พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ใช้เจ็บสู้ป่วย ป่วนแผนพี่สาวบุตรอนุ

            นี่คือละครฉากเด็ดที่โม่เสวี่ยหมิ่นต้องการแสดงให้นางดูใช่หรือไม่คำพูดหนึ่งช่วยเบี่ยงเบนความผิดของฟางอี๋เหนียงออกไปอีกคำพูดหนึ่งก็แสดงความละอายใจเพื่อไม่ให้บิดาติดตามสืบสาวราวเรื่องต่อ ความหมายที่ส่อเจตนายั่วยุของโม่เสวี่ยหมิ่นเหล่านั้นไฉนนางจะฟังไม่ออกเล่า

            จากเรือนของนางมายังเรือนของโม่เสวี่ยหมิ่นระยะทางค่อนข้างไกลนางสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้ก็แสดงว่าอาการบาดเจ็บที่เข่ามิได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น เป็นการแสร้งเจ็บเกินจริง

            คนเราล้วนมีตรรกะเช่นนี้ในใจ หากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องโกหกเสแสร้งก็จะเหมารวมว่าทุกเรื่องล้วนเป็นเช่นนั้นด้วยหากวันนี้อาการเจ็บเข่าของนางเป็นเรื่องเกินจริง เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมดทั้งเรื่องเสื้อผ้า ทั้งเรื่องบาดแผลที่เข่าล้วนเป็นเรื่อง ‘เกินจริง’ทั้งสิ้น! และหากเป็นเช่นนั้นฟางอี๋เหนียงก็ย่อมได้รับความไม่เป็นธรรม...

            ความคิดของโม่เสวี่ยหมิ่นช่างละเอียด ลุ่มลึกและร้ายกาจยิ่ง

            “พี่หญิงใหญ่เกรงใจไปแล้ว ถงเอ๋อร์ได้ยินว่าพี่หญิงไม่สบายก็รีบมาทันทีไฉนพี่หญิงต้องไปคุกเข่าที่ห้องบูชาบรรพชนด้วยอี๋เหนียงทำผิดย่อมเป็นเรื่องของอี๋เหนียง แต่พี่หญิงเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของสกุลโม่จะทำร้ายตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร พลอยทำให้ท่านพ่อวิตกกังวลและทำให้ถงเอ๋อร์ร้อนใจไปด้วย” ดวงตาใสแจ๋วประกายหยดน้ำจ้องเขม็งขณะเดินเข้าไปจับมือของโม่เสวี่ยหมิ่น 

            แต่ด้วยความรีบร้อนเกินไปจึงชนถูกตู้ข้างเตียง เจ็บจนทนไม่ไหวร้องออกมาปล่อยมือจากโม่เสวี่ยหมิ่น แล้วก้มศีรษะลงลูบหัวเข่า หน้าขาวซีดในพริบตาน้ำตาไหล

            “คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนก็นอนปวดทรมานไปเสียค่อนคืนวันนี้ก็จะมาเยี่ยมคุณหนูใหญ่ให้ได้ บ่าวห้ามแล้วก็ไม่ยอมฟังหากเจ็บซ้ำอีกอาจเสียขาได้นะเจ้าคะ ต่อให้เป็นห่วงคุณหนูใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจไม่นำพาต่อร่างกายตนเองนะเจ้าคะ” โม่อวี้ถลาเข้ามาประคองโม่เสวี่ยถงที่เจ็บจนหน้าซีดกล่าวด้วยความวิตกกังวล

            “ถงเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง” โม่ฮว่าเหวินกล่าวอย่างลนลานผุดลุกขึ้นทันที ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วประคองนางไปอีกด้านหนึ่ง

            “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงเจ็บจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะสูดหายใจเฮือกใหญ่สองคราก่อนเงยศีรษะขึ้นฝืนกล่าวด้วยรอยยิ้มเพียงแต่เท้ากลับยืนไม่อยู่จนต้องพิงร่างไว้กับโม่อวี้ ริมฝีปากไร้สีเลือดกำลังกล้ำกลืนความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดด้วยกลัวโม่ฮว่าเหวินจะเป็นกังวล

            “ใครไปแจ้งข่าวคุณหนูสาม” เห็นลูกสาวได้รับความลำบากแล้วยังมีท่าทางดื้อรั้นอีกโม่ฮว่าเหวินก็หน้าครึ้มกล่าวด้วยโทสะ

            “นายท่าน มีบ่าวรับใช้สองสามคนเดินวนไปวนมาคุยกันให้ได้ยินเจ้าค่ะเดิมทีบ่าวก็ไม่อยากพูด แต่กลัวว่าคุณหนูจะร้อนใจเป็นห่วงสุขภาพคุณหนูใหญ่แล้วจะมาโทษบ่าว” โม่อวี้ตัวสั่นอยู่ข้างๆก้มหน้างุดตอบด้วยท่าทางหวาดกลัว

            ระยะทางจากเรือนฝูฉิงไปเรือนชิงเวยก็มิใช่น้อยเรื่องของหมิ่นเอ๋อร์เพิ่งพบเมื่อเช้านี้จะล่วงรู้ไปถึงเรือนชิงเวยซึ่งอยู่ห่างไกลได้อย่างไรแล้วเหตุไฉนจึงจำเพาะให้สาวใช้ประจำกายของถงเอ๋อร์ได้ยินแม้ว่าโม่ฮว่าเหวินจะไม่ได้เป็นผู้จัดการเรือนชั้นในแต่ยามนี้ก็ฟังออกถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุตรสาวทั้งสองคนหัวคิ้วของเขาย่นเข้าหากัน น้ำเสียงดุดัน “ประเดี๋ยวไปตามฉิงอี๋เหนียงมาตรวจสอบว่าใครเป็นคนนำเรื่องคุณหนูใหญ่ไปบอกคุณหนูสาม”

            “เจ้าค่ะ”

            พอแลเห็นโม่เสวี่ยถงท่าทางจะยืนไม่ไหวหัวใจของโม่ฮว่าเหวินประหนึ่งถูกกระชากออกมาเบื้องลึกในหัวใจยังอดตำหนิโม่เสวี่ยหมิ่นอยู่เล็กน้อยไม่ได้ แต่พอนึกถึงว่าที่หมิ่นเอ๋อร์ต้องทุกข์กายเช่นนี้เพราะฟางอี๋เหนียงชั่วขณะนั้นก็โกรธอนุภรรยาหัวฟัดหัวเหวี่ยงไหนเลยจะระแคะระคายว่าเป็นแผนการอันแยบยลของบุตรสาวคนโต

            “ท่านพ่อ ถงเอ๋อร์ไม่เป็นอะไรจริงๆ เจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่มีความกตัญญูที่ทำไปก็เพื่อฟางอี๋เหนียง ถงเอ๋อร์เจ็บเล็กน้อยแค่นี้เทียบกับพี่หญิงใหญ่แล้วจะนับว่าเป็นอะไรได้”ดวงหน้าเล็กจ้อยขาวซีดของโม่เสวี่ยถงกระดกขึ้น แววตาดั่งหยกใสดูเฉลียวฉลาดน่าเอ็นดูเห็นถึงความอ่อนหวานแช่มช้อยในแบบดรุณีน้อยอยู่หลายส่วน

            ไปคุกเข่าเพื่ออี๋เหนียง? เมื่อครู่โม่ฮว่าเหวินใส่ใจเพียงอาการป่วยของโม่เสวี่ยหมิ่นยามนี้พอย้อนคิดดู เพื่ออนุภรรยาที่ทำความผิดคนหนึ่งจะให้บุตรสาวคนโตต้องมาลงโทษตัวเองด้วยการคุกเข่าโดยไม่สนใจสถานภาพของตนเองได้อย่างไรหากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปย่อมนำความเสื่อมเสียมาให้แท้ๆ เพราะถึงอย่างไรสถานะอนุภรรยาก็เป็นกึ่งนายกึ่งบ่าวเท่านั้น

            สีหน้าของเขาพลันขรึมลงทันที ก่อนกล่าวตำหนิ

            “หมิ่นเอ๋อร์ ความผิดของฟางอี๋เหนียงไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าจำไว้ว่าเจ้าเป็นคุณหนูใหญ่ของสกุลโม่ อย่าได้ทำเรื่องเช่นนี้อีกตลอดมาเจ้าก็เป็นคนเฉลียวฉลาดรู้กาลเทศะ ไฉนครานี้จึงลืมตัวทำเรื่องแบบนี้ได้ฟางอี๋เหนียงจะเป็นอย่างไรล้วนไม่สำคัญ เจ้ามีสถานะเป็นนาย เป็นคุณหนูใหญ่สกุลโม่จำไว้!” แม้น้ำเสียงจะไม่ดังมากแต่กลับทำให้โม่เสวี่ยหมิ่นโมโหจนแทบกระอักเกือบรักษาสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยนเอาไว้ไม่อยู่ จะหน้ามืดเป็นลมไปเสียให้ได้

            คำพูดของโม่เสวี่ยถงแต่ละประโยคล้วนกล่าวเพื่อนางทั้งยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ใส่ใจอาการบาดเจ็บของตนเองทั้งสิ้นที่รีบมาเยี่ยมมิใช่ว่าขานางไม่เจ็บ เพียงแต่เห็นแก่สายใยความเป็นพี่น้องคำกล่าวที่ว่ามีสาวใช้สองคนมาคุยกันให้สาวใช้ประจำตัวของโม่เสวี่ยถงได้ยิน ทำให้บิดาเกิดความแคลงใจจึงกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา

            เมื่อสองเรื่องมาชนกันโม่เสวี่ยหมิ่นซึ่งเป็นถึงคุณหนูใหญ่สกุลโม่กลับไม่คำนึงถึงสถานะตนร้องหาความเป็นธรรมเพื่ออี๋เหนียงคนหนึ่งจนป่วยหนักเกือบตายทั้งยังลากน้องสาวที่ได้รับบาดเจ็บลงจากเตียงมาเยี่ยมอีก ไม่เพียงแต่ไม่รู้จักกาลเทศะเท่านั้นแต่ยังทำให้คนเกิดความคลางแคลงใจอีก

            ฝีไม้ลายมือของโม่เสวี่ยถงครานี้นับว่าสวยงามยิ่งไม่เพียงแต่จับผิดจุดที่นางมองข้ามไปได้แล้วยังใช้ช่องโหว่นี้มาบิดเบือนพลิกผันสถานการณ์อย่างยิ่งใหญ่ตอกย้ำให้บิดานึกถึงความอำมหิตของฟางอี๋เหนียง ทั้งยังเกิดความเคลือบแคลงใจในตัวนางอีกด้วย

            นังแพศยาน้อยโม่เสวี่ยถงช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก น่าโมโหจริงๆแค่เหตุผลที่นางยกขึ้นมากล่าวแต่ละข้อ ก็ทำให้คนหมดหนทางโต้แย้งได้แล้ว

            แม้แต่บิดาที่ถูกปะเหลาะจนใจอ่อนไปแล้ว พอเจอคำพูดของโม่เสวี่ยถงก็ยังมองนางด้วยสายตานิ่งลึกขึ้นหลายส่วนแล้วจะไม่ให้โม่เสวี่ยหมิ่นนึกแค้นใจจนต้องลอบกำมือทั้งสองข้างไว้แน่นได้อย่างไร

            ฝ่ายนางยังไม่เอ่ยปาก แต่โม่เสวี่ยถงกลับยิ้มพราย กล่าวด้วยวาจาชาญฉลาด “ท่านพ่อ พี่หญิงเป็นคุณหนูใหญ่ที่แสนดีของจวนโม่มาโดยตลอด ถงเอ๋อร์ต่างหากที่ไม่รู้เรื่องแล่นมาถึงที่นี่จนทำให้ท่านพ่อกับพี่หญิงไม่สบายใจต่อไปถงเอ๋อร์จะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ” นางได้รับการประคองให้นั่งลงอย่างมั่นคงแม้ใบหน้าจะซีดขาว ขาก็ยังเจ็บอยู่ แต่มิวายกล่าวปลอบใจผู้อื่น

            แต่ละประโยคเหมือนพูดเพื่อช่วยโม่เสวี่ยหมิ่นให้หลุดพ้นข้อสงสัยใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความน่ารักไร้เดียงสา ฉลาดฉอเลาะให้คนใจอ่อนยวบ

            แต่ในสายตาของโม่เสวี่ยหมิ่นกลับเป็นการเย้ยหยันอย่างที่สุด

            “ขอบใจน้องสามมาก พี่สาวเลอะเลือนไปเอง ต่อไปจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องวิตกกังวลเช่นนี้อีกแล้วน้องสามก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด รอให้ข้าลงจากเตียงได้จะแวะไปหาเจ้า” โม่เสวี่ยหมิ่นน้ำตาคลอเบ้าแข็งใจลุกขึ้นมาแต่ครานี้โม่ฮว่าเหวินยั้งไว้ไม่ทัน ตัวนางจึงเกือบจะหล่นจากเตียงโชคดีที่มีสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างตาไวยื่นมือเข้ามาประคองไว้

            นางหัวหมุนไปหมด ยิ่งเห็นโม่เสวี่ยถงหลบหนักรับเบาซ้ำยังเปิดโปงแผนการของตนเอง ก็ได้แต่กัดฟันยอมรับความผิดพลาด

            การยอมรับความผิดพลาดของตนเองอย่างกล้าหาญจึงจะเป็นการแสดงถึงภูมิปัญญาและตระหนักถึงเหตุผล สอดคล้องกับการวางตัวของนางตลอดมา

            เมื่อโม่ฮว่าเหวินเห็นบุตรสาวคนโตน้ำตาไหลสำนึกผิด ท่าทางแข็งกร้าวก็ค่อยๆอ่อนลง แต่กลับไม่เอ่ยถึงเรื่องของฟางอี๋เหนียงอีก โม่เสวี่ยหมิ่นก็มีไหวพริบวันนี้แผนการทุกข์กายของนางล้มเหลว ไม่อาจสั่นคลอนหัวใจของบิดาได้ดังคาดหมายจำเป็นต้องระงับเรื่องขอผ่อนโทษแทนฟางอี๋เหนียงเอาไว้ก่อน

             ที่น่าแค้นใจที่สุดก็คือทั้งหมดล้วนเป็นโม่เสวี่ยถงที่ทำให้เสียเรื่องแต่ยามนี้นางจำเป็นต้องอดทนไว้

            ยามที่โม่เสวี่ยถงกับโม่ฮว่าเหวินออกมาจากเรือนฝูฉิงโม่เสวี่ยหมิ่นก็กินยาหลับไปแล้ว

            ด้านนอกฝนหยุดแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม พื้นดินเฉอะแฉะใบไม้ร่วงเกรียว ให้ความรู้สึกว้าเหว่และหดหู่ ใบไม้ที่ร่วงลงมาสองสามใบเปียกฝนติดหนึบอยู่ที่ฝ่าเท้าของทั้งสองคน

            โม่เสวี่ยถงยืนมอง ริมฝีปากผลิยิ้มงามเจิดจรัสให้โม่ฮว่าเหวินอยู่ตรงทางเดินเล็กๆในสวนดอกไม้ “ท่านพ่อ อากาศไม่ค่อยดีท่านก็อย่ากรำงานเหนื่อยจนเกินไป พี่หญิงใหญ่กับลูกมิได้เจ็บหนักเมื่อครู่ท่านหมอก็ตรวจให้พวกเราแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแม้ว่าฟางอี๋เหนียงจะทำความผิด แต่ก็ไม่ควรถูกกักบริเวณนะเจ้าคะงานภายในเรือนชั้นในจะขาดฟางอี๋เหนียงไม่ได้จริงๆ”

            งานภายในเรือนชั้นในจะขาดฟางอี๋เหนียงไม่ได้จริงๆ?

            พอได้ยินคำพูดนี้โม่ฮว่าเหวินก็แค่นเสียงเย็นออกมาแต่ในใจกลับอดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ เรือนหลังของตนเองขาดฟางอี๋เหนียงไม่ได้จริงๆแค่เช้าวันนี้ก็เกิดเรื่องผิดพลาดมากมาย เดี๋ยวก็ส่งเสื้อผ้ามาผิดบ้างล่ะเดี๋ยวก็มารายงานว่าหญิงรับใช้อาวุโสไปแอบอู้งานที่ไหนบ้างล่ะ...

            เพียงแค่วันเดียว โม่ฮว่าเหวินก็ถึงกับกุมหน้าผากนึกโมโหฉิงอี๋เหนียงกับโม่อี๋เหนียงอยู่เงียบๆ แต่ก็ต่อว่าไม่ลงแล้วจะอารมณ์ดีได้อย่างไร ยุ่งวุ่นวายจนคิดว่าหากฟางอี๋เหนียงอยู่เขาคงไม่ต้องทนรำคาญอยู่เช่นนี้เรื่องภายในเรือนหลังจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก แต่เหล่านายท่านทั้งหลายไหนเลยจะมีเวลามาดูแลเรื่องจุกจิกเหล่านี้ในเรือนหลังได้

            ในสมองพลันเกิดความคิดผุดขึ้นมา หรือว่าจะฟังคำถงเอ๋อร์ปล่อยฟางอี๋เหนียงออกมา?แต่พอความคิดนี้เกิดขึ้น ก็ถูกเขาตัดฉับทิ้งไปทันที

            ขนาดอยู่ใต้หนังตาฟางอี๋เหนียงยังกล้าทำกับนางเช่นนี้ หากมีอีกครั้งหนึ่งไหนเลยถงเอ๋อร์จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกแม้ว่าบุตรสาวจะยอมใจกว้างไม่เอาเรื่องเพื่อเขา แต่เขาก็ไม่อาจไม่วางแผนใดเพื่อนางได้เช่นกันบุตรสาวถูกทอดทิ้งไว้ที่อวิ๋นเฉิงอย่างเดียวดายก็ลำบากมากพออยู่แล้วจะปล่อยให้ถูกหญิงใจอำมหิตผู้นั้นทำร้ายอีกได้อย่างไร

            ครานี้ตนเองจะไม่ยอมผิดพลาดอีกเด็ดขาด!

            “เจ้าอย่ากังวลใจไปเลย เรื่องในเรือนหลังพ่อจัดการได้ เจ้าพักผ่อนรักษาร่างกายตนเองให้ดีก็พอแล้ว”เห็นบุตรสาวจ้องมองตนเองอย่างไร้เดียงสาช่างน่าทะนุถนอมและเอ็นดูยิ่ง โม่ฮว่าเหวินก็เก็บความขุ่นข้องหมองใจลงแล้วยื่นมือมาลูบศีรษะนางพลางกล่าวปลอบใจด้วยรอยยิ้มนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความคิดอยากแต่งภรรยาใหม่ที่ดีงามและเฉลียวฉลาดเข้ามาดูแลจัดการเรือนหลังของตน

            “ท่านพ่อคิดจะจัดการเรือนหลังด้วยตนเองหรือแต่นี่มันไม่ถูกธรรมเนียมนะเจ้าคะ ท่านพ่อมีภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่จะมาดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในเรือนหลังได้อย่างไรก่อนหน้านี้ฟางอี๋เหนียงก็ดูแลจัดการทุกอย่างได้ดี แต่ไฉนแค่ถูกกักบริเวณทุกอย่างก็วุ่นวายทันทีท่านพ่อ... ถงเอ๋อร์ยอมให้อภัยฟางอี๋เหนียงก็ได้เจ้าค่ะ ท่านก็ปล่อยนางออกมาเถิดฟางอี๋เหนียงจะต้องจัดการเรือนหลังให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน” โม่เสวี่ยถงมองตาแป๋ว มุ่ยริมฝีปากยื่นกล่าวกระเง้ากระงอด

            ก้นบึ้งดวงตาจับสังเกตสีหน้าลังเลใจของโม่ฮว่าเหวินได้สีหน้าก็เผยแววเยาะหยันบางๆ ปรากฏออกมาวูบหนึ่ง

            การวางหมากตานี้ของฟางอี๋เหนียงช่างร้ายกาจนักให้มามากับสาวใช้ใต้บังคับบัญชาของนางก่อความวุ่นวายเห็นได้ชัดว่าต้องการบังคับให้บิดาปล่อยนางออกมา และที่ร้ายกาจยิ่งกว่าก็คือแผนการแสร้งป่วยของโม่เสวี่ยหมิ่นที่มาสอดคล้องกับแผนการของฟางอี๋เหนียงพอดีคิดจะใช้อารมณ์สั่นคลอนความรู้สึกของบิดาต่อไปหากโม่อวี่เฟิงเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก การปล่อยฟางอี๋เหนียงออกมาก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาช้าหรือเร็วเท่านั้น

            ดังนั้น ครั้งนี้นางจะต้องให้ฟางอี๋เหนียงไม่อาจพลิกกายขึ้นมาผงาดได้อีก

            ไม่เพียงเท่านั้นนางยังจะทำให้ฟางอี๋เหนียงนึกเสียใจภายหลังกับการวางแผนครานี้

            เมื่อได้ยินโม่เสวี่ยถงเอ่ยถึงฟางอี๋เหนียงครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งยังขอร้องเพื่อนางอีก รอยยิ้มอ่อนบางที่ไม่ถือสาหาความของบุตรสาวมิได้ทำให้โม่ฮว่าเหวินรู้สึกปลาบปลื้มใจแม้แต่น้อยกลับมีแต่ความรู้สึกผิดต่อบุตรสาว สีหน้าพลันเย็นยะเยือกก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมีเวลาไตร่ตรองอย่างละเอียดแต่พอโม่เสวี่ยถงเอ่ยถึงในสมองจึงกระจ่างแจ้งในพริบตา

            ปรกติยามฟางอี๋เหนียงดูแลจัดการเรือนหลังไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่เพราะเหตุใดเพียงนางถูกกักบริเวณเมื่อวานวันนี้ก็มีคนวิ่งมาฟ้องโน่นฟ้องนี่กับตนเองและอี๋เหนียงทั้งสองมากมายถึงเพียงนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นประมุขของบ้าน เรื่องราวในเรือนชั้นในเดิมทีก็ไม่ควรมาถามผู้เป็นขุนนางเบื้องบนรับใช้องค์จักรพรรดิ เบื้องล่างดูแลงานในราชสำนักมีนายท่านของบ้านไหนบ้างที่ต้องมาดูแลเรื่องจุกจิกวุ่นวายเหล่านี้

            แต่กลับมีหญิงรับใช้อาวุโสขยันเป็นพิเศษแล่นมาหาแต่เช้าตรู่ใจกล้าบุกมาถึงห้องหนังสือของเขา เป็นแค่หญิงรับใช้จะเอาความกล้าจากไหนมารบกวนความสงบสุขของเขานี่แสดงให้เห็นว่ามีคนหนุนหลังคอยชี้นำอยู่ชัดๆคิดแล้วเป็นไปได้ที่เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเกี่ยวข้องกับฟางอี๋เหนียงโม่ฮว่าเหวินสีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำดำทะมึน กระชากเสียงด้วยความโมโห “ไม่ต้องไปสนใจนาง ให้สำนึกตัวอยู่ที่นั่นไปเถอะ”

            “ท่านพ่อ...” ดูเหมือนว่าโม่เสวี่ยถงจะยังคิดอยากเกลี้ยกล่อมแต่พอเห็นบ่าวชายของโม่ฮว่าเหวินวิ่งมาแต่ไกลก็หยุดปาก

            บ่าวผู้นั้นมองโม่ฮว่าเหวินด้วยความร้อนใจ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อพลางกล่าวละล่ำละลัก“นายท่าน มีมามาสองคนทะเลาะกันอยู่หน้าห้องหนังสือของนายท่านขอรับ...”

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน