หลังจากส่งใบสัญญาเช่าให้เจ๊ละไมเรียบร้อยแล้วฉันกับปุ่นก็ขอตัวออกมาจากหอพัก อีกเกือบยี่สิบวันถึงจะย้ายเข้ามาอยู่ก่อนจะเปิดเทอมในอีกครึ่งเดือนถัดไป (นับจากวันย้ายเข้า) เอาจริงๆ ฉันก็คิดว่าเรามาอยู่ล่วงหน้าก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดมันก็ถูกแล้วเพราะว่าเราจะได้เตรียมตัวกันก่อนเรียน ไหนจะต้องซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนศ. และอะไรๆ อีกจิปาถะล่ะ “ปุ่น กูหิวแวะหาอะไรกินด้วย” คือเราควรรู้จักร้านอาหารเยอะๆ เพราะจะอยู่กันยาวถึงสี่ปี (ไม่นับกลับบ้าน) ก็ต้องศึกษาสถานที่กันเอาไว้ก่อนอ่ะนะ
“อืม”
รถมอ’ ไซค์เลี้ยวเข้าไปจอดในร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ไกลจากหอพักซักเท่าไหร่ ลักษณะของร้านเป็เรือนไม้เก่าสองชั้นบรรยากาศดูร่มรื่นเย็นสบาย ฉันเดาว่าร้านนี้คงจะเป็ร้านที่นักศึกษาชอบมานั่งทานกันแน่ๆ เห็นได้จากโต๊ะรับรองลูกค้าที่มีมากกว่ายี่สิบโต๊ะเลยทีเดียว ปุ่นกับฉันเดินเข้าไปนั่งบนชั้นสองของร้าน มองออกไปด้านนอกเป็พื้นที่ติดกับถนนใหญ่ตรงกันข้ามเป็มหาวิทยาลัยของฉัน ฮิฮิ ก็นั่นล่ะ อีกไม่กี่วันฉันจะเข้าเรียนแล้วนี่นา “บะหมี่ต้มยำค่ะ” ฉันสั่งบะหมี่กับพี่พนักงานที่ยิ้มอย่างเป็กันเอง
“เล็กยำครับ” ปุ่นมองพี่สาวแล้วยิ้มหวาน
ฉันรู้ว่านิสัยไอ้ปุ่นมันชอบหม้อสาว คนไหนตกหลุมมันก็สานต่อแต่ถ้าคนไหนไม่ มันก็ไม่ตอแย จะว่าไปไอ้ปุ่นมันก็หน้าตาดีในแบบทอมๆ อ่ะนะ และั้แ่เด็กจนโตมาถึงป่านนี้ฉันยังไม่เคยเห็นมันไว้ผมยาวเลย “ปุ่น มึงไม่คิดจะมีแฟนผู้ชายจริงดิ”
“หืมมม” คนถูกถามมองเพื่อนสมัยเด็กสุดน่ารักแต่ไม่ใช่สเป็คแล้วตอบว่า “ถามบ้าอะไรวะน่ะ ดูสิขนลุกไปหมดแล้ว” ยกแขนขึ้นมาให้เพื่อนดู “เอางี้ แทนที่มึงจะถามกูว่าไม่คิดมีแฟนผู้ชาย มึงกลับไปคิดหน่อยไม่ดีกว่าเหรอว่าทำไมมึงก็ยังไม่มีแฟน” ทั้งๆ ที่โรงเรียนเดิมก็มีคนมาจีบเยอะแยะ
“กูอายุน้อยอยู่” ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ นะ
“อายุน้อยแล้วไงวะ คนเรามันก็ต้องมีประสบการณ์กันบ้างไม่ใช่นั่งมองคนอื่นใช้ชีวิตวัยรุ่นกันสุดสวิงแต่ตัวเองนั่งเหงาเป็ยายแก่ทั้งที่อายุน้อย” ในใจคันปากอยากจะบอกว่าตอนนี้พี่ปุยก็โสด...แต่ยังก่อน
“มึงก็พูดเกินไป” ฉันลากเสียงยาวอย่างคัดค้าน “ที่กูยังไม่คิดจะมีใครเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ อีกอย่างกูไม่ได้เป็ทอมแบบมึงนะปุ่น มันก็ต้องคิดบ้าง’ ไรบ้างไม่ใช่พอเห็นไม่มีหางก็คว้าเอาหมด” ‘คำหลังนี่ฟังเขามา’
“ว่ากู” ปุ่นชี้ตัวเอง
“ก็แล้วมึงเป็รึเปล่าเล่า!!”
ปุ่นนั่งนับนิ้วถึงสาวๆ ที่ผ่านมา ‘ทุกคนไม่มีหาง’ และการกระทำของตัวเอง “ไม่ใช่ว่ะ ทุกคนกูตั้งใจจีบแม้จะคบซ้อนบ้างแต่กูก็เลือก”
“ใช่ป่ะ เื่แบบนี้มันไม่ใช่จะเป็ใครก็ได้ เอาเป็ว่าอย่าพูดอีก จะมีเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นเวลากูมีเยอะแยะ” ฉันมองพี่พนักงานเสิร์ฟเอาก๋วยเตี๋ยวมาส่งก็หยุดพูดเื่ไร้สาระทันที วินาทีนี้สิ่งที่ควรสนใจก็คืออาหารตรงหน้าและสถานที่รอบๆ มหาวิทยาลัยมากกว่าเถอะ จะว่าไปในตัวเมืองอย่างนี้ ร้านอาหารกึ่งผับมีให้เห็นเยอะจริงๆ แค่ด้านซ้ายมือของทางเข้ามหา’ ลัยก็มีแล้วสาม ไหนจะร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยเรียงรายกันเป็ตับแล้วแบบนี้ค่าขนมที่แม่ฉันให้มาทุกอาทิตย์มันจะพอเรอะ!! ดูท่าฉันคงต้องหางานพิเศษทำหน่อยแล้วจะได้ไม่ว่อกแว่ก...ใจต้องหัดคิดว่าอย่าตามเพื่อนใหม่มากนัก ทำตัวติดกับไอ้ปุ่นคนเดียวก็พอ ดีหน่อยที่เราเรียนด้วยกันทุกรายวิชาแต่ถ้ามันมีแฟน ‘เื่นั้นค่อยคิด’ “ว่าจะหางานพิเศษทำว่ะ”
ปุ่นผู้กำลังเคี้ยวลูกชิ้นอย่างเมามันเหลือบมอง แล้วยักไหล่ “ยังไม่ได้เริ่มเรียนก็จะหางานทำแล้ว อะไรทำให้มึงคิดแบบนั้น”
ฉันถอนหายใจยาวๆ “ก็มึงดูสิ” ผายมือลงไปด้านล่างให้ไอ้ปุ่นเห็นว่ามันมีแต่ร้านค้า มีแต่สิ่งล่อตาล่อใจสาวๆ ที่อยู่ในวัยอยากสวยอยากงามแบบฉัน ‘ใช่!! เอาจริงๆ ใครบ้างจะไม่อยากสวย’ “หน้า ม. มีแต่ของล่อตา เชื่อเถอะว่าวันใดวันหนึ่งเราต้องหลงเข้าไป”
“พูดตลกละ หลงอะไรพูดอย่างกับเดินผ่านแล้วมันดูดเราเข้าไปจนหลงได้ถ้ามึงไม่ใช้สองขาเดินเข้าไปเอง ร้านเสริมสวยเขาก็อยู่ของเขาดีๆ ถ้ามึงคิดว่า ‘ฉันจะสระผมเอง’ ก็จบ ร้านกาแฟเขาก็อยู่ของเขาดีๆ ถ้าคิดว่า ‘ฉันจะกินกาแฟซอง’ เดินไปซื้อที่ร้านค้าโชว์ห่วยก็จบ เื่แค่นี้คิดไม่ได้?” ปุ่นทำหน้าเหยียดหยาม
เอาจริงๆ ที่ปุ่นพูดมันก็ถูกหมดนั่นแหละ ทุกอย่างอยู่ที่ใจของฉันเอง ไอ้การที่จะหาข้ออ้างเื่ไปทำงานพิเศษมันก็ไม่เกี่ยวสักเท่าไหร่ หากฉันไม่อยากกินหรูอยู่แพงก็ไม่ต้องไปทำตามใครก็สิ้นเื่ “กูคิดได้แหละ แต่มันก็...นะ” ดูชุดวัยรุ่นที่ร้านนั้นสิ ‘แงๆ’ งานพิเศษที่เป็ข้ออ้างจะกลายเป็ว่าเอาตังค์ที่ได้ไปซื้อของพวกนั้นน่ะสิ
“ที่จริงบ้านกูเป็ร้านขายของ มีเงินมีทองอยู่นะ” ปุ่นหมายถึงถ้าเพียวมันได้พี่ปุยเป็แฟน พี่เขาก็พร้อมเปย์อ่ะนะ
ฉันมองหน้าไอ้ปุ่นแล้วเบ้ปาก “กูไม่ยืมตังค์ใครแน่ แล้วก็ไม่ได้ขอให้มึงซื้อให้ด้วย เอาตังค์ไว้ซื้อให้สาวเถอะย่ะ” เห็นมั้ยล่ะว่าไอ้ปุ่นมันนิสัยดี เมื่อก่อนตอนสมัย ม.ต้น ฉันไปยืนมองเสื้อกันหนาวยี่ห้อหนึ่งในร้านค้าแถวตลาด บังเอิญพี่ปุยเดินมาทักพอดีและฉันคิดว่าพี่แกคงเอาเื่นี้ไปบอกไอ้ปุ่นแน่ๆ เพราะวันต่อมาไอ้ปุ่นก็เอาเสื้อแขนยาวตัวนั้นมาให้ฉันที่โรงเรียน ตอนนั้นมันถามฉันว่า ‘อยากได้ไม่ใช่เหรอ ซื้อให้’ พอฉันพยายามจะเอาเงินคืน มันก็ไม่ยอมซะงั้น
“สาวก็ส่วนสาวดิ” ปุ่นทานก๋วยเตี๋ยวไป คุยเื่อื่นไป “ก็ถ้าอยากทำงานเดี๋ยวกูทำเป็เพื่อนละกัน”
เห็นมั้ยล่ะว่าปุ่นมันดี แต่ทุกคนอย่าคิดลึกนะคะว่าฉันกับปุ่นจะมีซัมติงอะไรมากกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ เพราะฉันขอบอกตรงนี้เลยว่า ไม่มีทาง “ถ้ามึงไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำนะกูไม่บังคับหรอก ก็อย่างว่ากูมันสายประหยัด อยากหาเงินไว้ตอนปีหนึ่ง เพราะกูได้ยินว่าหลังจากขึ้นปีสองไปพวกเราจะไม่ค่อยว่างกันแล้ว” ฉันเป็ลูกคนเดียว บ้านไม่รวย อะไรที่พอช่วยพ่อช่วยแม่ได้ก็จะช่วยอ่ะนะ
“ค่อยว่ากัน ป่ะอิ่มยังจะกลับไปเล่นเกม”
ฉันทำหน้าเซ็งใส่มันก่อนจะรีบซดน้ำก๋วยเตี๋ยวแล้วเรียกเก็บเงินก่อนจะพากันออกจากร้านไป ขากลับแดดเริ่มแรงขึ้นกว่าเดิมแม้จะอยู่เมืองเหนือก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ร้อนนะคะ ยิ่งตอนนี้ปลายเดือนเมษายน ผ่านสงกรานต์มาก็ไม่ใช่ว่าจะได้สาดน้ำ คอยดูเถอะเปิดเทอมมานี่ไม่อยากจะคิดเลย ผิวไหม้แน่ๆ ถ้าไม่ใส่เสื้อแขนยาวน่ะ ปุ่นขับรถมาแบบไม่แวะที่ไหนก็เกือบชั่วโมงเราจึงกลับมาถึงร้าน หลังจากนี้ฉันต้องปั่นจักรยานไปช่วยแม่ขายผักในตลาด อยู่ในตลาดสนุกดีออกไม่เหงาด้วยนะคะ
วืดๆๆๆๆ กึ่ก!! ปุ่นจอดรถมอเตอร์ไซค์เอาไว้ข้างร้านแล้วเดินนำเพียวเข้าไป
“มากันแล้วเหรอ” แม่สมใจทักลูกสาว ‘รึลูกชายนะ?’
“มาแล้ว จองห้องแล้วด้วย ที่เดียวกับพี่ปุยนั่นแหละ”
แม่ที่ยืนขายของอยู่พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ดีแล้วไงอยู่ที่เดียวกัน มีอะไรก็เรียกพี่ได้ อ้าว แล้วเพียวจะไปไหนน่ะลูก”
ฉันใจนเกือบจะทิ้งจักรยานแหน่ะ “เพียวจะกลับบ้านแล้วค่ะป้าเดี๋ยวต้องไปขายผักช่วยแม่”
“อ่อ งั้นขี่รถดีๆ ล่ะ”
“ค่า” ฉันปั่นจักรยานออกมาพลันคิดว่า ‘ทำไมป้าแกอวยพรแปลกๆ นะ’ เอาเถอะ มาคิดเื่ตัวเองดีกว่า จริงๆ ชีวิตสาวบ้านนอกอย่างฉัน มันจะมีอะไรไปมากกว่า เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก แก่ ตาย ทุกอย่างมันวนลูปแบบนี้เป็วัฏจักร ‘ซึ่งฉันก็ต้องเจอ’
“ช่วยด้วย!!!ๆ”