงผักที่เขียวสดได้ถึงเพียงนี้
เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นเป็ระยะ บางคนยืนมองอยู่ห่าง ๆบางคนเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือไปแตะใบผักเบา ๆเพื่อยืนยันกับตัวเองว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
คนบ้านหลินไม่ได้ใส่ใจกับสายตาเ่าั้มากนักพวกเขายังคงทำงานของตัวเองต่อไปอย่างเงียบๆ เมื่อผักเริ่มโตเต็มที่หลินอวี้หรานก็เริ่มเก็บผักบางส่วนมาตัดไว้ใช้ในบ้านกลิ่นผัดผักสดลอยออกมาจากครัวในทุกวันทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นผักบุ้งที่ถูกผัดกับน้ำมันเล็กน้อยส่งกลิ่นหอมกะหล่ำปลีที่นำมาต้มก็มีรสหวานธรรมชาติแตกต่างจากผักป่าที่เคยกินก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงทว่าแม้จะกินทุกวันผักที่ปลูกได้ก็ยังมีมากเกินกว่าที่คนในบ้านจะกินหมด
หญิงสาวจึงนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเด็ก ๆวันหนึ่งนางตัดผักใส่ตะกร้าเล็ก ๆ แล้วเรียกพวกหวงหยางกับเด็ก ๆที่มาช่วยงานมารวมตัวกัน นางแบ่งผักให้เด็ก ๆคนละเล็กละน้อยพอให้พวกเขานำกลับบ้านไปทำอาหาร เด็ก ๆ รับผักไปด้วยความดีใจใบหน้าที่เคยซีดจากความหนาวกลับมีรอยยิ้มสดใสบางคนถึงกับวิ่งกลับบ้านทันทีเพื่อเอาไปอวดพ่อแม่
ภาพเด็ก ๆถือผักเดินกลับบ้านกลายเป็ภาพที่ชาวบ้านเห็นกันอยู่บ่อยครั้งใน่นั้นและมันก็ยิ่งทำให้ผู้คนเริ่มสนใจมากขึ้น
ส่วนผักที่เหลืออีกมากหลินอวี้หรานตัดสินใจทำตามแผนที่เคยคุยกันไว้กับน้องชายนางเลือกผักที่ดูดีที่สุดล้างทำความสะอาดอย่างเรียบร้อยแล้วใส่ตะกร้าใบใหญ่เตรียมจะนำไปขายในอำเภอ
บ่ายวันนั้นนางหอบตะกร้าผักใบใหญ่เข้าเมืองด้วยความหวังเต็มเปี่ยมแต่ความเป็จริงกลับไม่เป็อย่างที่คิดหญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนก้าวเข้าไปยังร้านอาหารแห่งแรก
“เถ้าแก่เ้าคะ รับผักสดไหมเ้าคะเพิ่งเก็บจากแปลงวันนี้เลย”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางเปิดผ้าคลุมตะกร้าให้เห็นผักด้านใน
เถ้าแก่เหลือบมองเพียงแวบเดียวก่อนจะหัวเราะหึ “ผักก็สวยดีอยู่หรอกแต่ข้าซื้อไม่ไหวหรอก่นี้ ราคามันต้องถูกหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นท่านให้ราคาเท่าไรเ้าคะ”หลินอวี้หรานถามอย่างมีความหวัง
“ทั้งตะกร้านี่หนึ่งเฟินพอ”
คำตอบนั้นทำให้นางชะงัก สีหน้าซีดลงทันที “หนึ่งเฟินหรือเ้าคะมันน้อยเกินไปนะเ้าคะ ผักพวกนี้ปลูกยากมาก”
“จะขายก็ขาย ไม่ขายก็ไปที่อื่น”เถ้าแก่โบกมือไล่ราวกับไม่สนใจ
หลินอวี้หรานเม้มริมฝีปากก่อนจะยกตะกร้าขึ้นแล้วเดินออกมาอย่างเงียบ ๆความหวังที่เคยมีลดลงไปมาก นางยังไม่ยอมแพ้ เดินไปยังร้านถัดไป
แต่ไม่ว่าจะเป็ร้านที่สองหรือร้านที่สามคำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างกันมากนัก
“ผักสวยก็จริง แต่ข้ารับซื้อแค่ถูก ๆ เท่านั้น”
“่นี้เงินฝืดจะเอาราคาแพงไม่ได้หรอก”
“ของแบบนี้ใคร ๆ ก็ปลูกได้ เ้าอย่าคิดจะโก่งราคา”
คำพูดเ่าั้เหมือนเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่ทิ่มแทงหัวใจหญิงสาวทีละนิดแม้จะรู้ว่าผักของตนคุณภาพดีแต่กลับไม่มีใครยอมจ่ายในราคาที่เหมาะสมเลย
ในที่สุดนางก็เดินออกมานั่งที่ข้างถนน วางตะกร้าผักไว้ข้างกายแสงแดดยามบ่ายส่องลงมาบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าก้มหน้ามองผักในตะกร้าอย่างเสียดาย ความตั้งใจทั้งหมดเหมือนจะสูญเปล่าไปในพริบตา
ขณะนั้นเอง เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “พี่หญิง...มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้”
หลินอวี้หรานเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่เขาเพิ่งเลิกงานจากร้านอาหาร เหงื่อยังเกาะอยู่ที่หน้าผากเล็กน้อย
“เสี่ยวเฉิน…” ผู้เป็พี่สาวฝืนยิ้ม “ข้ามาขายผักแต่ไม่มีผู้ใดให้ราคาที่เหมาะสมเลย”
เด็กชายขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังตะกร้าผักก่อนจะหยิบผักบุ้งขึ้นมาดู“ผักสดขนาดนี้ยังจะกดราคาอีกหรือ”
“พวกเขาบอกว่า่นี้เงินฝืด บางร้านให้แค่หนึ่งเฟินข้าทำใจขายไม่ลงจริง ๆ” นางถอนหายใจ
หลินเสี่ยวเฉินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก“ถ้าเช่นนั้นพี่หญิงลองไปกับข้าสิ”
“ไปไหนหรือ” นางถามอย่างสงสัย
“ไปที่ร้านที่ข้าทำงานอยู่” เด็กชายตอบ“ข้าจะลองเสนอให้เถ้าแก่ดู”
หลินอวี้หรานลังเลเล็กน้อย “จะดีหรือ ถ้าเขากดราคาเหมือนร้านอื่นล่ะ”
“ไม่ลองก็ไม่รู้อย่างน้อยข้าก็พอรู้ว่าเถ้าแก่หลิวเป็คนแบบไหน” หลินเสี่ยวเฉินยิ้ม
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาตัดสินใจลุกขึ้นหิ้วตะกร้าผักตามน้องชายไป ไม่นานทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารหลินเสี่ยวเฉินพาพี่สาวเข้าไปด้านในทันที
“เถ้าแก่ขอรับ ข้ามีของจะให้ดูหน่อย” เขาเอ่ยขึ้น
เถ้าแก่หลิวเงยหน้าจากโต๊ะคิดเงิน “อะไรของเ้ากันอีกล่ะเสี่ยวเฉิน”
เด็กชายไม่ตอบแต่เปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเผยให้เห็นผักสดสีเขียวชุ่มน้ำ
ทันทีที่เถ้าแก่หลิวเห็นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างทันที
“นี่มัน…” เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้หยิบผักขึ้นมาพลิกดู “สดถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“เพิ่งเก็บจากแปลงวันนี้ขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า
“ของเ้างั้นหรือ” เถ้าแก่หลิวหันไปมองหลินอวี้หราน
“เ้าค่ะ” นางตอบอย่างสุภาพ
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจ“ั้แ่เมืองนี้แล้งข้าก็แทบไม่ได้เห็นผักแบบนี้เลย”
“ถ้าร้านท่านใช้ผักสดแบบนี้ทำอาหาร รสชาติต้องดีกว่าร้านอื่นแน่ลูกค้าก็ต้องติดใจ” หลินเสี่ยวเฉินรีบพูดต่อทันที
เถ้าแก่หลิวพยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังคิดตาม “เ้าพูดไม่ผิด”
เขามองผักในตะกร้าอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถาม “เ้าจะขายเท่าไร”
หลินอวี้หรานลังเลเล็กน้อยแต่หลินเสี่ยวเฉินกลับตอบแทน“ขอราคายุติธรรมก็พอขอรับ ไม่ต้องถูกเหมือนร้านอื่น”
เถ้าแก่หลิวหัวเราะ “เ้าหนูนี่หัวการค้าดีจริง”จากนั้นเขาก็ยกตะกร้าขึ้นชั่งน้ำหนักคร่าว ๆ ก่อนจะบอกราคาออกมาซึ่งสูงกว่าที่ร้านอื่นเสนอให้หลายเท่า
“ท่านจะซื้อในราคานี้จริงหรือเ้าคะ” หลินอวี้หรานเบิกตากว้าง
“แน่นอน” เถ้าแก่หลิวตอบ “ของดีขนาดนี้ข้าจะกดราคาทำไม”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวแทบไม่เชื่อหูตัวเองความผิดหวังที่สะสมมาทั้งวันถูกแทนที่ด้วยความดีใจในทันที
เถ้าแก่หลิวยื่นเงินให้พร้อมพูดต่อว่า“ครั้งหน้าถ้ามีผักแบบนี้อีกเอามาขายให้ข้าก่อนเลย เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินยิ้มกว้าง
“ขอบพระคุณมากเ้าค่ะเถ้าแก่” หลินอวี้หรานรีบโค้งคำนับ
เมื่อออกจากร้านสองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก
“ข้านึกว่าจะขายไม่ได้แล้วเสียอีก”หลินอวี้หรานพูดด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
“ข้าบอกแล้วว่าของดีต้องมีคนเห็นค่า”เด็กชายตอบอย่างมั่นใจ
“ต้องขอบใจเ้าจริง ๆ” นางยิ้ม“ถ้าไม่มีเ้าข้าคงต้องยอมขายถูก ๆ ไปแล้ว”
หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้า “พี่หญิงต่างหากที่ปลูกผักได้ดีข้าแค่ช่วยหาทางให้เท่านั้น”
สองพี่น้องเดินกลับบ้านด้วยกันอย่างสบายใจวันนี้กว่าจะขายผักได้ก็ค่ำมากแล้ว หลินเสี่ยวเฉินเพียงไปบอกกล่าวกับเด็ก ๆที่รอฟังนิทานของเขาที่ลานกว้างว่านี้ต้องขอโทษที่ไม่ว่างมาเล่านิทานให้ฟังแต่เดี๋ยววันหลังเขาจะชดเชยให้ด้วยการเล่าสองเื่ เด็ก ๆแม้จะผิดหวังเล็กน้อยทว่าก็เข้าใจเขา แต่ก็ยังย้ำว่าเขาต้องเล่าสองเื่จริง ๆห้ามบิดพลิ้วเป็อันขาด