เมื่อแม่เล้ามาถึงที่ๆทั้งสามเคยอยู่ ตอนนี้ไม่มีไกรและเพื่อนฝูงอยู่แล้ว พวกมันได้ไปหาโต๊ะนั่งเพื่อเริ่มสังสรรค์กันใหม่ซึ่งมันไม่ได้สนใจเสียงร้องไห้ของทองแม้แต่นิดเดียว ซึ่งถ้าหากมันล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดเป็เื่ราวใหญ่โตเช่นนี้มันคงไม่อยู่เฉยเป็แน่
“ทำความเคารพ ท่านแม่” เกสรเมื่อเห็นร่างของแม่เล้าก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
เนื่องจากด้วยความที่นางเป็นางโลมในหอแห่งนี้ แม่เล้าจึงเปรียบเสมือนแม่ของนาง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเด็กใหม่เด็กเก่าต่างจะต้องเรียกแม่เล้าว่าแม่ทั้งนั้น
เมื่อแม่เล้าเห็นเกสรอยู่ที่นี่ด้วย ก็ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เกสร.. ลูกรักของแม่ เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ทีนี่ได้เล่า”
เกสรมีท่าทีอึกอัก “คือว่า... ข้า.. ข้ามาทวงความเป็ธรรมให้เ้าหมูน้อยมัน”
“ทวงความเป็ธรรม?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะท่านแม่”
แม่เล้าหน้าบึ้ง กล่าวเสียงแข็ง “ทวงความเป็ธรรม เื่อันใดของเ้า?!!! พูดออกมาสิ”
“คืออย่างนี้ท่านแม่ เ้าหมูน้อย โดนเ้าไกรมันหลอก เอาเงินไปห้าสิบเบี้ย ข้าจึงมาช่วยมันทวงคืนความเป็ธรรม”
“เ้าไกรมันหลอกเอาเบี้ยห้าสิบอัน มันหลอกเอาเบี้ยไปด้วยเื่อันใด” แม่เล้าถามอย่างสงสัย
“เ้าไกรมันบอกว่า วันนี้จะมีคนใหญ่คนโตมา มันจะยินยอมให้เ้าหมูน้อยไปคอยรับใช้ บอกว่ามันจะได้ค่าตอบแทนอย่างน้อยห้าร้อยเบี้ยแน่นอน”
ก่อนที่เกสรจะพาทองมาพบกับไกร ระหว่างทางเกสรก็ล้วงถามข้อมูลจากทองไปด้วย ซึ่งทองคิดว่ามันคงจะไม่ได้ห้าร้อยเบี้ยอย่างที่ไกรกล่าวออกมาแน่ แต่ถ้าเป็สองถึงสามร้อยเบี้ยก็พอเป็ไปได้ มันจึงยอมตกลงกับไกร แต่ถ้าหากโชคร้ายไม่ได้เลยมันก็ต้องยอมรับการสูญเสียไม่อิดออด
เมื่อฟังคำอธิบายของเกสรจนหมดสิ้น แม่เล้าก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เกสรหลุบหน้าต่ำลง แต่ดวงตาของเธอกลับเหลือกขึ้นสังเกตสิหน้าของแม่เล้าเป็พักๆ
แม่เล้าครุ่นคิดอยู่นานสองนาน ก่อนเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น “เอาล่ะ ข้าเ้าพาข้าไปหาไกรหน่อยได้รึไม่”
“ได้เ้าค่ะ”
เมื่อได้รับคำสั่งจากแม่เล้า เกสรก็นำไปอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้นางกังวลเื่ที่แม่เล้าจะเอาผิดกับนางที่สร้างความวุ่นวาย แต่เมื่อแม่เล้าไม่หยิบยกเื่นี้ขึ้นมาพูด นางก็โลงใจไปเปราะหนึ่ง
เมื่อผ่านไปไม่นานเกสรก็พาแม่เล้าและทองมายังห้องพักสำหรับหัวคนงานและแมงดาคุมซ่อง
เปิดประตูเข้าไป เกสรและแม่เล้าก็เห็นไกรและเพื่อนฝูงกำลังจัดงานเลี้ยง อย่างเอิกเกริก ซึ้งเมื่อแม่เล้าเห็นเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที
“พวกเ้าบัดซบทั้งหลาย”
พรวด
“ท่านพี่”
“เจ้”
ไกรและเพื่อนฝูงต่างอุทานอย่างตกตะลึง พวกมันไม่ทราบว่าทำไมแม่เล้าถึงต้องะโเรียกหาพวกมันอย่างเดือดดานเช่นนี้ เพียงเพราะพวกมันมาดื่มกินอย่างปกติเท่านั้นเอง
ไกรอาสาเป็ตัวแทนของกลุ่มอย่างมีนัยยะ “ท่านพี่ เหตุใดต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟเช่นนี้ด้วย พวกข้าเพียงดื่มกินอย่างเป็ปกตินั้นเอง”
บรรดาเพื่อนฝูงต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เนื่องจากพวกมันมาดื่มกินอย่างเป็ปกติเท่านั้น ครั้งอื่นเ้าของพวกมันเพียงทำท่าเคืองที่พวกมันแอบมาอู้งานก็เท่านั้น ซึ่งต่างจากท่าทีโกรธเป็ฟืนเป็ไฟเช่นนี้
แม่เล้าชี้หน้าะโด่า “ไกรเ้าคนบัดซบ เ้ายังมีหน้ามาถามว่าข้าโกรธเ้าด้วยเื่อันใดอีกอย่างนั้นรึ” ก่อนหันหน้าไปยังคนอื่นๆ “พวกเ้าทำไมถึงไม่ห้ามมัน ปล่อยให้มันก่อเื่ใหญ่และวุ่นวายเช่นนี้ได้อย่างไร”
“????” ทั้งหมดต่างมีสีหน้ามึนงง
พวกมันต่างหันไปมองหน้าไกรอย่างมิได้นัดหมาย ส่วนตัวไกรเองมีหน้าเหรอหรากว่าชาวบ้านชาวช่อง เนื่องด้วยว่ามันยังไม่รู้เลยว่าตัวมันไปก่อเื่ใหญ่เช่นใดไว้
แม่เล้าเห็นสีหน้าไกรเช่นนั้นก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนอธิบายอย่างช้าๆ “เ้านั้นได้ไปหลอกเอาเงินเ้าเด็กอ้วนนี่มาห้าสิบเบี้ยสินะ แล้วเมื่อครู่เ้าก็ยังทำร้ายมันจนร้องไห้ด้วยใช่รึไม่”
“ใช่แล้ว แต่ว่ามันเป็ความผิดอะไรของข้าเล่า เ้าเด็กนี่มัน โง่เองที่ยอมให้ข้าหลอกเอาเงินมันมาเอง” ไกรยังมีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน ราวกับว่าเื่นี้ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่เล้าที่มีท่าทีจะเย็นลงชั่วครู่ ก็ครุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าไม่สนว่าเ้าจะไปหลอกเงินใครมา ไม่ว่าจะห้าสิบเบี้ยหรือห้าสิบตำลึงทอง แต่ที่ข้าสนใจนั้น คือเ้าได้ลงมือกับเด็กจนมันร้องไห้ลั่นเลยต่างหาก เ้ารู้รึไม่ว่าตอนนี้ชั้นเื่ของหอวุ้นวายไปใหญ่แล้ว”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นไก่มีท่าทีไม่เชื่อ มันบึ่งไปที่ห้องโถง ชั้นเื่ทันที ภาพที่มันเห็นก็คือภาพที่ไม่อยากจะเชื่อสายตา ผู้คนกำลังหัวเสียอย่างมากจนเกินกว่าเหตุที่ควรจะเป็ ต่างสร้างความอึกทึกวุ่นวาย บ้างทนไม่ไหวทำลายข้าวของ ที่เบาหน่อยก็เดินไปมาอย่างร้อนลุ่ม ‘นี่มันใช่ผลพวงที่เกิดจากเสียงเด็กร้องไห้ จริงๆรึนี่ ไม่มันมากเกินไป ต่อให้ผู้คนหัวเสียเช่นไร ก็ไม่จำเป็ต้องสร้างความวุ่นวายเช่นนี้’
มันเดินกลับไปด้วยท่าทางเซื่องซึม มันหันตัวกับไปยังชั้นสอง ห้องที่มันพึ่งจากมา มันคิดถึงเื่ที่ตนเองจะเจอในอนาคตอย่างปลงไม่ตก
แขกปริศนาในห้องชั้นสาม หลังจากที่แม่เล้าออกไปเพื่อจัดการกับสถานการณ์ด้านล่างอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อผ่านไปสักพักก็ไม่มีทีท่าจะสงบลงเลย แขกปริศนาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ คนผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาจามุมมืดของห้อง “ ‘ใต้เท้า’ ให้ข้าไปช่วยดูรึไม่ว่าเกิดเื่ใดขึ้น” ‘ใต้เท้า’ผู้นั้นพยักหน้าอย่างเงียบๆ
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง ชายผู้นั้นก็กลับมา “ได้เท้าจากที่ข้าได้ไปสืบความมานั้นไซร้ ได้ยินว่ามีเสียงเด็กน้อยร้องไห้ก่อกวนความอภิรมย์ใจ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี่ขอรับ”
ใต้เท้าผู้นั้นขมวดคิ้วนิ่ว ตัวมันเองก็มีความคล้ายคลึงกับไกรว่า หากถูกเพียงเสียงร้องเด็กรบกวน ก็ไม่ควรเกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนเช่นนี้ “มันต้องเกิดเื่บางอย่างขึ้นแน่ๆ เ้านำทางข้าไปดูสิ”
ชายผู้นั้นก้มหัวรับอย่างนอบน้อม ก่อนทำท่าทางเชื้อเชิญ เมื่อทั้งสองมาถึง สถานที่แห่งนั้นแล้ว ดวงตาของใต้เท้าก็เบิกกว้าง
“ไอิญญาเคืองแค้น”ใต้เท้าพึมพำขึ้นมาอย่างเบาๆ
เนื่องด้วยใต้เท้าท่านนี้มิได้เป็ผู้ธรรมดา ในวัยหนุ่มมันเคยได้เป็ตัวแทนบัณฑิตไปศึกษาอาคมในราชสำนัก ซึ่งบรรลุขั้นเหนื่อนักรบไปสู่ขั้นกึ่งอาจารย์ได้ ซึ่งในแคว้นแห่งนี้ผู้ที่บรรลุขั้นอาจารย์ได้นั้นมีเพียงหัวหน้าตระกูลของสิบตระกูลใหญ่ ผู้ช่วยปฐมกษัตรร่วม ก่อตั้งราชวงศ์เท่านั้น และอีกหนึ่งก็เพียงมหาปุโรหิต ในราชสำนักเท่านั้นที่อยู่ในขั้นกึ่งปรมาจารย์แล้ว แต่มันผู้นั้นก็เป็เพียงศิษย์ในสำนักแห่งหนึ่งที่มาคอยคุ้มครองราชวงศ์ ตามความปรารถนาของปฐมกษัตรก่อนก่อตั้งราชวงศ์
เพราะปฐมกษัตรก็เป็หนึ่งในศิษย์ของสำนักเ่าั้ และบรรพชนของสิบตระกูลใหญ่ ก็เป็ข้ารับใช้ขององค์ปฐมในสมัยอยู่ในสำนัก
เมื่อเห็นเช่นนั้นกล้ามเนื้อของใต้เท้าก็มีอาการอ่อนแรงอย่างกะทันหัน ร่างถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งบนพื้นอย่างคุมไม่ได้ เพราะผู้ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ต้องเป็ผู้มีจิตใจโเี้และแข็งแกร่งเป็อันมาก และบุคคลเช่นนั้นก็ถือว่าเป็ภัยร้ายกาจต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง แต่ว่าตัวเขาไม่สามารถทำตัวตื่นตระหนกได้ มิเช่นนั้นเขาคงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เป็แน่ หากเผลอกระทำการบุ่มบ่าม
เนื่องจากไอิญญาเคืองแค้นนั้นปรากฏออกมาได้ และเข้าครอบงำผู้คนเช่นนี้ มันจะต้องมีใครบางคนเข้าไปสร้างความไม่พอใจ กับแข็งแกร่งเป็แน่แท้ และคนผู้นั้นจะต้องอยู่ในนี้ และตกเป็เป้าหมายของฝูงชน หากเขากระทำการที่สร้างความไม่พอใจแล้วละก็ ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะการเป็แพะรับบาป
“จากข่าวที่ได้ให้คนของข้าไปสอบถามมา คนพวกนี้เกิดอาการเช่นนี้หลังจากได้ยินเสียงเด็กร้องไห้คนหนึ่ง เป็ไปได้รึไม่ว่า คนผู้นั้นพักอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ เกิดไม่พอใจที่ไดยินเสียงเด็กร้องจึงเผลอปล่อยไอิญญาออกมา”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ใต้เท้าก็หันไปสั่งคนรับใช้ว่า “เ้าพาข้าไปหาแม่นางจีนที”
คนรับใช้พยักหน้ารับคำสั่งก่อนเดินนำทางออกไป.....
........................................................................................
ใต้เท้า คือคำใช้เรียกขุนนางสูงศักดิ์
แม่นาง คือคำใช้เรียกหญิงแต่งงานแล้ว หญิงนางโลม หญิงสูงวัยที่ยังไม่ได้แต่งงาน (ประมาณ25ปีขึ้นไป) หากใช้เรียกสตรีที่คุณสมบัติไม่ตรงตามนี้จะถือว่าเป็การเย้ยหยัน ส่วนใหญ่หญิงสาวจะแต่งงานประมาณ16-17ปี ผู้ที่ไม่ได้แต่งงานในวัยนี้จะถูกชาวบ้านดูแคลน โดยการเรียกว่าแม่นาง