จากฤดูร้อนเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูฝนวันเวลาค่ำเช้าผ่านไปเหมือนดั่งสายลมรู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่ฤดูหนาวของเดือนธันวาคมแล้ว น่าแปลกที่ผมแทบจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับ่เวลาสองสามเดือนที่ผ่านมาทั้งการสอบเก็บคะแนน งานกีฬาสี สิ่งที่เด็กวัยรุ่นมักชวนกันทำเรื่อยเปื่อย และรสชาติระหว่างคิมหันต์กับผมทั้งหมดกลายเป็แค่ภาพเบลอ ๆ เท่านั้น
หรือนี่จะเป็กลไกทางธรรมชาติของสมองที่พยายามปิดกั้นเพราะผมไม่เคยหยุดจดจำอะไรสักอย่าง จนบางทีก็เกินจะรับไหว และมันก็ได้สร้างความเ็ปให้ผมอย่างร้ายกาจในภายหลังมันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นพรุ่งนี้ สัปดาห์อื่นหรือปีหน้า แต่บางทีมันอาจเริ่มในห้านาทีต่อมาเลยก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเื่นั้นสำคัญแค่ไหน ซึ่งคุณรู้ดีว่าอะไรสำคัญมากที่สุดสำหรับผม
ดังนั้นหลังจากที่พวกเราย้ายหอพักและเปลี่ยนรูมเมทใหม่ก่อนที่จะเปิดเทอมั้แ่วันนั้นผมก็ได้สาบานกับตนเองลับ ๆ ว่าจะหมกมุ่นเื่ของเขาให้น้อยลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งผมต้องค้นพบวิธีและต้องทำให้ได้เพื่อจะได้ไม่รู้สึกเวทนาตัวเองในวันที่จากลากัน
คิมหันต์บอกว่า
“ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น”
เดี๋ยวนี้เขามักพูดแบบนี้เสมอแทนคำพูดหยอดหวานๆ ถึงจะฟังดูห่างเหินเหมือนคนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินแต่ผมกลับรู้สึกขอบคุณที่เขายังคงพูดด้วยเป็ปกติ ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปทั้งก่อนและหลังกลับจากกรุงเทพฯยิ่งตอนนี้เราไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกต่อไปแล้ว ผมก็แทบจะคว้าเอาประโยคนั้นมาเป็ที่ยึดเหนี่ยวราวกับท่องบทร่ำวิงวอน
ผมพึมพำประโยคนั้นออกมาเบาๆ หลายครั้งตอนรู้สึกเศร้า เมื่อคิดถึงอนาคตอันไร้รูปร่างว่างเปล่า และในทุก ๆ เช้าก่อนจะลงไปพบคิมหันต์ที่ใต้หอพักเพื่อจะเดินไปร่วมพิธีมิสซาที่วัดน้อยด้วยกัน
แม้ผมจะเก็บซ่อนความไม่ปกติเอาไว้และทำตัวเป็ปกติต่อหน้าคนอื่น กระนั้นมีเพียงแค่รูมเมทที่รู้เห็นด้านนั้นของผมจนกระทั่งมันได้ะเิออกมาในคืนวันหนึ่งกลางเดือนธันวาคม
“มึงไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับกูก็บอกได้นะ”ดนัยพูดขึ้นทันทีหลังจากผมปิดประตูห้อง
เขาคงเบื่อที่ผมมักกลับห้องหลังสี่ทุ่มแทบทุกวันกลับมาถึงก็เปิดไฟที่โต๊ะเขียนหนังสือซึ่งเป็การรบกวนเวลานอน ผมรู้ว่ากำลังทำไม่ถูกต้องและโชคดีแค่ไหนแล้วที่ดนัยไม่ฟ้องบราเดอร์วินเกี่ยวกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของผม
คืนนี้เขาเปิดไฟห้องและนั่งรอผมอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือฝั่งริมหน้าต่างสายตาที่มองมาแฝงความเหลืออดเหลือกลั้น
“อะไรกัน ทำไมมึงถึงคิดว่ากูไม่อยากอยู่กับมึงฮะ”ผมถามด้วยความประหลาดใจละคนใ
ดนัยสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดว่า
“ก็ดูมึงสิ แทบจะไม่อยู่ห้องเลยกลับมาก็ดึก ๆ ดื่น ๆ แถมพอเจอหน้ากันก็ไม่ค่อยได้คุยกันอีกแล้วอย่างงี้จะไม่ให้ดูคิดแบบนั้นได้ไงวะ มึงกำลังทำตัวมีปัญหา”
ผมได้แต่ยืนฟังนิ่งๆ อยู่หน้าประตูห้อง จริงอย่างที่ดนัยพูดทุกคำ ผมกำลังทำตัวมีปัญหา
ตอนแรกผมกะจะไม่ตอบอะไรใดๆ แต่ก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีดังนั้นผมจึงกล่าวออกไปว่า
“กูขอโทษที่ทำให้มึงลำบากใจนะกูกำลังเครียด ๆ เื่ครอบครัวบุญธรรมน่ะ ่นี้ก็เลยไประบายกับไอ้คิมบ่อยหน่อย”
รูมเมทร่างอวบที่กำลังนั่งขมวดคิ้วอยู่ พอได้ยินเช่นนั้นก็คลายสีหน้าอย่างรวดเร็ว เขายังคงดูไม่พอใจ แต่ดูเหมือนคำตอบของผมได้ยับยั้งหลายสิ่งที่ดนัยเตรียมจะพูดออกมา
“อ่อ เอ่อ...มึงมีอะไรก็บอกกูได้นะ มีอะไรช่วยได้กูก็จะช่วย” สีหน้าเขาอ่อนโยนขึ้น“แต่กูขอร้องอย่างเดียว มึงเลิกกลับห้องดึก ๆ แบบนี้ได้ไหมถ้าไม่งั้นกูก็คงต้องบอกบราเดอร์”
ผมพยักหน้าและกล่าวขอบคุณ
หลังปรับความเข้าใจกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต่างขึ้นเตียงนอนของตนแล้วทั้งห้องก็ตกสู่ความมืดและความเงียบงัน
คืนนั้นผมนอนคิดถึงสิ่งที่ดนัยพูด จากนั้นก็ย้อนกลับไปที่คำพูดของตัวเอง ผมไม่ได้แต่งเื่ครอบครัวบุญธรรมขึ้นมาเพื่อโกหกเขาแต่อย่างใดมันคือเื่จริงที่ผมเองก็เพิ่งทราบเมื่อตอนต้นเดือน ว่าสามีภรรยาคู่นั้นที่รับเด็กหญิงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปอุปการะเมื่อปิดเทอมเล็กปีก่อนตอนนี้พวกเขา้ารับผมกับเด็กชายที่นั่งด้วยกันในห้องทำงานของเ้าหน้าที่ไปเป็ลูกบุญธรรมเพิ่ม
ผมประหลาดใจมากกับข่าวนี้ ยังคงไม่เชื่อหูตัวเองแม้พี่เลี้ยงจะเป็คนโทรมาบอก จนคุณพ่ออรรถพลต้องมาช่วยยืนยันอีกเสียงความดีใจปะทุขึ้นเหมือนน้ำพุในดินแดนแห้งแล้ง และดินแดนที่ว่าก็คือความหวังที่จะมีครอบครัวนั่นเองซึ่งมันเคยเหือดแห้งไปนานแล้ว ทว่าตอนนี้มันค่อย ๆ กลับมาสมบูรณ์ด้วยความหวังเดิมอีกครั้งหนึ่ง
ั้แ่รู้เื่นี้มาได้ประมาณสองสัปดาห์ ผมยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังแม้แต่คิมหันต์คงเป็เพราะกลัวว่าจู่ ๆ ทางฝั่งโน้นอาจเปลี่ยนใจขึ้นมา แล้วสิ่งที่ผมได้ป่าวประกาศไปทั่วอาจทำให้ผมขายหน้าเพราะผมเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง ฉะนั้นจึงขอเวลาอีกสักนิดจนกว่าจะได้พบหน้าว่าที่พ่อแม่บุญธรรมอีกหนตอน่คริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง
พอนำเื่นี้กับเื่อื่น ๆ มารวมกันในหัวสมองอันเล็กจ่อยของผม มันก็ได้กลายเป็าประสาทอันยุ่งเหยิงที่ไม่มีใครเข้าใจและนั่นคือสาเหตุว่าทำไมผมถึงไม่ค่อยอยู่ห้อง เพราะการอยู่ห้องทำให้ผมมีเวลาส่วนตัวมากเกินไปจนกลับไปหมกมุ่นกับความคิดผมจึงไปทำการบ้านที่ห้องตงเปียนบ้าง นั่งคุยเล่นกับคิมหันต์บนดาดฟ้าบ้างและบางวันก็ไปนั่งดูรายการโทรทัศน์ที่ใต้ถุนหอพัก
ก็แค่หันเหความสนใจของตัวเอง
พยายามไม่จดจ่อกับอะไรมากจนเกินไป
สองวันหลังคริสต์มาส พี่เลี้ยงผู้ชายคนหนึ่งก็มารับผมไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าั้แ่เช้าขณะนั่งรถผมก็เอาแต่ภาวนาในใจเพื่อระงับความตื่นเต้นจนแทบจับใจความไม่ได้ว่าพี่เลี้ยงกำลังเล่าอะไรให้ผมฟัง
พอมาถึงก็พบว่าเด็กชายคนนั้นกำลังนั่งรออยู่ในห้องทำงานของเ้าหน้าที่แล้ว ผมชะงักอยู่ที่ปากประตูขณะสบตากันกับเขาพลางคิดอย่างละอายว่าจนป่านนี้ผมยังจำชื่อของเขาไม่ได้เลย มีเด็กกำพร้าเวียนเข้าออกที่นี่ตลอดขณะผมเรียนอยู่ที่บ้านเณรฉะนั้นผมจึงมีบ้างที่ผมรู้จักและไม่รู้จัก
น้องยกมือไหว้ผมกับพี่เลี้ยงที่พามาส่งผมรับไหว้ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ
“น้องชื่ออะไรเหรอ” ผมถาม
“น้องเขาชื่ออนุชา ชื่อเล่นชื่อนุชา จำไม่ได้หรือไง” พี่เลี้ยงชายคนนั้นพูดแทน“พี่ว่าพี่บอกเอ็งไปแล้วนะรันตอนอยู่ในรถ”
ผมหันไปยิ้มแหย ๆ เป็เชิงขอโทษ พี่เลี้ยงส่ายหัวก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้โซนติดผนังห้องส่วนน้องอนุชาก็เอาแต่จ้องผมไม่เลิกจนเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ดวงตาสีดำกลมโตดูไร้เดียงสาและน่าเวทนา และในดวงตาคู่นั้นผมเห็นสภาพสะท้อนของตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อน
ไม่นานพวกเขาก็พาสองสามีภรรยาและเด็กหญิงคนนั้นเข้ามา หลังจากสวัสดีกันจนวุ่นวายทั้งหมดก็นั่งลงผมมองคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งคู่ดูเปลี่ยนไปพอสมควร สีหน้ามีรอยยิ้มระบายสดใสและมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูกจนทำให้ผมรู้สึกตามไปด้วยเช่นกัน
การพบปะครั้งนี้มีอะไรมากกว่าครั้งก่อน นอกจากสอบถามกันเื่ปกติทั่วไป ผมยังได้มีโอกาสถามว่าที่พ่อแม่บุญธรรมในเื่ต่างๆ ที่อยากรู้ และพวกท่านก็ยินดีตอบอย่างกระตือรือร้น จนผมแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เพราะคราวก่อนพวกเขาทำเหมือนผมกับอนุชาไม่มีตัวตนเลยก็ว่าได้
“ทำไมตอนนี้ถึงอยากรับผมกับอนุชาไปเลี้ยงล่ะครับ ทำไมไม่รับไปั้แ่ทีแรก”ผมตัดสินใจถามในที่สุด ไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคายหรืออะไรทั้งนั้นเพียงแค่้าความกระจ่าง
คำถามนี้ทำเอาบรรดาพี่เลี้ยงมองหน้ากันเลิ่กลัก สองสามีภรรยาหันไปสบตากันอย่างเศร้าๆ แล้วคุณผู้หญิงก็เอ่ยขึ้น
“ทั้งหมดเป็ความผิดของน้าผิดเองแหละจ้ะ ตอนนั้นน้ายังไม่หายเศร้าที่เสียลูกสาวไปก็เลยคิดอยากจะรับแค่เด็กผู้หญิงไปเลี้ยงแต่ว่า...” แล้วหล่อนก็มองไปทางเด็กผู้หญิงซึ่งเอาแต่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ “เป็เพราะหนูมาลีที่น่ารักคนนี้แหละจ้ะที่เปลี่ยนความคิดของน้าั้แ่น้องมาอยู่ที่บ้าน น้องก็ทำให้เราเข้าใจจิตใจของเด็กกำพร้ามากขึ้นเพราะมาลีเราก็เลยเปิดใจ”
“ใช่” คุณผู้ชายเสริม “มาลีเปลี่ยนชีวิตเรา”
ผมหันไปมองเด็กผู้หญิงผมสั้นที่ชื่อมาลี อดีตเด็กกำพร้าที่ผมเคยมองตามหลังไปเริ่มชีวิตใหม่เมื่อปีก่อนขณะมองรอยยิ้มจริงใจของเธอ ความคิดและความรู้สึกแย่ ๆ ที่เคยมีให้มาลีก็อันตรธานหายไปลงเหลือไว้เพียงความละอายใจอย่างถึงที่สุด
เราเงียบไปชั่วครู่ พวกพี่เลี้ยงนั่งเงียบกริบอยู่ที่เก้าอี้ข้างผนัง มีเพียงเสียงใบไม้ลู่ลมดังแว่วเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้น้องอนุชานั่งห่อตัวสูดจมูกอยู่ข้าง ๆ ผม
“พวกน้าขอโทษที่ไม่ได้รับพวกหนูไปด้วยเมื่อวันนั้น และน้ารู้ว่าพวกหนูคงเสียใจแต่ตอนนี้พวกเราพร้อมจะพาพวกหนูไปอยู่ด้วยแล้ว” คุณผู้หญิงกล่าวด้วยรอยยิ้มดวงตาของเธอมีน้ำตาระรื้น “ไปอยู่ด้วยกันนะ ไปเป็ครอบครัวเดียวกัน”
ผมกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ รู้สึกได้ว่าเบ้าตาร้อนผาว ผมพูดอะไรไม่ออกจึงทำได้แค่พยักหน้าแทนคำตอบแล้วน้องอนุชาก็ร้องไห้โฮจนตัวสั่น
“ผมจะมีพะ...พ่อแม่แล้ว” เด็กชายพูดสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “คะ...ครอบครัว”
เย็นวันนั้นผมชวนคิมหันต์ขึ้นไปนั่งเล่นบนดาดฟ้าของหอพัก ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมจะได้พูดออกมาสักทีขณะเรากำลังเพ่งมองความมืดสลัวเบื้องหน้าสลับกับแหงนมองดูพระจันทร์ที่เห็นเป็สีเทาจาง ๆ ผมก็เริ่มต้นเล่ามันออกมาด้วยโทนเสียงสงบเหมือนดั่งบรรยากาศรอบตัว
คิมหันต์เงียบไปสักพักหลังฟังผมพูดจบ ผมมองเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัดนักในความมืดแต่ก็รู้ว่าเขายินดีร่วมไปด้วย
“ดีใจด้วยนะ” เขากล่าวอย่างอ่อนโยน “ว่าแต่นายอยากไปอยู่กับพวกนั้นจริง ๆ ใช่ไหม”
“อยากไปสิ” ผมตอบด้วยใจลังเลสับสน
คิมหันต์มองมาและเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แต่ฟังดูน้ำเสียงนายไม่สบายใจยังไงไม่รู้”
ผมนิ่ง เป็อีกครั้งที่เขามองผมออกอย่างง่ายดาย
“ไม่รู้สิ เราคงกลัวด้วยแหละ ก็มันเป็เื่สำคัญในชีวิตของเราเลยนี่นากลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด” ผมบอก
“แสดงว่านายอยากอยู่บ้านเด็กกำพร้าต่อไปงั้นสิ”
ผมรีบส่ายหัวรัว ๆ
“ถ้างั้นก็เลิกกลัวได้แล้ว ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลยเราคิดว่าเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ ก็อยากได้รับโอกาสแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ”
“อืม”
ผมตอบสั้น ๆ ไม่กล้าพูดแทนใครทั้งนั้นเพราะขนาดตัวผมเองยังเคยคิดจะอยู่ตัวคนเดียวโดยปราศจากครอบครัวบุญธรรมมาอุปถัมภ์
“ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” เขากล่าวประโยคคุ้นหูออกมาอีกครั้งอย่างหนักแน่น
“ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” ผมพูดตามเบา ๆ ราวกับตอบรับพระวาจาของพระเ้า
นี่เป็ครั้งแรกที่หัวใจผมรู้สึกเบาสบายเหมือนขนนก ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมามันถูกมัดด้วยเชือกแห่งความเครียดและถ่วงด้วยน้ำหนักแห่งความกังวล ทั้งเื่ในอนาคตระหว่างสองเราเื่มหาวิทยาลัย และชีวิตของผมกับครอบครัวใหม่ ถึงจะยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับสองเื่แรกแต่อย่างน้อยตอนนี้ผมก็โล่งใจกับเื่สุดท้าย ซึ่งนั่นก็ดีมากแล้ว
สายลมเย็นของฤดูเหมันต์พัดโชยเป็ระลอกเสียงจักจั่นร้องอยู่ไกลออกไปแถวดงต้นไม้ข้างหอพัก ผมมีความสุขที่ได้นั่งข้าง ๆเขาแบบนี้ กุมมือกันไว้เพื่อแลกเปลี่ยนไออุ่น พลางซึมซับ่เวลาเหล่านี้เอาไว้ในใจ
“จูบเราหน่อยได้ไหม” ผมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบตลอดสิบนาทีที่ผ่านมาผมอดกลั้นไม่ไหวอีกแล้ว
คิมหันต์กวาดสายตามองทั่วดาดฟ้าก่อนจะยื่นใบหน้าเข้ามาประกบริมฝีปากอุ่นเข้ากับของผม มันเป็จูบดูดดื่มที่ผมแสนจะโปรดปรานซึ่งแปลว่ามันมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอราวกับสายฟ้าฟาดแทบไม่รู้ตัวเลยว่าคิมหันต์ถอนตัวออกไปแล้วจนเมื่อเขาเอ่ยขึ้น
“พอแค่นี้ก่อน เดี่ยวมีใครขึ้นมาเห็น” รอยยิ้มระบายบนใบหน้าหล่อเหลา
ผมปรับลมหายใจเข้าออกเป็ปกติก่อนจะพยักหน้า จากนั้นไม่นานเราก็แยกกันกลับห้อง
อย่างไรก็ตาม บางครั้งผมก็อยากรู้ว่าในทุก ๆ วันอาทิตย์คิมหันต์คิดจะสารภาพเื่ต่าง ๆ ที่เราแอบทำด้วยกันไหมไม่รู้สิ...บางครั้งผมก็ระแวงไปเรื่อย มันอดไม่ได้จริง ๆ เพราะตราบใดที่แหวนหมั้นยังคงเด่นหราอยู่บนนิ้วนางซ้ายผมก็ไม่อาจเลิกกังวลว่าจะมีใครสงสัยเราสองคน
แต่จนถึงทุกวันนี้ทุกอย่างยังคงปกติดี คุณพ่ออรรถพลยังคงยิ้มให้ผมเช่นเดียวกับคุณพ่อท่านอื่น ๆ เมื่อเดินสวนกัน ไม่มีใครถามเื่แหวนไม่มีใครสนใจว่าผมกับคิมหันต์ทำอะไรมาบ้างตอนปิดเทอมและขึ้นไปทำอะไรบนดาดฟ้าแทบทุกเย็นฉะนั้นผมจึงเชื่อว่าเื่ระหว่างเรายังคงเป็ความลับตราบเท่าที่เราไม่ทำเสียเื่เสียเอง
เพราะยามใดที่คิมหันต์จูงมือผมไปยังที่ลับตาคนแทรกกายบดเบียดระหว่างชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือในมุมมืดหลังอาคารเรียนสอดมือหยาบกร้านเข้ามาใต้เสื้อนักเรียนสีขาวที่ตัดกับผิวสีน้ำตาลของเขาก่อนจะบรรจงจูบอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้นมันช่างเสี่ยงจะถูกจับได้อยู่รอมร่อ และผมก็ไม่เคยห้ามตัวเองได้เลย
ทว่าจูบในวันนั้นแตกต่างออกไป ผมเพิ่งเข้าใจว่าจูบดี ๆ สามารถช่วยให้สงบได้ และยังมอบความหวังเมื่อเผชิญหน้ากับความทรมานที่ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบใด
ในอนาคตผมอาจจะยังคงเ็ป กังวลและเศร้าเพราะเื่ราวอันแสนงดงามระหว่างเราแต่ขณะเดียวกันมันก็มอบชีวิตให้ผมเป็รางวัลตอบแทน หากวันใดผมอ่อนแอ ผมก็แค่นึกถึงกาลครั้งหนึ่งเมื่อวัยเยาว์เมื่อไหร่ที่ผมเศร้า ก็แค่ระลึกถึงรสจูบที่เคยได้รับ มันจะยังคงตราตรึงอยู่ที่ริมฝีปากเสมอแล้วผมก็จะสามารถผ่านมันไปได้