บทที่ ๑๓
ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
คฤหาสน์หลังใหญ่ในตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณหญิงพนิดาผู้เป็แม่ของภูริชดาราดังที่ใครต่างก็รู้จักกัน ในยุคนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเขา
ภูริช จักรภูพิเบศ ดาราหนุ่มชื่อดังที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับคู่จิ้นสาวคนสวย แก้วกาญจน์ กาญจนดำรงโรจ แต่ดาราสาวสวยก็ดันมาเสียชีวิตไปซะก่อน
“หมายความว่ายังไงพิมล?”
คุณหญิงพนิดานั่งจิบน้ำชาอยู่ภายในสวนของคฤหาสน์หลังใหญ่ อาชีพของเธอคือนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้วยอาชีพนี้ไม่แปลกเลยที่จะทำให้เธอร่ำรวยและแต่งงานกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับประเทศอย่างพ่อของภูริชจากตระกูลจักรภูพิเบศได้ แม้จะเลิกลากันมานานแล้วแต่สมบัติจากตระกูลก็ยังคงถูกส่งต่อมายังลูกชายคนที่สองของตระกูลอย่างภูริช
ส่วนลูกชายคนแรกนั้นสามีของเธอมีลูกชายกับเมียน้อยชื่อว่า ‘ภูวิทย์ จักรภูพิเบศ’ เขาอายุมากกว่าภูริชหนึ่งปีและรับราชการในกระทรวงตามรอยพ่อของตัวเอง ภูริชเป็เสมือนแกะดำของตระกูลทั้งที่เป็ลูกเมียหลวง คิดแล้วพนิดาก็ช่างเศร้า แต่ถึงลูกชายจะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตทางราชการภูริชก็ไม่ได้มีทรัพย์สินน้อยไปกว่าใครเลยเพราะเขาเป็ดาราชื่อดังที่รับงานพรีเซนเตอร์หลายตัว ไหนจะงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่รับ่ต่อจากมารดาอีก
“คือ...ฉันกับนังมิ้นไปเจอคุณภูเดินอยู่กับเด็กผู้หญิงค่ะ อายุอานามก็รุ่นๆเดียวกับนังมิ้นนี่เอง”
“เด็กสาวงั้นเหรอ? ไม่มีทาง ฉันรู้จักลูกชายของฉันดี ตาภูไม่น่าจะลดตัวลงไปควงเด็กเล่น คบกับหนูแก้วกาญจน์ยังคบมาได้ตั้งนาน ปัญหานอกใจก็ไม่เคยมี”
คุณหญิงวัยห้าสิบกว่าวางแก้วชาลงบนโต๊ะสานตัวกลมสีขาวและยกขาขึ้นไขว่ห้างพร้อมกับหรี่ตามองสาวใช้สองคนอย่างนึกตำหนิ บางทีพิมลเองก็แก่แล้วอาจจะสายตาฟั่นเฟือนก็เป็ได้
“แต่หนูก็เห็นนะคะคุณหญิง คุณภูเดินมากับเด็กผู้หญิงจริงๆ”
สาวใช้วัยรุ่นเองก็ยืนยันอย่างนั้น คุณหญิงพนิดาในชุดเดรสสีน้ำตาลผ้ามันแขนสั้นถึงกับยกแขนขึ้นมาเท้าโต๊ะแล้วเท้าคางพลางครุ่นคิด
“เห็นตาริชว่าจะมาทำงานที่บ้านเรือนไทยของพ่อเขา อยากจะอยู่เงียบๆไม่ให้ใครรบกวน แล้วใครกันล่ะจะมาอยู่ที่นั่นได้”
เด็กสาวในเมืองกรุงคงไม่ตามมาอยู่ที่เรือนไทยหรอก ทั้งเก่าทั้งโทรมคิดแล้วพนิดาก็ได้แต่เบ้หน้าไม่พอใจ พอนึกถึงเรือนไทยแห่งนั้นก็มักจะนึกถึงหน้าของสามีตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้ว ดันมาหลอกเธอแต่งงานทั้งที่มีเมียกับลูกซุกไว้อยู่แล้วแท้ๆ คิดถึงตอนไหนก็โมโหขึ้นมาตอนนั้น
แต่จะทำยังไงได้ พนิดาเองก็ได้แต่หอบลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเองกลับมาซบอกตายายและสานงานธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้านต่อ
“ไว้จะลองติดต่อหาตาริชดูสักหน่อย”
หลายวันต่อมา
ติ๊ง! เสียงโทรศัพท์ของภูริชดังขึ้นขณะที่เขานั่งอยู่ที่ศาลาริมแม่น้ำและเคลียร์งานลูกค้าในไอแพด เขามีโปรเจกต์จะทำห้องแถวใกล้กับระแวกนิคมอุตสาหกรรมโรงงานเพื่อจะให้พนักงานได้มาอาศัยในราคาที่ย่อมเยาแต่เต็มไปด้วยความสะอาดและปลอดภัย ่นี้เองเขาจึงต้องคุยงานกับสถาปนิกและผู้รับเหมาอยู่บ่อยๆ
“ครับแม่ มีอะไรรึเปล่าครับ?”
เห็นว่าสายที่โทรเข้ามาคือผู้เป็แม่เขาก็รีบรับโทรศัพท์ในทันทีเพราะกลัวว่าจะมีเื่ด่วนเกี่ยวกับงาน
‘ตาริช มาอยู่อยุธยาสักพักแล้วนี่ ทำไมไม่เข้ามาเยี่ยมแม่บ้างล่ะลูก’
คุณหญิงพนิดาพูดคุยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงเง้างอน กลัวลูกชายจะไม่สนใจและไปติดผู้หญิงอยู่อย่างที่สาวใช้ที่บ้านมาแจ้ง
“ยังไม่ว่างเข้าไปเลยครับ ่นี้ผมยุ่งๆอยู่กับห้องแถวที่กำลังจะสร้างใหม่ พึ่งซื้อที่ดินมาได้หมาดๆเอง”
เพราะตั้งใจออกจากวงการบันเทิงจึงมาลุยงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว และดูท่าก็จะเป็ไปได้ดีเพราะทำให้ภูริชลืมเื่ร้ายๆที่เกิดขึ้นได้ มันทำให้เขาทุเลาความเสียใจเื่แก้วกาญจน์ได้บ้าง
‘เสาร์นี้เข้ามาหาแม่สิ จะทำต้มยำกุ้งของโปรดให้ลูกทานด้วย’
“ขอดูก่อนนะครับแม่ ถ้าไม่ติดงานอะไรผมจะแวะเข้าไปนะ”
‘โอเคจ้ะ ดูแลตัวเองด้วยนะลูกรัก แม่รู้ว่า่นี้ลูกคงมีเื่ให้คิดมาก แต่อย่างโหมทำงานมากเกินไปนะภู’
“ครับแม่ ไว้เจอกันนะครับ แม่เองก็ดูแลสุขภาพด้วยนะ”
พูดจบก็วางสายโทรศัพท์ลง สายตาคู่คมแสนเย้ายวนมีเสน่ห์มองตรงไปที่ท่าน้ำ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ดีขึ้นมากแล้ว ความเสียใจที่เคยมีก็ทุเลาลงไปมาก
‘ลืมอีแก้วเสียเถิดคุณหลวงเ้าขา มีคนที่คุณหลวงคู่ควรให้รักอยู่มากมายนะเ้าคะ...อีบัวมันน่าสงสาร มันรักคุณหลวงนะ’
น้ำเสียงชืดเย็นลอยมาตามลม ภูริชใที่ได้ยินเสียงลากยาวยานครางนั้น เขาไม่อาจทราบได้ว่านั่นคือเสียงของใคร
“ใคร! มีใครอยู่ตรงนี้!” น้ำเสียงนั้นเขาได้ยินมันอย่างชัดเจน ใครกันกล้ามาเรียกแก้วกาญจน์ว่าอีแก้ว แถมในประโยคนั้นยังมีชื่อใบบัวอีก
ร่างแกร่งปิดไอแพดลงวางไว้แล้วรีบเดินออกมาจากศาลาริมน้ำเพื่อจะหาดูว่ามีใครอยู่แถวนี้มั้ย เขาพบกับใบบัวที่ยืนกวาดใบไม้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไกลออกมาจากศาลา
“ใบบัว!” ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วมุ่นแสดงให้เห็นถึงความโกรธ แขนแกร่งปูดโปนไปด้วยเส้นเืกระชากแขนเล็กที่ไร้เรี่ยวแรงของใบบัวซึ่งกำลังจับไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดใบไม้อยู่ให้ประชิดเข้ามาที่ตัวเขาอย่างแรง
“อ๊ะ ม มีอะไรคะคุณภู ใหมดเลย”
ร่างเล็กในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ซีดเก่าสะดุ้งใ เมื่อเ้านายหนุ่มจับกระชากแขนเธอเข้าอย่างนั้น ดวงหน้าสวยเงยขึ้นดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความใกลัว
“เมื่อกี้เธอพูดอะไร พูดแบบนั้นได้ยังไงวะใบบัว?”
ภูริชปักใจเชื่อไปแล้วว่าเด็กสาวเป็คนพูดประโยคนั้นแกล้งเขา กล้าดียังไงเรียกเ้าสาวที่ล่วงลับของเขาไปแล้วว่าอี แถมยังมาพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารอีก
“พูด? พูดอะไรกันคะ หนูยืนกวาดใบไม้อยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปรบกวนคุณตรงโน้นสักหน่อย”
ดวงหน้าสวยของสาวน้อยเต็มไปด้วยความงุนงง แน่นอนว่าเธอกวาดใบไม้อยู่ตรงนี้จะไปพูดอะไรให้เขาได้ยินที่ศาลาริมแม่น้ำได้อย่างไรกัน
“แต่ฉันได้ยินเสียงผู้หญิง ถ้าไม่ใช่เสียงเธอจะเป็เสียงใคร?”
ใบหน้าหล่อคมคายตอนนี้แสดงถึงความโกรธ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันมุ่น คิดว่าเด็กสาวโกหกเพราะที่นี่ก็มีเธอเป็ผู้หญิงคนเดียว
“บางทีอาจจะเป็เสียงอย่างอื่นที่ไม่ใช่หนูก็ได้นะคะ” เธอพูดโต้ไปอย่างนั้นพร้อมกับหลุบตาต่ำไม่ยอมสบตา ใบบัวคิดในใจว่าภูริชคงจะได้ยินเสียงปริศนาที่ลอยมาตามลม และเสียงนั้นคงจะเป็เสียงของผู้หญิงทรงผมดอกกระทุ่มสวมโจงกระเบนสีเก่า คนที่เธอเคยเจอในความฝันและบางครั้งก็รู้สึกว่าเจอในความจริง ใบบัวไม่รู้ว่าเธอเป็ใครแต่สำหรับตัวใบบัวแล้วคิดว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีความคิดประสงค์ร้ายกับตัวเอง
“อย่ามาพูดจาไร้สาระใบบัว”
“ต แต่หนู...”
“ต่อจากนี้ไปห้ามพูดถึงแก้วกาญจน์แบบนั้นอีก”
“หนูยัง...” พยายามจะปฏิเสธแต่เขาไม่ฟังเธอเลยสักนิดเดียว
“เธอไม่มีสิทธิ์แตะต้องผู้หญิงคนนั้น”
เขาโกรธมากที่เด็กสาวก้าวล่วงไปถึงภรรยาเก่า แต่จะเรียกว่าภรรยาคงจะไม่ถูกนักเพราะยังไม่ได้มีการตกแต่งกันอย่างถูกต้องพิธีก็เป็อันต้องยกเลิกกันไปก่อน
เขาสะบัดมือแกร่งออกจากมือเรียวเล็กของเด็กสาวแล้วเดินหนีไปอย่างหัวเสีย อุตส่าห์พยายามจะลืมเื่ราวร้ายๆแต่ก็ยังต้องได้ยินคนมาพูดย้ำถึงชื่อของแก้วกาญจน์ให้เขาช้ำใจอีก คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันมุ่นแล้วเดินกลับมายังศาลาพร้อมกับหยิบไอแพดขึ้นมาเพื่อที่จะเปิดทำงานของตัวเองต่อ
“ฉันรู้ค่ะ...รู้ว่าไม่มีสิทธิ์แตะต้องตัวจริงของคุณ”
“เฮ้อ...คุณคือใครกันนะผู้หญิงคนนั้น ฉันอยากจะรู้จริงว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”
ประโยคแรกใบบัวตัดพ้อกับตัวเอง แต่ประโยคสองเธอบ่นแล้วมองไปรอบๆบริเวณเรือนหลังนี้ ผู้หญิงคนนั้นเป็อะไรกับเรือนหลังนี้ ผีตนนั้นมีความสัมพันธ์ยังไงกับเธอและคุณภูริชกันแน่นะ ใบบัวอยากรู้ความจริง...
‘เอ็งไม่ต้องอยากรู้อะไรทั้งนั้น ทำหน้าที่ของตัวเองปรนนิบัติคุณหลวงก็พอ นั่นคือสิ่งที่เอ็งต้องทำไม่ต้องสงสัยอะไร’
น้ำเสียงเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยความเศร้าลอยมาตามลม ใบบัวได้ยินก็ยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองอย่างแ่เบา ขนแขนของเธอชูชันขึ้น
ขนลุกชะมัด... คิดกับตัวเองในใจก่อนจะเอื้อมหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวที่หล่นลงไปตอนแรกขึ้นมากวาดใบไม้ต่อไป ดวงหน้าสวยก้มลงมองพื้นพยายามไม่สนใจสิ่งที่ได้ยิน
กวาดใบไม้ไปก็นึกน้อยใจไปกับสิ่งที่ภูริชเข้าใจเธอผิด เธอไม่มีสิทธิ์จะว่าอะไรคุณแก้วกาญจน์อยู่แล้ว ที่สำคัญปัจจุบันนี้คุณแก้วกาญจน์ก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้วด้วย ทำไมเธอจะต้องไปว่าคนที่ตายไปแล้วด้วยล่ะ
แล้วต่อให้แก้วกาญจน์จะมีชีวิตหรือตายใบบัวก็ไม่มีสิทธิ์เอาตัวเองไปเทียบกับดาราดังมีชื่อเสียงเช่นเธอคนนั้น ใบบัวเป็เพียงสาวรับใช้เธอตระหนักถึงสถานะของตัวเองดี
เป็แค่คนรับใช้ไม่มีสิทธิ์เลื่อนขั้นไปเป็อย่างอื่น จำเอาไว้ใบบัว