กองฝึกทิศตะวันตก
ท่านเ้าสำนัก นั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ในมือหยิบลูกเหอเถาเข้าปากเคี้ยว นั่งอารมณ์ดีมองเฟยฉีกับฮุ่ยชิว นำกระดาษไปจดชื่อทหาร 200 คนที่ยืนเข้าแถว ทหารส่วนใหญ่เขียนอ่านหนังสือไม่ได้ เพราะมีฐานะยากจนจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ หลังจากนั้นกระดาษแผ่นใหญ่ที่เขียนรายชื่อทหารทั้ง 200 คนถูกนำมาตั้งตรงหน้าเ้าสำนัก
“เอาหละ ได้เวลาที่เราจะเริ่มเรียนการซัดอาวุธลับแล้ว” เหล่าลูกศิษย์หันไปมองหน้ากัน แววตาตื่นเต้นดีใจ ต่างคนต่างคาดหวังกับการฝึกอาวุธลับนี้ต่างกันไป หลายคนอยากเป็ผู้ชำนาญใช้ล่าสัตว์เลี้ยงชีพ บางคนหวังว่าการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากครูฝึก 4 ท่านนี้จะทำให้เขามีความสามารถ ออกไปสร้างผลงานให้ก้าวหน้าในอาชีพทหาร “แต่ก่อนที่เราจะฝึก พวกเราจำเป็ต้องมีเครื่องมือช่วยฝึก เราจำเป็ต้องมีแผ่นกระดานฝึก มีหุ่นจำลองสำหรับซ้อมซัดอาวุธ แต่เราจะไปรบกวนทหารกองอื่นๆ ไม่ได้แล้ว ดังนั้นวันนี้ข้าจะพาพวกเ้าไปสถานที่หนึ่ง” เหล่าศิษย์หันหน้าพูดต่อกันว่า ดีเลย
“เอาหละทุกคน ข้าให้เวลา 1 เค่อ(15 นาที) ไปหยิบอาวุธเท่าที่มีเหลือในค่าย เราจะไปตัดหญ้าด้านหลังป่าไผ่กัน” ท่านเ้าสำนักออกคำสั่ง แล้วทุกคนวิ่งไปในโรงเก็บสัมภาระ ได้มีดพร้า มีดสั้น มีดดาบ เท่าที่ค้นหาได้ในค่าย ส่วนที่แย่งมาจากในครัวก็ถูกพ่อครัวทหารวิ่งไล่ตีมา “เ้าเอามีดหั่นเนื้อข้าไป แล้วข้าจะเอาที่ไหนมาทำข้าวกลางวันให้เ้ากิน” ผู้ที่ย่องเข้าไปหยิบมีดในครัวไม่สำเร็จ ถูกไล่ตะเพิดแล้วยังต้องวิ่งหนีอาวุธอื่นๆ ที่ปลิวตามหลังมา
สุดท้ายบรรดาลูกศิษย์มาเข้าแถวเตรียมตัวเดินทาง “เอาหละ ออกเดินทางกันได้” ว่าแล้วท่านเ้าสำนักเดินนำศิษย์มาถึงหน้าป่าไผ่ แล้วนางโดดขึ้นเหยียบต้นไผ่แล้วสะบัดกายพริ้วไปแตะต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งนำหน้าไป เหล่าศิษย์เห็นดังนั้นเข้าใจทันทีว่า พวกเขาจะผ่านป่าไผ่ไปแบบธรรมดาไม่ได้เหมือนกัน โลกจะไม่รู้จักจดจำพวกเขา ดังนั้นจึงทำตามอย่างท่านเ้าสำนัก พากันโดดขึ้นต้นไผ่โดยพลัน พริ้วกายไปข้างหน้าแล้วเร่งฝีเท้าแข่งกันเอง ซึ่งจะไปแข่งกับเ้าสำนักไม่ได้แน่ เพราะนางเลยไปไกลโขแล้ว ที่สุดทุกคนมาถึงลานกว้าง มีต้นหญ้าขึ้นรกสูงท่วมหัว ได้ยินเสียงน้ำไหลแว่วๆ มา “เอาหละทุกคนตัดต้นหญ้าพวกนี้ให้หมด เราจะเอาไปไปมัดทำเครื่องมือฝึกซ้อมอาวุธ”
ว่าแล้วคนที่มีอาวุธจะตรงเข้าไปตัดหญ้า ส่วนคนที่ไม่มีอาวุธจะใช้แรงดึงทึ้งต้นหญ้า หรือไม่ก็ช่วยเก็บต้นที่ถูกตัดแล้วมากอง อี้อันมองภาพเบื้องหน้านาง เห็นทุกคนล้วนทำตามคำสั่งด้วยความกระตือรือร้น ไม่มีใครเอาเปรียบใคร ช่างเป็ภาพที่น่ายินดียิ่ง นางยืนมองพลางเคี้ยวลูกเหอเถาในถุงข้างเอว ทหารกลุ่มนี้มีความมุ่งมั่น หมั่นเพียรจนสำเร็จระดับหนึ่งมาได้ ไม่ใช่เื่่ายเลย คราแรกทุกคนล้วนาเ็หัวแตก ปากแตก ข้อมือข้อเท้าพลิก แล้ววันนี้ทุกคนก็ผ่านมันมาได้ เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังต้องเร่งฝึกฝนต่อไปอีก นางเดินสำรวจการทำงานของบรรดาลูกศิษย์ ได้พบว่าคนร่างกายสูงใหญ่แต่ใบหน้าซื่อๆ ใช้มือสองถอนรากถอนโคนต้นหญ้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“เ้าดึงต้นหญ้ากำใหญ่ อาจหมดกำลังอย่างรวดเร็ว แล้วสุดท้ายเ้าจะาเ็ที่เอ็นและกล้ามเนื้อ ให้เ้าหมั่นโคจรลมปราณ ขับพลังผ่านเส้นชีพจรทุกครั้งที่อยู่ตามลำพังเพื่อรักษาส่วนที่าเ็ เ้าชื่ออะไรหรือ”
“กระหม่อม ต้าหล่าง ขอรับ” เขาคำนับนาง แม้จะใช้คำไม่ถูกต้อง แต่นางมิได้ถือสา
“ต้าหล่าง จงจำไว้นะ เ้าอย่าดึงทีละมากๆ แต่ดึงมันทีละกำมือ ด้วยพละกำลังของเ้าทำได้ไม่ยากเลย และยังทำให้เ้าไม่าเ็ด้วย ไม่นานหญ้าแถบนี้จะถูกเ้ากำจัดไปสิ้น เช่นเดียวกัน การจัดการศัตรูที่มีกำลังมากกว่า ไม่ควรโถมกำลังทั้งหมดเข้าต่อสู้ แต่ค่อยๆ กำจัดมันทีละกอไปเรื่อยๆ ช้าๆ แล้วจึงค่อยลอบกลืนกินมัน” กล่าวแล้วนางยิ้มกว้างให้ต้าหล่าง ตบไหล่เบาๆ ก่อนโยนลูกเหอเถาใส่ปากแล้วเดินจากไป ต้าหล่างยืนนิ่งอึ้งตรงนั้นรู้สึกซาบซึ้งใจที่นางช่างใจดีต่อเขายิ่งนัก เขาสะอื้นเช็ดน้ำตา เพื่อนคนหนึ่งเห็นต้าหล่างยืนเช็ดน้ำตาดังนั้นรีบวิ่งเข้ามา “ท่านเ้าสำนักตำหนิเ้าหรือ?”
“เปล่า ท่านเ้าสำนักเมตตาสอนวิชาให้ข้า ข้าดีใจจริงๆ” ว่าแล้วเขาพลันร้องไห้เสียดัง
“อ้าว ... แล้วเ้าร้องไห้ทำไม?”
ครั้นเดินมาอีกฝากของทุ่งหญ้า อี้อันพบทหารคนหนึ่ง นางจำได้ว่า วันที่ฝึกท่ามกลางพายุนางช่วยพยุงเขาที่ตกลงมาจากราวไม้ไผ่ขั้นที่ 3 ก่อนหลังจะกระแทกพื้น นางเห็นเขาใช้มือสองข้างที่พันผ้าไว้ม้วนต้นหญ้าแล้วกระชากมัน มือสองข้างถูกคมหญ้าบาดจนเป็แผล เห็นว่ามีเืซึมผ่านผ้าพันมือ “นั่นเ้าชื่อ มู่ไป๋ ใช่หรือไม่”
เขาหันหลังมา ใรีบทำความเคารพ “กระหม่อม มู่ไป๋ ขอรับ”
“มือเ้าาเ็แล้ว เ้าไม่มีเครื่องมือใช่หรือไม่” “ขอรับ”
“เช่นนั้น ข้าให้เ้า” นางยื่นมีดสั้นให้เขา ยาว 5 ชุ่น ส่วนที่คมกริบทั้งสองด้านยาว 3 ชุ่น นั่นคงเป็อาวุธลับส่วนตัวส่วนตัวขององค์หญิง อาวุธนี้ทำจากโลหะชั้นดีเงาแวววาว เขายืนลังเล นางจึงส่งใส่มือเขากล่าวว่า
“แล้วอย่าบอกใครว่าข้ามีมันเก็บไว้” อี้อันยิ้มกว้างให้เขา กล่าวจบจึงเดินจากไป เขามองมีดสั้นเล่มนั้นแล้วมองนางที่บัดนี้เดินไปไกลแล้ว เขายิ้มส่งให้หลังของนาง แล้วก้มลงใช้มีดสั้นนั้นฟันหญ้า .... มันเล็ก แต่ทว่า ...คมกริบ ...
บัดนี้หญ้ารกถูกตัดมากองไว้เป็กองสูงท่วมหัวกองไว้หลายจุด ทำให้ทิวทัศน์เบื้องหน้าโล่งจนมองเห็นลำธารอยู่ไม่ไกล อี้อันมองดูดวงอาทิตย์กล่าวว่า “นี่เที่ยงแล้ว เราไปจับปลาที่ลำธารข้างหน้ากันเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นศิษย์ทั้งหลายต่างทะยานไปยังลำธารทันที ไม่รอให้เ้าสำนักสั่งเป็ครั้งที่สอง พวกเขาจับปลากันสนุกสนาน จับแล้วส่งขึ้นมาให้เพื่อนที่อยู่บนฝั่งจุดไฟ จัดการย่างไฟเป็อาหารมื้ออร่อย
เ้าสำนักนั่งบนต้นไม้เตี้ยๆ ข้างลำธาร ห้อยเท้าข้างหนึ่งแกว่งไปมา มองดูเหล่าทหารปิ้งปลากันอย่างมีความสุข นางยิ้มแย้มมองดูภาพนั้นมีความสุขไปกับพวกเขาด้วย เฟยฉี กับ ฮุ่ยชิว สหายคู่หู เดินเข้ามาถือไม้เสียบปลาย่างมา 4 ไม้ ส่งให้นาง “ของเ้าสำนักขอรับ” นางหัวเราะถูกใจกับคำเรียกนี้ยิ่งนัก รับปลาย่างที่เฟยฉีส่งมา
“ขอบใจมาก” แล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย “เ้าอีกคนชื่ออะไรล่ะ”
“กระหม่อม ฮุ่ยชิว ขอรับท่านเ้าสำนัก” นางพยักหน้ารับรู้ มือยังคงหยิบปลาส่งเข้าปาก
อีกด้านหนึ่ง มู่ไป๋ เดินมาเงียบๆ ภาพไกลๆ ที่เขาเห็น มีเพื่อนทหารสองคนส่งปลาย่างให้กับองค์หญิง แล้วอยู่นั่งคุยกับองค์หญิงต่อ เขาก้มหน้าแล้วหันหลังเดินกลับไปที่กลุ่ม ทุกคนกำลังย่างปลาและกินไปด้วยอย่างสนุกสนาน ส่วนเขานั่งกินปลา 2 ตัวไปอย่างเงียบๆ
“เ้าโอ้อวดว่ารู้จักขุนนางในราชสำนักทุกคน ไหนบอกข้าซิว่า ขุนนางกรมไหน ชื่ออะไร จวนเขาอยู่ตรงไหน ถ้าบอกได้ไม่หมดข้าจะให้เ้านั่งบนกองหญ้าทั้งคืน”
“จริงๆ นะขอรับ กระหม่อมกับฮุ่ยชิว รู้จักจริงๆ เพราะบิดาของฮุ่ยชิว เป็ช่างไม้มีฝีมือดีที่สุดในนครเปี้ยนจิง มีขุนนางเ้ากรม รองเ้ากรม ล้วนมาจ้างช่างฮุ่ย ต่อเก้าอี้บ้าง ตู้ไม้บ้าง บางทีเป็หีบบ้าง กระหม่อมไปช่วยเป็ลูกมือ แล้วไปส่งที่บ้านขุนนางเ่าั้ด้วย”
อี้อันตาโต ถามอย่างกระตือรือร้น “เป็เช่นนั้นหรือ .. อืม .. แล้วเ้าพอรู้จักนิสัยของพวกเขาบ้างหรือไม่? อื่อ ... อย่างเช่น ชี้โมโหมั๊ย ชอบกินอะไร สนิทสนมคบหากับใคร?”
“รู้บ้างเป็บางคนขอรับ” เฟยฉี กับ ฮุ่ยชิว ลอยหน้าครุ่นคิด กำลังทบทวนความจำ ท่านเ้าสำนักพยักหน้ารับรู้ ยิ้มกว้างให้สองคู่หู ไม่กล่าวอะไรต่อ ก้มหน้ากินปลาต่อไป
เวลาล่วงเลยเข้ายามอุ้ย (13.00น.) บรรดาทหารในกองขององค์หญิงอี้อัน แต่ละคนลากฟ่อนหญ้า เดินออกมาจากป่าไผ่ เสียงฝีเท้าพวกเขาทำให้ทหารกองทิศเหนือขององค์รัชทายาท ขณะฝึกซ้อมยิงเป้าเคลื่อนไหว ต่างหันไปมองอย่างสงสัย เช่นเดียวกับทหารกองทิศใต้ของ จางเหยา ขณะฝึกเพลงทวนยาว ล้วนหันมามองกลุ่มที่ออกจากป่าไผ่มา พวกเขารู้ว่าเหล่าทหารกองขององค์หญิงอี้อันมีความก้าวหน้าเื่การฝึกลมปราณ และสามารถะโขึ้นที่สูงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว เพราะทุกค่ำหลังกินข้าวเย็น ทหารแต่ละคนจะมาเล่าประสบการณ์การฝึกให้แก่กันฟัง ทำให้ทหารกองอื่นๆ สนใจการฝึกที่แสนจะพิศดารของกองทิศตะวันตก แต่ครั้นได้ยินเสียงกระแอมขององค์รัชทายาท พวกเขาสะดุ้งรู้สึกตัว รีบหันไปฝึกซ้อมกันต่อ
ที่กองทิศตะวันตก เ้าสำนักสั่งให้ทุกคนช่วยกันขมวดมัดฟ่อนหญ้าจนแน่น มัดเป็ข้อๆ แล้วปูบนแผ่นไม้กระดานขนาดกว้าง 2 ฉื่อ 3 ชุ่น (60 ซม.) สูง 8 ฉื่อ (190 ซม.) รวม 10 แผ่นสำหรับฝึกซัดอาวุธ ส่วนเ้าสำนักยามนี้ เอาไม้ยวี๋มู่ ที่เหลาเป็ท่อนกลมเท่าด้ามพู่กันยาว 4 ชุ่น ตั้งไว้บนโต๊ะที่เวทียกสูง ก้มหน้าใช้สิ่วปลายเล็กสลักชื่อศิษย์แต่ละคน มีฮุ่ยชิว กับเฟยฉี ร่วมแกะสลักด้วย
“กำลังทำอะไรหรือ” เสียงองค์รัชทายาทซึ่งยืนดูอยู่นานแล้ว พอได้ยินเสียง คู่หูสองคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “คารวะองค์รัชทายาท” เขาพยักหน้ารับทราบ แล้วทั้งคู่นั่งลงทำงานต่อไป
“อาวุธประจำกายของลูกศิษย์หม่อมฉันเพคะ”
“เ้าไปเอามาจากไหน”
“หม่อมฉันไปจ้างช่างไม้ในเมืองให้ทำเพคะ”
“เ้าไปรู้จักช่างไม้ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
“วันที่หม่อมฉันไปส่งท่านพี่ใหญ่เหยียนจั๋วนั่นแหละเพคะ” พี่ชายขมวดคิ้ว เป็เชิงถาม
“หม่อมฉันทะเลาะกับท่านพี่ใหญ่เหยียนจั๋ว เลยลงจากรถม้าแล้วเดินเที่ยวในตลาด ไปตามหาร้านช่างไม้ จึงว่าจ้างช่างทำให้”
“แล้วเ้ารู้จักร้านช่างไม้ได้อย่างไร เอาเงินที่ไหนไปจ้างเขา”
“หม่อมฉันถามทหารในค่ายคนหนึ่งว่าในเมืองมีช่างไม้ร้านใดเก่งที่สุด จึงไปที่นั่นเพคะ ส่วนค่าจ้างหม่อมฉันเอาเครื่องประดับพลอยที่เสด็จพี่อี้จินให้ไว้จ่ายแทนเงินไป” น้องสาวแหงนหน้าตอบพี่ชาย เขาพยักหน้ารับรู้ “วันนั้นเสด็จพี่เหยียนจั๋วเขาทำร้ายเ้าหรือไม่?”
“เขาจะตีหม่อมฉันเพคะ แต่ทำไม่ได้เพคะ เพราะหม่อมฉันโยนเขาออกไปทางหน้าต่างรถม้าไปเสียก่อน”
“..อ้อ ....งั้นหรือ ... ดี ..ดีมาก” พี่ชายยิ้ม ในรอยยิ้มนั้นดูว่าจะยินดีอยู่ไม่น้อย แล้วเดินกลับกองฝึกทิศเหนือไป
สุดท้ายแผ่นกระดานฝึก 10 แผ่นของสำนักจงเฉิงสำเร็จลง ตั้งเรียงไว้ พร้อมๆ กับเ้าสำนักสลักชื่อบนแท่งไม้เสร็จ เ้าสำนักจึงส่งให้เฟยฉีขานชื่อให้มารับแท่งไม้จาก ฮุ่ยชิว เมื่อทุกคนได้รับไปพวกเขาต่างตื่นเต้นดีใจที่จะได้ฝึกวิชาที่เขาตั้งหน้ารอคอยมาหลายวันแล้ว มู่ไป๋ รับอาวุธนั้นมา มันเป็ไม้ยวี๋มู่ธรรมดาแท่งหนึ่ง ที่สลักชื่อย่อของเขาเอาไว้ เขาเพ่งมองดูมันอย่างซาบซึ้งแล้วค่อยๆ กำไว้แน่น อีกมือกำที่ถุงผ้าสีดำซอมซ่อข้างตัว ในนั้นมีมีดสั้นที่ใช้หญ้าแห้งพันเป็ปลอกมีดป้องกันคมของมันไว้
เ้าสำนักกล่าวเสียงดังกับลูกศิษย์สำนักว่า “แท่งไม้ที่ข้าให้เ้ามันเป็อาวุธสำหรับฝึกซัด มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น และมีชื่อของเ้าสลักเอาไว้ จงรักษามันไว้ให้ดีอย่าทำหายเด็ดขาด เวลานี้ปลายของมันยังไม่แหลมคม ค่ำนี้ให้เ้ายังคงฝึกลมปราณต่อไปอย่าหยุดพัก หลับตาจับมันให้ถนัดมือ ให้ลมปราณผนึกเป็ส่วนหนึ่งของอาวุธนี้ แล้วค่อยๆ เหลาปลายของมันตามที่เ้ารู้สึก แต่อย่าให้แหลมคมเกินไป”
ห้องทรงพระอักษร พระราชวัง
ฝ่าาทรงตรวจฎีกา และทรงบันทึกข้อความเพื่อเตรียมสั่งงาน ขันทีหน้าประตูรายงานฝ่าา “องค์หญิงอี้อันขอเข้าเฝ้า” ขาดคำของขันทีเฝ้าหน้าประตู นางไม่รอให้ฝ่าาอนุญาต เดินยิ้มกว้างเข้ามา
“หม่อมฉันอี้อัน ถวายพระพรเสด็จพ่อ ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” นางคุกเข่าทำความเคารพฝ่าาอย่างอ่อนน้อม
“เอาหละลุกขึ้นวันนี้มีอะไรถึงมาหาพ่อได้” นางลุกขึ้นแล้วทำความเคารพตอบแม่ทัพเสวี่ยิที่ยืนอารักขาอยู่ข้างๆ
“คิดถึงเสด็จพ่อเพคะ” นางยืนอยู่เบื้องหน้าพระองค์ กล่าวอย่างอารมณ์ดี “งั้นรึ........ เ้าไปทำอะไรไม่ดีไว้หรืออย่างไร?” ฝ่าาวางมือจากพู่กัน แล้วมองหน้าพระธิดาองค์เล็ก
“ไม่มีนี่เพคะ หม่อมฉันอยู่แต่ในค่ายซานตง ฝึกซ้อมเหล่าลูกศิษย์ของหม่อมฉัน” นางกล่าวอย่างมั่นใจ
“พ่อได้ยินว่าเ้าถีบพี่ใหญ่จนตกรถม้าของเขา” ฝ่าาตรัสเสียงเข้ม
“อะไรกัน หม่อมฉันแค่โยนเขาออกไปทางหน้าต่างนะเพคะ ไม่เชื่อถามองค์ชายหลี่ผิงซานผู้นั้นก็ได้ เขานั่งอยู่ด้วยเพคะ” พระธิดาฟ้องกลับ เมื่อนางกล่าวถึงองค์ชายซีเซี่ยผู้นี้ ทำให้พระองค์รู้สึกไม่สบายพระทัยนัก เหยียนจั๋วพระโอรสองค์โต คบหาสนิทสนมกับองค์ชายผู้นี้เป็พิเศษจนถึงกับพาไปเยี่ยมค่ายฝึกทหารเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมยิ่ง ซึ่งพระองค์ได้เรียกพระโอรสองค์โตมาสั่งสอนแล้วถึงความไม่ควรนำแขกต่างเมืองเข้าค่ายทหารโดยที่พระองค์ยังไม่ทรงอนุญาต ส่วนองค์ชายเหยียนจั๋วเองก็ยอมรับผิดที่ไม่รอบคอบในเื่นี้ ส่วนเื่ที่ทรงทราบว่าองค์ชายใหญ่ตกรถม้า เป็องค์ชายใหญ่เล่าให้พระองค์ฟังเอง เพื่อหาเื่กลบเกลื่อนความผิดของตน
“ถึงอย่างไรเขาก็เป็เสด็จพี่เ้านะ” พระสุรเสียงเบาลง
“แต่พี่ใหญ่ยกมือจะตีหม่อมฉันก่อนนะเสด็จพ่อ” อี้อันฟ้องกลับ ฝ่าาใเล็กน้อย “ว่าอย่างไรนะ เหยียนจั๋วจะตีเ้างั้นหรือ?”
“จริงเพคะ แต่หม่อมฉันไวกว่า ดึงมือท่านพี่ใหญ่แล้วโยนเขาออกไปทางหน้าต่าง” นางอธิบายอย่างชัดเจน
“อ้อ.... “ ทรงอึ้งกับคำตอบแบบตรงไปตรงมาของนาง แล้วตรัสถามว่า “มาวันนี้มีอะไรจะหารือกับพ่อหรือ?”
“เสด็จพ่อเพคะ....” อี้อันเข้าไปนั่งเก้าอี้กลมข้างโต๊ะทรงพระอักษรพระบิดา เริ่มทำเสียงออดอ้อนประจบประแจง
....อืม .. น่าจะไม่ใช่เื่ดีเสียแล้ว .. ฝ่าาทรงนิ่งให้นางพูดต่อ
“หม่อมฉันอยากเข้าไปฟังการประชุมเหล่าขุนนางด้วยเพคะ”
“ไม่ได้ เ้าเป็สตรี ต้าซ่งเรามีกฎห้ามสตรีฝ่ายในเข้ายุ่งเกี่ยวกับงานราชสำนัก”
“เสด็จพ่อ.... หม่อมฉันมิได้เข้าไปร่วมประชุมเสียหน่อย หม่อมฉันไม่ออกความเห็นอยู่แล้วเพคะ” นางพูดเสียงออดอ้อน แต่ฝ่าาพระพักตร์นิ่งเฉย มองหน้าพระธิดาไม่ตรัสอะไร รอฟังว่านางจะอ้างเหตุผลอะไรกับพระองค์
“เสด็จพ่อ..... หม่อมฉันแค่อยากรู้พระราชกิจของเสด็จพ่อ อยากรู้จักบ้านเมืองแผ่นดินต้าซ่งให้มากขึ้น …. หม่อมฉันรักเสด็จพ่อนะเพคะ” ทรงส่ายพระพักตร์กับเหตุผลอันสับสน เลื่อนลอยของพระธิดา พอเห็นว่าพระองค์ไม่พระทัยอ่อนยอมตามใจ สุดท้ายนางจึงใช้คำหวานมาหลอกล่อพ่อของตัวเอง เ้าลูกเต่าตัวร้าย....
“พ่อขอคิดดูก่อน”
“เสด็จ....” นางอ้าปากกล่าวยังไม่ทันจบ ฝ่าายกมือห้ามทันที
“พอ ... ไว้พ่อปรึกษาเสด็จพี่เ้าก่อน แล้วค่อยให้คำตอบเ้า กลับไปได้แล้ว”
“เสด็จพ่อ.......” ว่าแล้วนางย้ายไปนั่งที่พระแท่นที่ประทับทรงอักษร นั่งกอดเอวพระบิดาประจบประแจงอย่างออกหน้าออกตา ฝ่าาทรงพระสรวลแล้วส่ายพระพักตร์
“เฮ้อ ....พ่อมีลูกหลายคน แต่เ้าร้ายกาจกับพ่อที่สุด เ้าตัวร้าย”
“ทรงยอมแล้วใช่ไหมเพคะ”
“ยัง ..... พ่อต้องปรึกษากับพี่เ้าก่อน กลับไปได้แล้ว” ฝ่าาตรัสเสียงเข้ม เห็นท่าว่าจะอ้อนพระบิดาได้สำเร็จแล้ว นางจึงออกมาคุกเข่าทำความเคารพ
"ทูลลาเสด็จพ่อเพคะ” ว่าแล้วนางแล้วเดินตัวปลิวกลับออกไป ฝ่าาทรงหันไปทาง ซื่อกง และแม่ทัพเสวี่ยิ ตรัสว่า “เ้าไม่ลูกสาวก็ดีเหมือนกันนะ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกประจบจนเสียผู้เสียคนเหมือนอย่างข้านี่” ทั้งสองกลั้นหัวเราะคำตรัสพ้อของฝ่าา
ค่ำนั้นฝ่าาเรียกองค์รัชทายาทเข้าพบ “เสด็จพ่อจะให้นางเข้าร่วมประชุมขุนนางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทแปลกพระทัยที่เสด็จพ่อยอมตามใจนาง
“พ่อไม่ได้ให้นางเข้าร่วมประชุมกับเหล่าขุนนาง แต่ให้นางนั่งอยู่ด้านหลังพระแท่น พ่อจะให้เด็กๆ เอาม่านมาปิดไว้ไม่ให้คนข้างนอกเห็น” องค์รัชทายาทยิ่งแปลกใจมากขึ้นอีกที่เสด็จพ่อกลับเป็ผู้จัดการธุระทุกอย่างให้นางอย่างเรียบร้อยหมดจดด้วย
"เอ่อ ... เสด็จพ่อจะไม่ไตร่ตรองอีกหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เฮ่ยย.....เอาตามนี้หละ” ฝ่าาโบกพระหัตถ์ยุติการสนทนาเสียดื้อๆ องค์รัชทายาททูลลาด้วยสีหน้างุนงง คิดไม่ออกว่านางใช้วิธีไหนกับจักรพรรดิไท่จง ที่ใครๆ ต่างเกรงกลัวกันนักหนา
ค่ายซานตง ทิศตะวันตก
ท่านเ้าสำนัก ยืนเด่นเป็สง่าบนเวทียกสูง “เมื่อคืนเ้าัักับไม้ยวี๋มู่แล้วใช่ไหม และเหลามันแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก” ทุกคนตอบอย่างพร้อมเพรียงแข็งขัน “เหตุผลที่ข้าไม่เหลามันให้เ้า เพื่อให้เ้าเป็หนึ่งเดียวกับมัน รู้ใจมัน เมื่อเ้าฝึกสำเร็จแล้วเ้าจะต้องทำชิ้นต่อไปด้วยตนเอง ไม้ยวี๋มู่มีชื่อทุกคนสลักไว้ ดังนั้นใครที่ซัดพลาดจะรู้ทันที เข้าใจแล้วใช่ไหม”
เ้าสำนักลงมาจัดแถว 10 แถวตรงกับกระดานยืนห่างจากกระดาน 3 จั้ง(10เมตร) ระยะใกล้ก่อน “เอาหละ เ้าเห็นสีแดงที่กระดานแล้วใช่ไหม ให้เ้าจับไม้ยวี๋มู่ตามที่เ้าถนัด จะถือด้วยปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางเช่นนี้ ... หรือจับด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เช่นนี้... หรือจะกำไว้ในฝ่ามือเช่นนี้ .... หรือจะซ่อนไว้กลางฝ่ามือเช่นนี้ สุดแล้วแต่เ้าถนัดมือ จากนั้นโคจรลมปราณเคลื่อนพลังมารวมไว้ที่ไม้ แล้วจึงซัดไปให้เร็วที่สุด จงจำไว้ว่าหากเ้าช้ากว่าศัตรู เ้าก็ตาย”
“เอาหละ ทำเช่นนี้” ว่าแล้วนางซัดไม้ยวี๋มู่หนึ่งดอกไปที่กระดานอย่างรวดเร็ว หนักแน่น มันปักกลางจุดแดงชัดเจน นางให้ทุกคนเริ่มต้นโคจรลมปราณแล้วเริ่มฝึกทันที เป็ดังที่คิด ทั้ง 200 คนมีทั้งที่ซัดไปถึงกระดาน บางคนตกกลางทาง ซัดจนครบ 200 คนแล้วจึงไปเก็บไม้ ความโกลาหลครั้งใหญ่กลับมาอีก ต่างคนต่างวิ่งหาไม้ของตนสับสนกันอยู่พักใหญ่ จึงหาพบแล้วตั้งแถวฝึกซัดอาวุธใหม่ ฝึกเช่นนี้วนเวียนต่อไป
ท่านเ้าสำนัก แอบเดินไม่รู้ไม่ชี้ผ่านกองทิศเหนือที่ขณะนี้กำลังฝึกซ้อมยิงบนหลังม้า นางเห็นเสด็จพี่ยืนควบคุมการฝึกทุกฝีก้าว นางลัดเลาะตามมุมเสา มาทางกองทิศตะวันออก แอบมองเสวี่ยซิง บุรุษผู้มีใบหน้างดงามสลักเสลาดั่งเทพเซียน นางยิ้มพลางโยกศีรษะไปมาเล็กๆ ขณะนี้เขากำลังสอนเพลงกระบี่ให้ทหารในกอง รูปร่างสูงเพรียวของเขายามเคลื่อนไหวสอนเพลงกระบี่ช่างสง่างามนัก แม้ท่วงท่าสะบัดกระบี่ดูพลิ้วไหวดั่งสายลม หากแต่รวดเร็ว เด็ดขาด .... มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อเลย
“แอบมองพอหรือยัง” นางสะดุ้งสุดตัว รำพึงในใจว่านางขาดสติได้ขนาดนี้เลยหรือนี่ “เสด็จพี่ มาั้แ่เมื่อไหร่เพคะ” นางแหงนหน้ายิ้มกว้างให้พี่ชาย “มาั้แ่เ้าเดินผ่านพี่ไปแล้ว มานี่ พี่มีอะไรจะถามเ้า” ว่าแล้วพี่ชายดึงแขนน้องสาวลากออกมาจากกองทิศตะวันออก
เสวี่ยซิง รู้สึกเหมือนถูกมองจากที่ใดที่หนึ่งอีกแล้ว แต่ครั้นหันหลังไปกลับไม่พบใคร มีแต่ความว่างเปล่า เขานึกสงสัย แต่สุดท้ายหันกลับมาฝึกทหารต่อ นั่นเป็เพราะคนแอบมองถูกลากตัวออกไปจากต้นเสาแล้ว
………………………..
**ไม้ยวี๋มู่ 榆木เป็ไม้พื้นถิ่นของเอเชียตอนบน เช่นประเทศจีน ญี่ปุ่น ทั่วไปที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ั้แ่โบราณ มีคุณสมบัติ ลวดลายสวยงาม ทนทานต่อความชื้น