ตอนที่ 8 วางแผน
ชิงฉางพยักหน้าก่อนจะพูดว่า “ปู่ฟางตอนนี้เราบริหารจัดการกับพวกเนื้อสัตว์อย่างไร อย่าบอกนะว่าเราไม่ได้ซื้อสัตว์เวทย์มนตร์มาเลี้ยงเลย?”
ฟางไม่รู้ว่าทำไมชิงฉางถึงถามแบบนี้ แต่เขาเชื่อว่าชิงฉางกลัวว่าจะไม่มีเนื้อให้ทานจึงตอบไปว่า “นายน้อยไม่ต้องเป็ห่วง เราเลี้ยงกระต่ายเนื้อ และหมูขนไว้เป็อาหารนายน้อยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเนื้อให้ทานครับ”
ชิงฉางไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้กับคำตอบของฟางดี จากคำถามของชิงฉางมันก็ไม่แปลกเื่ที่ฟางจะตอบกลับมาเช่นนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้น เขา้าที่จะรู้ว่ามีสัตว์ชนิดไหนเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วและไม่เลือกกินอาหารบ้าง แต่ฟางกับคิดว่าเขากังวลเื่ที่จะมีเนื้อทานหรือไม่
ในขณะนั้น หลี่นา และจางลี่กำลังนำอาหารเข้ามา ในถาดมีหลายอย่างที่ดูน้อยกว่าเมื่อเทียบกับชิงฉาง
ชิงฉางเหลือบมองไปที่จานของเขา จานของเขามีขนมปังขาวไข่สองฟอง และเนื้อชิ้นหนึ่งพร้อมผัก พร้อมการจัดที่สวยงาม
แต่บนจานของฟาง และคนอื่น ๆ มีเพียงขนมปังดำ และผัก ไม่มีไข่ และเนื้อสัตว์ ทำให้ชิงฉางรู้สึกเจ็บจิ๊ดในใจของเขาแต่เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ทำได้แค่หยิบมีด และส้อมขึ้นมาทานอาหาร เมื่อฟาง และคนอื่น ๆ เห็นชิงฉางทาน พวกเขาจึงเริ่มทาน
ฟาง และคนอื่น ๆ ไม่รีบทานมีเพียงแค่กัง และคุนเท่านั้นที่กินเร็วกว่า
คนอื่น ๆ นอกจากนี้อาหารที่หลี่นาจัดให้กัง และคุนนั้นดีกว่าคนอื่นๆ
เขาต้องยอมรับหลี่นาทำอาหารได้อร่อยมาก แม้ว่าจะไม่ได้รสชาติแบบจีน
แต่ก็เป็การดึงรสชาติออกมากจากเครื่องปรุง และส่วนผสมต่าง ๆ ซึ่งทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก
ชิงฉางพยักหน้าด้วยสีหน้าที่พอใจ และทานอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเขาจะไม่คุ้นเคยกับการทานอาหารตะวันตกที่ใช้มีด และส้อมแต่ด้วยความหิวทำให้เขากินอย่างมูมมาม
แต่เมื่อเขาทานเสร็จ ทุกคนในโต๊ะก็หยุดพร้อมกัน และยืนขึ้น ชิงฉางรู้สึกอึดอัดกับธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคงจะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนไม่ได้
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หลี่นา และจางลี่ก็เก็บจาน และสิ่งต่าง ๆก่อนจะหยิบกาบางอย่างมา เมื่อสูดกลิ่นทำให้ชิงฉางรู้ว่าในกานั้นใส่คีจา คีจามีลักษณะคล้ายกาแฟซึ่งเป็สิ่งขุนนางชอบกัน
ฟางรินใส่ถ้วยของเขา ชิงฉางดื่มในหนึ่งอึกมันให้รสชาติที่คล้ายกับกาแฟ จากนั้นก็หยิบกาขึ้นมารินให้ฟางก่อนจะพูดว่า“ปู่ฟางเชิญนั่ง ผมมีบางอย่างอยากจะปรึกษาด้วยเชิญดื่ม”
ฟางรีบตอบกลับว่า “ไม่ได้ครับนานน้อย ให้ผมยืนจะดีกว่า”
ชิงฉางยืนขึ้นพร้อมกับพยายามผลักให้ฟางนั่งลงบนเก้าอี้ “ปู่ฟางคุณอยู่ั้แ่รุ่นคุณปู่ของผม คุณดูผมเติบโตมาโดยตลอดจนเรียกได้ว่าคุณเป็ปู่ของผมคนหนึ่ง ตอนนี้ตระกูลของพวกเรากำลังตกอับหากไม่ได้ปู่ช่วยไว้บางทีผมอาจจะไม่รอดแล้วก็ได้ ไม่ต้องยืนตามแบบธรรมเนียมใดๆ นั่งลง ผมมีเื่อย่างจะคุยกับปู่จริง ๆ”
ฟางนั่งพร้อมกับมองไปที่ชิงฉาง น้ำตาไหลออกมาก่อนพูดว่า “ได้ ๆผมจะนั่ง นายน้อย คุณเติบโตขึ้นมากจริง ๆ”
ชิงฉางแกล้งถอนหายใจ “มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายมันถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องเติบโตขึ้น ผมต้องขอโทษปู่ฟางด้วยที่ทำให้ปู่ต้องเป็ห่วง”
ฟางส่ายหน้าก่อนตอบว่า “ได้โปรดอย่าพูดเช่นนั้นเลยนายน้อยมันเป็เพราะกระผมต่างหากที่ไม่สามารถปกป้องคุณได้ ปล่อยให้เกิดเื่ราวต่าง ๆ กับนายน้อยและยังปล่อยให้ตระกูลตกต่ำถึงเพียงนี้อีก”
ชิงฉางยิ้ม “อย่าโทษตัวเองเลย ท่านพ่อได้รับคำแนะนำจากคุณมามากแล้ว เราจะไม่พูดถึงเื่นี้กันอีก ปู่ฟางผมอยากรู้ว่าสัตว์เวทย์มนตร์ชนิดไหนที่กินได้ทุกอย่าง และสามารถเติบโตเร็วแล้วก็ขยายพันธุ์ได้เร็วบ้าง?”
ฟางใกับคำถามของนายน้อย แต่นี่เป็สิ่งที่เขาพอจะรู้บ้างจึงตอบไปว่า“ในทวีปมีสัตว์เวทย์มนตร์หลายชนิดที่คล้ายกับกระต่ายเนื้อ และหมูขนแบบที่เราเลี้ยง พวกมันจัดเป็สัตว์เวทย์มนตร์ขั้นหนึ่ง ซึ่งไม่มีพลังโจมตีใด ๆ เลย กระต่ายเนื้อจะใช้เวลาในการโตเต็มวัยอยู่สามเดือน ซึ่งเมื่อโตเต็มวัยแล้วจะให้กำเนิดลูกเดือนละครั้งซึ่งจะได้ครอกละห้าตัวอย่างน้อย หมูขนโตเต็มวัยได้จะต้องใช้เวลานานกว่า
ซึ่งอยู่ที่แปดถึงสิบเดือน และผสมพันธุ์กันทุก ๆ สี่เดือนซึ่งจะได้ครอกละเจ็ดตัวอย่างน้อย ซึ่งสัตว์เวทย์มนตร์ทั้งสองเป็ที่นิยมในการเลี้ยงเพื่อเป็อาหารในทวีป
ชิงฉางพยักหน้า “แล้วเมื่อเทียบกันระหว่างสองชนิดนี้ชนิดไหนเป็ที่นิยมมากกว่ากัน?”
ฟางกล่าวว่า “หมูขน แม้ว่ากระต่ายเนื้อจะไม่ได้จุกจิกกับการกินมากแต่มันเป็สัตว์กินพืช ดังนั้นมันจึงกินแค่เฉพาะใบพืช ไม่เหมือนหมูขนที่กินได้ทุกอย่าง”
ชิงฉางพยักหน้า เขาพบว่ากระต่ายเนื้อไม่ต่างจากกระต่ายของโลกที่เขาอยู่
ชิงฉางยืนขึ้น “ปู่ฟาง คุณเคยบอกผมว่าคุณซื้อกระต่ายเนื้อมาใช่ไหม? พาผมไปดูหน่อย”
แม้ว่าฟางจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชิงฉาง แต่การได้เห็นชิงฉางเริ่มสนใจสถานการณ์ของตระกูลทำให้ฟางรู้สึกดีใจอย่างมาก “นายน้อยผมคิดว่าตอนนี้มันดึกมากแล้ว ผมจะพาคุณไปในวันพรุ่งนี้ นายน้อยกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ”
ชิงฉางมองไปยังท้องฟ้าข้างนอกที่มืดสนิท ทำให้เขากระวนกระวายเล็กน้อย “เอาอย่างนั้นแล้วกัน พวกเราไปกันวันพรุ่งนี้ แต่ปู่ฟางผมสังเกตเห็นว่ายังมีสิ่งของอีกมากมายในลานกว้างทำไมไม่เอามันเข้ามาไว้ข้างใน”
ฟางคิดตามเล็กน้อย “นายน้อยไม่ใช้ว่าเราไม่อยากนำมันเข้ามาแต่ตัวปราสาทมันเล็กเกินไปที่จะนำสิ่งของทั้งหมดเข้ามา และตอนนี้เรากำลังจัดเก็บสิ่งของอยู่ด้วย”
ชิงฉางพยักหน้า “แล้วทาสพักอาศัยอยู่กันที่ไหน นี่มันก็ปลายเมษายนแล้ว ใกล้หน้าฝนเข้าทุกที มันจะดีมากหากพวกทาสมีที่หลบฝน ตระกูลเฉินอู้ของเรานั้นเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนพวกเราจำเป็ต้องพึ่งพวกเขา”
ฟางตื่นเต้นกับการเปลี่ยนไปของชิงฉาง เมื่อเขาถามถึงสิ่งของในลานกว้าง และยังถามถึงเื่ของพวกทาส เพราะในสายตาของขุนนางทั่วไปนั้นทาสมีค่าน้อยกว่าสิ่งของเหล่านี้ซะอีก ถ้าชิงฉางคิดแบบขุนนางทั่วไป คงไล่พวกทาสออกไปจากปราสาท และเก็บของเหล่านี้แทน
แต่ฟางเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลเฉินอู้ ในตอนนี้เป็อย่างดีว่าหากไล่พวกทาสออกไปจากปราสาทใน่ฤดูฝนนี้จะทำให้พวกทาสล้มป่วยจนตาย และทำให้ไม่มีคนคอยทำงาน และฟื้นฟูตระกูล
แต่ฟางไม่คาดคิดเลยว่าชิงฉางจะตระหนักได้ถึงสิ่งนี้ นี่เป็สิ่งที่บอกว่าตัวเขานั้นเติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ“ไม่ต้องเป็ห่วงครับนายน้อย ข้าน้อยจะเตรียมการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
ชิงฉางพยักหน้า “งั้นผมก็สบายใจหน่อยฝากปู่ฟางช่วยจัดการด้วย ดีละผมกลับไปพักผ่อนก่อนหากมีเื่อะไรก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้” หลังจากพูดเสร็จ ชิงฉางก็เดินออกไป
ในขณะนั้น หลี่นา และจางลี่ก็เดินออกมาจากห้องครัว เห็นฟางนั่งอยู่ หลี่นาจึงเกิดความสงสัย “ตาแก่เกิดอะไรขึ้นอย่างงั้นหรือ?”
จู่ ๆ ฟางก็หัวเราะออกมาดังลั่น “นายน้อยรู้จักที่จะโตขึ้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ ๆ ์ยังคงไม่ทอดทิ้งตระกูลเฉินอู้” ฟางเล่าเื่ที่พวกเขาคุยกันให้หลี่นาฟังจากนั้นก็พูดต่อว่า“นายน้อยรู้จักที่จะบริหารตระกูลเป็เื่ที่ดี ตราบเท่าที่นายน้อยยังพอจะบริหารได้ถึงแม้ว่าตระกูลเฉินอู้จะไม่สามารถมีอำนาจได้มากกว่านี้ แต่ก็ยังคงอยู่ต่อไปได้ ไม่ว่ายังไงตระกูลเฉินอู้จะต้องไม่สูญสิ้นไป”
หลี่นารู้สึกดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก “ตราบเท่าที่นายน้อยปลอดภัย ฉันแค่้าสิ่งนี้ก็พอแล้ว ตอนที่เราอยู่ในเมื่อหลวงถึงแม้ว่าตระกูลเฉินอู้จะออกมาแล้วแต่ก็ยังมีคนค่อยจับตามองอยู่ การที่เราออกมาจากที่นั่น ทำให้คนที่สนใจเราน้อยลง แดนทมิฬนั้นเป็สถานที่คนไม่ค่อยจะแวะเวียนมาอยู่แล้วยิ่งทำให้ตระกูลเฉินอู้ยิ่งปลอดภัยมากขึ้น”
ฟางพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ “ใช่แล้ว นั่นเป็เหตุผลที่เราซื้อทาสครึ่งหนึ่งเป็ชายส่วนครึ่งหนึ่งเป็ผู้หญิงก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูตระกูล ในตอนนี้เราไม่้าสิ่งใดนอกจากที่นายน้อยเป็ผู้นำที่ดีได้ และตระกูลเฉินอู้ของเราก็จะอยู่รอดไปได้แค่นี้ก็พอใจแล้ว”
หลี่นาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มออกมาบนใบหน้าของเธอ จางลี่ยืนอยู่ข้างหลัง
หลี่นา แม้ว่าใบหน้าของเธอจะไม่แสดงสีหน้าอะไรแต่ในแววตาของเธอนั้นแสดงให้เห็นถึงความสุข
ชิงฉางได้ยินเสียงหัวเราะของฟาง ทำให้นึกถึงสีหน้าของฟางตอนนี้ชิงฉางรู้ว่าทำไมฟางถึงดีใจ ความคิดนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ชิงฉางไม่คาดคิดเลยว่าแค่ทำตัวเป็คนปกติเหมือนที่คนอื่นทำจะทำให้พวกนี้ดีใจขนาดนี้ ดูเหมือนว่าตัวฉางในอดีตคงไม่เคยทำสิ่งดี ๆ เลยสักหนเดียว
กลับไปที่ห้องของเขา ชิงฉางไม่ได้ไปนอน บางทีอาจเป็เพราะเขานอนมามากพอแล้ว ตาของเขาใสเป็ประกาย และไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย
หลังจากนอนไปแล้วเป็เวลาหนึ่งชั่วโมง ชิงฉางก็ยังไม่ผล็อยหลับไป เมื่อขบคิดสักพักเขาจึงตัดสินใจเข้าไปในมิติเพื่อดูว่าหัวไชเท้าเป็อย่างไรบ้าง
เมื่อมาถึงในมิติ ชิงฉางถึงกับใกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้คิดเลยว่า เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ปลูกไป หัวไชเท้าเติบโตขึ้นจนมีใบขนาดใหญ่แล้ว และดูเหมือนว่าอีกไม่นานมันก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว
ชิงฉางจองไปที่หัวไชเท้า เขาไม่ได้คิดเลยว่ามันจะโตเร็วขนาดนี้ แม้ว่าดินมิติ และน้ำมิติจะช่วยเร่งเวลาในการเติบโต แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้
ชิงฉางไปยังบริเวณริมไร่ และดึงหัวไชเท้าออกมา เขาพบว่ามันโตจนมีขนาดหัวเล็กพอสมควรแต่มันใช้เวลาเพียงไม่นานดังนั้นจึงไม่แปลกที่ยังมีขนาดไม่ใหญ่มากและยังต้องใช้เวลาอีกหน่อย
ชิงฉางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง และฝังหัวไชเท้ากลับไปอีกครั้ง และบ่นพึมพำว่า“ถ้ามันโตเร็วขนาดนี้ พวกมันน่าจะสามารถเก็บได้ตอนพรุ่งนี้เช้า จากนั้นก็คงต้องถามปู่ฟางละว่ามันมีอะไรบ้างที่คล้ายหัวไชเท้าแบบนี้และถ้าเป็ไปได้ก็อาจจะให้กระต่ายเนื้อได้กินใบหัวไชเท้า ถ้าหากมันกินได้ เราก็เปิดโรงปศุสัตว์ได้”
จบตอนแล้วนะครับผมฝากติดตามพวกเราได้ที่เพจ Mysterybox ด้วยนะครับ
มหาจอมเวทย์กับฟาร์มลึกลับลงสอง่เวลา 10:30น. และ 14:00น. นะครับ