ตอนที่ 5
ข้ามิได้เป็คนชอบก่อกวนใครมิได้เป็คนไม่มีความอดทนและตัวข้าแม้จะเป็คนปากเสียไป...มิใช่น้อยหากก็เป็คนที่ไม่ชอบที่จะมีเื่กับผู้ใด หากตอนนี้นั้น...ไม่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้วเพราะตอนนี้เกือบจะยามอู่แล้ว (เวลา 11.00-12.59 นาฬิกา) หากยังมิมีสิ่งใดตกถึงท้องข้าเลย
อา...ข้าหิวแล้วขอรับซานเกอ
“ซานเกอ” ข้าะโเรียกแข่งกับเสียงหวีดหวิวของกระแสลมเพราะรู้ดีว่าฝีมือระดับพวกเขา...ย่อมจะต้องได้ยินอย่างชัดเจนแน่นอน
“ข้าหิวขอรับ”
เรียกได้ว่าสิ้นคำพูดของข้า ม้าสามตัวก็หยุดราวกับว่าถูกจับขาเอาไว้ว่าแต่..ทำไมถึงได้มีม้าแค่สามตัวละ ในเมื่อผู้ที่กล่าวว่าจะเป็ผู้ปกป้องคุ้มครองข้านั้นมีด้วยกันทั้งหมดห้าคนด้วยกัน
“เ้าว่าอันใดนะหนิงเหอ” บุรุษที่ถามมิใช่ซานเกอ หากเป็ท่าน...ช่างเถอะจะเป็ผู้ใด เพราะนอกจากซานเกอที่นั่งอยู่กับข้าแล้ว ผู้อื่นแม้ว่าข้าจะรู้นามพวกเขาแล้วหากก็ยังมิรู้ว่าใครเป็ใครอยู่ดี
ข้ายิ้ม...ก่อกวนโทสะพวกเข้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงระรื่นไปว่า “ข้าหิวขอรับ”
“นี่เ้า!”
ข้าเห็นนะ พวกเขาต่างก็ส่ายศีรษะด้วย...คาดไม่ถึงว่าข้าจะเป็ไปได้เยี่ยงนี้
“อยู่ท่ามกลางกองเพลิง คมหอกคมดาบจะยื่นมาบั่นคอเมื่อใดก็มิอาจรู้ได้หากเ้ากลับเห็นแก่ท้องมากกว่าความปลอดภัยของตัวเอง พวกข้าละ...เชื่อเ้าเลยหนิงเหอ”
“ข้าก็เพิ่งจะเคยพบเจอคนเช่นนี้เหมือนกันขอรับต้าเกอ”
“ข้ามิได้จะก่อกวนทำให้พวกท่านมีโทสะนะขอรับ แต่พวกท่านจะต้องมิลืมว่าเมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นบ้าง ข้าก็ทานไม่อิ่ม” เป็ความผิดของพวกท่านนั่นแหละที่มิยอมให้ข้าได้ทานปลากับไก่ด้วย“เมื่อเช้าพวกท่านก็มิให้ข้าทานด้วยเช่นกัน ถ้าข้าจะหิวก็มิใช่เื่แปลกนะขอรับ”
“ข้าขอโทษขอรับหนิงเกอ” เสี่ยวฝานเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดที่นำอาหารติดตัวมาน้อยเหลือเกิน
“เ้าอย่าถือโทษโกรธตัวเองอีกเลยเสี่ยวฝาน มิใช่ความผิดของเ้าหรอกนะเท่าที่เ้าได้มานั่นก็ดีมากอยู่แล้ว เ้าอย่าลืมว่าพวกนั้นย่อมมิต้องให้ข้าจากมาอย่างสงบและเป็สุขสิ่งใดที่ทำให้ข้าเดือดร้อนได้ พวกเขาล้วนทำได้ทั้งสิ้น” มิอยากจะคิดแค้นเคืองแต่บางครั้งข้าก็อยากที่จะทำให้คนพวกนั้นรู้เสียบ้าง การทำร้ายคนอื่นไม่ว่าด้วยเหตุผลและวิธีการควรจะได้รับความเดือดร้อนเฉกเช่นเดียวกัน
“แล้วทำไมเ้าถึงไม่บอกกล่าวั้แ่ก่อนเดินทางล่ะหนิงเหอ”
“ข้าก็อยากจะบอกกล่าวท่านอยู่นะซานเกอ แต่เป็พวกท่านที่มิให้โอกาสข้ากล่าวอันใดเลยนะขอรับ”พอบอกว่าจะไป...ก็รวดเร็วเสียจนข้าจะเอ่ยปากก็มิทัน
“ถึงข้าปรารถนาให้เ้าอิ่มท้องก่อนเดินทางต่อไป หากก็ทำมิได้ข้าคงจะต้องขอให้เ้าอดทนไปก่อนนะหนิงเหอ...ถือว่าข้าติดค้างเ้าครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาแล้วค่อยคืนละกัน”
เช่นนั้นหรือขอรับซานเกอ “ท่านกล่าวเช่นนั้นข้าก็จะขอรับไว้ขอรับซานเกอว่าแต่...ข้อขอท่านได้ทุกเื่หรือไม่ขอรับ”
“ไม่!”
ข้าอ้าปากค้าง ก็...
“เื่ฝึกวรยุทธ์คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ จะให้เ้าฝึกได้หรือไม่ เป็ท่านอ๋องคนเดียวเท่านั้น”
“แต่นี้มันชีวิตของข้านะ ข้ามิมีสิทธิ์ตัดสินใจเองบ้างเลยหรือไง” ข้าได้แต่บ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดใจ
“เ้าอยากเรียนวรยุทธ์” แล้วคนที่ไต่ถามก็กวาดมองข้าก่อนจะส่ายศีรษะ “ข้าให้สองชั่วยาม”
“ข้าให้ชั่วยามเดียว แล้วท่านล่ะซานเกอให้เวลาเด็กน่าสนใจคนนี้สักเท่าไหร่”
“ข้าให้...ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป”
“พวกท่าน...” ช่างมั่นใจกันเสียเหลือเกินว่าข้าทำไม่ได้ คอยดูเถอะ ถ้าท่านอ๋องยินยอมให้ข้าเรียนวรยุทธ์เมื่อไหร่ข้าจะตบหน้าพวกท่านด้วยการทำมันให้ออกมาดี ข้าจะเป็บุรุษที่มีฝีมือเก่งฉกาจหาตัวจับยากให้ได้!
“เราหยุดที่นี่นานไม่ได้” ที่หยุดอยู่นี้ก็เสี่ยงมากพออยู่แล้ว เส้นทางที่นี่ทอดยาวหากคดเคี้ยวต้นไม้ก็ขึ้นรกครึ้มจนมองแทบไม่เห็นท้องฟ้า สายตา...มิอาจมองเห็นได้ในหลายจุด จะใช้หูแว่วฟังเสียงก็ถูกรบกวนได้ง่ายหากโดนลอบโจมตีเข้าจริง...สมรภูมินี้พวกเขาล้วนแล้วแต่ตกเป็เบี้ยในกระดาน ต่อให้เก่งกล้าแค่ไหนหากก็เพลี่ยงพล้ำได้ง่าย
“อีกสองลี้จะถึงจุดพัก เป็ทางแยก”
คนที่หายไป...ย้อนกลับมา ในคำพูดนั้น...และตาที่พวกเขามองกัน มันเหมือนพวกเขารู้กันว่าอะไรเป็อะไรมีเพียงแค่ข้าที่ยังโง่งม ตามพวกเขาไม่ทัน เฮ้อ! ช่างน่าเบื่อเสียจริงเมื่อไหร่ข้าจะฉลาดกว่านี้นะ
“ตอนนี้ข้าหิวมาก...จนแทบจะกินม้าได้ทั้งตัวแล้วนะขอรับ”ข้ามิได้เอ่ยความเท็จแต่อย่างใดนะขอรับ หิวจนตอนนี้ไส้กิ่วแล้ว ถึงจะไม่ได้รับอาหารชุดใหญ่ข้าก็ขอเป็อะไรสักเล็กน้อยให้พอมีอะไรตกลงในท้องก่อนได้ไหมล่ะขอรับ
“ท่านน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง...จะทำอะไรก็ตาม ท้องควรอิ่มไว้ก่อน”
“อันตรายเกินไป”
“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านพอมีอะไรให้ข้า...” ข้าเอ่ยยังไม่ทันจะจบซานเกอก็กระทุ้งเท้าบังคับให้ม้าเร่งออกเดินทางไปอีกครั้งซึ่งข้าได้แต่กลอกตาเพราะต้องทนหิวจนท้องกิ่วไปอีกน่าจะเป็ชั่วยาม เอาเป็ว่า...พวกท่านให้ข้าได้ดื่มได้ทานเมื่อไหร่อย่ามาโทษว่าข้าตะกละก็แล้วกัน!
ข้าเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นว่าสี่หนิงเกอมองมา ในดวงตาคู่นั้นที่มองมายังข้าครุ่นคิดคล้ายจ้องจับผิดแต่เมื่อนึกได้ว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามองมิเห็นใบหน้าของข้า ก็เลยไต่ถามออกไป
“เ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมหนิงเหอ ตัวข้ามีอันใดผิดปกติหรืออย่างไร” ข้ายกสองแขนขึ้นสอดไขว้ระหว่างอกมองสี่หนิงเหออย่างให้รู้ว่ามองและ้าคำตอบ
“เอ่อ...”
สี่หนิงเหอเมินหลบสายตาของข้า...เขาอายจนใบหน้านั้นแดงปลั่ง มันทำให้ข้าอดที่จะยิ้มไม่ได้เมื่อข้าก้มลงมองตัวเองที่ตอนนี้เปลือยอกกำยำที่เต็มไปด้วยาแจากการสู้รบ
“ว่าอย่างไรเล่า เ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นทำไม” ข้ามองเข้าไปในดวงตาของคนที่เมื่อแรกเห็นใจข้าถึงกับกระตุก แสงจากด้านนอกส่องมาทาบบนกายเล็กบาง ใบหน้าที่ควรจะสดใสเปล่งปลั่งสมวัยกับดวงตาที่มันควรจะเปล่งประกายด้วยความสุขกลับดูแห้งแล้ง...มันเหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลและเอาใจใส่ไม่มีใครรดน้ำให้
รอยยิ้ม...เพียงแค่ปากหากมิใช่ในดวงตาที่มันช่างไร้ความรู้สึกสิ้นดี มันทำให้ข้าเกิดความรู้สึกหนึ่งแวบขึ้นมาในใจอยากรู้ว่าเหตุใดสี่หนิงเหอถึงได้เป็เช่นนี้
ข้ายอมรับ...เมื่อแรกที่ได้รับรู้ ท่านอ๋องจะต้องแต่งบุรุษเป็อนุภรรยาแม้จะรู้ว่าท่านอ๋องมีเหตุผลที่มิอาจเปลี่ยนแปลงเื่นี้ได้ หากข้าก็ยอมรับไม่ได้ไม่ใช่เพียงแต่ข้า หากเราพี่น้องทุกคนล้วนยอมรับเื่นี้ไม่ได้เช่นกัน อยากจะกลั่นแกล้งให้สี่หนิงเหอรับรู้ว่าไม่มีใครปรารถนาได้เขามาเป็นายอีกคน การเดินทางครั้งนี้ เราจึงคิดเพียงแค่ว่า ทำเวลาให้เร็วที่สุดไม่ต้องสนใจว่าจะมีอันใดเกิดขึ้นกับผู้ที่พวกเรามิต้อนรับ หน้าที่ของพวกเราคือพาสี่หนิงเหอไปส่งถึงมือท่านอ๋อง...ในสภาพเช่นไรก็แล้วแต่ดวงชะตาของคนผู้นี้
หากเมื่อการเดินทางเริ่มต้น...ข้าก็เริ่มต้นเห็นความเปลี่ยนแปลงแม้จะมีถ้อยวาจาก่อกวนที่ชวนให้อยากจะบั่นคอทิ้ง หากเมื่อมันดังมาจากปากของคนที่ชอบทำหน้าเหลอหลาคิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้น ขณะอีกข้างกลับตกลงมา มีดวงตาคู่เรียวเปล่งประกายร่วมด้วย มันทำให้ข้านึกถึงเ้ากระต่ายที่ฟันแหลมกำลังแทะหงหลัวโป(แครอท) เน่า
พวกเราเริ่มรับรู้แล้วว่า สี่หนิงเหอมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ...การเดินทางที่ถ้าเป็ผู้อื่นย่อมต้องบ่นและเรียกร้องหาความสะดวกสบายให้กับตัวเอง หากเขากลับเอ่ยถึงเื่ของการได้ทานอาหารรสเลิศโดยไม่สนใจเลยว่าตัวเองนั้นกำลังถูกปองร้ายอยู่
ใบหน้าที่เหมือนจะบอกว่า อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดเถอะข้าไม่คิดจะใส่ใจกับมันหรอกกับแววตาคู่นั้นที่มันหม่นหมองไร้ความกระจ่างสดใสอย่างที่เห็นในคราแรกได้เปลี่ยนไปเขากล้าที่จะโต้ตอบกับพวกเราโดยไม่หวาดกลัวว่าจะทำให้เรามีโทสะจนถูกทำร้ายเข้า
หนักสุดที่ทำให้ข้านั้นตกตะลึง ก็เื่ที่สี่หนิงเหอทนหิวไม่ไหวร้องขออาหารกับข้าระหว่างที่ม้ากำลังวิ่งอยู่นั่นแหละ ช่างเป็บุรุษที่แปลกเสียจริงที่ข้าคิดว่าเขาน่าจะต้องมีดีในตัวมิใช่น้อย ที่ข้าก็จะรอดู!
“ข้าพอเข้าใจแล้วล่ะ ตัวเ้านั้นแม้ปรารถนาอยากจะมีรูปกายกำยำล่ำสันมีกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง มีร่องรอยของาแที่มาจากการทำศึก หากตัวเ้านั้นกลับ...ผอมแห้งยิ่งเด็กขอทานข้างถนนเสียอีกเ้าจึงรู้สึกริษยาข้าใช่หรือไม่”
“ใครว่ากันเล่า ข้าเพียงแค่สงสัยทำไมท่านถึงยังมิอาบน้ำชำระร่างกายให้เรียบร้อยเสียทีข้ารอท่านนานแล้วนะ...ข้าหิวแล้ว”
“ถ้าข้าจะจำมิผิด เ้าเพิ่งจะทานเซาปิ่งไส้เนื้อ ถังหูลู่กับเสี่ยวหลงเปาไปมิใช่หรือหนิงเหอ”
“แค่นั้นมันจะพออะไร ท้องข้ายังสามารถบรรจุอาหารรสเลิศได้อีกเยอะแยะ”
สี่หนิงเหอยังคงอวดอ้างความสามารถในการทานอาหาร เขายิ้มให้ข้าและยกมือตบท้องตัวเองที่มันทำให้ข้าถึงกับ...เชื่อเขาเลยสงสัยว่าตอนอยู่เรือนตระกูลสี่ จะอดอยากมานาน พอมาตอนนี้มีคนยินยอมให้ทำตามความ้าสี่หนิงเหอเลยจัดการตามที่ใจและร่างกายเรียกร้อง
ข้าไม่ได้คิดจะแกล้งคนหิวหรอกนะ แต่ข้ารู้สึกดีที่ได้เห็นใบหน้าเขินอายของหนิงเหอดวงตาคู่นั้นดูเป็ประกายและมีชีวิตชีวาชวนให้นึกถึงแมวน้อยขี้เล่นมันทำให้เผลอหลุดปากออกไปว่า...
“ถ้าเช่นนั้น เ้าก็ร่วมอาบน้ำกับข้าสิ เ้าจะได้ช่วยข้าขัดถูกคราบสกปรกออกจากร่างกายด้วยอาบด้วยกัน จะได้เร็วหน่อย”
“ท่าน...ท่าน...”
สี่หนิงเหออ้าปากค้างเช่นเดียวกับดวงตาเรียวคู่นั้นเบิกกว้างมองข้าอย่างตื่นตะลึงมันทำให้ข้าเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
“หือ...นี่ข้าหวังดีกับเ้านะหนิงเหอ อยากให้เข้าได้ทานอาหารโดยเร็วอีกทั้งถังอาบน้ำใบนี้ก็กว้างพอรับบุรุษอย่างเ้ากับข้าชำระล้างด้วยกัน...ข้าว่ามันคงจะเจริญหูเจริญตาดี คงจะทานอาหารได้เยอะขึ้น เพราะไม่ต้องทนกลิ่นเน่าเหม็นของเ้าที่นับั้แ่เดินทางจนถึงบัดเดี๋ยวนี้เ้าก็ยังมิได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายมิใช่หรือไร” ข้าคิดว่า ดวงตาของข้าคงจะวาวระยับมิใช่น้อยยามเมื่อมองคนที่ใจนหาทางโต้ตอบมิได้
“แล้วมันเป็ความผิดของใครกันเล่าที่ทำให้ข้าเป็เช่นนี้ ก็พวกท่านมิใช่หรือไงมิยอมให้ข้าได้ทานอาหาร มิยอมให้ข้าได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายจนถูกผู้คนมองด้วยความรังเกียจ”
“พวกข้า...พวกข้าผิดที่ใด ในเมื่อเ้ามิเอ่ยปากบอก พวกข้าจะไปล่วงรู้ใจผู้ใดได้กันเล่า”ข้าเดินผ่านถังอาบน้ำไปหยุดยืนเบื้องหน้าสี่หนิงเหอที่รีบสาวเท้าถอยไปด้านหลังทันทีเพราะกลัวเขาจะเจ็บกายข้าจึงรีบตวัดแขนโอบรัดรอบเอว...ที่มันบางเหลือเกินเอาไว้และข้าก็ได้เห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อของเขาทำให้ข้าอดที่จะหัวเราะมิได้
“ข้าว่า...เรามาอาบน้ำชำระล้างร่างกายด้วยกันเถอะหนิงเหอ เดี๋ยวข้าจะช่วยขัดถูกครบสกปรกออกจากตัวเ้าให้”ข้าเพียงแค่้าแกล้งเขาเท่านั้น เพราะชอบที่จะได้เห็นใบหน้าเขาที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์เดี๋ยวก็บึ้งตึงแต่เพียงแค่แวบเดียวก็หัวเราะร่า มาอีกนิดก็เขียวคล้ำด้วยไม่สบอารมณ์เฉกเช่นดวงตาที่เดี๋ยวมันก็แวววาวด้วยความซุกซนและสดใสรื่นเริง เดี๋ยวก็ขุ่นเคืองไม่สบอารมณ์กับวาจาและการกระทำของข้าและคนอื่นๆ
ข้าว่านะ...สี่หนิงเหอคงจะจดจำเื่ที่พวกข้าทำเอาไว้หมดทุกอย่างเพื่อจะหาทางเอาคืนแต่ครั้นจะไปฟ้องให้ท่านอ๋องรับรู้นั้น...เป็ไปไม่ได้ เขาน่าจะเป็คนประเภทที่ว่าใครทำอันใดตัวเองก็จะหาทางเอาคืนด้วยตนเอง มิยอมยืมมือผู้อื่นทำให้
“ไม่! หยุดนะซานเกอ...ไหน...ไหนท่านบอกว่า...ข้ากับท่านมิควรใกล้ชิดกันเกินไป...นะขอรับ”
“หือ...ข้ากล่าวเช่นนั้นเมื่อใดรึ เพราะถ้าข้าจะจำมิผิด ตอนที่ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องมานั้นท่านอ๋องกล่าวกับพวกข้าว่า...”
ในดวงตาของสี่หนิงเหอปกปิดความอยากรู้เอาไว้ไม่มิด หากปากเขากลับเอ่ยออกมาว่า
“ข้ามิอยากรู้ว่าคนผู้นั้นจะกล่าวอันใดกับพวกท่าน”
“แต่ข้าอยากจะบอกให้เ้าได้รู้ ท่านอ๋องกล่าวกับพวกข้าว่า...ข้ารู้ว่าพวกเ้ามิพึงพอใจที่ข้าต้องทำเช่นนี้แต่เมื่อข้าจำเป็ต้องทำ ก็อยากจะให้พวกเ้ายอมรับในตัวเขา เรียนรู้เพื่อให้เขาเป็หนึ่งเดียวกับพวกเราเป็พี่เป็น้อง เป็เพื่อนที่พร้อมจะยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตให้แก่กันได้”
“โอ้...วาจาท่านอ๋อง ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง แต่ข้าผู้น้อยเป็แค่เด็กหนุ่มวัยเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้นอีกทั้งยังไร้ฝีมือการต่อสู้ หากเจอกับศัตรูหมายจะทำร้าย ก็คงทำได้เพียงแค่วิ่งหนีจากคมหอกคมดาบมิให้ััตัวข้าได้ความสามารถอย่างอื่นอย่างที่บุรุษควรมี ข้าก็มิมีสักอย่าง คงจะทำอย่างที่ท่านอ๋องทรงหวังไว้มิได้หรอกขอรับ”
ส่งสายตามาว่าตัวข้านั่นแหละที่ผิด ที่มิยอมตกปากรับคำสอนวรยุทธ์ให้แก่ตัวเองเ้านี่ช่าง...เชื่อมโยงแต่ละเื่ราวเข้าหากันได้เป็อย่างดีเลยนะหนิงเหอ
“ข้าก็บอกเ้าไปแล้ว เื่นี้ข้ามิอาจตัดสินใจได้ เป็ท่านอ๋องผู้เดียวเท่านั้นที่เป็ผู้ตัดสินใจแต่ถ้าหากเ้าอยากจะเรียนรู้จริง ๆ ข้าว่าก็พอจะมีทางอยู่นะ”
รอยยิ้มแต้มบนใบหน้าเขา...แม้กระทั่งแววตาคู่นั้นก็พราวระยับขึ้นทันตาเห็นจนข้าแทบจะข่มกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้มิได้
“มีทางใดหรือขอรับซานเกอ ขอท่านช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วย”
“ข้ากลัวแต่ว่าหากบอกให้เ้ารู้ไป เ้าจะโกรธเคืองข้าเอานะสิ”เชื่อเถอะ ข้าหลุดปากบอกไปเมื่อใด สี่หนิงเหออับอายจนอยากจะทำให้ปากข้าได้รับาเ็เป็แน่แท้
“ข้า...ข้าสัญญาว่าจะมิโกรธเคืองท่าน”
นี่เขาอยากรู้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ท่านจะบอกกับข้าได้หรือไม่ขอรับ มีทางใดทำให้ท่านอ๋องใจอ่อนยอมให้ข้าเรียนรู้วรยุทธ์กับพวกท่าน”
“ถ้าเ้ารับปากแล้วว่าจะมิโกรธเคือง ข้าก็จะบอกให้เ้ารู้ละกัน”ใบหน้าและดวงตาที่เปี่ยมด้วยความหวัง มันทำให้ข้าแทบจะพูดมิออกเลย สี่หนิงเหอ...เ้านี่มันช่างเป็คนที่อันตรายและมีพิษภัยรอบกายเสียจริง
“ข้ามิรู้ว่าความรู้ของเ้ามีมากน้อยเพียงใด แต่ในยุทธภพกล่าวไว้ว่าการเรียนรู้วรยุทธ์ด้วยทางลัดนั้นมีอยู่สองทางด้วยกัน หนึ่งก็คือค้นหาน้ำเต้าหยกพันปีที่ภายในจะมียาอยู่เม็ดหนึ่งมันจะช่วยหล่อหลอมพลังที่บริสุทธิ์จากสรรพสิ่งที่อยู่รอบกายเปลี่ยนเป็พลังปราณ เปิดทะลวงจุดในร่างกายมิว่าใครก็ตามที่ได้รับยานี้ จะเป็หนึ่งในยุทธภพที่มิอาจสิ้นกายภายใต้คมหอกคมดาบ แม้กระทั่งพิษร้ายที่มิมียารักษาก็มิอาจทำอันใดได้”
สายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังใบหน้าที่เคยรื่นเริงกลับหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว ที่ข้าก็อยากจะบอกเ้านะหนิงเหอ ข้ามิได้กล่าวเท็จให้เ้าใจเสียหรอกเลยแต่ยาชนิดนี้...บนพื้นแผ่นดินนี้คงมิอาจจะค้นพบได้เลย เพราะว่ามันคงมิมีอยู่จริงมันคงเป็ยาที่เหล่าเทพเซียนบน์ที่มีได้
“แต่ข้าว่า อีกวิธีนี่...เ้าน่าจะทำได้อยู่นะ”
“วิธีใดหรือขอรับซานเกอ”
มาแล้ว...ใบหน้ากระจ่างสดใสด้วยรอยยิ้มและดวงตาที่แวววาวดังหยกเนื้อดีมันเหมือนกับมีพลังพิฆาต ที่ทำให้ผู้ใดได้พานพบหากจิตใจไม่แข็งแกร่งมั่นคงเพียงพอ ย่อมจะถูกสี่หนิงเหอชักจูงให้ตกปากรับคำทำในสิ่งที่้าโดยง่าย
“แนบกายถ่ายปราณ”
“แนบกายถ่ายปราณ...มันมีวิธีเช่นนี้ด้วยหรือ”
เขาบ่นพึมพำอย่างไม่เข้าใจในคราแรก ก่อนใบหน้านั้นจะแดงระเรื่อจรดใบหูดวงตาเรียวเบิกกว้าง อ้าปากพะงาบ ๆ เมื่อพอจะตีความหมายจากคำที่ข้าบอกกล่าวไปได้
“ห้ามเ้าโกรธข้านะหนิงเหอ” ข้ารีบห้ามปรามเขาไว้ก่อน
“ถ้าข้า...ข้ามิเอ่ยรับปากท่านไว้นะขอรับ ถึงข้าจะมิมีวรยุทธ์ มิเก่งกล้าในการใช้พละกำลังแต่ก็จะหาทางทำให้ท่านเืตกยางออกสักครั้ง”
“ข้านึกว่าเ้าจะขอบคุณข้าเสียอีกที่เสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่เ้าเพราะถ้าทำเช่นนี้แล้ว เ้าจะเก่งกว่าพวกข้าที่ต้องฝึกฝนวรยุทธ์ั้แ่อายุยังน้อยมากเลยเชียวล่ะ”ถ้าหากว่า...สี่หนิงเหอทำเช่นที่ข้าบอกกล่าวไป ผู้ที่จะช่วยเหลือเขาในครั้งนี้ก็คงจะมิพ้นท่านอ๋อง...ข้าสมควรได้รับความดีความชอบอยู่นะ
“ข้ามิเอ่ยคำนั้นให้เสียปากหรอกขอรับ ท่านมิสมควรได้รับมัน”
เขากล่าวด้วยความหงุดหงิดใจ ขณะเดินไปทรุดกายลงนั่งบนเตียง ยกสองขาขึ้นไขว้กันและยกสองแขนขึ้นสอดไขว้ระหว่างอกมองข้าด้วยสายตาเกรี้ยวกราด...หากมันเป็มีดได้ ร่างกายอันแข็งแกร่งด้วยการฝึกฝนและต่อสู้ห้ำหั่นในสมรภูมิรบมิอาจนับครั้งได้คงจะเต็มไปด้วยาแ
“เ้ามีวาจาเป็เลิศ...แม้กระทั่งพวกข้าเองยังต้องขอคารวะ เพราะมิอาจหาถ้อยคำมาโต้เถียงกับเ้าได้เ้าเก่งเช่นนี้...มีหรือที่จะคิดหาหนทางให้ท่านอ๋องยอมจำนนมิได้”
“ท่านมิต้องมายกยอข้าเลย ข้ามิหลงกลท่านกับท่านอ๋องวิปริตนั่นหรอกอย่าได้หวัง!”
“เ้ากล้ากล่าวหาท่านอ๋องเช่นนั้นได้เยี่ยงไรมิรู้หรือว่าจะต้องโทษทัณฑ์อันใด”
“กล้ามิกล้า ข้าก็กล่าวไปแล้วนี่ หรือท่านจะเอาเื่นี้ไปทูลฟ้องท่านอ๋อง”
ดูหน้าเขาสิ เอ่ยอย่างมิกลัวเกรงสิ่งใดเลยทั้งสิ้นจะว่าไป...เป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ท่านอ๋องโดดเดี่ยวและไร้ชีวิตชีวายิ่งนักเจอกับคนเ้าคารมคมคาย พูดจาลื่นไปดั่งสายธาร ถือได้ว่า...เป็คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อมิน้อยเลย
“ไม่หรอก ข้าไม่คิดจะทำเช่นนั้น...หากเื่นี้จะถึงหูท่านอ๋องก็มิได้มาจากปากของข้าแน่นอน” ข้ามองสี่หนิงเหอให้รู้ว่ามอง...ให้รู้ว่าคนที่จะกล่าวเื่นี้ออกไปก็เป็ตัวเขานั่นแหละข้าเชื่อว่าเขามีความอดทนมิเพียงพอแน่นอน
“อย่ามามองข้าเช่นนั้น ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่”
“เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าเ้าฉลาดกระทั่งรู้ด้วยว่าข้ากำลังคิดอันใดอยู่ เป็เช่นนี้ ข้าว่านะหนิงเหอ...การที่มีเ้าอยู่ที่จวนท่านอ๋องก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสียแล้วสิ จวนท่านอ๋องคงมีเื่สนุกเกิดขึ้นเยอะเชียวล่ะ”
“ข้ามิใช่ตัวตลกของพวกท่านนะ”
สี่หนิงเหอโมโห เขาตวัดใบหน้าบึ้งตึงใส่ข้า พลางทำเสียงขลุกขลักกลั้วคอ“ข้ากล่าวเช่นนั้นเมื่อใดกัน เ้านี่ชอบตีความวาจาของพวกข้าผิดไปเสียจริง”
“ฮึ! วาจาพวกท่านนั่นแหละที่กลับกลอกกลิ้งได้ ตัวข้าผู้มีความรู้น้อยต้อยต่ำมีหรือจะแตกฉานในการแปลความ”
“ว่าแต่...เ้ามิคิดจะอาบน้ำชำระล้างร่างกายกับข้าจริงหรือ”
“ไม่!”
“ข้ากำลังคิดจะชักชวนเ้าออกไปชมเมืองในราตรีนี้อยู่เลย แต่ถ้าหากจะให้พาเ้าที่เหม็นเน่าเช่นนี้ไปข้าคงมิกล้า” ข้าว่าแล้ว สี่หนิงเหอจะต้องสนใจ ดูใบหน้าที่คลี่ยิ้มจนกว้างและดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับของเขาสิ
“รู้สึกว่าข้าจะได้ยินเสี่ยวเอ้อร์กล่าวว่าที่นี่จัดงานขอบคุณเทพเ้าที่มอบข้าวปลาอาหารอันอุดมสมบูรณ์ให้หน้าที่ศาลาว่าการท่านเ้าเมืองจะมีนางรำมาร่ายรำให้กับชาวบ้านได้ดูมีการละเล่นอีกหลายชนิด รวมถึงมีขนมมากมายมาจำหน่ายตลอดเส้นทางด้วยนะ”
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็รีบจัดการตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยสิ ข้าจะได้จัดการกับตัวเองบ้าง...ข้าก็เหม็นตัวเองจนจะทนไม่ไหวแล้วและ...ห้ามชักชวนข้าร่วมชำระล้างร่างกายกับท่านเลยนะขอรับ อย่างไรเสียข้าก็ยังได้ชื่อว่าเป็ว่าที่อนุภรรยาของท่านอ๋อง มิควรเปิดเผยร่างกายนี้ให้ผู้ใดได้เห็นนะขอรับ”
กล่าวจบสี่หนิงเหอก็รีบลุกจากเตียงเดินออกนอกห้องพัก
“นั่นเ้าจะไปไหน”
“ข้าจะไปหาเสี่ยวฝาน ท่านมีอันใดหรือขอรับ”
“อ๋อ...มิมีสิ่งใด ข้าเพียงแค่นึกว่าเ้าจะออกไปนอกโรงเตี้ยมที่พักนะ”
“ข้ารู้หรอกน่าซานเกอ ตัวข้านั้นเป็ที่หมายจะถูกปลิดศีรษะให้หลุดจากบ่าข้ามิกล้าออกจากที่พำนักโดยพลการหรอกขอรับ ข้ายังรักตัวกลัวตายข้ายังปรารถนาที่จะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสทั่วแคว้นดินแดนอยู่นะขอรับ”
ดูท่า...ท่านอ๋องคงมิให้เ้าทำเช่นนั้นได้หรอกหนิงเหอ อย่างดีที่สุดถ้าหากไม่พาเ้าไปพานพบด้วยตัวเอง แต่ข้อนี้มันยากยิ่งนัก เพราะการงานของท่านอ๋องมันมากมายจนแทบจะมิได้นอนหลับพักผ่อนอยู่เลยก็คงจะมีพ่อครัวแม่ครัวจากหลายถิ่นที่มาทำให้เ้าทานถึงจวน
“อย่างไรเ้าก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน เราไว้วางใจใครมิได้”
“ข้ารับทราบขอรับซานเกอ ขอบคุณที่เป็ห่วงนะขอรับ”
“ฮื่อ” ข้าพยักหน้ารับ ขณะมองคนตัวเล็กเดินออกจากห้องไป จากนั้นก็รีบส่งสัญญาณบอกให้คนที่ซ่อนกายอยู่รับรู้เข้ามาหาเพื่อจะได้สั่งความสำคัญ!