แสงแดดยามสายที่สาดส่องลงมาตกกระทบพื้นคอนกรีตไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวสั่นในจิตใจของธันวาได้เลย ชายหนุ่มวัยสามสิบสองยืนพิงแผ่นหลังกับกำแพงตึกฝั่งตรงข้ามถนน สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ั์ตาแดงก่ำจับจ้องไปยังแผ่นหลังของ 'ตัวเอง' ในวัยยี่สิบห้าปีที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในล็อบบี้ของอาคารทีดับบลิว คอร์ปอเรชัน
"ถ้าลูกสาวมันหัวหมอ... ก็ทำให้มันกลายเป็อุบัติเหตุรถชนตามพ่อมันไปอีกคนซะ"
ประโยคอำมหิตนั้นยังคงดังก้องสะท้อนไปมาในกะโหลกศีรษะ ราวกับมีดโกนที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ธันวาเคยเชื่อมาตลอดว่าความพินาศในชีวิตของเขาเกิดจากความทะเยอทะยานที่ 'เผลอไผล' ไปทำร้ายคนรอบข้าง แต่ความจริงที่เปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้ากลับตอกย้ำว่า เขาไม่ใช่คนหลงผิด... เขาคือปีศาจเืเย็นที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกชีวิตเพื่อแลกกับความสำเร็จ
เขาคือคนฆ่าพ่อของอรพิม
รสชาติขมปร่าของความสมเพชตัวเองตีตื้นขึ้นมาจนถึงคอหอย ธันวากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดสั่งให้เขาต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง นาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อโค้ทพังไปแล้ว เขาไม่สามารถหมุนเวลากลับไปแก้ไขคำสั่งนี้ได้อีก ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการหยุดยั้งมันด้วยสองมือในปัจจุบันของอดีตแห่งนี้
ธันวาจับจ้องไปยัง 'วิภา' ผู้ช่วยสาวที่เพิ่งเดินตามหลังธันวาวัยหนุ่มเข้าไป เธอคือคนที่รับคำสั่งสกปรกนี้ เขาจำได้ดีว่าในยุคนี้ วิภามักจะลงมารับกาแฟที่ร้านกาแฟชั้นใต้ดินของตึกในเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่งเสมอ
ชายหนุ่มดึงปกเสื้อโค้ทขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง ก้าวข้ามถนนฝ่าการจราจรที่พลุกพล่าน ลอบเดินเข้าไปในอาคารอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณดิบและการรู้ความเคลื่อนไหวล่วงหน้าทำให้เขาสามารถหลบหลีกสายตาของพนักงานรักษาความปลอดภัย ก้าวลงบันไดหนีไฟไปยังลานจอดรถวีไอพีชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็เส้นทางเชื่อมต่อไปยังร้านกาแฟ
อากาศในลานจอดรถใต้ดินอับทึบและคลุ้งไปด้วยกลิ่นควันไอเสีย ธันวาซ่อนตัวอยู่หลังเสาปูนต้นใหญ่ รอคอยอย่างใจเย็น ไม่นานนัก เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นคอนกรีตเป็จังหวะสม่ำเสมอ วิภาในชุดสูทกระโปรงสีเข้มกำลังเดินถือแก้วกาแฟสองใบมุ่งหน้ากลับไปที่ลิฟต์ผู้บริหาร
ธันวาก้าวออกจากเงามืด พุ่งตัวเข้าประชิดแผ่นหลังของเธออย่างรวดเร็ว มือซ้ายของเขาตะปบเข้าที่ปากของหญิงสาวเพื่อปิดกั้นเสียงร้อง รวบตัวเธอกระแทกเข้ากับมุมอับหลังรถตู้สีดำคันใหญ่ แก้วกาแฟร่วงหล่นลงพื้น ของเหลวสีเข้มสาดกระจายเปื้อนรองเท้า
"อื้อ! อื้อ!" วิภาดิ้นรนอย่างสุดแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"ฟังฉันให้ดี" ธันวากดเสียงต่ำชิดริมหูของเธอ ั์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริก "โทรยกเลิกคำสั่งจัดการลูกสาวเ้าของที่ดินย่านรังสิตเดี๋ยวนี้"
วิภาชะงัก ร่างกายของเธอแข็งทื่อ
"มะ... มันรู้เื่นี้ได้ยังไง! คำสั่งนี้มีแค่ฉันกับท่านประธานที่รู้!" เสียงความคิดของเธอกรีดร้องลั่นในหัวของธันวา
"ฉันรู้มากกว่าที่เธอคิด วิภา" ธันวาเค้นเสียงเยาะเย้ย คลายมือที่ปิดปากเธอออกเล็กน้อยเพื่อให้เธอพูดได้ "ฉันรู้ด้วยว่าเงินส่วนต่างจากการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างเมื่อไตรมาสที่แล้ว หายไปอยู่ในบัญชีน้องชายเธอสามล้านบาท ถ้าท่านประธานของเธอรู้เื่นี้... เธอคิดว่าศพต่อไปที่จะถูกจัดฉากให้เป็อุบัติเหตุรถชนจะเป็ใคร"
ใบหน้าของวิภาซีดเผือดไร้สีเืราวกับกระดาษ ริมฝีปากของเธอสั่นระริก คำขู่ของธันวาแทงทะลุจุดอ่อนที่สุดของเธออย่างแม่นยำ มันคือความลับที่เธอซ่อนไว้มิดชิดที่สุดในชีวิต
"คุณ... คุณเป็ใคร..." เธอครางเสียงสั่น
"โทรศัพท์เดี๋ยวนี้" ธันวาออกแรงกดท่อนแขนลงบนลาดไหล่ของเธอเพื่อเพิ่มแรงกดดัน อาการาเ็ที่หน้าผากและการสูญเสียความทรงจำทำให้ร่างกายของเขาอ่อนล้าจนแทบยืนไม่อยู่ แต่เขากัดฟันฝืนทน สร้างภาพลักษณ์ของมัจจุราชที่น่าเกรงขาม "บอกพวกมันว่ายกเลิกงานนี้เด็ดขาด ถ้าผู้หญิงคนนั้นมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว บัญชีน้องชายเธอจะไปวางอยู่บนโต๊ะท่านประธานภายในห้านาที"
ด้วยความกลัวที่จับขั้วหัวใจ วิภารีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาด้วยมือที่สั่นเทา กดหมายเลขโทรออกไปยังปลายสายที่ธันวารู้ดีว่าเป็พวกมือปืนรับจ้าง
"ฮัลโหล... ยกเลิกงานที่รังสิต... ใช่ ยกเลิกทั้งหมด ท่านประธานเปลี่ยนใจแล้ว... ห้ามแตะต้องผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด เข้าใจไหม!"
เธอพูดรัวเร็ว กดยกเลิกสาย แล้วเงยหน้ามองธันวาด้วยสายตาหวาดผวา "ฉัน... ฉันทำตามที่คุณบอกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ..."
ธันวาปล่อยมือจากร่างของเธอ ปล่อยให้วิภาทรุดตัวลงไปกองกับพื้นลานจอดรถ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่หมุนตัวเดินหายกลับเข้าไปในเงามืดของบันไดหนีไฟ ทิ้งให้ผู้ช่วยสาวนั่งตัวสั่นงันงกอยู่เื้ั
เขาซื้อเวลาให้อรพิมได้แล้วชั่วคราว แต่เขารู้จักความเหี้ยมโหดของตัวเองดี ธันวาวัยยี่สิบห้าจะไม่มีวันรามือจนกว่าจะได้ในสิ่งที่้า หากวิภาไม่สามารถสั่งเก็บอรพิมได้ ตัวเขาในอดีตจะต้องหาวิธีอื่นเพื่อบีบบังคับเธออย่างแน่นอน
เขาต้องไปหาอรพิม
...
ศาลาสวดศพขนาดเล็กในวัดชานเมืองเงียบสงบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว ท้องฟ้าขมุกขมัวในยามบ่ายแก่ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งดูหดหู่ กลิ่นควันธูปและกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ
อรพิมในชุดสีดำสนิทนั่งพับเพียบอยู่เพียงลำพังหน้าโลงศพไม้แกะสลัก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง แต่ไหล่ทั้งสองข้างลู่ตกลงราวกับแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบไว้ แเื่ที่มาร่วมงานมีเพียงไม่กี่คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็เพื่อนบ้านที่มาแสดงความเสียใจตามมารยาท แล้วก็รีบขอตัวกลับ
ธันวาหยุดยืนอยู่หลังต้นไทรใหญ่หน้าศาลา เขามองภาพหญิงสาวผู้โดดเดี่ยวด้วยความรู้สึกที่บีบรัดในอก ความว่างเปล่าจากการสูญเสียความทรงจำเื่ครอบครัวของตัวเอง ทำให้เขาอิจฉาความโศกเศร้าของเธอ อย่างน้อยเธอก็ยังมีความทรงจำที่สวยงามเกี่ยวกับพ่อให้ได้ร้องไห้ถึง
เขาตัดสินใจก้าวออกจากหลังต้นไม้ เดินตรงเข้าไปในศาลา เสียงฝีเท้าของเขาทำให้หญิงสาวที่กำลังเหม่อลอยหันมามอง
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่บวมช้ำจากการร้องไห้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา
"คุณ..." อรพิมลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ถอยหลังไปครึ่งก้าว "คุณตามฉันมาทำไม"
ธันวาหยุดยืนห่างจากเธอพอสมควร รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เธอตื่นตระหนก เขาอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืดนัก เสื้อโค้ทเปื้อนคราบโคลน รอยเืที่แห้งกรังบนพลาสเตอร์ปิดแผล และใบหน้าที่ซูบซีดราวกับคนป่วยหนัก
"ฉันมาเพื่อเตือนเธอ" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความจริงจัง "พวกที่ขับรถชนพ่อเธอ... พวกมันยังไม่จบแค่นี้ เป้าหมายต่อไปของพวกมันคือเธอ เธอต้องระวังตัวให้ดี อย่าเซ็นเอกสารโอนที่ดินเด็ดขาด และหาที่ซ่อนตัวสักพัก"
อรพิมขมวดคิ้ว ความหวาดระแวงฉายชัดในแววตา
"เขาเตือนฉัน? ทำไม... ผู้ชายคนนี้เกี่ยวพันอะไรกับบริษัทหน้าเืพวกนั้น แล้วทำไมเขาถึงต้องมาทำตัวเป็พลเมืองดีช่วยฉัน ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขายังทำท่าเหมือนปีศาจคุ้มคลั่งอยู่เลย"
เสียงในใจของเธอสะท้อนความสับสน ธันวารับรู้ได้ถึงกำแพงความไม่ไว้ใจที่เธอสร้างขึ้นสูงตระหง่าน
"คุณรู้เื่พวกนั้นได้ยังไง" อรพิมถามเสียงแข็ง "คุณเป็คนของทีดับบลิว คอร์ปอเรชันใช่ไหม? พวกนั้นส่งคุณมาข่มขู่ฉันถึงงานศพพ่อเลยงั้นเหรอ!"
"ถ้าฉันเป็คนของพวกมัน ฉันจะมาบอกให้เธอหนีทำไม" ธันวาตอบกลับอย่างเหนื่อยล้า "ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเชื่อ แต่อรพิม... ฟังฉัน เธอตกอยู่ในอันตรายจริงๆ"
อรพิมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เธอพยายามค้นหาความตอแหล แต่กลับพบเพียงความร้าวรานและความสิ้นหวังที่สะท้อนอยู่ในนั้น มันเป็แววตาของคนที่แหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี แววตาแบบเดียวกับที่เธอเห็นในตัวเองเมื่อส่องกระจกเช้านี้
"แล้วทำไมคุณต้องช่วยฉัน" เธอถามเสียงแ่ลง ความโกรธเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัย "เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ นาฬิกาเรือนนั้นของคุณ... มันเกี่ยวอะไรกับเื่นี้"
คำถามนั้นจี้ใจดำจนธันวาต้องเบือนหน้าหนี เขาจะบอกเธอได้อย่างไรว่าเขาคือคนที่ออกคำสั่งฆ่าพ่อของเธอ เขาจะบอกได้อย่างไรว่าตัวเขาในอดีตคือมัจจุราชที่กำลังจะพรากชีวิตเธอไปอีกคน
"บางเื่... ไม่รู้จะดีกว่า" ธันวาตอบเสียงเบา "แค่รู้ไว้ว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอเป็อะไรไปอีกคน... นั่นคือคำสัญญา"
ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง ท่ามกลางกลิ่นธูปและเสียงลมพัดผ่านช่องลมศาลา มีกระแสความรู้สึกบางอย่างที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงพวกเขาทีละน้อย
ทว่า ในวินาทีที่อรพิมกำลังจะอ้าปากถามต่อ เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าศาลา
"นี่น่ะเหรอ งานศพของไอ้แก่ที่ขวางโลก หึ... จัดได้ซอมซ่อสมฐานะจริงๆ"
เสียงความคิดที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและดูแคลน พุ่งทะลุโสตประสาทของธันวาเข้ามาอย่างจัง มันรุนแรงและเยียบเย็นจนเืในกายของเขาจับตัวเป็ก้อน
ธันวาหันขวับไปมองทางเข้าศาลา ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทตัดเย็บประณีตกำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอม แววตาคมกริบที่ซ่อนความอำมหิตไว้มิดชิด ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์ในชุดดำเดินตามมาคุมเชิงสองคน
อรพิมเบิกตากว้าง ร่างของเธอสั่นเทาขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นผู้มาเยือน เธอจำใบหน้านี้ได้ดีจากหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจ 'ธันวา' ประธานกรรมการทีดับบลิว คอร์ปอเรชัน... มัจจุราชที่เหยียบย่ำครอบครัวของเธอจนย่อยยับ
ธันวาวัยสามสิบสองยืนแข็งทื่ออยู่ในมุมมืดของศาลา ลมหายใจสะดุดกึก โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
เขาลืมคิดไปเลยว่า หากลูกน้องทำงานพลาด หรือวิภาอ้างว่าจัดการไม่ได้... ปีศาจร้ายอย่าง 'เขา' ย่อมต้องลงมาจัดการเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อกดดันเหยื่อถึงหน้าโลงศพ!
ธันวาวัยยี่สิบห้าเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่หน้าอรพิม เขาปรายตามองพวงหรีดราคาถูกรอบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ดูสุภาพแต่แฝงยาพิษ
"ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อด้วยนะครับ คุณอรพิม" น้ำเสียงของเขาเรียบหรู "ผม... ธันวา ตัวแทนจากทีดับบลิว คอร์ปอเรชัน หวังว่าความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของเราจะช่วยแบ่งเบาภาระในงานศพได้บ้าง... แน่นอนว่า รวมถึงข้อเสนอเื่ที่ดินผืนนั้นด้วย"
อรพิมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเกลียดชังพุ่งทะยานจนดวงตาแดงก่ำ
แต่สิ่งที่ทำให้ธันวาวัยสามสิบสองในเงามืดต้องเบิกตากว้างที่สุด ไม่ใช่คำพูดข่มขู่ของตัวเองในอดีต...
แต่เป็เสียงความคิดของธันวาวัยยี่สิบห้า ที่ดังก้องสะท้อนเข้ามาในหัวของเขาอย่างชัดเจน
"ผู้หญิงคนนี้สวยกว่าที่คิดแฮะ... ถ้าบีบให้ขายที่ดินไม่ได้ ก็จับมาเป็ของเล่นสักพักจนกว่าจะยอมเซ็นก็แล้วกัน หรือถ้ายังดื้อนัก... ค่อยจับโยนลงแม่น้ำให้มันจบๆ ไป"
ความคลื่นไส้จู่โจมธันวาอย่างรุนแรง เขาเพิ่งตระหนักว่าจิตใจของตัวเองในอดีตมันเน่าเฟะและวิปริตเกินกว่าที่เขาเคยจดจำได้!
ชายหนุ่มวัยสามสิบสองก้าวเท้าออกจากเงามืดอย่างลืมตัว มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาไม่อาจทนยืนดูตัวเองทำร้ายผู้หญิงตรงหน้าได้อีกต่อไป
ทว่า ทันทีที่แสงสว่างจากโคมไฟหน้าโลงศพตกกระทบใบหน้าของเขา ธันวาวัยหนุ่มก็ชะงัก รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน
กระจกเงาแห่งกาลเวลาได้แตกสลายลงแล้ว
มัจจุราชแห่งอดีตกำลังจ้องมองใบหน้าที่บอบช้ำและแก่ชรากว่าของตัวเองในอนาคต ท่ามกลางศาลาสวดศพที่เงียบสงัด... าระหว่างตัวตนที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว