คำเตือน
เื่นี้เป็เพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ทุกบุคคลและทุกเหตุการณ์เป็เื่สมมุติทั้งสิ้น
ตัวละครหลัก
ปิยนาศ ทนายสาวที่พ่ายคดีมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีใครกล้าจ้างเธอเป็ทนาย ดังนั้นเธอจึงรู้สึกท้อและตั้งใจว่าจะเลิกอาชีพนี้
โสภิศ เป็แม่บ้านที่เข้าร่วมสมาคมป้องกันสิทธิสตรี สามีของเธอเป็นักธุรกิจที่ร่ำรวยและยอมสนับสนุนเธอทุกอย่าง
อินทิรา นักธุรกิจสาวที่แต่งตัวเฉิ่ม สวมแว่นตา เธอแอบปลื้มจักรกฤษมาเนิ่นนาน ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา
โสภิรา เป็น้องสาวของโสภิศ เป็นางแบบสาวที่หน้าตาดี มีบุคลิกแตกต่างกับพี่สาวอย่างมาก เธอมีปัญหาถูกจักรกฤษคอยติดตาม เธอทนไม่ได้จึงฟ้องร้องเขา
สิงหนาช สารวัตรหนุ่มและเป็เพื่อนสมัยมัธยมของปิยนาศ โสภิศและอินทิรา เขาสนิทกับอินทิรามากที่สุด ทำให้เพื่อนๆเข้าใจว่าทั้งสองแอบคบกัน
จักรกฤษ นักธุรกิจหนุ่ม เป็ถึงประธานบริษัทค้าอาหารทะเลส่งออก ถูกกล่าวหาว่าเป็ stalker คอยติดตามนางแบบสาว จนกระทั่งเกิดคดีความ
นัฐพล สามีของโสภิศ นักธุรกิจหนุ่ม บริษัทเดินเรือ เขาเป็หนุ่มหน้าตาดี ตามใจภรรยาทุกอย่าง
ตอนที่ 1
โสภิศพาโสภิราน้องสาวที่รักกันมากไปยื่นฟ้องร้องจักรกฤษ ซึ่งเป็นักธุรกิจหนุ่มชื่อดังที่ศาล ข้อหาทำตัวเป็ stalker คอยคุกคามชีวิตความเป็ส่วนตัวของนางแบบชื่อดัง นักข่าวเห็นว่าทั้งโสภิราและจักรกฤษต่างเป็คนดังทั้งคู่เลยมาทำข่าวและสัมภาษณ์โสภิศ เพราะโสภิรามีท่าทีหวาดกลัวและไม่อยากพูดอะไรทั้งสิ้น ในขณะที่โสภิศนั้นเป็สมาชิกของสมาคมรักษาสิทธิของสตรี เธอจึงพูดแทนน้องทุกอย่าง
ข่าวฟ้องร้องนี้ขึ้นหน้าหนึ่ง จักรกฤษได้อ่านหนังสือพิมพ์ก็รู้สึกไม่สบายใจ ในตอนนี้สังคมได้ประณามเขาว่าเป็คนร้ายไปแล้ว ประกอบกับเขามีข่าวอื้อฉาวเื่ผู้หญิงมากมาย ทำให้สังคมต่างเชื่อฝ่ายหญิง ไม่มีใครยอมฟังที่เขาพูด ว่าเขาไม่ใช่ stalker จริงๆ เขานั่งกังวลอยู่นาน สักพักก็มีเสียงเคาะประตู
“เอ่อ คุณจักรกฤษคะ มีหมายศาลค่ะ” เลขาฯพอรู้ข่าวมาบ้างแล้ว เธอจึงยื่นเอกสารด้วยอาการมือสั่น
“ผมแค่ถูกกล่าวหานะครับ” จักรกฤษรู้ทันเลยดุลูกน้อง
“เอ่อ ค่ะ ถูกกล่าวหา ขอโทษค่ะ สงสัยฉันคงไม่สบายน่ะค่ะ” เลขาฯพยายามแก้ตัว
“คุณออกไปเถอะ” จักรกฤษรับเอกสารอย่างอารมณ์เสีย เพราะแม้กระทั่งคนใกล้ชิดก็ตัดสินเขาเป็คนร้ายไปแล้ว
ในตอนนี้จักรกฤษพยายามหาทนายเพื่อสู้คดีแต่ไม่มีใครยอมรับจ้างเขาเลย เพราะเขาได้ยื่นคำขาดว่าต้องทำให้เขาเป็ฝ่ายชนะคดีเท่านั้น ในตอนนี้เขาเครียดทั้งงานและเื่คดีความ
และในขณะนี้เขานั่งจ้องภาพนางแบบสาวในหน้งสือพิมพ์ด้วยความโกรธแค้น หาใช่ความคลั่งไคล้อีกแล้ว
*****************************************
ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่ง
อินทิรานัดโสภิศและปิยนาศมาทานข้าวเย็นด้วยกันในฐานะเพื่อนสมัยมัธยมที่สนิทกันมาก
“นึกยังไงถึงมาเลี้ยงข้าวพวกเรา หรือว่าเธอกำลังจะมีข่าวดีแจกการ์ดจ้ะ” ปิยนาศแซวเพื่อน
“เปล่า ฉันยังโสดจ้า ฉันก็แค่คิดถึงพวกเธอเท่านั้นเอง” อินทิรารีบแก้ตัว
“จะว่าไปเธอมีข่าวดังเชียวนะ” ปิยนาศหันมาทักโสภิศ
“ไม่ใช่ข่าวของฉัน แต่เป็น้องสาวฉันต่างหาก” โสภิศกล่าว
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันแอบเห็นเธอในทีวี เห็นเธอพูดแทนน้องทุกอย่างเลย” อินทิรากล่าว
“ก็ยัยโสภิรายังกลัวอยู่นี่นา ว่าแต่เธอเป็ทนาย เธออย่ารับว่าความให้นายจักรกฤษนั่นล่ะ ไม่งั้นฉันโกรธเธอจริงๆด้วย” โสภิศห้ามเพื่อน
“คนรังแกผู้หญิงแบบนั้น ฉันไม่ว่าความให้หรอก” ปิยนาศกล่าว
“ไม่เอาน่า คุยกันเื่เบาสมองเถอะนะ อย่าพูดเื่นั้นเลย” อินทิราปรามเพื่อน
พอทานได้สักพัก สามีของโสภิศก็มารับ ทำให้เธอต้องกลับบ้านก่อนเพื่อนๆ สร้างความอิจฉาให้กับเพื่อนๆยิ่งนัก เพราะโสภิศได้สามีทั้งหล่อและรวย จนในตอนนี้โสภิศอยู่บ้านเพื่อเป็แม่บ้านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“ตอนนี้โสภิศก็กลับซะแล้ว งั้นฉันกลับก่อนนะ” ปิยนาศลากลับบ้าง
“เดี๋ยวก่อนยัยนาศ ฉันมีเื่สำคัญจะคุยด้วย” อินทิรารีบรั้งเพื่อน
“เื่อะไรก็ว่ามาสิ” ปิยนาศสงสัย
“ฉันอยากให้เธอว่าความให้คุณจักรกฤษเขาน่ะ” อินทิรากล่าว
“ทำไมล่ะ แต่เขายื่นคำขาดว่าต้องว่าความให้ชนะเท่านั้น ทั้งๆที่ดูจากรูปคดีแล้ว เขาเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ไม่มีทางชนะได้เลย ฉันว่าความให้เขาไม่ได้หรอก” ปิยนาศยอมเผย
“ฉันเชื่อว่าเธอต้องว่าความชนะอย่างแน่นอน อีกอย่างถ้าเธอยอมว่าความให้เขา ฉันจะยอมจ่ายให้เธออีกเท่าตัว” อินทิรากล่าว
“ทำไมเธอถึงยอมทุกอย่างเพื่อเขาแบบนี้ ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอเลยด้วยซ้ำ” ปิยนาศสงสัย
“ฉันรู้ตัวว่าฉันแอบปลื้มและหลงเขามาก แต่ฉันก็อยากให้เขาได้รับความเป็ธรรมนี่” อินทิราเชื่อว่าจักรกฤษเป็ผู้บริสุทธิ์
“แต่ฉันไม่อยากว่าความให้เขาหรอก ตอนนี้เขากำลังรังแกผู้หญิงอยู่นะ และเขาก็คุกคามน้องสาวของโสภิศด้วย ไม่เพียงเท่านั้นเธอก็เห็นนี่ว่าเขาเ้าชู้เปลี่ยนคู่ควงบ่อยแค่ไหน ฉันขอโทษนะที่ช่วยเธอไม่ได้จริงๆ เธอไปหาคนอื่นเถอะ” ปิยนาศปฏิเสธ
“เดี๋ยวสิเพื่อน เธออย่าเพิ่งไป” อินทิราพยายามรั้งเพื่อน แต่ปิยนาศลุกเดินหนีเสียแล้ว
ด้วยความโมโห ปิยนาศเดินจากไปทันที เธอคิดในใจว่า “ทำไมป่านนี้เธอยังหลงปลื้มผู้ชายอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้นะ ยัยอิน”
อินทิราทำได้เพียงเดินคอตกกลับคอนโด เธออยากช่วยจักรกฤษจริงๆ แต่เธอคงช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากส่งกำลังใจให้เขาเท่านั้น
*****************************************
ณ สำนักทนาย
“หัวหน้า มีเื่อะไรงั้นหรอคะ” ปิยนาศสงสัย
“เอ่อ ผมเองก็ไม่อยากกดดันคุณนะ คุณปิยนาศ แต่ตลอดเวลาที่คุณทำงานอยู่ที่นี่ คุณว่าความแพ้มาโดยตลอด ทำให้ลูกความไม่กล้าที่จะจ้างคุณ ผมก็เลย…..” หัวหน้ากล่าวตะกุกตะกัก
“คุณก็เลย จะเชิญฉันออกอย่างนั้นหรอคะ” ปิยนาศพูดแทน
“ผมเองก็ไม่อยากพูดแบบนั้น แต่ว่า….” หัวหน้าไม่สะดวกใจนะพูด
“งั้นฉันขอโอกาสค่ะ คดีของคุณจักรกฤษ ฉันขอรับทำเอง และฉันจะว่าความให้ชนะด้วย” ปิยนาศกล่าว
“คุณแน่ใจนะ คุณจะทำได้จริงอย่างนั้นหรอ” หัวหน้าไม่แน่ใจ
“หากฉันทำไม่ได้อย่างที่ฉันพูด ฉันเอ่อ ฉันจะลาออกเองค่ะ” ปิยนาศกล่าว
“ก็ได้ ผมจะให้โอกาสคุณ แต่แค่คดีนี้คดีเดียวเท่านั้นนะครับ” หัวหน้ากล่าว
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่คุณยอมให้โอกาส” ปิยนาศกล่าว
ปิยนาศพูดไปอย่างนั้นเองทั้งๆที่เธอก็ไม่ได้มีความมั่นใจเลยว่าจะว่าความชนะอีกฝ่าย
*****************************************
ณ บริษัทของจักรกฤษ
“คุณน่ะหรือ ที่จะมาว่าความให้กับผม” จักรกฤษไม่มีความมั่นใจในตัวหญิงสาว
“ใช่ค่ะ” ปิยนาศกล่าว
“แต่ผมเคยได้ยินข่าวว่าคุณว่าความแพ้มาโดยตลอดไม่ใช่หรือ” จักรกฤษพูดตรงๆ
“แต่ฉันก็เคยได้ยินว่า ไม่มีใครรับว่าความให้คุณเลยนี่คะ” ปิยนาศสวนกลับ
“เอาล่ะ แล้วคุณจะช่วยผมได้ยังไง” จักรกฤษยอมเปลี่ยนเื่
“ฉันดูหลักฐานและคำให้การแล้วนะคะ พวกเราเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก เพราะเขามีร่องรอยคราบอสุจิของคุณอยู่ในห้องพักของนางแบบสาวด้วย ดังนั้นมันจึงทำให้คุณดิ้นไม่หลุดค่ะ" ปิยนาศกล่าว
“คุณก็เลยจะมากล่อมให้ผมยอมรับสารภาพ อย่างนั้นใช่มั้ย” จักรกฤษพอเดาเื่ออก
“ใช่ค่ะ มันเป็ทางเดียวที่คุณจะได้ลดโทษนะคะคุณจักรกฤษ” ปิยนาศพยายามกล่อม
“งั้นคุณกลับไปเถอะนะครับ ถ้าคุณคิดอย่างนี้ ผมว่าผมไม่ต้องจ้างทนายก็ได้” จักรกฤษกล่าว
“คุณลองคิดดีๆก็แล้วกันนะคะ อีกอย่างคุณมีข่าวอื้อฉาวเื่ผู้หญิงมากมาย คณะลูกขุนไม่ยอมเชื่อคุณหรอก” ปิยนาศไม่ยอมละความพยายาม
“ออกไปได้แล้วครับ ผมมีงานเยอะมากเลย” จักรกฤษเชิญทนายสาวออกไปทันที
ปิยนาศจำใจต้องเดินออกจากห้องของประธานไป ตอนนี้เธอมีแรงกดดันรอบด้าน หากเธอไม่รับว่าความให้เขา เธอก็ต้องออกจากการเป็ทนายทันที แต่ถึงเธอจะว่าความให้เขา เธอก็ไม่อาจชนะคดีได้อยู่ดี ทำให้ในตอนนี้เธอมืดแปดด้าน เลยขับรถกลับบ้านของแม่ที่อยู่ชานเมืองเพื่อสงบสติอารมณ์
*****************************************
เมื่อมาถึงบ้าน เธอก็ต้องแปลกใจที่เห็นแม่เตรียมธูปเตรียมเทียนจะไปที่ไหนสักแห่ง
“นั่นแม่จะทำอะไรน่ะคะ” ปิยนาศทักแม่
“อ้าว ลูก กลับมาก็ดีแล้ว แม่ว่าจะไปจุดธูปของพรเรือนกาญจนา แม่จะขอให้ลูกรุ่งเรืองในอาชีพการงานน่ะลูก” แม่กล่าว
“งมงายน่ะแม่ อีกอย่างแล้วแม่จะไปยังไง มันค่ำแล้วนะคะ” ปิยนาศเป็ห่วง
“นี่ไงแผนที่ มีคนให้แม่มาน่ะลูก เขาบอกว่าเขาแอบไปฉีกมาจากหนังสือเล่มหนึ่งน่ะ” แม่กล่าว
“ในเมื่อแม่จะขอพรให้หนู งั้นหนูไปจุดธูปขอพรเองก็แล้วกัน แม่รออยู่ที่บ้านนี่แหละค่ะ” ปิยนาศตัดสินใจไปเองดีกว่า เพราะยังไงเธอก็รั้งแม่ไม่ได้อยู่ดี
“มันจะดีหรอลูก หากลูกหลงป่าล่ะ” แม่กลับเป็ห่วงลูกแทน
“ถ้าลูกไปถึงแล้ว ลูกจะส่ง line บอกแม่ก็แล้วกันนะคะ” ปิยนาศกล่าว
“อย่างนั้นก็ได้” แม่จึงยอมตามใจ
****************************************************************
ตอนที่ 2
ปิยนาศเดินเข้าไปในป่า แล้วบ่นตลอดทาง “ทำไมฉันถึงต้องทุ่มเทอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย แล้วเรือนกาญจนาที่ว่ามีจริงอย่างนั้นหรือ”
“มีจริงสิคะ” อุไรยอมปรากฏตัวพร้อมกับเรือนกาญจนา
อ๊าย! ปิยนาศใ “คุณเป็ใครทำไมถึงมาเงียบๆ แบบนี้คะ แล้วมาทำอะไรอยู่ในป่าแบบนี้ด้วย”
“ฉันชื่ออุไรค่ะ คุณจะมาขอพรกับเรือนกาญจนาไม่ใช่หรอคะ นี่ไง คุณมาถึงแล้ว” อุไรกล่าว
“เรือนใหญ่หลังนี้หรอคะ ไม่ใช่ศาลที่ชาวบ้านบูชางั้นหรอคะ แล้วคุณล่ะ คุณเป็ใครหรือเป็คนเฝ้าศาล” ปิยนาศสงสัย
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่ฉันเป็ดวงิญญาที่เฝ้าเรือน และอีกอย่าง การขอพรนั้นจะต้องทำตามเงื่อนไขค่ะ ไม่ใช่เป็การจุดธูปขอพรเทพยดาทั่วไป” อุไรอธิบาย
“เอ่อ งั้น คุณก็เป็ ผะ ผะ ผีสิคะ” ปิยนาศเริ่มขนลุกเพราะกำลังคุยกับิญญา
“ใช่ค่ะ แล้วคุณยังอยากขอพรมั้ยล่ะคะ” อุไรรีบถาม
“ฉันมาไกลจนถึงที่นี่แล้ว งั้นฉันขอทราบเงื่อนไขที่ว่าจะได้หรือไม่” ปิยนาศไม่อยากเสียเวลา
“หนึ่งคือ คุณห้ามบอกเื่ราวที่คุณประสบหรือพบเรือนกาญจนาให้ใครทราบอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคุณอาจประสบเคราะห์กรรมถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนสองคือ การที่จะขอพรใดๆได้ คุณจะต้องทำตามที่เราบอกทุกอย่าง หากคุณทำได้ คุณก็จะได้รับพรสมใจค่ะ” อุไรกล่าว
“ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ฉันขอลองดูค่ะ ฉันขอสัญญาว่าจะไม่บอกใครเื่นี้” ปิยนาศตัดสินใจ
“งั้นตามเข้ามาในเรือนค่ะ” อุไรรีบนำทาง
ปิยนาศเดินตามหญิงสาวที่ชื่ออุไร เข้าไปในเรือนหลังสีทองอย่างงงๆ เพราะเธอได้มาประสบพบเจอสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ และพอเข้ามาข้างในก็พบว่า ภายในเรือนก็เป็เหมือนร้านเกมร้านหนึ่งจนปิยนาศแปลกใจ
“เอ่อทำไมภายในบ้านถึงเป็แบบนี้คะ” ปิยนาศไม่เข้าใจ
“ฉันจะยังไม่ถามว่าคุณจะขอพรอะไร แต่จะให้คุณเล่มเกมชนะเสียก่อน ถึงกล่าวคำขอของคุณได้ค่ะ” อุไรกล่าว
“นี่ฉันต้องเล่นเกมให้ชนะเท่านั้นหรอคะ” ปิยนาศไม่ค่อยได้เล่นเกมอะไรแบบนี้
“ใช่ อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถของคุณเลยนะคะ คุณต้องชนะเท่านั้น” อุไรกล่าว
ปิยนาศไม่เคยเล่นเกมอะไรแบบนี้มาก่อน เธอมองเห็นแล้วว่ามีผู้ชายยืนอยู่อีกฝั่งซึ่งยืนอยู่หลังเครื่องเกมอีกเครื่อง ตรงกลางเป็เวทีมวย และทางฝั่งของเธอก็มีเครื่องเกมอีกเครื่องเช่นกัน ตอนนี้เธองงมากว่ามันคือเกมอะไรกันแน่
“แล้วมันเล่นยังไงงั้นหรอคะ” ปิยนาศรีบถาม
“กติกาของเกมก็คือ คุณจะต้องเลือกนักสู้จากในเครื่องเกม จากนั้นตัวนักสู้จะออกมาอยู่ที่เวทีมวยตรงหน้าของคุณ และถ้าตัวนักสู้ของคุณสู้ชนะสามในห้าเกม คุณก็จะเป็ฝ่ายชนะตามกติกา หลังจากนั้นฉันถึงจะให้คุณขอพร” อุไรอธิบาย
นั่นคือปิยนาศจะต้องเล่นเกม fighting แข่งกับเดวิด โดยทั้งปิยนาศกับเดวิดจะมีหน้าที่เลือกนักสู้อย่างเดียวเท่านั้น ส่วนตัวนักสู้จะเป็ผู้สู้เอง ผู้เล่นเกมไม่อาจควบคุมใดๆได้เลย ดังนั้นเธอกับเดวิดจะมีหน้าที่คอยเชียร์ตัวนักสู้ที่เลือกไปเท่านั้น
ในเกมแรก ปิยนาศมองไปที่เครื่องเกม เธอก็เลยเลือก นักสู้ผู้ชายร่างใหญ่ กล้ามเป็มัดๆ เพื่อขึ้นเวทีมวย แต่ทว่าสิ่งที่เธอเลือกกับนักสู้ที่ลงเวทีกลับตรงข้ามกันเลย
“คุณอุไรคะ ทำไมนักสู้ที่อยู่บนเวทีมันคนละตัวกันเลยนะคะ นี่ไม่ใช่นักสู้ที่ฉันเลือกนี่ คนที่อยู่บนเวทีผอมกะหร่อง แถมไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรงอีก” ปิยนาศเริ่มโวย
“ฉันตอบอะไรไม่ได้ค่ะ นั่นเป็นักสู้ที่คุณเลือกจริงๆ” อุไรกล่าว
กลายเป็ว่านักสู้ผู้ชายผอมกะหร่องกลายเป็ตัวแทนของปิยนาศ แล้วกำลังจะสู้กับนักสู้สาวชาวจีนที่มีวิชากังฟู และแล้วการต่อสู้ก็ผ่านไปเพียงแค่สิบนาที ฝ่ายของปิยนาศก็เป็ฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะนักสู้ผู้ชายผอมกะหร่องถูกเตะออกจากเวทีอย่างรวดเร็ว
“ฉันไม่ยอมนะคะ ฉันไม่ได้เลือกนักสู้คนนี้จริงๆนะคะ” ปิยนาศโวยวาย
“เอาล่ะ คุณแพ้เกมแรกไปแล้ว เริ่มใหม่ในเกมสองก็แล้วกัน” อุไรไม่ฟัง
ปิยนาศเห็นว่าอุไรไม่ยอมฟังเธอ เธอก็เลยจำใจเล่นต่อ เกมที่สองเธอก็เลยเลือกนักสู้ผู้ชายที่มีวิชาเทควันโดสายดำ แต่ทว่าเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแบบเดิม นักสู้ที่เป็ตัวแทนของเธอกลับเป็สายขาวเท่านั้น
“แบบนี้ฉันไม่ยอมนะคะ ฉันไม่ได้เลือกนักสู้คนนี้เลยด้วยซ้ำ” ปิยนาศยิ่งโวยหนักกว่าเดิม
“มันออกมาจากเครื่องเกมจริงๆนะคะ ดังนั้นคุณจะต้องยอมรับผลค่ะ” อุไรยังคงไม่ฟัง
ในเกมที่สอง ปิยนาศทำได้เพียงดูนักสู้สายขาวต่อสู้กับนักมวยแชมป์โลกของอีกฝ่าย และก็เป็ไปตามคาด นักสู้ของปิยนาศเป็ฝ่ายแพ้ภายในเวลาเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น
“ไม่เอาแล้วค่ะ ฉันขอเปลี่ยนเครื่องเกมใหม่ เครื่องนี้มันต้องรวน หรือไม่มันต้องเสียแน่ๆ” ปิยนาศขอเปลี่ยนเครื่องทันที
“ก็ได้ค่ะ ฉันยอมให้คุณเปลี่ยนก็ได้” อุไรยอมฟัง
หลังจากที่ปิยนาศยอมเปลี่ยนเครื่องเกมใหม่ เธอก็ยอมรับว่าเครื่องนี้มีประสิทธิภาพดีจริงๆ คือ ไม่ว่าเธอเลือกนักสู้คนไหน มันก็ออกมาตรงตามที่เธอเลือกทุกอย่าง และที่สำคัญ สามเกมที่เหลือนั้น เธอก็เป็ฝ่ายชนะเดวิด จนกระทั่งปิยนาศถึงขั้นะโกอดอุไรด้วยความดีใจที่เธอชนะเดวิดด้วยคะแนน 3 ต่อ 2
“ฉันดีใจด้วยนะคะ คุณปิยนาศ ในที่สุดคุณก็เป็ฝ่ายชนะ” อุไรกล่าว
“ที่ฉันชนะก็เพราะฉันเปลี่ยนเครื่องเกมใหม่ค่ะ เครื่องเกมเครื่องแรกต้องเสียแน่ๆ เวลาฉันเลือกนักสู้คนไหน นักสู้ที่ลงเวทีก็ไม่ตรงตามที่ฉันเลือกเลยสักนิด” ปิยนาศยังคงบ่น
“แล้วคุณเข้าใจความหมายแล้วหรือยังคะ” อุไรกล่าว
“หมายความว่ายังไงคะ ฉันไม่เข้าใจ” ปิยนาศแสดงสีหน้างง
“เครื่องเกมก็เปรียบเสมือนตัวคุณค่ะ ส่วนตัวผู้เล่นเกมก็เปรียบเสมือนผู้ที่ว่าจ้างให้คุณไปว่าความให้กับเขา” อุไรเปรียบเทียบ
“ฉันยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่” ปิยนาศไม่เข้าใจว่ามันเปรียบกันได้ยังไง
“ถ้าบอกให้ชัด ฉันกำลังจะบอกว่าตัวคุณเหมือนเครื่องเกมเครื่องแรก ที่ไม่มีความเที่ยงตรง ทำงานไม่ได้ยึดความถูกต้อง คุณทำงานตามกระแสสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่มีความเห็นแบบไหน คุณก็มีความเห็นไปตามแบบนั้น โดยที่คุณไม่ยอมสืบหาว่าความจริงมันเป็เช่นไร ทั้งๆที่ในใจของคุณเองก็รู้ว่าความจริงมันมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น" อุไรพยายามกล่าวถึงคดีของจักรกฤษ
“นี่คุณกำลังว่าฉันอยู่นะคะ” ปิยนาศไม่พอใจ
“ฉันรู้ค่ะ ว่ามันยากที่จะยอมรับ แต่นั่นแหละที่เป็ปัญหาที่ทำให้คุณว่าความไม่ชนะคดี ในเมื่อคุณเป็เครื่องมือที่ไม่มีความเที่ยงตรง คนจ้างก็เลยไม่จ้างให้คุณเป็ทนายไงคะ” อุไรกล่าวตามตรง
“เอาล่ะ งั้นคดีที่ฉันรับมานี้ คุณจะทำให้ฉันชนะคดีได้ยังไง ฉันขอถามหน่อย ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามก็มีหลักฐานแ่าขนาดนั้น ประกอบกับฝ่ายนั้นเป็ฝ่ายเสียหายและเป็ถึงน้องสาวเพื่อนรักของฉันเสียด้วย” ปิยนาศยังคงมืดแปดด้านพอมาคิดถึงเื่คดีของจักรกฤษ
“นั่นสิคะ คุณจะชนะได้ยังไง คุณลองคิดสิคะ” อุไรไม่ยอมตอบ
“ก็ได้ค่ะ งั้นพรที่ฉันจะขอก็คือ ขอฉันรู้ความจริงเื่คดีทั้งหมดเสียก่อน” ปิยนาศไม่อยากขอพรให้ชนะคดีก็เพราะถ้าน้องสาวเพื่อนไม่ได้รับความเป็ธรรม ตัวเธอก็อาจจะเสียใจภายหลัง
“งั้นเชิญทางนี้ค่ะ” อุไรพาเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
ภายในห้องเป็เหมือนโรงหนังโรงใหญ่และมีเก้าอี้ตั้งอยู่ตรงกลางพอดี
******************************************************
ตอนที่ 3
ปิยนาศนั่งประจำที่เพื่อเตรียมดูเื่ราวในจอภาพที่ฉาย
“ฉันมีข้อแม้อีกเื่ค่ะ” อุไรกล่าวย้ำ
“ว่ามาสิคะ” ปิยนาศกล่าว
“ในระหว่างที่ดูนั้น คุณห้ามพูดอะไรเป็อันขาด” อุไรี้เีตอบข้อสงสัย
“ได้ค่ะ ฉันจะดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ปิยนาศกล่าว
“งั้นเชิญดูได้ค่ะ” อุไรยอมฉายหนังให้
ภาพที่เห็นเริ่มจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านของโสภิศและนัฐพล โสภิศเห็นว่าโสภิรายังไม่มีที่อยู่ เลยให้น้องสาวเข้าไปอยู่ที่บ้านชั่วคราว
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโสภิศและโสภิราแล้ว พวกเธอช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เนื่องจากโสภิราเป็นางแบบจึงมีหน้าตาสะสวย งดงาม เป็ที่ต้องตาต้องใจของผู้ชายหลายคน ในขณะที่โสภิศมีหน้าตาธรรมดาและไม่ค่อยดูแลตัวเอง ที่สำคัญเธอไม่ค่อยได้อยู่บ้าน และวันนี้เองก็เช่นเดียวกัน โสภิศไปงานสมาคมรักษาสิทธิสตรีที่ต่างจังหวัดเป็เวลาหนึ่งสัปดาห์
ในขณะที่วันนั้นโสภิราเองก็ไปงานเลี้ยงรุ่น เธอจึงกลับบ้านในสภาพเมามาย นัฐพลเห็นว่าเป็โอกาสเหมาะที่ภรรยาไม่อยู่ เขาก็เลยฉวยโอกาสนี้เข้าหาน้องเมีย นัฐพลเข้าไปช่วยประคองโสภิราเข้าไปในห้องของตัวเอง และได้ฉวยโอกาสกระทำล่วงเกินเธอเข้า อีกทั้งยังถ่ายคลิปวีดีโอเพื่อทำการ blackmail อีกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อโสภิราสร่างเมา เธอเห็นสภาพตัวเองนอนกอดกับพี่เขย เธอก็เลยรีบตีเขาและร้องไห้ที่ตัวเธอต้องกลายเป็คนหักหลังพี่สาวตัวเอง
“ทำไมพี่ทำแบบนี้คะ” โสภิราน้ำตาไหลพราก
“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้เลยนะ ภิราเองก็รู้นี่ว่าพี่แอบชอบมานาน” นัฐพลเช็ดน้ำตาให้น้องเมีย
“แต่มันไม่ถูกต้อง พี่เป็สามีของพี่โสภิศนะคะ” โสภิรากล่าว
“พี่จะรับผิดชอบภิรา และหย่าขาดกับโสภิศดีมั้ย” นัฐพลกล่าวเพราะตัวเองอยากหย่ากับโสภิศจะแย่อยู่แล้ว
“ไม่ค่ะ พี่ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด” โสภิราสงสารพี่สาว
“แล้วจะให้พี่ทำยังไง ในเมื่อพี่รักภิรานะ” นัฐพลกล่าว
“ไม่ยังไงทั้งนั้น พวกเราจะไม่พบกันอีก” โสภิราคิดว่าจะไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก
“แต่ถ้าคลิปนี้หลุดไปมันคงไม่ดีต่อภิรานะ” นัฐพลเปิดคลิปในมือถือส่งให้ภิราดู
“หมายความว่ายังไง พี่จะ blackmail ภิราหรอคะ” โสภิราใ ไม่คิดว่าเขาจะเป็คนแบบนี้
“พี่ไม่เปิดเผยเื่ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ได้ แต่ภิราต้องช่วยพี่เื่นึง พี่ถึงจะยอมปล่อยภิราไป” นัฐพลคิดได้อีกแผน
“ให้ทำอะไรคะ” โสภิราสงสัย
“พี่้าทำให้ไอ้จักรกฤษมันเสียชื่อเสียง” นัฐพลกล่าวด้วยความโกรธแค้น
“แล้วจะให้ภิราทำยังไงคะ” โสภิรายังไม่เข้าใจ
“สร้างสถานการณ์ที่ทำให้มันกลายเป็ stalker คอยติดตามภิราน่ะสิ” นัฐพลกล่าว
“เขาทำอะไรให้พี่ ทำไมต้องกลั่นแกล้งเขาแบบนั้นด้วยคะ” โสภิรากล่าว
“พี่อุตส่าห์ติดต่อธุรกิจกับมันเป็เวลานาน อยู่ดีๆมันก็เปลี่ยนบริษัทเดินเรือใหม่ ทำให้พี่สูญเสียรายได้อย่างมากเพราะมัน” นัฐพลกล่าวด้วยความเจ็บแค้น
“แต่มันเป็เื่ธรรมดาของวงการธุรกิจไม่ใช่หรอคะ” โสภิราสงสัย
“ไม่รู้ล่ะ น้องภิราเลือกเองว่าจะให้พี่ไปหย่ากับโสภิศ แล้วเปิดเผยข่าวเื่ของเรา กับน้องภิรายอมทำงานให้พี่แล้วพี่จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับภิราทันที” นัฐพลยื่นเงื่อนไข
ภิราฉุกคิดอยู่นาน แต่เธอสงสารพี่สาวตัวเองมาก เธอไม่อยากทำลายครอบครัวของพี่สาว และไม่อยากมีข่าวกับพี่เขยของตัวเองด้วยเพราะตอนนี้เธอกำลังมีชื่อเสียง ดังนั้นภิราเลยตัดสินใจยอมทำตามข้อตกลงของนัฐพล
โสภิราแอบสืบทราบมาว่าจักรกฤษจะบริจาคอสุจิให้กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอก็เลยจ้างคนให้แสดงเป็พยาบาล แล้วแอบอ้างว่าตนเป็เ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งนี้ ในวันนั้นจักรกฤษก็หลงเชื่อ เลยยอมเก็บอสุจิยื่นให้กับเ้าหน้าที่คนดังกล่าว
หลังจากจักรกฤษกลับไป คนคนนั้นก็ยื่นกระปุกเก็บอสุจิส่งให้กับโสภิรา ซึ่งในขณะนั้นเธอกำลังปลอมตัวอยู่ เพราะเธอเป็คนดังจึงไม่อาจเปิดเผยตัวได้ เมื่อถึงบ้านเธอก็รีบนำกระปุกไปแช่เย็นทันที
วันถัดมา เธอได้เข้าไปอยู่คอนโดใหม่ และในคืนนั้นนั่นเอง โสภิราก็ทำเป็สร้างสถานการณ์ โดยโทรบอกพี่สาวว่ามีคนแอบติดตามตัวเธออยู่ เมื่อบ่นทุกวันเข้า พี่สาวก็เริ่มเข้าใจว่าน้องสาวกำลังมีผู้ชายคอยคุกคามชีวิตส่วนตัว
และแล้วก็มาถึงวันเกิดเหตุ ภิราสวมถุงมือทำห้องตัวเองกระจัดกระจาย อีกทั้งแอบเทอสุจิของจักรกฤษราดไปกับพื้น ทำให้เหมือนเขากำลังช่วยตัวเอง
เธอแกล้งโทรบอกให้พี่สาวมาที่ห้อง หลังจากนั้นก็ทำเสื้อผ้าตัวเองขาดลุ่ย พร้อมกับแกล้งนอนไม่ได้สติ
โสภิศเข้ามาในคอนโดของน้องสาวก็ใ รีบเข้าไปปลุกน้อง พร้อมกับโทรแจ้งตำรวจทันที เมื่อน้องสาวตื่นขึ้นมา เธอก็ให้การกับตำรวจว่าเห็นคนร้ายเป็จักรกฤษจริงๆ
*****************************************
ตัดมาที่จักรกฤษ ใน่ก่อนที่แม่เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ เขาก็เอาแต่เที่ยวผู้หญิง เปลี่ยนคู่ควงเป็ว่าเล่นจริงๆ แต่พอแม่ของเขาตาย เขาก็เริ่มกลับเนื้อกลับตัว เอาแต่ทำงาน จนกระทั่งถึง่ที่นางแบบสาวกล่าวอ้างว่าเขาเป็ stalker ติดตามเธอ ใน่นั้นเขาลางานไปหนึ่งเดือน เพื่อไปต่างจังหวัด เขาแอบไปบวชเป็พระที่วัดป่า แล้วเข้าไปพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งที่ไกลมาก ในตอนนั้นเขาบวชแบบไม่มีเ้าภาพ ไม่มีแขกร่วมงาน เลยไม่มีใครล่วงรู้ข่าวจากเขาเลย
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่จักรกฤษบวชก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอินทิราไปได้ เธอทุ่มเทถึงขั้นลางานแล้วไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อตามจักรกฤษไป ตอนนั้นเธอปลอมตัวเป็หญิงชราแล้วคอยไปตักบาตรพระจักรกฤษทุกเช้า ดังนั้นจึงทำให้อินทิรามั่นใจว่าคนที่เป็ stalker คอยติดตามนางแบบสาวไม่ใช่จักรกฤษอย่างแน่นอน เพราะ่เกิดเหตุมันตรงกันกับ่ที่พระจักรกฤษพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์จริงๆ
และแล้วจอหนังก็ดับลง
ปิยนาศในสภาพปิดปากตัวเองไม่ให้พูด ก็ช็อคจนตาค้างกับเหตุการณ์ทั้งหมด
“คุณเห็นความจริงทั้งหมดแล้วนะคะคุณปิยนาศ” อุไรกล่าว
“มันเป็ไปได้ยังไงคะ” ปิยนาศไม่คาดคิด
“นี่จึงเป็ตัวอย่างหนึ่งค่ะ หากคุณมองข้าม แล้วหลงทำตามกระแสสังคม คือตัดสินจักรกฤษไปก่อนที่จะสืบหาความจริง คุณจักรกฤษก็จะกลายเป็ฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม” อุไรกล่าว
“แล้วทำไมโสภิราถึงกล้าสร้างเื่แบบนี้คะ” ปิยนาศบ่นให้กับน้องสาวเพื่อน
“เื่นี้ฉันตอบไม่ได้ค่ะ คุณคงรู้แล้วนะคะ ว่าคุณควรจะทำอย่างไร” อุไรกล่าว
“ขอบคุณนะคะ คุณอุไร ฉันเข้าใจที่คุณพูดแล้ว ฉันมันเป็ทนายที่ไม่ได้เื่จริงๆ” ปิยนาศโทษตัวเอง
“ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ค่ะ” อุไรกล่าว
“ตอนนี้ฉันต้องรีบกลับบ้านแล้ว แม่ฉันคงรอฉันแย่แล้ว” ปิยนาศกล่าว
“ตอนนี้ผ่านไปแค่หนึ่งวันของมิตินี้ ดังนั้นมันจะเท่ากับครึ่งวันของโลกมนุษย์ค่ะ คุณรีบกลับบ้านเถอะ แม่ของคุณเป็ห่วงคุณจริงๆ” อุไรกล่าว
“ลาก่อนค่ะคุณอุไร” ปิยนาศกำลังจะเดินออกไปจากเรือน
“อย่าลืมนะคะ ห้ามบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาด” อุไรกล่าวย้ำ
“ค่ะ ฉันทราบแล้ว” ปิยานาศรับคำ
ตอนนี้ปิยนาศมีความกระตือรือร้นอย่างมาก เธอจึงรีบกลับบ้านเพื่อไปแก้ไขและเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับจักรกฤษ
***********************************************************************
ตอนที่ 4
ณ บริษัทของจักรกฤษ
“ผมบอกแล้วไงว่า ผมจะไม่ว่าจ้างคุณ” จักรกฤษยังคงโกรธทนายสาวที่มาบอกให้เขายอมรับสารภาพผิด
“ฉันจะว่าความให้คุณชนะค่ะ” ปิยนาศกล่าว
“คุณแน่ใจนะครับ” จักรกฤษแปลกใจ
“ฉันแน่ใจค่ะ แต่พวกเราต้องหาหลักฐานเพื่อมาแก้ข้อกล่าวหาให้คุณให้ได้เสียก่อน” ปิยนาศแสดงสีหน้าจริงจัง
“แล้วจะเริ่มจากไหน ผมนึกไม่ออกจริงๆว่าฝ่ายตรงข้ามได้อสุจิของผมไปได้ยังไง แถมผมไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับใครเลยด้วย” จักรกฤษงงกับเหตุการณ์
“อ้าว แล้วผู้หญิงที่คุณควงอยู่บ่อยๆล่ะคะ” ปิยนาศสงสัย
“ความจริงแล้ว ผมจ้างพวกเธอให้มาหลอกแม่ผมเฉยๆ ผมไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพวกเธอหรอกครับ” จักรกฤษยอมเผย
“แล้วทำไมต้องจ้างด้วยคะ ฉันไม่เข้าใจ” ปิยนาศงง
“แม่ผม พยายามให้ผมไปดูตัวผู้หญิงคนนึง แต่ผมปฏิเสธ และผมก็อ้างว่าผมมีแฟนอยู่แล้ว” จักรกฤษไม่พร้อมจะมีครอบครัว
“ฉันว่าคุณบอกแม่ตรงๆยังดีกว่ามาทำให้ประวัติตัวเองเสียแบบนี้นะคะ” ปิยนาศแอบว่า
“มันเป็อดีตไปแล้ว ผมแก้อะไรไม่ได้แล้วนี่ครับ” จักรกฤษกล่าวเสียงอ่อน
“งั้นมาดูในวันที่คุณบริจาคอสุจิสิคะ คุณจำได้มั้ยว่าบริจาคไปวันไหน” ปิยนาศรีบเข้าเื่
“คุณรู้ได้ไงว่าผมบริจาคอสุจิด้วย” จักรกฤษแปลกใจอย่างมาก
“เื่นี้ฉันไม่ขอบอกค่ะ เอาเป็ว่าพวกเรามาสืบกันดีกว่า เพราะบางทีเ้าหน้าที่ที่เก็บอสุจิของคุณไป อาจเป็เ้าหน้าที่ปลอมก็ได้” ปิยนาศกล่าว
“มีอย่างนี้ด้วยหรอครับ” จักรกฤษงง
“ก็ในเมื่อคุณบอกว่า คุณไม่มีเพศสัมพันธ์เลย ก็คงได้อสุจิจากทางนี้เท่านั้น” ปิยนาศกล่าว
“แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อ” จักรกฤษถาม
“คงต้องดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล แต่เื่นี้คงต้องใช้หมายศาลเพื่อขอภาพกล้องจากเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยค่ะ” ปิยนาศกล่าว
เมื่อได้หมายศาล วันต่อมาจักรกฤษก็ขับรถพาปิยนาศไปโรงพยาบาลดังกล่าว ทั้งสองยื่นเอกสารส่งให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล พวกเขาจึงยินยอมให้ทั้งคู่ดูกล้องวงจรปิดในวันที่จักรกฤษบริจาคอสุจิ และแล้วจักรกฤษก็ชี้ตัวเ้าหน้าที่ที่รับกระปุกอสุจิของเขาไป และมองเห็นว่าคนคนนี้ได้ส่งมอบกระปุกให้กับผู้หญิงที่ปกปิดหน้าตา แต่บุคลิกของเธอช่างคล้ายกับโสภิรายิ่งนัก
เมื่อเก็บภาพวีดีโอได้ทั้งหมด จักรกฤษจึงนำรูปเ้าหน้าที่นี้ไปสอบถามฝ่ายบุคคลของโรงพยาบาล ได้ความว่าเป็เ้าหน้าที่ปลอมจริงๆ
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับไปที่บริษัทของจักรกฤษเพื่อคุยเื่คดีกันต่อ
“ในที่สุดก็มีหลักฐานบางส่วนแล้วนะคะ คราวนี้ก็รอให้เพื่อนตำรวจของฉันจับตัวเ้าหน้าที่ปลอมคนนี้ให้ได้ พวกเราก็จะรู้ค่ะว่าใช่ฝ่ายนั้นเป็ผู้บงการหรือเปล่า” ปิยนาศกล่าว
“ขอบคุณนะครับ คุณช่วยผมได้มากจริงๆ” จักรกฤษซึ้งใจ
“ยังค่ะ มันยังไม่พอ ต้องมีหลักฐานหรือพยานยืนยันว่าคุณบวชเป็พระ่นั้นเสียก่อน” ปิยนาศกล่าว
“คุณรู้ได้ยังไง ผมไม่เคยบอกใครเลยนะครับ” จักรกฤษยังคงแปลกใจ
“รู้ก็แล้วกันค่ะ ห้ามถาม” ปิยนาศกล่าว
“ผมดันไปบวชในที่ห่างไกลเสียด้วย คือว่าผมไปบวชที่วัดป่าก็จริง แต่ผมย้ายไปพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์ ซึ่งพระในสำนักสงฆ์ก็มีเพียงสองรูป คือผมกับพระอาจารย์เท่านั้น ตอนนี้พระอาจารย์ก็ไปธุดงค์ต่างจังหวัดเสียด้วย” จักรกฤษรู้สึกหมดหวัง
“ฉันว่าต่อไป คุณควรบอกใคร หรือให้ใครไปกับคุณเพื่อเป็พยานบ้างนะคะ” ปิยนาศแอบว่าอีก
“ผมนึกไม่ถึงนี่ ว่าจะมีคนกล้าทำกับผมแบบนี้” จักรกฤษกล่าว
“คงมีคนในวัดป่าที่เป็พยานให้คุณได้ว่าคุณบวชเป็พระจริงๆ แต่ต้องมีพยานที่สำนักสงฆ์ด้วยนี่สิ ว่าคุณประจำอยู่ที่นั่นไม่ได้หนีไปไหน” ปิยนาศกล่าว
“งั้นขอผมไปนอนคิดก่อนนะครับ ผมยังคิดอะไรไม่ออกจริงๆ” จักรกฤษกล่าว
“ค่ะ งั้นสำหรับวันนี้แค่นี้ก่อนนะคะ ฉันขอตัวกลับก่อน” ปิยนาศกล่าวและขับรถกลับ
*****************************************
แต่แทนที่ปิยนาศจะกลับบ้าน เธอกลับไปหาอินทิราที่คอนโด
“นึกยังไงถึงมาหาฉันถึงที่คอนโดเนี่ย” อินทิราแปลกใจ
“เธอปลอมตัวเป็หญิงชรา แล้วคอยตักบาตรให้พระจักรกฤษทุกเช้า เธอนี่น่ากลัวเหมือนกันนะ” ปิยนาศทักเพื่อนทันที
“เธอรู้ได้ยังไง ฉัน ฉัน ไม่เคยบอกใครเลยนะ” อินทิราพูดติดอ่าง เพราะนึกไม่ถึงว่าจะมีคนรู้เื่ของเธอ
“เอาล่ะ ฉันยอมรับทำคดีให้คุณจักรกฤษแล้วนะ ถึงเวลาที่เธอต้องช่วยฉันแล้วล่ะ” ปิยนาศไม่ยอมตอบเพื่อนสาว แต่พูดเปลี่ยนเื่
“ฉันยอมช่วยเธอทุกอย่าง แต่ห้ามบอกเื่นี้ให้คุณจักรกฤษรู้อย่างเด็ดขาด” อินทิรากล่าว
“ทำไมล่ะ บางที เขาอาจเห็นความจริงใจของเธอก็ได้นะ” ปิยนาศกล่าว
“ไม่ เขาจะมองว่าฉันเป็ stalker คอยติดตามเขา แล้วเขาจะกลัวฉันตลอดกาล อีกอย่าง ฉันอยู่ห้องตรงข้ามกับเขานี่เอง ต่อไปเขาคงย้ายห้องหรือย้ายที่อยู่หนีฉันไป” อินทิราคาดการณ์
“อะ อะ ไม่บอกก็ได้ แต่ตอนที่เธอปลอมเป็หญิงชรา เธอได้ถ่ายรูปพระจักรกฤษบ้างหรือเปล่า เผื่อไว้เป็หลักฐานว่าเขาบวชอยู่” ปิยนาศถาม
“ไม่ได้ถ่ายรูปไว้หรอก ฉันปลอมตัวเป็หญิงชราถือไม้เท้า หากพระท่านเห็นหญิงชราขาไม่ดีถือมือถือถ่ายรูปพระท่าน มันก็ดูไม่เนียนล่ะสิ” อินทิรากล่าว
“เธอนี่เป็คนละเอียดจริงๆ” ปิยนาศกล่าวชมความคิดเพื่อนแต่ก็แอบเสียดาย และบ่นอีกว่า “แล้วจะทำยังไงดี คุณจักรกฤษเขาบวชในพื้นที่ห่างไกลผู้คนมากเกินไป เลยไม่มีพยานให้เขาเลย”
“อ้อ ฉันจำได้แล้ว ในวันเกิดเหตุ มันเป็วันเดียวกับที่วัดป่ามีงานทอดกฐิน ทางวัดได้เชิญพระจักรกฤษไปร่วมงานด้วย และโชคดีมากๆที่แม่ของสิงหนาชเป็เ้าภาพทอดกฐินพอดี ฉันคาดว่าคุณป้าจะต้องมีรูปเยอะแยะ ดีไม่ดีอาจติดรูปของพระจักรกฤษด้วยก็ได้” อินทิรากล่าวเพราะเธอได้ไปร่วมงานทอดกฐินด้วย
“แต่ฉันไม่อยากติดต่อกับแม่ของสิงหนาชเลย ไปทีไร ท่านก็คอยจับคู่ฉันให้ลูกชายตัวเองตลอด” ปิยนาศบ่น
“ก็ดีไม่ใช่หรอ ที่แม่เพื่อนเขาเอ็นดูเธออย่างว่าที่ลูกสะใภ้น่ะ” อินทิราแซว
“แต่สิงหนาชเขามีแฟนอยู่แล้วนะ แถมแฟนเขาทั้งสวยทั้ง sexy ใครเห็นก็อิจฉา” ปิยนาศกล่าว
“ลองไปหน่อยเถอะ เผื่อท่านมีหลักฐานสำคัญ ดีไม่ดี ท่านอาจเป็พยานบุคคลให้เธอด้วยก็ได้” อินทิรากล่าว
“แล้วฉันจะลองไปดูก็แล้วกัน ขอบใจมากเพื่อน” ปิยนาศกล่าว
“อย่าลืมนะ ห้ามบอกเื่ราวของฉันให้คุณจักรกฤษรู้อย่างเด็ดขาด” อินทิรารีบย้ำ
“อือ ก็ได้ งั้นฉันไปล่ะ” ปิยนาศกล่าวลา
แต่ทว่าพอปิยนาศออกจากห้องของเพื่อนสาว ก็ดันไปเจอจักรกฤษอยู่หน้าห้องพอดี จนอินทิรารีบปิดประตูทันที เพราะเธอไม่อยากให้จักรกฤษเห็นหน้าของเธอ
ปิยนาศใที่เพื่อนรีบปิดประตูใส่เธอ แต่เธอก็ต้องรีบทักทายจักรกฤษ
“อ้าว คุณปิยนาศ คุณมาทำอะไรที่นี่ หรือว่ามาหาผม” จักรกฤษแปลกใจที่เจอทนายสาวที่นี่
“เปล่าค่ะ ฉันมาหาเพื่อน เพื่อนฉันอยู่ตรงข้ามห้องของคุณนี่เอง” ปิยนาศกล่าว
“หรอครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย รู้แต่ว่าเป็ผู้หญิงเท่านั้น” จักรกฤษกล่าว
“คือ ฉันมีธุระต้องรีบไปทำ งั้นขอตัวนะคะ” ปิยนาศรีบตัดบทเพราะกลัวตัวเองเผยความลับเพื่อน
“ตามสบายครับ เจอกันวันพรุ่งนี้” จักรกฤษกล่าว
หญิงสาวจึงพยักหน้ารับแล้วจากไป เพื่อไปพบกับแม่ของสิงหนาชทันที
*********************************************************
ตอนที่ 5
“แม่ดีใจจริงๆ ที่หนูมาเยี่ยมแม่” แม่สิงหนาชดีใจที่ได้เจอปิยนาศ
“เอ่อ ค่ะ คือหนูมีเื่จะรบกวนคุณแม่น่ะค่ะ” ปิยนาศกล่าว
“ว่ามาสิลูก แม่ยินดีช่วย” แม่กล่าว
“คุณแม่มีรูปตอนที่คุณแม่ไปงานทอดกฐินหรือเปล่าคะ” ปิยนาศพูดเข้าเื่
“มีสิ แม่ถ่ายไว้เต็มเลย อะ เดี๋ยวแม่เปิดให้ดูนะ”
ปิยนาศดูมือถือเพื่อดูรูปถ่ายในวันทอดกฐิน เธอนั่งดูอยู่นาน เพราะส่วนใหญ่จะเป็รูปของศาสนิกชนผู้ไปร่วมงาน ไม่ค่อยมีรูปพระสงฆ์เสียเท่าไหร่ จนกระทั่งเธอก็มาเห็นรูปที่แม่ของสิงหนาชกำลังถวายผ้ากฐินให้กับพระจักรกฤษพอดี
“นี่ไงคะ เจอแล้ว คุณแม่ส่งรูปนี้ให้หนูได้มั้ยคะ” ปิยนาศกล่าวด้วยความดีใจ
“ลูกจะเอาไปเป็หลักฐานในคดีงั้นหรอ” แม่คาดการณ์
“ใช่ค่ะ และ เอ่อ หนูอยากเชิญคุณแม่ไปเป็พยานให้พระรูปนี้ด้วยค่ะ” ปิยนาศกล่าว
“แม่ยอมให้หลักฐานและเป็พยานให้ก็ได้ แต่แม่ขอค่าตอบแทน”
“ได้สิคะ หนูยินดีจ่ายไม่อั้น” ปิยนาศยอมทุ่มเท
“แม่ไม่ได้ขอเงินหรอกลูก แต่แม่อยากให้หนูยอมแต่งงานกับลูกชายแม่” แม่ถือโอกาส
“เอ่อ คงไม่ได้หรอกนะคะ สิงหนาชเขามีแฟนอยู่แล้วด้วย” ปิยนาศแสดงสีหน้ากังวล
“แม่ไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น แม่อยากให้หนูมาเป็ลูกสะใภ้แม่” แม่กล่าวเสียงแข็ง
“แต่ว่า…” ปิยนาศกล่าวไม่จบเพราะแม่รีบพูดแทรก
“หากหนูไม่ยอมตกลง แม่ก็จะไม่ยอมให้ความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น” แม่ยื่นคำขาด
“อะ ก็ได้ค่ะ หนูยอมก็ได้” ปิยนาศคิดในใจว่ายังไงสิงหนาชก็คงไม่ยอมเองนั่นแหละ
“ต้องอย่างนั้นสิ แม่จะส่งรูปให้ก็แล้วกัน แล้วแม่จะเป็พยานให้ด้วย และลูกอยากได้ใครมาเป็พยานอีกก็บอก เดี๋ยวแม่จะติดต่อให้” แม่ยอมให้ความร่วมมือเต็มที่
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณคุณแม่มากๆเลยนะคะ” ปิยนาศซึ้งใจ
“แล้วหนูจะรอเจอสิงหนาชเขามั้ยล่ะ” แม่ถาม
“เขางานเยอะ ไม่เป็ไรค่ะ โอกาสหน้าก็แล้วกัน” ปิยนาศกล่าว
แม่สิงหนาชเดินมาส่งปิยนาศที่หน้าประตู ทนายสาวไหว้ผู้าุโ และกำลังจะขึ้นรถ แต่ก็มีคนทักเธอ
“นึกยังไงถึงมาบ้านฉันล่ะ” สิงหนาชกล่าวกับเพื่อนโรงเรียน
“อ้าว วันนี้กลับเร็วเหมือนกันนะ สิงหนาช ฉันมาให้คุณแม่ช่วยเื่คดีน่ะ” ปิยนาศกล่าว
“อ้อ คดีของคุณจักรกฤษ ฉันจับตัวเ้าหน้าที่ปลอมได้แล้วนะ” สิงหนาช สารวัตรกล่าว
“จริงหรอ นายนี่เก่งเหมือนกันนะ” ปิยนาศรีบชมเพื่อน
“วันนี้เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวรอบดึกหน่อยสิ” สิงหนาชกล่าว
“แต่ว่า…” ปิยนาศอยากกลับบ้าน
“ฉันอุตส่าห์ช่วยนะ” สิงหนาชทวงบุญคุณ
“ก็ได้ งั้นไปรถฉันก็แล้วกัน” ปิยนาศเห็นว่าตนถือกุญแจรถอยู่
ปิยนาศเลยต้องพาสิงหนาชไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านด้วยกัน ทั้งสองคุยกันถึงเื่เก่าๆในอดีตจนเพลิน จนกระทั่งปาไปเที่ยงคืน รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็ใมาก เพราะเวลามันล่วงเลยมานานมากแล้ว
ทั้งสองกลับมาที่รถก็พากันใที่เห็นรถหญิงสาวยางแบนทั้งสี่ล้อ
“นี่ใครกล้าแกล้งฉันแบบนี้นี่” ปิยนาศโวยวาย
“มันดึกมากแล้ว คงต้องเรียกช่างในตอนเช้า วันนี้เธอก็ไปค้างบ้านฉันก่อนก็แล้วกัน” สิงหนาชเป็ห่วงหญิงสาวและเขาก็ไม่อยากขับรถในตอนดึกเพื่อไปส่งเพื่อน
“แต่ว่า วันพรุ่งนี้ฉันมีนัดกับคุณจักรกฤษเสียด้วย” ปิยนาศกังวล
“น่า เดี๋ยวฉันไปส่ง” สิงหนาชกล่อม
ปิยนาศต้องเดินกลับบ้านพร้อมกับสิงหนาช และค้างที่บ้านของเขา โดยหญิงสาวได้ไปนอนกับแม่ของสิงหนาช กลายเป็ว่าแม่กับทนายสาวได้นอนคุยกันทั้งคืน
*****************************************
เช้าวันรุ่งขึ้นสิงหนาชตื่นั้แ่เช้าเพื่อพาหญิงสาวไปทานโจ๊กรอบเช้า และพาไปส่งที่อพาร์ทเม้นท์ทนายสาว
“นายมาคอยส่งฉันแบบนี้ เดี๋ยวแฟนนายก็เข้าใจผิดหรอก” ปิยนาศบ่น
“เอาน่า เธอเป็เพื่อนฉันไม่ใช่หรอ หรือว่าเธอคิดกับฉันมากกว่านั้นล่ะ” สิงหนาชแกล้งแซว
“เปล่า ก็แค่บอกให้นายแคร์แฟนตัวเองบ้างก็เท่านั้น” ปิยนาศกล่าว
“วันนี้เดี๋ยวฉันพาไปพบคุณจักรกฤษนะ แล้วรอรับกลับเลย” สิงหนาชกล่าวแผน
“ทำไมล่ะ นายไม่มีงานงั้นหรอ” ปิยนาศสงสัย
“ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันคิดค่าตอบแทนน่ะ” สารวัตรหนุ่มกล่าว
“ค่าตอบแทนที่ว่าไม่ใช่เงินใช่มั้ย” ปิยนาศเริ่มจับทางถูก
“อ้าวทำไมรู้ล่ะ” สิงหนาชแปลกใจ
“ฉันรู้สึกว่า นายกับแม่ช่างเหมือนกันจริงๆ” ปิยนาศกล่าว
“วันพรุ่งนี้พาฉันไปสืบคดีที่ต่างจังหวัดนะ” สิงหนาชกล่าว
“ทำไมต้องให้ฉันไปด้วย ก็ให้แฟนนายไปสิ” ปิยนาศบ่น
“ก็เขาต้องไปรับแฟน เอ้ย รับเพื่อนที่สนามบินน่ะ” สิงหนาชรีบแก้
“ก็ได้ วันพรุ่งนี้ฉันจะไปกับนาย งั้นฉันฝากนายติดต่อช่างซ่อมรถให้ฉันเลยนะ” ปิยนาศถือโอกาสใช้
“ได้ครับ คุณผู้หญิง” สิงหนาชแกล้งพูด
“นายทานเสร็จหรือยัง ไปส่งฉันที่อพาร์ทเม้น ฉันต้องรีบไปแต่งตัว มีนัดกับคุณจักรกฤษแต่เช้าด้วย” ปิยนาศรีบเร่งเพื่อน
สิงหนาชเลยรีบทาน แล้วจ่ายเงินเลี้ยงโจ๊กทนายสาว
ระหว่างที่รอทนายสาวแต่งตัว เขาก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ด้านล่างของอพาร์ทเม้นท์ ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง หญิงสาวก็เดินลงมา
“แต่งตัวนานไปมั้ยเพื่อน” สิงหนาชบ่นบ้าง
“โธ่ มันก็เป็เื่ธรรมดาของผู้หญิงนี่นา ฉันว่านะ แฟนนายน่าจะแต่งตัวนานกว่าฉันด้วยซ้ำ” ปิยนาศกล่าว
“ไม่รู้ ไม่เคยรอ” สิงหนาชพึมพำ
“ห๊า ว่าไงนะ” ปิยนาศได้ยินไม่ชัด
“เปล่า รีบไปกันเถอะ ไหนว่าต้องรีบไปหาคุณจักรกฤษไง” สิงหนาชรีบตัดบท
ปิยนาศกับสิงหนาชไปพบจักรกฤษด้วยกัน จนตัวทนายสาวบ่นที่นายสิงห์ตามติดเธอไปทุกที่
“อ้าว วันนี้คุณทนายมีแฟนมาด้วยหรอครับ” จักรกฤษกล่าวแซว
“ใช่ครับ ผมเป็แฟนของปิยนาศ” สิงหนาชรีบพูดกันท่า
“นี่นาย จะบ้าหรอ” ปิยนาศรีบท้วง
“อะ อะ งั้นเชิญนั่งครับ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” จักรกฤษกล่าวยิ้มๆ
“ผมจับกุมตัวเ้าหน้าที่โรงพยาบาลปลอมได้แล้วนะครับ และเขาก็ยอมซัดทอดไปยังคุณโสภิราแล้วด้วย” สิงหนาชกล่าว
“ขอบคุณมากจริงๆครับ” จักรกฤษซึ้งใจ
“และฉันก็มีหลักฐานรูปถ่ายของคุณตอนที่คุณเป็พระในวันทอดกฐินของวัดป่านั้นด้วย ซึ่งวันนั้นก็ตรงกับวันที่เกิดเหตุพอดีค่ะ นี่ไงคะรูป” ปิยนาศยื่นมือถือให้ดู
“คุณทำงานเร็วจริงๆครับ เป็ภาพผมจริงๆด้วย แต่ทว่าผู้หญิงในภาพจะยอมเป็พยานให้ผมหรอครับ” จักรกฤษเริ่มกังวล
“เป็การบังเอิญที่ผู้หญิงคนนี้เป็แม่ของสิงหนาชค่ะ ท่านตกลงจะเป็พยานให้คุณนะคะ” ปิยนาศกล่าว
“พวกคุณช่วยผมได้เยอะจริงๆ” จักรกฤษกล่าว
“วันพรุ่งนี้ผมกับแฟนกำลังจะไปสืบคดีที่หมู่บ้านแถววัดป่าที่คุณไปบวชครับ บางทีผมอาจช่วยสอบถามชาวบ้านคนที่เห็นคุณออกเดินบิณฑบาตเป็ประจำ ให้พวกเขามาเป็พยานให้คุณด้วยก็ได้” สิงหนาชกล่าว
“ที่ผมนึกได้ก็มีหญิงชราที่ถือไม้เท้าครับ ท่านตักบาตรทุกวันจนผมนับถือท่านมากๆ” จักรกฤษกล่าว
“เอ่อ ให้คนอื่นดีกว่าค่ะ ท่านอาจมากรุงเทพฯไม่ไหวหรอก” ปิยนาศคิดว่าความจริงคือนั่นเป็อินทิรา และเป็ที่แน่นอนว่ายัยอินคงไม่ยอมเปิดเผยตัวอย่างแน่นอน
“ครับ ชาวบ้านคนอื่นๆที่เปิดร้านอาหารในตอนเช้า พวกเขาก็ใส่บ้างเป็บางวันครับ แต่เขาก็เห็นผมออกเดินบิณฑบาตทุกวัน อาจพอช่วยได้นะครับ” จักรกฤษกล่าว
“ครับ งั้นเดี๋ยวผมจะให้แฟนผมพูดกล่อมพวกเขาให้” สิงหนาชกล่าว
“นี่คุณ ฉันไม่ใช่…” ปิยนาศพยายามพูดปฏิเสธแต่เพื่อนเธอก็ชอบพูดตัดหน้า
“พวกเรากลับกันเถอะ คุณจักรกฤษเขาจะทำงาน” สิงหนาชรีบพูด
สิงหนาชจูงมือทนายสาวออกจากห้องของท่านประธานบริษัททันที
“นี่นาย ไปบอกกับเขาว่าฉันเป็แฟนนายแบบนี้ ฉันเสียหายนะ” ปิยนาศรีบท้วง
“ฉันเห็นประวัติเขาแล้ว ฉันไม่ไว้ใจเขานี่ ฉันเป็ห่วงเธอนะ ปิยนาศ เอาน่า ฉันก็แค่กันไม่ให้เขาจีบเธอเท่านั้นเอง กลับบ้านฉันดีกว่า เธอจะได้ไปเอารถไง” สิงหนาชกล่าวแก้ตัว
“ก็ได้ แต่นายอย่าพูดแบบนี้อีกนะ หากแฟนนายมาได้ยินเข้า เธอได้มาตบฉันกันพอดี” ปิยนาศกล่าว
“เอาน่า หากมีเหตุการณ์นั้น ฉันจะปกป้องเธอเอง ตกลงมั้ย” สิงหนาชกล่าว
“ขอให้จริงเถอะ ไม่ใช่มัวแต่ยืนยิ้มภูมิใจที่มีผู้หญิงมาแย่งตัวเองล่ะ” ปิยนาศกล่าว
“ไม่เคยเจออะไรแบบนั้นน่ะสิ ไปกันเถอะ” สิงหนาชพูดยิ้มๆ
******************************************************
ตอนที่ 6
คืนต่อมา เสียงมือถือของอินทิราดังไม่ขาดสาย วันนี้เธอนอนั้แ่หัวค่ำ เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นาน
“สวัสดีค่ะ อินทิราพูดค่ะ” อินทิรางัวเงียพูด
“ยัยอิน นี่ป้าเองนะ ป้าโทรตั้งนาน ทำอะไรอยู่ที่ไหน” ป้าเริ่มบ่น
“ขอโทษค่ะคุณป้า อินเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน อาจจะเพลียจนไม่ได้ยิน” อินทิรากล่าว
“ไม่เป็ไร ป้ามีเื่จะบอก ป้าเห็นว่าหลานจะย้ายกลับบ้านป้าในวันพรุ่งนี้ ป้าก็เลยไหว้วานอาสุวัติให้ไปช่วยหนูจัดของน่ะ น่าจะไปถึงคอนโดหนูแล้วนะ” ป้ากล่าว
“ห๊า อะไรนะคะคุณป้า นี่อาสุวัติกลับจากอังกฤษแล้วหรอคะ” อินทิราใสุดขีด
“ใช่ ตอนนี้ป้าเองก็ไม่รู้ว่าอาเขาไปถึงที่นั่นแล้วหรือยัง งั้นแค่นี้ก่อนนะ เผื่ออาเขาโทรหาป้า” ป้าตัดบท
“ค่ะ ค่ะ” ตอนนี้อินทิราตื่นอย่างเต็มที่
อินทิราใสุดขีดที่รู้ว่าอาสุวัติมาหาเธอถึงที่คอนโด ตอนนี้เธอรีบคว้าเสื้อคลุมและมือถือ แต่ไม่ทันได้หยิบแว่นตามาสวม เพราะเธอสายตาสั้นเพียงเล็กน้อย ถึงไม่สวมแว่นก็ยังพอมองเห็น
แล้วอินทิราก็เดินไปเปิดไฟในห้อง เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าประตูกระจกตรงระเบียงมีร่องรอยการงัดแงะ ตอนนี้เธอไม่คิดอะไร รีบวิ่งออกจากห้องตัวเองทันที
อินทิราคิดในใจว่า “จะทำยังไงดีล่ะ อาสุวัติที่เป็ stalker คอยติดตามฉันตลอดในตอนที่ฉันเป็นักศึกษา เขากลับมาจากอังกฤษแล้ว แล้วตอนนี้เขาก็หลบอยู่ในห้องของฉันแล้วด้วย ฉันควรทำยังไงดี”
อินทิรายืนคิดอยู่หน้าห้องตัวเอง สักพักประตูห้องของเธอก็มีเสียงลูกบิดกำลังจะหมุนเปิดออก ปฏิกิริยาเธอไวเท่าความคิด เธอรีบเคาะประตูห้องของจักรกฤษทันที เธอเคาะแรงและรัวมาก เพราะเธอกลัวอาตัวเอง เมื่อเธอจับได้ว่าอาเป็ stalker คอยติดตามเธอ และเขาก็หวงเธอมากด้วย
จักรกฤษเปิดประตูห้องด้วยความงงงวย แต่เขาอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย คือนุ่งผ้าเช็ดตัวเพียงผืนเดียว เนื่องจากเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
อินทิราใที่เห็นจักรกฤษเปลือยท่อนบน
“มีอะไรหรือเปล่าครับ แล้วคุณเป็ใครไม่ทราบ” จักรกฤษไม่เคยเห็นหน้าหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามห้องตัวเอง
อินทิราไม่มีเวลาคิดว่าระหว่างอากับจักรกฤษ เธอควรกลัวใครมากกกว่ากัน เลยว่า “ห้องฉันอยู่ตรงข้ามคุณค่ะ และตอนนี้ห้องฉันมีปัญหา ขอฉันเข้าไปอยู่ในห้องคุณชั่วคราวได้มั้ยคะ”
“ผมมีข่าวอื้อฉาวเื่เป็ stalker ตามนางแบบ คุณไม่กลัวผมงั้นเหรอ” จักรกฤษแปลกใจ
“ฉันเป็เพื่อนกับปิยนาศค่ะ เธอบอกฉันว่าคุณเป็ผู้บริสุทธิ์” อินทิราอ้างชื่อทนายสาว
“งั้นเข้ามาสิครับ” จักรกฤษเลยยินยอม
อินทิราเดินเข้าในห้องผู้ชายด้วยความตื่นเต้น แต่ในตอนนี้เธอต้องตั้งสติ
จักรกฤษแอบได้ยินเสียงลูกบิดประตูจากห้องของอินทิราเหมือนกัน แต่เขาอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย เลยต้องรีบเข้าไปในห้องตัวเอง เขารีบเดินไปหยิบเสื้อผ้าแล้วเข้าไปแต่งตัวในห้องน้ำทันที
อินทิรารีบโทรหาสิงหนาช
“ว่าไงอิน”
“สิงห์ช่วยอินด้วย อาสุวัติกลับมาแล้ว และตอนนี้เขาก็รู้ที่อยู่อินจากคุณป้าแล้วด้วย” อินทิราโทรฟ้องเพื่อน
“ใจเย็นๆก่อนนะ ตอนนี้ผมอยู่ราชบุรี เลยไม่สะดวกไปดูที่ห้องให้ เอาอย่างนี้ดีมั้ย เดี๋ยวผมโทรบอกลูกน้องให้ไปดูให้” สิงหนาชเสนอ
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันโทรบอกปิยนาศให้มารับ” อินทิรากล่าว
“เอ่อ คือว่า นาศเขาก็อยู่กับผมด้วย” สิงหนาชกล่าว
“อะไรนะ ทำไมต้องไปราชบุรีด้วยกันด้วยล่ะ” อินทิราสงสัย
“เขามาช่วยผมสืบคดีน่ะ” สิงหนาชกล่าว
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันขอให้คุณจักรกฤษไปส่งฉันที่โรงแรมข้างนอกก็ได้” อินทิรากล่าว
“ตอนนี้อยู่ในห้องของเขาแล้วใช่มั้ย” สิงหนาชกล่าวเพราะรู้ว่าเธอกับจักรกฤษอยู่ห้องตรงข้ามกัน
“ใช่ ขอให้สิงห์กับนาศเดินทางปลอดภัยก็แล้วกันนะ” อินทิรารีบตัดบทเพราะไม่อยากอธิบายอะไรมาก
อินทิราวางสายด้วยความผิดหวัง แล้วนั่งคิดหนัก
“ผมได้ยินเื่ที่คุณคุยโทรศัพท์หมดแล้วนะครับ เื่เป็ยังไงมายังไง คุณเล่าให้ผมฟังได้มั้ย” จักรกฤษถาม
“ก็ได้ค่ะ งั้น ฉันขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ฉันชื่อ อินทิราค่ะ ฉันเป็เด็กกำพร้า ต้องอาศัยอยู่กับคุณย่าั้แ่เกิด ฉันเติบโตมาพร้อมกับคุณอาสุวัติ เขามีอายุห่างจากฉันเพียงแค่สิบปี ดังนั้นฉันจึงสนิทกับคุณอามากที่สุด เพราะเล่นและเติบโตมาด้วยกัน จนกระทั่งฉันโตเป็สาว ฉันสอบติดคณะบริหารธุรกิจ เลยย้ายเข้าไปอยู่ในหอพักภายในมหาวิทยาลัย แต่ทว่าั้แ่นั้นเป็ต้นมา ฉันเริ่มมีความรู้สึกว่าเหมือนมีผู้ชายคอยติดตามฉันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกว่าเหมือนมีคนงัดแงะเข้ามาในห้องของฉัน ขโมยสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของฉันไป ตอนนั้นฉันยังไม่เอะใจว่า stalker จะเป็คนใกล้ชิด ฉันก็เลยโทรไปบ่นกับคุณอาสุวัติอยู่เป็ประจำ เขาแสร้งทำเป็แนะนำฉันเป็อย่างดี และหลังจากฉันทำตามคำแนะนำของเขา มันก็ดีขึ้นเพราะไม่มีคนติดตามฉันอีก
แต่พอฉันเข้าสู่ปีสอง ฉันต้องเข้าไปทำกิจกรรมกับรุ่นพี่ผู้ชาย ปัญหาเดิมก็กลับมา คือมีคนคอยติดตามฉัน อีกทั้งยังมีจดหมายที่เป็ลายพิมพ์บอกให้ฉันเลิกยุ่งกับผู้ชายที่คณะด้วย ในตอนนี้ฉันจึงรีบปรึกษาเพื่อนโรงเรียน ซึ่งก็คือสิงหนาช เพื่อนฉันเริ่มสืบหาตัวคนร้ายให้ จนกระทั่งรู้ว่าผู้ชายที่เป็ stalker คืออาสุวัติ ตำรวจกำลังจะจับเขา แต่คุณย่าเข้ามาขอร้องฉันให้ยอมความ ท่านบอกกับฉันว่าจะส่งคุณอาสุวัติไปทำงานที่อังกฤษ ดังนั้นฉันก็เลยไม่แจ้งความเอาผิดเขา เวลาล่วงเลยมานานนับห้าปีได้ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่ฝันฉันต้องสลาย เพราะคุณย่าเสียเมื่อต้นปี ฉันเองก็กังวลว่าคุณอาต้องกลับเมืองไทยเข้าสักวัน ในที่สุดสิ่งที่ฉันกังวลมันก็เกิดขึ้นจริง เขากลับมาเมื่อวานนี้ ฉันเองก็พลาดที่บอกกับป้าว่าจะกลับไปอยู่ด้วย คุณป้าก็เลยส่งคุณอาสุวัติมาช่วยฉันเก็บของ ท่านก็เลยบอกที่อยู่ฉันให้อาสุวัติทราบ และในคืนนี้พอฉันสังเกตภายในห้องของตัวเอง มันก็มีรอยงัดแงะ มันทำให้ฉันรู้ว่า เขาไม่ได้เคาะประตูเข้ามาหาฉันดีๆ แต่กลับทำตัวลับๆล่อๆแล้วปีนระเบียงห้องฉัน ไม่เพียงเท่านั้นยังงัดประตูบานกระจกเข้ามา ฉันไม่มีทางเลือกเลยหนีมาหลบที่ห้องคุณค่ะ” หญิงสาวเล่ายืดยาว
“แจ้งตำรวจดีมั้ยครับ” จักรกฤษแนะนำ
“ฉันยังเห็นเขาเป็ญาตินะคะ ฉันเลยไม่กล้าบุ่มบ่ามเอาผิดเขา” อินทิรากล่าวเสียงเศร้า
“ตอนนี้คุณพักที่นี่ก่อนเถอะครับ กลับไปที่ห้องคุณก็อันตรายเกินไป ไว้พรุ่งนี้เช้าผมจะพาเข้าไปในห้องคุณดีกว่า” จักรกฤษแนะนำ
หญิงสาวกำลังจะตอบ แต่ทว่าเสียงเคาะประตูห้องจักรกฤษก็ดังขึ้น
จักรกฤษเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็ป้าและอาของหญิงสาว
“ฉันมาหาหลานสาวฉัน และจะรีบพาหลานฉันกลับบ้าน” ป้ากล่าวอย่างเอาเื่
อินทิราใที่เห็นเป็ป้าของตัวเอง เลยรีบเดินไปที่ประตู
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้ยัยอิน ทำตัวงามหน้านัก ป้ายอมปล่อยเข้าหน่อย ก็แอบมาอยู่กับผู้ชายแบบนี้ แถมผู้ชายคนนี้ก็เป็คนที่เป็ข่าวหน้าหนึ่งเสียด้วย” ป้ากล่าวเสียงดัง
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณป้า คุณป้าเข้าใจผิดแล้ว ห้องหนูมีโจรงัดแงะ เลยเข้ามาหลบที่ห้องคุณจักรกฤษชั่วคราวเท่านั้น” อินทิราแก้ตัว
“ไม่ต้องมาแก้ตัว อาเขาฟ้องป้าหมดแล้ว กลับบ้านกับป้าเดี๋ยวนี้ยัยอิน” ป้ากล่าวเสียงแข็ง
อินทิรามีอาการตัวสั่น เพราะเห็นรอยยิ้มของอาสุวัติที่ยิ้มแบบสมใจ มันทำให้เธอไม่อยากเข้าไปอยู่บ้านของคุณป้า เธอทำใจอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับอาสุวัติไม่ได้จริงๆ และตอนนี้อินทิราก็เผลอจับแขนของจักรกฤษโดยไม่รู้ตัว มือเธอเย็นเฉียบอีกทั้งมีอาการสั่นกลัว จนจักรกฤษรู้สึกได้ว่าหญิงสาวกลัวผู้ชายตรงหน้ามากจริงๆ
“เอาล่ะครับ ผมสารภาพก็ได้ อินทิราเป็แฟนผมเอง และผมจะไม่ยอมให้แฟนผมไปไหนทั้งนั้น” จักรกฤษโกหกเพราะสงสารหญิงสาว
“คุณกฤษ นี่คุณพูดอะไรคะ” อินทิราใที่ชายหนุ่มโกหกไปแบบนั้น
จักรกฤษแกล้งโอบหญิงสาวเพื่อความสมจริง “เื่มาถึงขั้นนี้แล้วนะที่รัก อีกไม่นานผมก็ต้องไปขอคุณแต่งงานอยู่ดี” จักรกฤษหลับตาข้างหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณให้หญิงสาว
อินทิราเข้าใจแล้ว เธอจึงยอมแสดงละครด้วย “ใช่ค่ะ หนูกับคุณจักรกฤษแอบคบกันมานานแล้ว หนูเลยคิดว่าอาจจะย้ายมาอยู่ในห้องนี้เลย”
“ไม่ได้นะ” อาสุวัติเผลอหลุดปาก
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ คนเป็แฟนกันก็ต้องอยู่ด้วยกันเป็ธรรมดา” จักรกฤษกล่าว
“ในเมื่อพวกเธอคบกัน นายก็ควรเข้าหาผู้ใหญ่ เพื่อให้ญาติของอินเขารับรู้บ้างนะ ไม่ใช่แอบทำตัวลับๆล่อๆแบบนี้” ป้ากล่าว
“ผมขอโทษครับ ไว้วันหลังผมจะเข้าไปไหว้ถึงที่บ้านนะครับ” จักรกฤษกล่าว
“งั้นกลับกันเถอะ นายวัติ ในเมื่อทั้งสองก็ได้เสียกันแล้ว ห้ามอะไรไปมันก็ไม่มีประโยชน์” ป้ากล่าว
“มันไม่ใช่อย่างนั้น….” อินทิราพยายามแก้ตัวแต่จักรกฤษพูดแทรก
“ไม่เอาน่า ผมรู้ว่าคุณอาย ปล่อยคุณป้ากับอากลับบ้านเถอะที่รัก” จักรกฤษรีบพูด
นายสุวัติมองนายจักรกฤษด้วยความโกรธแค้นเพราะชายคนนี้แย่งหญิงในดวงใจของเขาไป
อินทิราเห็นสายตาที่ไม่เป็มิตรของอาสุวัติ เธอก็เลยรีบเข้าไปหลบที่หลังของจักรกฤษ
พอหนุ่มสาวเห็นผู้าุโเดินจากไป จักรกฤษก็รีบปิดประตูทันที
“ผมขอโทษครับที่ทำให้คุณเสียหาย แต่ผมไม่อยากให้คุณกลับไปที่บ้านป้าคุณตอนนี้ เพราะมันเท่ากับว่าเป็การยื่นปลาย่างใส่ปากแมว” จักรกฤษขอโทษขอโพย
“ฉันเข้าใจค่ะ ยังไงก็ขอบคุณนะคะ ที่คุณยอมช่วยฉัน” อินทิรากล่าว
“งั้นวันนี้คุณเข้าไปนอนในห้องผมก่อนก็แล้วกัน ผมเกรงว่าอาคุณจะกลับมาที่ห้องของคุณอีก เดี๋ยวผมนอนโซฟาเองครับ” จักรกฤษกล่าว
“คุณเป็เ้าบ้าน ให้ฉันนอนโซฟาเองก็ได้นะคะ” อินทิราเกรงใจ
“ไม่เป็ไรครับ คุณไปนอนเถอะ” จักรกฤษกล่าว
อินทิราเลยได้ไปนอนที่เตียงของจักรกฤษอย่างตื่นเต้น ภายนอกเธอดูเรียบร้อยและนิ่งเฉย แต่ในใจดีใจะโโลดเต้นที่ได้นอนในห้องของชายที่ปลื้มมาก
จักรกฤษเดินไปล็อคประตูห้องตัวเองทุกที่ เพราะกลัวอาสุวัติแอบงัดเข้าห้องของเขา ด้วยความสงสารเขาเลยตั้งใจว่าจะช่วยปกป้องหญิงสาวที่เป็เหยื่อนี้
********************************************************
ตอนจบ
เช้าวันรุ่งขึ้น อินทิราติดต่อเ้าของคอนโดว่าเธอยังไม่ย้าย และจ้างให้ช่างมาซ่อมแซมประตูในห้องใหม่ทั้งหมด ในระหว่างนี้เธอก็ไปพักโรงแรมเพราะไม่อยากรบกวนจักรกฤษมากนัก ยังไงเธอกับเขาก็ไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น สิงหนาชได้โทรสั่งให้ลูกน้องคอยติดตามอินทิราเพื่อคุ้มกันชั่วคราว ในระหว่างที่เขาไปปฏิบัติงานที่ราชบุรีกับปิยนาศ
อินทิราซึ้งใจจักรกฤษที่ยอมช่วยเหลือเธอ เลยนัดเขามาทานข้าวที่ภัตตาคารในตอนเที่ยง
“คุณไม่จำเป็ต้องเลี้ยงผมก็ได้นะครับ พวกเราถือเป็เพื่อนบ้านกัน” จักรกฤษกล่าว
“ฉันรู้สึกติดค้างน่ะค่ะ” อินทิรากล่าว
“อย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ดูๆไปผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณจริงๆนะครับ ผมเคยเจอคุณที่ไหนสักที่แต่นึกไม่ออก” จักรกฤษสังเกตมองหน้าหญิงสาว
“คงเป็คนหน้าเหมือนมั้งคะ” อินทิรารีบพูดกลบเกลื่อนเพราะเธอกลัวเขาจำได้ว่าเธอปลอมเป็หญิงชรา
“นั่นสิครับ” จักรกฤษกล่าว
“แล้วคุณต้องไปขึ้นศาลเมื่อไหร่คะ” อินทิรารีบเปลี่ยนเื่
“วันมะรืนครับ ได้คุณปิยนาศและสิงหนาชช่วย ผมสบายใจขึ้นเยอะเลย” จักรกฤษกล่าว
“ขอให้คุณชนะคดีนะคะ” อินทิราอวยพร
“ขอบคุณครับ” จักรกฤษยิ้มให้
อินทิรารู้สึกเคอะเขินเลยไม่ได้คุยอะไรมาก พอแยกย้าย เธอก็รีบกลับไปทำงานต่อทันที เหตุการณ์ก็สงบมาด้วยดีเพราะเธอมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน
***********************************
และแล้วก็ถึงวันขึ้นศาล เป็วันที่จักรกฤษได้เผชิญหน้ากับโสภิรา ในตอนขึ้นศาลโสภิศใมากที่เห็นเพื่อนสาวยอมว่าความให้กับฝ่ายศัตรู ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อนสาวยังหาหลักฐานและพยานมาแก้ต่างได้ทั้งหมด เลยกลายเป็ว่าโสภิราเป็คนจัดฉากใส่ร้ายชายหนุ่มเสียเอง ในขณะนี้นางแบบสาวเลยกลายเป็ผู้ต้องหาว่าจ้างเ้าหน้าที่ปลอมให้ไปลักขโมยกระปุกอสุจิของจักรกฤษ อีกทั้งยังใส่ร้ายป้ายสีเขาว่าเป็ stalker ทั้งๆที่ตัวจักรกฤษเองนั้นบวชเป็พระภิกษุที่จังหวัดราชบุรีอยู่
และกลายเป็ว่าฝ่ายโสภิราแพ้ราบคาบ เธอถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ แต่พี่เขยช่วยประกันตัวและจ่ายค่าปรับทดแทนให้ทุกอย่าง
โสภิศยังหน้ามืดตามัวไม่มองที่ความจริง เธอรีบเดินไปหาเพื่อนสาวพร้อมกับตบเพื่อนอย่างแรง
สิงหนาชที่มาดูปิยนาศว่าความด้วย เขารีบวิ่งเข้าไปเพื่อดึงทนายสาวเข้ามากอดไว้ พร้อมกับปกป้องอย่างเต็มที่
“ทำอะไรน่ะโสภิศ ทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ ผมสามารถเอาผิดคุณได้นะ” สิงหนาชกล่าว
“ก็ยัยนาศ ยอมว่าความให้ผู้ชายชั่วคนนี้ เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกความเป็ฝ่ายชนะสินะ” โสภิศเข้าใจว่าเพื่อนสาวหาหลักฐานและพยานปลอมเพื่อส่งเสริมลูกความ
“ฉันไม่เป็ไรหรอกสิงหนาช ปล่อยฉันเถอะ” ปิยนาศตั้งสติ แล้วหันไปพูดกับเพื่อน “ยัยโส เธอควรมองความจริงบ้าง ในเมื่อคุณจักรกฤษเป็ผู้บริสุทธิ์จริงๆ และน้องสาวเธอก็เป็คนใส่ความเขาจริงๆ เห็นๆอยู่ว่าหลักฐานและพยานแ่าแค่ไหน” ปิยนาศพูดอย่างใจเย็น
“ฉันไม่เชื่อหรอก ก็ในเมื่อยัยภิราถูกคุกคามจริงๆ” โสภิศยังคงเชื่อน้องสาว
“อาจจะถูกคุกคามจริงๆ แต่คงไม่ใช่ฝีมือของคุณจักรกฤษล่ะมั้ง เธอลองสังเกตคนใกล้ตัวไว้บ้างนะยัยโส เธออาจมองเห็นความจริงบ้างก็ได้” ปิยนาศอยากเตือนเพื่อนเื่สามีของเธอ แต่ปิยนาศไม่สามารถพูดออกมาได้เพราะอาจโดนข้อหาิ่ประมาท
“เธอพูดอะไรน่ะ” โสภิศยังไม่เข้าใจ
“ฉันพูดอะไรได้ไม่มากนักหรอก เพราะถ้าฉันพูดไป เธอก็หาว่าฉันใส่ร้ายคนที่เธอรัก งั้นเธอก็จับตาดูเองก็แล้วกัน ฉันไปล่ะ” ปิยนาศเผลอจูงมือสิงหนาชไปขึ้นรถ จนเขาแอบยิ้มกรุ้มกริ่ม
“นี่เธอจะให้ฉันกลับบ้านด้วยงั้นหรอ” สิงหนาชรีบทัก
“เอ้อ โทษที ฉันมัวแต่คิดเื่ของยัยโสภิศน่ะ” ปิยนาศรีบปล่อยมือ
“ที่เธอพูดหมายความว่ายังไง คนใกล้ตัวที่ว่าคงไม่ได้หมายถึงนัฐพลนั่นหรอกนะ” สิงหนาชกล่าว
“ทำไมนายรู้ล่ะ” ทนายสาวหลุดปาก
“ใช่จริงด้วย ฉันแอบเห็นเขาพาโสภิราเข้าโรงแรมม่านรูดน่ะสิ ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อสายตาหรอก แต่ลูกน้องฉันก็มือไวไปแอบถ่ายไว้” สิงหนาชเล่า
“แล้วทำไมนายไม่ยอมบอกยัยโสภิศล่ะ” ปิยนาศสงสัย
“โสเขารักและหลงสามีมากนะ เขาไม่เชื่อฉันหรอก นอกจากเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ถึงเห็น ฉันเองก็ไม่รู้ว่า โสเขาจะตัดสินใจยังไง เพราะโสเป็เพียงแม่บ้านที่ต้องพึ่งพาฝ่ายชาย คงเลิกกันยากน่ะ” สิงหนาชให้ความเห็น
“ใช่จริงด้วย” ปิยนาศนึกสงสารเพื่อน
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ” สิงหนาชลาทนายสาว
“อื้อ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปรับอินทิราที่โรงแรมด้วย ยัยอินจะไปพักที่อพาร์ทเม้นท์ฉันน่ะ” ปิยนาชกล่าว
“ฝากด้วยนะปิยนาศ เพราะสมัยก่อนอินเขาทั้งกลัวและระแวงอาตัวเองมาก ถึงขั้นไปพบจิตแพทย์เลยด้วย ฉันก็ไม่อยากให้เพื่อนอยู่คนเดียวมันอาจหลอนได้” สิงหนาชเป็ห่วงเพื่อนโรงเรียน
“เื่นี้ฉันเข้าใจ ฉันขอบคุณแม่นายและนายมากนะ ที่ยอมช่วยเื่คดีความน่ะ” ทนายสาวกล่าว
“คนกันเองอยู่แล้ว แล้วค่อยเจอกันนะ” สิงหนาชโบกมือลา
***********************************
ั้แ่นั้นมา อินทิราก็เลยได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ของปิยนาศชั่วคราว วันนี้อินทิรายอมทำตามสัญญา เธอโอนเงินให้เพื่อนสาวทันที
“ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ฉันก็ได้นะ ยัยอิน ฉันเต็มใจว่าความให้คุณจักรกฤษเขาอยู่แล้ว” ปิยนาศเกรงใจเพื่อน
“ไม่เป็ไรหรอกนาศ สัญญาต้องเป็สัญญา” อินทิรายอมทำตามคำพูด
“ว่าแต่ทำไมเธอถึงต้องทุ่มทุนขนาดนี้ด้วย เธอถึงขนาดติดตามคุณจักรกฤษทุกที่ แถมยอมแม้กระทั่งติดตามเขาไปราชบุรี ปลอมเป็หญิงชราถือไม้เท้า คอยตักบาตรทุกเช้า ฉันนี่ยอมเธอจริงๆ” ปิยนาศพูดเสียงดัง เพราะทั้งสองอยู่คนละฝั่งของห้อง
ทำให้เสียงของทั้งคู่เล็ดลอดไปนอกห้อง อินทิราซึ่งกำลังรวบรวมขยะไปทิ้ง เธอเปิดประตูออกไปก็ใที่มองเห็นจักรกฤษเดินลงบันไดไป นั่นทำให้เธอรู้ว่าเขาต้องแอบได้ยินเื่ที่เธอและเพื่อนคุยกันอย่างแน่นอน อินทิรารีบวิ่งตามไปเพื่ออธิบาย แต่พอใกล้ไปถึงเขา เธอก็หยุดยืนเสียดื้อๆ เธอคิดในใจว่า “แบบนี้อาจดีแล้วก็ได้ เพราะยังไงต่อไปฉันตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณอีก คุณจักรกฤษ”
หลังจากอินทิราไปทิ้งขยะเสร็จ เธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ฉันเห็นเธอวิ่งออกไป มีท่าทีลุกลี้ลุกลนด้วย” ปิยนาศสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันจำคนผิดน่ะ” อินทิราพูดแก้ตัว
“งั้นรีบแต่งตัวเถอะ ไปทานข้าวนอกบ้านกัน วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” ปิยนาศกล่าว
“ไปสิ” อินทิรากล่าวเสียงปกติ ทั้งๆที่ในใจก็เศร้าที่ต้องมารู้ว่าจักรกฤษเกรงกลัวตัวเองอยู่
***********************************
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา อินทิราเห็นว่าอาสุวัติยอมไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก ดังนั้นเธอจึงเลิกจ้างบอดี้การ์ดทันที แต่นั่นก็ถือว่าเป็การตัดสินใจที่ผิดครั้งใหญ่
อินทิราทำโอทีที่บริษัทจนดึกดื่น เธอโทรบอกเพื่อนว่าจะไปนอนที่คอนโดตัวเอง พอเธอเดินไปที่ลานจอดรถเท่านั้นแหละ เธอถูกลักพาตัวทันที คนร้ายโปะยาสลบเธอ แล้วพาเธอขึ้นรถไปทันที
อินทิราฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเธออยู่ถูกมัดติดกับหัวเตียง และมีเทปปิดปากเธอไว้
“ว่าไงหลานรักของอา” อาสุวัติกล่าวทัก
อินทิราทำได้แต่ดิ้นและมีน้ำตาไหลพราก
“ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะคนดี อินก็รู้ว่าอารักอินมากแค่ไหน อีกอยากอินไม่ต้องกังวล เพราะอาไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของคุณย่า ดังนั้นอาสามารถแต่งงานและดูแลอินได้” อาสุวัติกล่าว
อินทิราทำได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
ทำให้อาสุวัติ ตะคอกใส่ด้วยความโมโห “ทำไม ไอ้หน้าจืดนั่นมันมีอะไรดี มันไม่เห็นมาเหลียวแลอินเลยสักนิด สู้อาก็ไม่ได้ อาคอยติดตามหลานทุกที่ ทั้งยามหลานนอนหลับอาก็ถ่ายรูปเก็บไว้ หลานอยากดูมั้ย” อาเลยเปิดมือถือให้หลานสาวดูภาพ
ตอนนี้อินถึงขั้นขนหัวลุกเพราะเธอนึกไม่ถึงว่าเขาอยู่ใกล้ตัวเธอมากจริงๆ และคิดว่าอาของเธอต้องเป็โรคจิตขั้นรุนแรงจริงๆ
“เป็ของอานะอิน รับรองอาจะรับผิดชอบแต่งงานกับอินเอง อายอมเปลี่ยนนามสกุลเพื่อหลานเลยก็ได้นะ หากอินกลัวเสียชื่อเสียง” อาสุวัติพูดเองเออเอง
อินนึกไม่ถึงว่าอาตัวเองจะวางแผนเสร็จสรรพแบบนี้ ในใจเธออยากให้ใครสักคนช่วย แต่เธอทำอะไรไม่ได้ เพราะมือของเธอถูกมัดแ่า
อาสุวัติกำลังทำการข่มขืนหลานสาวของตัวเอง เขาไม่้าให้ชายคนไหนได้ตัวอินไปทั้งนั้น
อินพยายามดิ้นสุดชีวิตแต่ก็ไร้ผลเพราะพันธนาการช่างแ่าจริงๆ สักพักเหมือนเ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย เธอได้ยินเสียงตำรวจเข้าบุกจับกุมตัวอาโรคจิตทันควัน ตอนนี้อินร้องไห้จนตามัว ไม่รู้ว่าใครเป็ใคร มีคนแก้มัดให้กับเธอ เธอเข้าใจว่าชายผู้นั้นเป็สิงหนาช เลยหลับหูหลับตากอดเพื่อนสนิท
“ฮือ ฮือ ฉันกลัวจริงๆนะ สิงหนาช” อินร้องไห้อย่างไม่อาย
“ไม่เป็ไรแล้วนะครับ คุณปลอดภัยแล้ว”
อินจดจำเสียงได้ว่าไม่ใช่เสียงเพื่อน เลยรีบคลายอ้อมกอดทันที “เอ่อ ฉันขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าเป็เพื่อนของฉัน”
จักรกฤษเช็ดน้ำตาให้หญิงสาว “ผมดีใจที่เห็นคุณปลอดภัย พวกเรากลับกันนะครับ”
“แล้วเพื่อนฉันล่ะคะ” อินถามหาสิงหนาช
“ผมเป็คนแจ้งตำรวจท้องที่ ไม่ได้บอกเพื่อนคุณครับ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก” จักรกฤษกล่าว
“แล้วทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันล่ะคะ คุณไม่กลัวฉันงั้นหรอ” อินทิรากล่าวเสียงเศร้า
“แล้วทำไมผมต้องกลัวคุณด้วยล่ะ” จักรกฤษกล่าว
“ก็ฉัน เอ่อ ฉันเป็ stalker ติดตามคุณนี่” อินทิรายอมสารภาพ
“ผมก็เลยติดตามคุณเพื่อแก้แค้นบ้างไง มันเลยทำให้ผมรู้ว่าอาคุณยังติดตามคุณไม่ยอมปล่อย ผมเห็นเขาลักพาตัวคุณไป ผมเลยรีบแจ้งตำรวจทันที” จักรกฤษยอมเผย
“เอ่อ คุณไม่ต้องอุ้มฉันก็ได้ค่ะ ฉันเดินเองได้” อินทิรากล่าวท้วง
“ไม่เห็นเป็ไรเลย ก็พวกเราเป็แฟนกันนี่” จักรกฤษไม่ยอมวางหญิงสาวลง
“แฟนปลอมๆค่ะ” อินทิรารีบย้ำ
“แต่ผมคิดจริงๆนี่ ผมยอมรับว่าผมแอบกลัวคุณ แต่พอผมกลับบ้านแม่แล้วไปค้นไดอารี่ท่านมาอ่าน ผมถึงรู้ว่าผู้หญิงที่แม่ผมอยากให้แต่งงานด้วยเป็คุณ” จักรกฤษกล่าว
“ฉันรู้ค่ะ ว่าคุณไม่อยากแต่งงานกับฉัน ฉันอยู่ห้องตรงข้ามคุณ ก็เลยรู้ว่าคุณลงทุนถึงขั้นจ้างผู้หญิงให้มาหลอกแม่คุณ ฉันเห็นว่ามันสนุกดี ฉันก็เลยคอยติดตามว่าคุณจะทำยังไงต่อ จะลงทุนถึงขั้นไหนยังไง แต่พอฉันทำไปเรื่อยๆ มันก็เลยติดเป็นิสัยค่ะ
แต่พอถึงวันที่คุณโศกเศร้าเสียใจที่คุณแม่คุณจากโลกนี้ไป คุณแทบไม่เป็ผู้เป็คน ฉันอยากเข้าไปปลอบใจคุณ แต่ทำไม่ได้เพราะฉันรู้ว่าคุณต้องกลัวฉันแน่ๆ ฉันห่วงคุณก็เพราะเห็นคุณเศร้า พอเห็นคุณไปต่างจังหวัด ก็เลยลองตามไปเพราะกลัวว่าคุณอาจทำร้ายตัวเอง แต่พอเห็นคุณตัดสินใจบวช ฉันเลยโล่งใจค่ะ และไหนๆฉันก็ลางานเพื่อคุณ ฉันก็เลยปลอมตัวเป็หญิงชรา เพียงเพื่อจะตักบาตรเท่านั้นเพราะฉันกลัวว่าคุณเคยเห็นหน้าฉันแล้วและจดจำฉันได้ค่ะ” หญิงสาวเล่ายืดยาว
“ผมเข้าใจแล้วครับ แต่เมื่อวานนี้ผมพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอคุณอย่างเป็ทางการกับป้าของคุณ และท่านก็ตกลงยกคุณให้ผมแล้ว อาจเป็เพราะวันที่พวกเรายอมแสดงละครแกล้งเป็แฟนกันในวันนั้น ท่านถึงยอม เลยทำให้อาคุณไม่พอใจ ถึงขั้นอุกอาจลักพาตัวคุณไปแบบนี้” จักรกฤษเล่า
“อะไรนะคะ คุณสู่ขอฉันแล้ว แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนคะ” อินทิราเริ่มโวยวาย
“ผมกลัวคุณปฏิเสธครับ” จักรกฤษกล่าว
“ฉันอาจดีใจก็ได้นี่” อินทิรากล่าวอย่างเขินๆ
“กลับคอนโดผมนะครับ วันนี้คุณเจอเื่ร้ายๆมามากแล้ว” จักรกฤษชวนแฟนแบบยิ้มๆ
“พาแฟนไปสอบปากคำก่อนนะครับ” ตำรวจขัดจังหวะ
“ครับผม เดี๋ยวผมพาไปเอง” จักรกฤษรับคำ ก่อนพาหญิงสาวไปนั่งบนรถของเขา
ตอนนี้อินทิราตกกระไดพลอยโจนเป็แฟนของจักรกฤษอย่างไม่ทันตั้งตัว และเธอจะต้องเตรียมตัวแต่งงานตามฤกษ์ยามที่ป้าหามาให้อย่างขัดไม่ได้ งานแต่งงานทั้งคู่จัดอย่างเรียบง่ายไม่เอิกเกริกมากนัก ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี เพราะตอนนี้อาสุวัติได้เข้าไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวท แต่ที่อินทิราเสียใจหนักก็คือโสภิศเพื่อนสนิทไม่ยอมมางานแต่งงานของเธอเลย
***********************************
โสภิศโกรธทั้งอินทิราและปิยนาศ เธอคิดว่าเพื่อนทั้งสองหักหลังเธอไปเข้าข้างศัตรู แต่พอนานวันเข้า เธอเริ่มจับสังเกตได้ว่าสามีของเธอมักกลับบ้านดึกๆดื่นๆ บางวันก็กลับมาพร้อมกับน้องสาวของตัวเอง
โสภิศเริ่มรู้สึกระแวงสามี เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเริ่มห่างเหิน สามีไม่ทำการบ้านอ้างว่าเหนื่อยตลอด คราวนี้โสภิศเริ่มเฝ้าติดตามพฤติกรรมของสามี จนกระทั่งวันหนึ่ง โสภิศแอบขับรถติดตามก็พบว่าสามีเลิกงานั้แ่ห้าโมงเย็น หลังจากนั้นก็ขับรถไปรับนางแบบสาวถึงที่สตูดิโอ เธอเห็นทั้งสองเข้าไปในร้านสุดหรูแล้วทานข้าวด้วยกัน ทั้งคู่สวีทกันยิ่งกว่าคู่รักข้าวใหม่ปลามันเสียอีก
ทั้งสองยังไม่กลับบ้านทันที นัฐพลพาโสภิราไป shopping ด้วยกัน เขากลายเป็พ่อบุญทุ่มยอมซื้อข้าวของทุกอย่างให้กับโสภิราจนโสภิศที่แอบตามมานึกอิจฉา พอซื้อของเสร็จ รถของนัฐพลไปจอดที่โรงแรมม่านรูดจนโสภิศใ ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจมากที่ถูกสวมเขามาโดยตลอด แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยอมเป็ฝ่ายเผชิญหน้า
ผ่านไปไม่นานโสภิศก็ไปเคาะประตูหน้าห้องของคนคบชู้ทั้งคู่
“มีอะไรอีก” นัฐพลเปิดประตูออกมาก็ใสุดขีดที่เห็นเป็ภรรยาของตัวเอง
โสภิศโกรธจนหน้ามืดตามัว เธอบุกเข้าไปในห้อง แล้วเดินเข้าไปตบโสภิรา ซึ่งบัดนี้น้องสาวกำลังเปลือยแต่มีผ้าห่มปกคลุมร่างกาย
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว “นี่พี่ร้ายกับแกมากเลยใช่มั้ย ถึงได้หักหลังพี่แบบนี้ กล้าดียังไงถึงกล้าแย่งผัวพี่”
“ฮือ ฮือ ผัวพี่มายุ่งกับภิราเองต่างหาก” โสภิราเถียงกลับ
“นังน้องไม่รักดี” โสภิศตบน้องสาวอีกครั้ง
นัฐพลทนไม่ได้รีบผลักตัวโสภิศล้มไปกองกับพื้นทันที “เลิกยุ่งกับภิรานะ รู้มั้ยผมเบื่อคุณจะแย่อยู่แล้ว ผมมีแผนจะหย่ากับคุณเร็วๆนี้”
“อะไรนะคะ นี่คุณจะหย่ากับฉันงั้นหรอ” โสภิศไม่เชื่อหูตัวเอง
“ใช่ คุณเก็บของออกไปจากบ้านผมได้แล้ว” นัฐพลไล่
“คุณเคยรักฉันบ้างหรือเปล่า คุณนัฐพล” โสภิศน้ำตานองหน้า
“ความรู้สึกผมมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้ผมรักภิราคนเดียว” นัฐพลกล่าวอย่างไร้เยื่อใย
โสภิศร้องไห้สะอึกสะอื้น “แล้วเื่ที่ภิราไปกล่าวหาคุณจักรกฤษ นั่นเป็ความคิดของคุณใช่มั้ย เพราะชายคนนั้นไม่ยอมร่วมธุรกิจกับคุณต่อ คุณก็เลยไปกลั่นแกล้งเขาแบบนั้น”
“ใช่แล้วจะทำไม แต่มันดันหาข้อแก้ต่างได้ น่าเจ็บใจจริงๆ” นัฐพลยอมเผย
“ทำไมคุณช่างเลวแบบนี้นี่” โสภิศด่าสามี
ผู้ชายที่เคยดูเป็สุภาพบุรุษ รีบตบภรรยาสุดน่าเบื่อทันที ตอนนี้โสภิศล้มไปกองกับพื้นอีกครั้ง นัฐพลกำลังจะเข้าไปทำร้ายซ้ำ แต่ภิราสงสารพี่สาวเลยใช้ผ้าห่มพันตัวแล้วรีบไปห้ามพี่เขยไว้
“ไปซะ โสภิศ อย่าให้ผมต้องทำร้ายร่างกายคุณไปมากกว่านี้” นัฐพลไล่
โสภิศที่เจ็บทั้งกายและใจรีบเดินออกไปจากโรงแรมม่านรูดทันที ตอนนี้เธอเข้าใจคำพูดของปิยนาศแล้ว เธอยังไม่อยากกลับบ้านในตอนนี้ เพราะที่บ้านมีแต่ความทรงจำที่เกี่ยวกับชายชั่วคนนั้น ดังนั้นโสภิศจึงไปที่บ้านของทนายสาว
“เกิดอะไรขึ้นน่ะโสภิศ ทำไมแก้มเธอช้ำแบบนั้น” ปิยนาศใในสภาพของเพื่อน
โสภิศไม่ยอมพูดอะไร เธอทำได้แต่วิ่งเข้าไปกอดเพื่อนร้องไห้
ปิยนาศรอจนเพื่อนสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยถามอีกครั้ง
โสภิศยอมเล่าเื่ราวที่น้องสาวกับสามีลักลอบเป็ชู้กัน และยอมเล่าแม้กระทั่งว่าสามีเป็ผู้บงการให้น้องสาวใส่ร้ายป้ายสีจักรกฤษ
“เธอยอมหย่ากับชายชั่วคนนั้นเถอะนะ แล้วตั้งตัวใหม่” ปิยนาศกล่าว
“แล้วฉันจะไปทำอะไรได้ ฉันเป็แค่แม่บ้านธรรมดาคนนึง” โสภิศกล่าวเพราะพึ่งพาสามีมานาน
“เช่าร้านแล้วเปิดร้านอาหารดีมั้ย เดี๋ยวฉันหาทำเลให้” ปิยนาศแนะนำ
“ขอบใจมากนะเพื่อน ที่เธอยอมช่วยฉัน” โสภิศกล่าวอย่างซึ้งใจ
“ก็พวกเราเป็เพื่อนกันนี่” ปิยนาศกล่าว
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ นัฐพลก็รีบนัดโสภิศไปหย่าที่สำนักงานเขต เธอมองเห็นสามียิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้หย่ากับเธอ เขาเซนเสร็จ เก็บเอกสาร แล้วเดินหนีจากเธอไปอย่างไร้เยื่อขาดใย
แม้ภายในใจโสภิศจะเจ็บแค่ไหน เธอก็อดทนเพราะถึงรั้งตัวชายชั่วคนนี้ไว้ เธอก็ไม่มีความสุขอยู่ดี
โสภิศเปิดร้านอาหารไปได้หนึ่งสัปดาห์ เริ่มแรกลูกค้าก็เต็มร้าน แต่สักพักเริ่มมีคนกลั่นแกล้งใส่ร้ายเธอ ด้วยการแอบใส่แมลงวันที่ตายแล้วลงไปในอาหาร เป็การทำลายชื่อเสียงร้านของเธออย่างมาก ทำให้หลังจากนั้นลูกค้าเข้าร้านเธอน้อยลง โสภิศเริ่มท้อถอยและกำลังจะปิดกิจการ แต่ทว่า
“อิน เธอมาอุดหนุนฉันงั้นหรอ” โสภิศทักเมื่อเห็นเพื่อนเดินเข้ามาในร้าน
“เปล่า ฉันจะมาชวนเธอไปเปิดร้านที่บริษัทสามีฉันน่ะ รับรองระบบรักษาความปลอดภัยที่นั่นดีมาก ไม่มีใครสามารถกลั่นแกล้งเธอได้อย่างแน่นอน” อินทิรากล่าว
“เธอรู้เหรอว่าฉันโดนกลั่นแกล้ง” โสภิศสงสัย
“อื้อ สิงหนาชสืบได้ว่าสามีเธอจ้างคนให้มาแกล้งเธอน่ะ” อินทิรากล่าว
“ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นด้วย” โสภิศไม่เข้าใจ
“การที่เขาหย่าขาดกับเธอ แล้วไปแต่งงานกับน้องเธอ ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูไม่ดี สังคมพากันประณามเขาว่าเป็ผู้ชายเลว เขาโกรธมากก็เลยมาลงที่เธอแบบนี้” อินทิรากล่าว
“ใช่ ผู้ชายคนนั้นเลวจริงๆ” โสภิศกล่าว
“คุณจักรกฤษชอบฝีมือทำอาหารของเธอนะ” อินทิรากล่าว
“แล้วเขามาทานตอนไหน” โสภิศสงสัย
“ฉันแอบจ้างคนมาซื้ออาหารที่ร้านเธอบ่อยๆน่ะ ฉันไม่กล้าสู้หน้าเธอ ฉันกลัวเธอยังโกรธฉันอยู่” อินทิรากล่าว
“ขอโทษนะอิน ฉันทำอะไรตามอารมณ์โดยลืมไปว่าฉันมีเพื่อนรักอย่างเธอและปิยนาศ” โสภิศรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไร พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ” อินทิรากล่าว
“งั้นฉันตกลง ฉันยอมไปเปิดร้านที่บริษัทสามีเธอก็แล้วกัน” โสภิศกล่าว
“มา ฉันช่วยเก็บของนะ” อินทิราเข้าไปช่วยทันที
โสภิศซึ้งใจในเพื่อนรักทั้งสองคน ขนาดเธอโมโหใส่เพื่อนทั้งสองมากมายแค่ไหน เพื่อนเธอก็ไม่ยอมทิ้งเธอ อีกทั้งยังยื่นมือให้ความช่วยเหลือยามเธอตกระกำลำบากอย่างเต็มที่
***********************************
ณ สำนักทนายความ
“นึกยังไงถึงมารับฉันที่นี่น่ะ สารวัตร” ปิยนาศสงสัย
“เรียกซะห่างเหินเชียว ฉันจะพาเธอกลับบ้านแม่เธอนั่นแหละ” สิงหนาชกล่าว
“งั้นนายบอกฉันก็ได้ ฉันจะได้ขับรถตามไป ไม่เห็นต้องให้ฉันนั่งรถคันเดียวกับนายเลยนี่” ปิยนาศกล่าว
“เอาน่า ที่บ้านเธอมีเื่ด่วนจริงๆ” สิงหนาชไม่อยากเสียเวลา
“อะไรนะ หรือว่าแม่ฉันเป็อะไร” ปิยนาศใ
“เปล่า ก็แค่แม่เธอให้ไปช่วยงานนิดหน่อยเท่านั้น” สิงหนาชกล่าว
“ไม่เห็นแม่จะบอกอะไรเลยนี่” ปิยนาศสงสัย
“ไปถึงก็รู้เองนั่นแหละ อย่าถามเยอะ” สิงหนาชรีบพูดตัดบท
เมื่อสารวัตรขับถึงบ้านแม่ปิยนาศ เขาจอดรถ เปิดประตูให้หญิงสาวแล้วถือวิสาสะจูงมือทนายสาวเข้าไปในบ้านอย่างงงๆ
“มาถึงแล้วหรอลูก แม่มาทวงสัญญาน่ะ ลูกบอกเองว่าจะตกลงแต่งงานกับสิงหนาชเขา ดังนั้นวันนี้แม่ก็เลยมาสู่ขอลูกอย่างเป็ทางการ” แม่ของสิงหนาชกล่าว
ปิยนาศเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงคำสัญญานั้น เลยรีบกล่าวอ้างทันที “เอ่อ คุณแม่คะ สิงห์เขามีคนรักอยู่แล้วนะคะ คุณแม่อย่าคลุมถุงชนเลย ปล่อยให้ลูกชายแม่ไปมีความสุขดีกว่า”
“สัญญาก็ต้องเป็สัญญาสิ แม่อุตส่าห์ช่วยเหลือเื่คดีทุกอย่างเลยนะ” แม่สิงหนาชไม่ยอม
สักพักแฟนหุ่น sexy ของสิงหนาชก็เดินเข้ามาในบ้าน ทำให้ทนายสาวใ
“นั่นไงคะ แฟนสิงหนาชมานั่นแล้วด้วย” ปิยนาศชี้ไปที่หญิงหน้าตาดีคนนั้น
แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบจูงมือทนายสาวไปข้างนอกทันที จนปิยนาศนึกกลัว
ในใจปิยนาศคิดว่า “นี่ฉันจะโดนตบมั้ยเนี่ย แล้วไหนว่าสิงหนาชจะปกป้องฉันไง ไหนเขานิ่งเฉยแบบนี้ ช่างไม่ทำตามคำพูดจริงๆ”
ปิยนาศทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย เลยหลับตารอให้ฝ่ายหญิงตบเธอให้สมใจ
“นี่ไงคะจอห์น แฟนตัวจริงของพี่สิงหนาชเขา เธอเป็ทนายชื่อว่าปิยนาศค่ะ ฉันไม่ได้นอกใจคุณจริงๆนะคะจอห์น”
ปิยนาศลืมตาขึ้นมามองก็เห็นฝรั่งผมทองสูงยาวเข่าดี มองเธอั้แ่หัวจรดเท้า
“แต่ทั้งโรงพัก บอกว่าคุณเป็แฟนสารวัตรนะ” จอห์นพูดไทยไม่ชัด
“พี่ก็พูดยืนยันไปสิคะ ว่าพี่เป็แฟนของพี่สิงหนาช” หญิงสาวคะยั้นคะยอปิยนาศให้พูด
“เอ่อ พี่” ปิยนาศรู้สึกกดดัน แต่เพื่อช่วยเหลือหญิงสาวหุ่น sexy คนนั้นก็เลยว่า “ค่ะ ฉันเป็แฟนสิงหนาช”
“ก็แค่นี้เอง คุณยอมเชื่อฉันแล้วนะจอห์น” หญิงสาวคนนั้นกล่าว
“ผมยอมเชื่อแล้ว งั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ ขอบคุณคุณมาก คุณนายสารวัตร” จอห์นกล่าว
“เอ่อ เดี๋ยวสิคะ” ทนายสาวยืนเกาหัว เพราะเธอเห็นฝรั่งโอบเอวผู้หญิงคนนั้นไปขึ้นรถทันที
สักพักสิงหนาชก็กอดทนายสาวจากทางด้านหลังจนเธอใ
“เธอพูดเองนะ ว่าเธอเป็แฟนฉัน” สิงหนาชพูดยิ้มๆ
“ปล่อยนะ ฉันก็แค่พูดเพื่อช่วยผู้หญิงคนนั้นเท่านั้นเอง” ปิยนาศรีบแก้ตัว
“ไม่รู้ล่ะ รีบเข้าบ้านกันเถอะ ผู้ใหญ่กำลังหาฤกษ์ยามกันอยู่ ถึงขั้นโทรสอบถามหมอดูเลยนะ” สิงหนาชกล่าว
“เดี๋ยวสิ ฉันเดินเองได้ ไม่เห็นต้องอุ้มฉันแบบนี้” ปิยนาศรีบท้วง
ผู้ใหญ่มองหนุ่มสาวอย่างเอ็นดู าุโทั้งสองมองออกว่าทั้งคู่แอบชอบพอกัน แต่พากันปากแข็งไม่ยอมพูด จนผู้ใหญ่ทั้งสองต้องยื่นมือเข้าไปช่วย
สิงห์และนาศนั่งลงพับเพียบแต่โดยดี และยอมกระทำตามผู้ใหญ่ ซึ่งนาศก็งงตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดเธอถึงไม่ยอมคัดค้าน
สิงหนาชแอบกระซิบบอกหญิงสาว “ฉันรักเธอนะ นาศ แต่งงานกับฉันนะ”
ปิยนาชแอบยิ้ม เธอเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้ฝ่ายชายหมั่นเขี้ยวและชิงหอมแก้มหญิงสาว
“นั่นไง ยังไม่ถึงวันแต่งงานเลยนะ นายสิงห์ เดี๋ยวลูกแม่ก็ช้ำหมดหรอก” แม่ปิยนาศกล่าวแซว
“ผมสัญญาครับจะทะนุถนอมลูกสาวแม่เป็อย่างดี” สิงหนาชกล่าว
และแล้วสารวัตรหนุ่มและทนายสาวก็ตกลงปลงใจแต่งงานกัน แต่งานแต่งของพวกเขามีเพื่อนๆมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะโสภิศยอมคืนดีกับเพื่อนรักอย่างอินและนาศแล้ว ทำให้บรรยากาศงานแต่งชื่นมื่นอย่างมาก
ความบาดหมางระหว่างจักรกฤษและโสภิศได้หายไป กลายเป็ว่าทั้งสองมีมิตรภาพต่อกันแทน จักรกฤษไม่ถือโทษโกรธเคืองเื่ที่แล้วมา และแถมยังยอมให้โสภิศไปเปิดร้านอาหารที่บริษัทของเขาอีกด้วย
ในขณะที่โสภิศได้มองเห็นแล้วว่า ไม่ว่าคนเราจะอยู่ในเพศไหนก็ตาม ต่างมีทั้งดีและชั่วได้ทั้งนั้น เพศชายก็ดีได้ เพศหญิงก็ชั่วได้ ดังนั้นการที่เธอเป็สมาชิกของสมาคมรักษาสิทธิของสตรี เธอจำเป็ต้องคำนึงถึงเหตุผลข้อนี้ด้วย ไม่ใช่หลับหูหลับตาเข้าข้างเพียงฝ่ายหญิงฝ่ายเดียวเท่านั้น เธอจะต้องยึดหลักของความจริง ความถูกต้องเป็หลัก นั่นถึงจะทำให้เกิดความเป็ธรรม
จบบริบูรณ์