ตอนที่ ๑ : กำเนิดโอรสครึ่งเทพ ปฐมบทแห่งสุริยนครา
อ่านฟรีทุกตอน ถึงภาค 2 ก่อนใครได้ที่www.danniyay.com
ครั้งเมื่อแผ่นดินยังมิอุบัติกลศึกอันซับซ้อน มนุษย์ เทพ อสูร และสัตว์หิมพานต์ยังดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้กฎแห่งฟ้าดิน
เหนือยอดเขาพระสุเมรุอันสูงเสียดเวหา มีนครทิพย์เรืองรองนาม “สุริยนครา” อันเป็วิมานแห่งองค์สุริยเทพ ผู้ทรงอำนาจเหนือเปลวตะวัน
มหาปราสาททองอร่ามประดับแก้ววิเชียรนับหมื่น สะท้อนรัศมีจับฟ้าราวดวงสุริยันประทับเหนือหมู่เมฆ
เสียงพิณทิพย์บรรเลงแว่วลอยไปทั่วสรวง์ เหล่าเทวดาเหาะเหินเหนือธาราแก้ว ท่ามกลางหมู่ปักษา์และบุปผาทิพย์ที่ผลิบานไม่มีวันโรยรา
แต่แม้นครนั้นจักงดงามเพียงใด…
กลับมีเทพองค์หนึ่ง ซึ่งมิอาจพบความสงบในพระทัย
เทพองค์นั้นคือ “สุริยเทพ”
โอรสแห่งมหาเทวาธิราชผู้ครองทิศบูรพา
พระองค์ทรงรูปงามดุจอาทิตย์แรกอรุณ พระเนตรงามสงบดั่งห้วงนภายามรุ่งสาง หากในส่วนลึกของหัวใจ กลับเว้าวอนหาสิ่งหนึ่งที่์มิอาจมอบให้
นั่นคือ…
“ความรัก”
ณ เมืองเล็กชายแดนป่าหิมพานต์ มีหญิงสาวนางหนึ่งชื่อ “มาลินี”
นางเป็ธิดาพรานป่า รูปโฉมงดงามเหนือหญิงทั้งปวงในเวียงสัตบรรณ
ยามต้องแสงจันทร์ ผิวผ่องของนางแลประหนึ่งกลีบบัวแรกแย้ม ดวงเนตรงามลึกราวสายน้ำยามค่ำคืน
ทุกคืนเพ็ญ…
นางมักขึ้นไปยังเนินผาริมธารา เพื่อดีดพิณถวายจันทร์
เสียงพิณนั้นอ่อนหวานนัก
หวานเสียจนสายลมยังแ่เบาลงเพื่อสดับ
คืนหนึ่ง…
สุริยเทพผู้ประทับเหนือวิมานชั้นฟ้า ได้สดับเสียงพิณนั้นเข้า
พระองค์ทรงชะงัก
ท่ามกลางเสียงดุริยางค์ทิพย์แห่ง์ กลับมีเสียงพิณของมนุษย์ที่ะเืพระทัยยิ่งกว่า
สุริยเทพจึงเสด็จลงจากเวหา
ม่านเมฆาแยกออกช้าๆ
รัศมีทองอ่อนสาดลงเหนือผืนป่า
มาลินีเงยหน้าขึ้น ก่อนจะได้เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นปาริชาต
อาภรณ์สีทองพลิ้วไหวตามสายลม
ร่างกายเปล่งรัศมีอ่อนดุจเปลวสุริยันยามรุ่งอรุณ
นางถึงกับนิ่งงัน
“ท่าน… เป็ผู้ใดกัน”
สุริยเทพทอดพระเนตรนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนแย้มสรวลอ่อนโยน
“เราเป็เพียงผู้เดินทางผ่านห้วงนภา”
“แต่เสียงพิณของเ้า… เรียกเราให้ลงมา”
ลมราตรีพัดกลีบดอกปาริชาตปลิวผ่านระหว่างทั้งสอง
และนับแต่คืนนั้น…
ชะตาของเทพและมนุษย์ก็เริ่มเกี่ยวพันกัน
โอ้เสียงพิณยินแว่วมาจากฟ้า
ะเืทั่วิญญาาเกินหาไหน
แม้นเป็เพียงเสียงสาวชาวพงไพร
กลับตรึงใจยิ่งกว่าเพลงแห่งเทวา
แม้นฟ้ากั้นชั้นภพมิอาจคู่
ยังใคร่รู้ความรักและเสน่หา
แม้นต้องถูกเพลิงทัณฑ์จากเทวา
ขอเพียงได้สบตา… มิอาลัย
หลังจากนั้น…
สุริยเทพมักเสด็จลงมายังโลกมนุษย์เสมอ
บางคราร่วมเดินกลางสายหมอกในพงไพร
บางคราประทับฟังมาลินีดีดพิณริมธาร
บางคราเพียงนั่งเงียบใต้จันทร์เพ็ญโดยมิเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ
แต่กลับอบอุ่นยิ่งกว่าถ้อยคำใด
มาลินีเคยถามพระองค์ว่า
“สรวง์งดงามเพียงใดหรือ”
สุริยเทพทอดพระเนตรหมู่ดาวเหนือฟ้า
ก่อนตรัสแ่เบา
“แม้งดงามเพียงใด… ก็ยังเดียวดาย”
หญิงสาวนิ่งเงียบ
แล้วค่อยยิ้มบาง
“หากเช่นนั้น โลกมนุษย์ก็มิเลวร้ายนัก”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นใต้เงาจันทร์
คืนแล้วคืนเล่า…
ความผูกพันจึงค่อยๆ หยั่งรากลึกในหัวใจทั้งสอง
จนยากจักถอนคืน
ทว่า…
ความรักระหว่างเทพและมนุษย์นั้น เป็ข้อห้ามแห่งฟ้าดิน
เหล่าเทวดาเชื่อว่า หากสายเืครึ่งเทพถือกำเนิด สมดุลสามโลกอาจแปรเปลี่ยน
และแล้ว…
วันหนึ่ง ความจริงนั้นก็ล่วงรู้ถึงองค์มหาเทวาธิราช
เสียงกลองทิพย์ดังะเืทั่วแดน์
เมฆาทองแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน
เหล่าเทพชั้นสูงต่างคุกเข่ารับพระบัญชา
“สุริยเทพฝ่าฝืนกฎแห่งฟ้า”
“จงนำตัวกลับ์โดยทันที”
ราตรีนั้น…
สายฝนโปรยกระหน่ำทั่วป่าหิมพานต์
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงเป็ระยะ ราวฟ้ากำลังกริ้วโกรธ
ภายในกระท่อมไม้ริมธารา มาลินีกำลังอุ้มทารกน้อยในอ้อมแขน
เด็กผู้นั้นมีดวงตาสีทองเรืองรองั้แ่กำเนิด
ทันใดนั้น…
ประตูไม้พลันเปิดออก
สุริยเทพก้าวเข้ามาท่ามกลางสายฝน
พระพักตร์ของพระองค์เต็มไปด้วยความเ็ป
มาลินีเพียงเห็นสีหน้า ก็เข้าใจทุกสิ่งทันที
น้ำตาของนางเอ่อคลอ
“พวกเขามาแล้ว… ใช่หรือไม่”
สุริยเทพมิอาจตอบ
พระองค์เพียงเดินเข้าไปช้าๆ
แล้วทอดพระเนตรบุตรชายในอ้อมแขนของนาง
ดวงเนตรของเทพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงา กลับสั่นไหวรุนแรง
“ลูกของเรา…”
พระองค์ค่อยๆ ถอดจี้สุริยันจากพระศอ
จี้นั้นสลักอักขระโบราณ เปล่งรัศมีอ่อนเรืองรอง
สุริยเทพวางมันลงบนอกทารก
“ตราบใดที่จี้นี้ยังอยู่ พลังแห่งสุริยันจักคุ้มครองเขา”
จากนั้น พระองค์จึงนำดาบเล่มหนึ่งออกมา
ดาบนั้นเปล่งแสงทองราวเปลวอาทิตย์
ทันทีที่เผยคม อากาศทั่วกระท่อมก็พลันร้อนระอุ
“นี่คือดาบสุริยัน”
“อาวุธแห่งวงศ์เทวา”
มาลินีน้ำตาไหลเงียบงัน
“เหตุใด์จึงโหดร้ายเพียงนี้”
สุริยเทพหลับพระเนตรแน่น
ก่อนตรัสด้วยเสียงสั่นเครือ
“เพราะเราคือเทพ… จึงมิอาจเลือกชีวิตดั่งมนุษย์”
สิ้นคำ
เสียงสายฟ้าก็ดังสนั่น
เปรี้ยงงง!!
เหล่าเทวาทัณฑ์ปรากฏกายเหนือฟากฟ้า
โซ่สายฟ้าพุ่งเข้าพันธนาการสุริยเทพทันที
มาลินีร้องไห้สะอึกสะอื้น
“อย่าเอาเขาไป!”
สุริยเทพพยายามฝืนโซ่ตรวน
ก่อนะโสุดเสียง
“จงมีชีวิตอยู่ต่อไป อัคนินทร์!”
แล้วร่างของพระองค์ก็ถูกลากหายไปท่ามกลางสายฝน
เหลือเพียงเสียงร่ำไห้ของหญิงสาวกับทารกน้อยกลางคืนอันมืดมน
และนับแต่คืนนั้น…
โชคชะตาแห่งโอรสครึ่งเทพก็เริ่มต้นขึ้น
หลังจากสุริยเทพถูกนำกลับ์ มาลินีต้องพาบุตรชายเร่ร่อนหนีภัย
นางเดินทางผ่านหุบเขา พงไพร และลำน้ำอันเชี่ยวกราก
จนมาถึง “เวียงสัตบรรณ”
เมืองชายแดนอันเงียบสงบใกล้ป่าหิมพานต์
ผู้คนในเมืองต่างใช้ชีวิตเรียบง่าย
แต่ยามราตรี ทุกคนล้วนปิดประตูบ้านแ่า
เพราะในป่าลึกนั้น มีเสียงคำรามของอสูรดังออกมาเสมอ
อัคนินทร์เติบใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาเป็เด็กเงียบขรึม ช่างสังเกต และเรียนรู้ไวเกินวัย
เพียงเห็นช่างตีดาบลงค้อนครั้งเดียว ก็สามารถจดจำจังหวะได้ทั้งหมด
เพียงอ่านคัมภีร์รอบเดียว ก็ท่องจำได้ขึ้นใจ
แต่สิ่งที่ประหลาดที่สุด คือดวงตาของเขา
ทุกครั้งที่โกรธหรือหวาดกลัว มันจะเรืองแสงสีทองขึ้นมา
ชาวเมืองจึงเริ่มร่ำลือกันว่า
“เด็กผู้นี้มิใช่มนุษย์ธรรมดา”
คืนหนึ่ง…
เสียงร้องประหลาดดังมาจากชายป่า
อัคนินทร์ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้สิบสองปี รีบคว้าคบไฟแล้ววิ่งเข้าไป
ภายในพงไพรอันมืดมิด
เขาพบอสูรร่างใหญ่ตนหนึ่ง
มันมีผิวดำดั่งถ่าน ดวงตาแดงฉาน และเขี้ยวยาวโง้ง
ในมือของมัน คือร่างของสัตว์วิเศษครึ่งคนครึ่งนก
นางร้องไห้ดิ้นรนด้วยความหวาดกลัว
ยักษาตนนั้นหัวเราะเสียงต่ำ
“คืนนี้ข้าจักได้ลิ้มรสเนื้อกินรีเสียที”
อัคนินทร์ก้าวออกจากเงามืด
แม้หัวใจเต้นรุนแรง แต่แววตากลับแน่วแน่
“ปล่อยนางเสีย”
ยักษาหันขวับ
ก่อนหัวเราะลั่นป่า
“เด็กมนุษย์เช่นเ้ากล้าท้าทายข้ารึ!”
มันยกกระบองเหล็กขึ้นฟาดลงทันที
ตูมมม!!
พื้นดินแตกกระจาย
แต่อัคนินทร์ะโหลบได้อย่างหวุดหวิด
เด็กหนุ่มคว้าท่อนไม้ขึ้นแทนดาบ
แล้วพุ่งเข้าใส่อสูรโดยไม่ลังเล
และนี่…
คือครั้งแรกที่สายเืแห่งเทพในตัวเขากำลังจะตื่นขึ้นอย่างแท้จริง
ต่อจากครึ่งแรกของตอนที่ ๑ ฉบับปรับปรุง
กระบองเหล็กของยักษาฟาดลงกลางพื้นดินอีกครา
ตูมมมม!!
เศษหินแตกกระจาย ดินโคลนปลิวตลบทั่วพงไพร
อัคนินทร์กลิ้งหลบไปข้างกายอย่างหวุดหวิด ลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นรุนแรงจนแทบทะลุอก
แม้เขาจักเรียนรู้รวดเร็วกว่าผู้อื่นเพียงใด
แต่ท้ายที่สุด…
เขาก็ยังเป็เพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสองปี
ยักษาตนนั้นสูงใหญ่ดุจต้นไทรพันปี กล้ามเนื้อปูดโปน ดวงตาแดงฉานด้วยแรงกระหายเื
มันหัวเราะเสียงต่ำ
“เ้ามนุษย์น้อย…”
“เพียงกลิ่นความกลัวของเ้า ก็หอมหวานเสียจนข้าอยากฉีกกินทั้งเป็!”
สิ้นคำ มันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
พื้นป่าทั้งผืนสั่นะเืตามย่างเท้า
อัคนินทร์กำท่อนไม้แน่น
สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของอสูรทุกระยะ
เขาสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งก่อนฟาดกระบอง ยักษาจะบิดไหล่ซ้ายเล็กน้อย
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก
แล้วขยับกายหลบในจังหวะก่อนกระบองตกลงเพียงเสี้ยวอึดใจ
เปรี้ยงงง!!
พื้นดินะเิอีกครั้ง
อัคนินทร์อาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าไป
ท่อนไม้ในมือฟาดใส่ข้อศอกของอสูรเต็มแรง
กร๊อบ!
ยักษาคำรามลั่น
แม้มิถึงกับแขนหัก แต่แรงกระแทกกลับทำให้มันชะงักไปชั่วขณะ
เด็กหนุ่มมิรอช้า
เขาพุ่งเข้าโจมตีต่อเนื่อง
ฟาดซ้ำที่หัวเข่า ลำคอ และสีข้าง
ทุกจังหวะรวดเร็วแม่นยำเกินเด็กวัยเดียวกัน
กินรีสาวซึ่งถูกจับอยู่ถึงกับเบิกตากว้าง
“เด็กผู้นี้…”
“มองการต่อสู้เพียงครู่เดียวก็อ่านทางยักษาได้แล้วหรือ”
ทว่า…
ต่อให้เฉลียวฉลาดเพียงใด ร่างมนุษย์ก็มิอาจต้านกำลังอสูรได้ตลอด
ยักษาคำราม ก่อนเหวี่ยงสันมือฟาดเข้าอกอัคนินทร์เต็มแรง
ตูม!
ร่างเด็กหนุ่มกระเด็นกระแทกต้นไม้ใหญ่
เืสดไหลออกจากมุมปากทันที
โลกทั้งใบพลันพร่าเลือน
ยักษาหัวเราะกึกก้อง
“สุดท้ายก็เป็เพียงมนุษย์!”
มันยกกระบองขึ้นสูง
หมายบดขยี้ร่างเด็กหนุ่มให้แหลกละเอียด
ขณะนั้นเอง…
จี้สุริยันบนอกอัคนินทร์พลันส่องแสงเรืองรอง
เปลวทองสายหนึ่งไหลผ่านทั่วร่าง
ความร้อนมหาศาลปะทุออกจากหัวใจ
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง
ดวงเนตรสีทองสว่างดุจเปลวตะวัน
ลมรอบกายหมุนวนรุนแรง
ใบไม้ทั้งป่าปลิวสะบัด
แม้แต่ยักษายังชะงัก
“พลังเช่นนี้…”
อัคนินทร์ค่อยๆ ลุกขึ้น
ความเ็ปทั่วร่างราวถูกเผาผลาญ
แต่ภายในอกกลับร้อนแรงยิ่งกว่าเพลิงใด
เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากส่วนลึกของิญญา
“จงลุกขึ้น… โอรสแห่งสุริยัน”
ทันใดนั้น
เปลวไฟสีทองก็ลุกขึ้นจากฝ่ามือของเขา
ยักษาถอยกรูดด้วยความตระหนก
แต่สัญชาตญาณอสูรกลับสั่งให้มันลงมือสังหารโดยเร็ว
มันคำรามก้อง
ก่อนพุ่งเข้าหาอัคนินทร์อย่างบ้าคลั่ง
ทว่า…
ครั้งนี้ เด็กหนุ่มมิได้หวาดกลัวอีก
เขายกมือขึ้นช้าๆ
เปลวเพลิงทองพลันรวมตัวกัน
ก่อนแปรสภาพเป็ “ดาบแห่งแสง”
คมดาบเรืองรองดุจสุริยันแรกอรุณ
ทั่วทั้งพงไพรพลันสว่างไสว
อัคนินทร์ก้าวออกไปหนึ่งก้าว
แล้วฟันดาบเพียงครั้งเดียว
ฉัวะ!
แสงทองพุ่งตัดผ่านราตรี
กระบองเหล็กของยักษาขาดสะบั้น
พร้อมรอยแผลยาวกลางอกอสูร
ยักษาเบิกตากว้าง
ก่อนร้องคำรามด้วยความเ็ป
อัคนินทร์พุ่งเข้าประชิดในพริบตา
แล้วหมุนกายฟันอีกครั้ง
ฉัวะ!!
ร่างอสูรถูกผ่าออกเป็สองส่วน
เปลวสุริยันลุกเผาร่างมันจนกลายเป็เถ้าถ่าน
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วป่า
เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบของเด็กหนุ่ม
ทันใดนั้น เปลวไฟทั้งหมดก็ดับวูบ
ดาบแสงสลายหายไป
อัคนินทร์ทรุดลงกับพื้นทันที
โลหิตไหลจากแขนทั้งสองข้าง
ราวร่างกายมิอาจรองรับพลังนั้นได้
กินรีสาวรีบวิ่งเข้ามาประคองเขา
นางมีเรือนผมยาวสีดำขลับ ปีกสีเงินอ่อนสะท้อนแสงจันทร์ ดวงหน้างดงามดุจบุปผาแรกแย้ม
“เ้าาเ็หนัก”
อัคนินทร์พยายามฝืนยิ้ม
“เ้า… ปลอดภัยก็ดีแล้ว”
กินรีสาวนิ่งงันเล็กน้อย
ก่อนกล่าวเบาๆ
“เราชื่อ ‘จันทรกินรี’”
“เป็ธิดาแห่งเผ่ากินรีผู้เฝ้าธาราเงิน”
นางมองจี้สุริยันบนอกเขา
แววตาแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึง
“หรือว่าเ้า…”
อัคนินทร์รีบกำจี้ไว้
แม้มิรู้เหตุใด แต่เขารู้ว่าความลับนี้มิอาจเปิดเผยแก่ผู้ใดง่ายนัก
จันทรกินรีมองเขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนแย้มยิ้มอ่อน
“วางใจเถิด”
“เราจักมิเอ่ยสิ่งใด”
นางฉีกชายผ้ามาพันาแให้เขาอย่างแ่เบา
สายลมกลางคืนพัดผ่านช้าๆ
แสงจันทร์ส่องลอดหมู่ไม้ลงบนทั้งสอง
และเป็ครั้งแรก…
ที่อัคนินทร์รู้สึกว่า โลกนี้มิได้หนาวเหน็บเดียวดายจนเกินไป
รุ่งอรุณวันต่อมา
ทั่วเวียงสัตบรรณกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
พรานป่าหลายคนหายตัวไป
ฝูงสัตว์แตกตื่นหนีออกจากป่าหิมพานต์
แม้แต่ช้างสารยังร้องเสียงดังด้วยความหวาดผวา
กลางเมือง เหล่าผู้าุโกำลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียด
ชายชราคนหนึ่งกล่าวเสียงสั่น
“อสูรเริ่มออกจากป่าลึกแล้ว”
“หากยังเป็เช่นนี้ เวียงสัตบรรณคงอยู่ได้อีกไม่นาน”
ขณะนั้นเอง…
ฤๅษีชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาในลานประชุม
เรือนผมและหนวดเคราขาวดุจหิมะ
มือถือไม้เท้าแก่นจันทน์
ดวงตาลึกล้ำดั่งมองทะลุอดีตกาล
ผู้คนต่างรีบก้มศีรษะ
เพราะผู้มาเยือนคือ
“ฤๅษีวชิรญาณ”
ผู้เร้นกายอยู่ในหุบเขาหิมพานต์มานานหลายสิบปี
ฤๅษีหยุดสายตาลงที่อัคนินทร์
เนิ่นนานจนเด็กหนุ่มรู้สึกราวถูกมองทะลุทั้งิญญา
ก่อนฤๅษีจะกล่าวช้าๆ
“สายเืแห่งสุริยัน… ในที่สุดก็ตื่นขึ้นแล้ว”
ทั่วลานเงียบงัน
มาลินีหน้าซีดเผือดทันที
นางรีบคุกเข่าลง
“ท่านฤๅษี… ได้โปรด…”
ฤๅษียกมือห้าม
ก่อนถอนใจยาว
“ชะตาที่หลีกมิพ้น… ย่อมมาถึงในสักวัน”
คืนนั้น…
มาลินีพาอัคนินทร์ไปยังริมธารา
สายน้ำสะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ
เสียงจักจั่นร้องแ่เบาในพงหญ้า
หญิงสาวนั่งเงียบอยู่นาน
ราวพยายามรวบรวมความกล้า
ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ลูกเคยถามแม่ใช่หรือไม่… ว่าพ่อของลูกเป็ผู้ใด”
อัคนินทร์นิ่งงัน
หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยมิรู้ตัว
มาลินีหลับตาลง
หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม
“พ่อของลูก… มิใช่มนุษย์”
สายลมพลันพัดแรงขึ้น
ใบไม้ปลิวไหวทั่วธารา
อัคนินทร์กำมือแน่น
แม้ลึกๆ จะเคยคาดคิด
แต่เมื่อได้ยินความจริงจากปากมารดา หัวใจก็ยังสั่นะเื
มาลินีจึงเล่าเื่ทั้งหมด
เื่เทพผู้ลงมาจากสรวงฟ้า
เื่รักต้องห้าม
เื่คืนฝนโลหิต
และเื่การจากลาที่มิอาจหวนคืน
เมื่อเล่าจบ…
อัคนินทร์กลับมิเอ่ยสิ่งใด
เด็กหนุ่มเพียงนั่งนิ่งมองผืนน้ำ
นานจนมาลินีเริ่มหวาดหวั่น
ก่อนเขาจะถามเบาๆ
“แล้วเขา… เคยคิดถึงพวกเราบ้างหรือไม่”
คำถามนั้นแทงลึกในหัวใจผู้เป็มารดา
มาลินีน้ำตาไหลอีกครา
“ทุกคืน… เขามองลงมาจากฟากฟ้า”
“แม่เชื่อเช่นนั้นเสมอ”
อัคนินทร์เงยหน้ามองดวงดาว
ท่ามกลางหมู่ดาวนับพัน
เขารู้สึกราวมีดวงหนึ่งกำลังส่องมองตนอยู่จริงๆ
อันสายเืเทพไท้มิใช่พร
หากคือไฟซ่อนร้อนอยู่ภายใน
ยิ่งเปล่งแสงยิ่งเผาผลาญดวงฤทัย
ยากหลีกภัยแห่งชะตาฟ้ากำหนด
แม้นเป็เพียงเด็กน้อยกลางพงกว้าง
ยังถูกวางชะตาเกินมนุษย์หมด
หนทางหน้ามืดมนและรันทด
แต่จำต้องก้าวไป… แม้เดียวดาย
ขณะสายลมราตรีพัดผ่านพงไพร
ทันใดนั้น…
เสียงคำรามมหึมาก็ดังะเืทั้งผืนป่า
ครืนนนนน!!
พื้นดินสั่นไหวราวแผ่นดินไหว
นกทั้งป่าบินแตกตื่นขึ้นสู่ฟ้า
แม้แต่สายน้ำยังสั่นระริก
ฤๅษีวชิรญาณซึ่งยืนอยู่บนหน้าผาไกลออกไป พลันเบิกตากว้าง
“ผนึกอสูรเริ่มอ่อนกำลังแล้ว…”
“มันกำลังตื่นขึ้น”
เบื้องลึกสุดของป่าหิมพานต์
ดวงตาสีแดงคู่หนึ่งค่อยๆ ลืมขึ้นท่ามกลางความมืด
พร้อมเสียงหัวเราะต่ำเย็นเยียบ
ราวปีศาจโบราณกำลังเฝ้ามองโลกอีกครั้ง
ติดตามเื่ราวฟรี....ต่อเนื่องก่อนใคร ที่ www.danniyay.com