“อยู่นั่นไงรีบตามไปกันเร็ว” นักดมกลิ่นทั้งสามพากันตามรอยแคทเทอรีนที่พึ่งออกจากเมืองไปไม่นาน
กลุ่มคนในชุดคลุมทั้งตัวกำลังเดินไปบนถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันเข้ามายังเมืองเอเธนที่กำลังจัดงานเทศกาลครั้งใหญ่
“นายแน่ใจใช่ไหมว่าเป็นท่านจักรพรรดินี” จี้เอ่ยถามสมพง
“ต้องใช่สิ ถึงเวทตรวจสอบจะใช้ไม่ได้กับคนที่เลเวลสูงกว่าแต่เวทวิเคราะห์ก็ยังใช้ได้ และระดับความสามารถของท่านก็คงไม่มีใครในอาณาจักรนอดเทียบได้แน่นอน”
ขณะที่กำลังเดินตามหลังสัตว์อสูรของเขาก็วิ่งแทรกตัวเข้าไปหาแคทเทอรีนก่อนใคร
“เดี๋ยวสิบลัดฮาวด์” สมพงไม่อาจตามจับได้ทันจนกระทั่งมันได้กัดเสื้อคลุมของแคทเทอรีนราวกับพยายามรั้งไว้
“อะไรของมัน ใครปล่อยหมามาวิ่งเล่นแบบนี้” แคทเทอรีนกระชากเสื้อคลุมกลับแต่มันก็ยังพยายามยื้อไว้ไม่หยุด
“ขอโทษครับ...” สมพงเข้ามาดึงตัวบลัดฮาวด์ออก พอเงยหน้ามองจึงได้เห็นใบหน้าของจักรพรรดินีที่ตนจงรักภักดี
แคทเทอรีนเอานิ้วชี้วางบนปากจ้องเข้าไปในดวงตาของสมพงทำให้เขารู้ว่าต้องเงียบไว้
“ตามฉันมาก่อน”
พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเดินทางไปยังฐานทัพชั่วคราวของแคทเทอรีน บริเวณป่าลึกตั้งอยู่ถัดจากเมืองเอเธนประมาณสี่สิบกิโลเมตรซึ่งมีการสร้างที่พักชั่วคราวและจัดกองกำลังกระจายไปทั่วป่า
“ไหนว่ามาสินักดมกลิ่น ฉันรู้ว่าพวกนายมีเรื่องอยากพูดหลายอย่าง” แคทเทอรีนนั่งไขว่ห้างตรงตอไม้ใหญ่
“ครับ ก่อนอื่นเลยท่านใช่จักรพรรดินีตัวจริงไหมครับ?” สมพงนั่งคุกเข่าข้างเดียว
“แล้วคิดว่ายังไงล่ะ” เมื่อสิ้นเสียงเธอก็แพร่ออร่ามานาพร้อมกับความหนาวเหน็บไปจนถึงกระดูกทำให้นักดมกลิ่นรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใคร
“พวกเราตามหาท่านหลายวันแต่ก็ไม่พบเสียทีจนนึกว่าท่านจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้พบร่องรอยของมานาที่คุ้นเคยเราจึงตามหาที่มาเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจ”
“แล้วจะเอาไงต่อล่ะ? พวกนายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้ฉันไม่ใช่จักรพรรดินีแล้ว”
“พวกผมจะติดตามท่านไปตลอด ท่านเป็นคนช่วยเหลือและฝึกพวกเรามาตั้งแต่ตอนแรกหากไม่มีท่านพวกเราก็คงเป็นได้แค่ทาสที่รอวันตาย”
“ค่ะท่าน พวกเราได้เลือกเจ้านายแล้วแม้ท่านจะโดนเนรเทศไปที่อื่นเราก็จะตามไป” จี้เงยหน้ามองแววตาที่กำลังสั่นไหวเพราะคำพูดของพวกเธอ แววตาที่เหมือนคนปกติทั่วไปไม่เหมือนจักรพรรดินีที่เอาแต่จ้องตาเขม็ง
“ลุกขึ้นเถอะ ในเมื่อตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นจักรพรรดินีแล้วก็ทำตัวสบาย ๆ ก็ได้”
“เราจะทำแบบนั้นได้ยังไงกันครับ…”
“คุณแคทเทอรีนมากินซุปก่อนจะเย็นเถอะครับ” ขณะที่สมพงกำลังจะพูดก็มีเสียงเรียกจากคาร์เตอร์ดังขึ้นเสียก่อน
“วางไว้ตรงนั้นแหละ ! มาพูดเรื่องของเรากันต่อดีกว่า”
“ครับ ก่อนที่พวกเราจะออกมาจากเอเธนผมได้ยินพวกทหารคุยกันลับ ๆ ท่านแคทเทอรีนเป็นคนฆ่าท่านเอเลใช่ไหมครับ?”
“หา? ใครกุเรื่องพรรค์นั้นขึ้นมา ฉันแค่เข้าไปพูดคุยแล้วก็ยื่นข้อเสนอให้แค่นั้น”
“ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นแค่ข่าวลือมั่ว ๆ แต่พอได้ไปเห็นด้วยตาก็เลยจำใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะท่านเอเลสวรรคตไปแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นคนทำจริงหรือเปล่า”
“บัดซบเอ๊ย ! เป็นฝีมือของอาเธอร์แน่ ๆ ทุกอย่างเป็นแผนของมัน” แคทเทอรีนกัดฟันกรอดพยายามเก็บอารมณ์ไว้
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อครับ พวกเขาคงกำลังเตรียมกองทัพมาเพื่อจับพวกเราเป็นแน่”
“ให้ตายสิ คาร์เตอร์ ! ไปเรียกทุกคนมารวมเดี๋ยวนี้”
เหล่านักโทษที่ได้หลบหนีมาพร้อมกับแคทเทอรีนรวมตัวกันได้มากกว่าสองร้อยคนโดยมีวิยาและยาซากะเป็นผู้ชี้นำ
“จงฟังให้ดี ! ฉันจะให้พวกนายไปยังเมืองราวราเพื่อขโมยคลังมานาสำรอง หลาย ๆ คนอาจจะรู้จักเพราะมันเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับทะเลทางตะวันตก ยาซากะและวิยาจะเป็นคนนำพวกเจ้าไปเอง”
“แล้วพวกเราล่ะครับ?” สมพงเอ่ยถามหวังอยากเป็นกำลังให้แคทเทอรีน
“พวกนายคอยดูท่าทีของเอเธนไว้ ฉันจะรออยู่ที่นี่ถ้ามีเรื่องอะไรแปลก ๆ ก็รีบกลับมารายงาน”
“ครับ !” หนุ่มสาวทั้งสองตอบรับเสียงดังเช่นเดียวกับบลัดฮาวด์ที่ส่งเสียงร้องตามมา
หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง สงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะต้องการแย่งตำแหน่งผู้ปกครองอาณาจักรนอดเพื่อปกครองในแบบที่ตัวเองต้องการ
อาเธอร์นั่งเปิดเอกสารมากมายที่อยู่ในห้องทำงานของแคทเทอรีน ท่าทางเคร่งเครียดขว้างกองกระดาษระบายอารมณ์ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ท่านรามอนหายตัวไปไหนกันแน่ แม้แต่เราที่คุมอำนาจในอาณาจักรนอดไว้มากขนาดนี้ยังหาข้อมูลไม่ได้
“ไปเตรียมรถม้ากลับบ้าน” อาเธอร์เดินออกมาจากห้องทำงานและสั่งเลขาทันที
แต่ก็ช่างเถอะในเมื่อตอนนี้เรากำลังจะได้เป็นราชวงศ์ใหม่แล้ว ราชวงศ์ราฟาถึงคราวต้องเปลี่ยนเป็นเลรอซองเพื่อให้อาณาจักรนอดก้าวหน้าไปได้ไกลยิ่งขึ้น และเราจำเป็นต้องใช้เขา
เมื่ออาเธอร์กลับมายังบ้านของตระกูลเลรอซองก็มีคนรับใช้มากมายมายืนต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับกลับค่ะคุณชาย” เสียงทักทายพร้อมเพรียงของพวกเธอที่ฝึกกันมาอย่างดิบดี ทั้งน้ำเสียงอันอ่อนหวานและท่าทางอ่อนช้อยแต่ภายในดวงตาเหล่านั้นกลับมีแต่ความสั่นกลัวแฝงอยู่
“นี่มันหมายความว่ายังไงครับ...คุณพ่อ” ที่หน้าประตูทางเข้ามีชายสูงวัยแต่ก็ยังคงแข็งแรงยืนรอยิ้มต้อนรับ
“จะมีอะไรล่ะ ผู้ช่วยจักรพรรดิกลับบ้านทั้งทีก็ต้องจัดบ้านให้มันสมฐานะสิ” ผู้เป็นพ่อวางมือลงบนไหล่ของอาเธอร์พลางดันตัวเขาให้เข้าไปในบ้าน
นี่มันแปลกเกินไป แม้แต่ตอนวันเกิดหรือวันแต่งงานพ่อก็ไม่เคยทำอะไรที่มันอลังการขนาดนี้
เมื่อก้าวเข้ามาในบ้านหลังโตก็พบแต่ความเงียบสงัดราวกับถูกดูดเสียงออกไป
“เข้าไปรอในห้องนั่งเล่นนะลูกชาย” ท่าทางสั่นเกร็งของเขาทำให้อาเธอร์เอะใจ
“บอกมาเถอะครับว่ามีอะไรปิดบังผมอยู่” อาเธอร์มองค้อนชายสูงวัยแต่เขาก็ไม่กล้าปริปากพูดใด ๆ ทั้งสิ้น
“เข้าไปเถอะน่าเดี๋ยวลูกก็รู้” แม้จะยังสงสัยแต่อาเธอร์ก็ไม่คิดว่าพ่อของตนจะทำอะไรร้ายแรงนัก
ประตูปิดทันทีที่อาเธอร์ย่างกายเข้าไป บรรยากาศอันตึงเครียดทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องราวกับมีคนแออัดอยู่ในห้องหลายสิบคน
“มาได้สักที...อาเธอร์ เลรอซอง” เสียงหญิงสาววัยกลางคนเอ่ยขึ้นจากมุมมืดหลังห้อง
“เสียงแบบนี้ คุณวิกตอเรียสินะ” อาเธอร์ดึงหน้าจ้องตาเขม็ง
“แหม ๆ แกล้งนิดหน่อยทำเป็นโกรธไปได้”
“ทำไมถึงมาที่บ้านของผม ถ้าจะคุยก็น่าจะเลือกที่อื่นดีกว่าหรืออยากให้ที่นี่มันวุ่นวาย” ขณะที่กล่าวเช่นนั้นกลุ่มนักเดินทางของวิกตอเรียก็โผล่ออกมารายล้อมอาเธอร์
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยเรามาเพื่อบอกข้อมูลสำคัญอีกเรื่อง แล้วการขนย้ายมานาสำรองสำเร็จด้วยดีไหม?”
“ไม่มีปัญหาครับ แล้วตกลงมีเรื่องสำคัญอะไรถึงถ่อมาที่นี่” อาเธอร์ยังคงพูดเสียงแข็งดูไม่ค่อยเคารพพวกเธอนัก
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก”
วิกตอเรียกระซิบข้างหูทำเอาอาเธอร์มือไม้สั่นแต่ก็ยังยืนหยัดไม่ยอมล้ม
“นี่เป็นพิกัดที่แคทเทอรีนหลบซ่อนอยู่ และตอนนี้พวกนักโทษก็กำลังไปหามานาสำรองเป็นอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า” วิกตอเรียยัดเศษกระดาษที่ระบุตำแหน่งของแคทเทอรีนใส่มืออาเธอร์ก่อนจะเดินจากไปทันที
วิกตอเรีย แอสต้า หนึ่งในผู้มีเลเวลเก้าที่ต้องระวังเป็นพิเศษไม่ว่าจะนิสัยแปลก ๆ คาดเดาได้ยากและพรรคพวกของเธอ
อาเธอร์มองดูพิกัดที่ได้มาด้วยความสงสัยแม้จะไม่เข้าใจว่าเธอช่วยทำไม แต่เพราะข้อมูลที่ให้มันสามารถใช้ได้จริงจึงมองข้ามเรื่องนั้นไป
ดูจากปฏิกิริยาคนข้างนอกแสดงว่าสัมผัสได้ถึงออร่ามานาของพวกวิกตอเรีย ต่อให้ไม่สามารถมองเห็นเลเวลได้แต่แรงกดดันก็มากพอให้พวกเขามือไม้สั่นรู้สึกถึงพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง
“เตรียมจดหมายมา !” เขาตะโกนเรียกคนรับใช้ที่อยู่ด้านนอกเพื่อเขียนจดหมายส่งข้อมูลไปยังกองทัพ
ปืนทำลายล้างน่าจะเสร็จในอีกสองวัน ก่อนถึงเวลานั้นเราต้องรีบรวมกำลังพลจากทุกสารทิศให้มากที่สุดขอให้ได้สักสองหมื่นคนก็ยังดี
“ดิฉันส่งม้าเร็วไปเรียบร้อยแล้วค่ะ” เลขาของเขากลับมาพร้อมด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ดีมาก ทีนี้ไปเอาอาหารของมอร์เดร็ดมาแล้วฉันจะลงไปให้เขาเอง”
“ค่ะ” เธอตอบรับเสียงสั่นเหมือนกลัวว่าจะทำให้อาเธอร์อารมณ์เสีย
อาหารเลิศหรูวางจัดเรียงเต็มถาดโดยมีอาเธอร์ถือมันเดินลงไปชั้นใต้ดินของบ้าน แต่แทนที่จะเก่าและเต็มไปด้วยฝุ่นมันกลับสว่างและสะอาดพอ ๆ กับโรงแรมดี ๆ นี่เอง
“น้องเป็นยังไงบ้าง?” เขาประตูกรงขนาดใหญ่ที่มีขนาดพอ ๆ กับบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งและภายในนั้นก็มีชายหนุ่มผอมแห้งตาแดงก่ำนอนอยู่
“พี่อาเธอร์เหรอ? ช่วงนี้ก็ยังเรื่อย ๆ กับการนั่งสมาธิถึงมันจะน่าเบื่อแต่ก็ชินกับการโดนขังแล้ว”
“แผนของเรามันได้เริ่มไปแล้วและกำลังจะถึงเวลาของน้อง”
“จริง ๆ นะพี่” ชายผู้นั้นจ้องมองแววตาแห่งความหวังจากพี่ชายของตน
“ตอนนี้รอเพียงสองอย่าง ก็คือปืนทำลายล้างและจำนวนคนที่มากพอ เรามาสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอาณาจักรนอดกันเถอะ” มอร์เดร็ดตักอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากที่สำรวมเป็นเด็กดีมานาน
25 เมษายน พ.ศ.2576
หลังจากการเดินทางอย่างเร่งรีบของพวกนักโทษ ในที่สุดก็ไปถึงเมืองราวราที่เป็นเสมือนค่ายทหารขนาดใหญ่
“ก่อนหน้านี้มีพวกทหารทัพใหญ่เคลื่อนสวนทางกับพวกเราไป ข้าคิดว่าพวกนั้นคงเป็นทหารของที่นี่” ยาซากะทอดสายตามองค่ายทหารที่เกือบจะร้างแถมยังมียามเฝ้าแค่สองสามคน
“พวกเราจะทำยังไงต่อครับ?” วิยาเตรียมอาวุธพร้อมรบทุกเมื่อเพียงแค่ยาซากะสั่ง
“เหอะ ได้เวลาอาละวาดแล้ว” สัญญาณมือของยาซากะเปิดการโจมตี ทหารอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่โดนฆ่าตายในหน้าที่ทันที มานาสำรองที่มีพอให้ทหารใช้หลายหมื่นขวดถูกโกยออกไปหมดแต่ยาซากะก็ยังสงสัยว่าทำไมทหารเฝ้ายามถึงน้อยเพียงนี้
“หัวหน้าไม่คิดว่ามันแปลกเหรอครับ?” หลังจากปล้นของที่จำเป็นมาหมดพวกเขาก็เดินทางกลับไปหาแคทเทอรีนโดยมีวิยาและยาซากะนำหน้า
“คิดสิ มันแปลกมากที่เหลือคนไว้แค่นั้น”
หลังจากเดินทางมาได้ครึ่งวันพวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มทหารที่กำลังเดินทัพสวนกันมา
“หลบแบบนี้จะซ่อนได้แน่นะครับ?” วิยาและพรรคพวกเข้าไปหลบในป่ารอให้กลุ่มทหารผ่านไปก่อน
สายตาฉงนสงสัยของยาซากะจ้องมองไปยังทหารกลุ่มนั้น พวกเขาต่างก็กำลังเตรียมมานาซึ่งดูยังไงก็กำลังจะร่ายเวทบางอย่าง ขณะที่กำลังสงสัยพวกทหารก็โผล่ออกมาเพิ่มและยิงกระสุนเวทมนตร์ใส่ไม่ยั้งเหมือนรู้ว่าหลบซ่อนในป่า
“เวรเอ๊ย ! โต้กลับด้วยทุกอย่างที่มี” วิยาง้างคันธนูที่ดูธรรมดาบ้าน ๆ แต่เมื่อก่อรวมมานาเป็นรูปลักษณ์ของลูกศรมันกลับดูสวยงามไม่ต่างอะไรกับธนูแพง ๆ
“ฝากสนับสนุนด้วย” ยาซากะร่ายเสริมกำลังและกระโจนสู่สนามรบโดยไม่มีอาวุธหรือเครื่องป้องกันใด ๆ
“เจ้ายักษ์นั่นมาแล้ว ! ร่ายเวทสกัดมันไว้...” กว่าที่พวกเขาจะรวบรวมมานาได้ก็โดนยาซากะเตะต่อยกระเด็นกระดอนไปทั่ว เขาอาละวาดไม่สนใครเมื่ออยู่กลางดงศัตรูเพราะไม่ต้องกลัวว่าจะโดนพรรคพวกของตัวเองหรือไม่
ต้องจัดการพวกนั้นก่อน ยาซากะมุ่งตรงไปยังกลุ่มทหารด้านหลังที่คอยร่ายเวทสนับสนุนทั้งการรักษาและการเสริมพลังต่าง ๆ
กำปั้นยักษ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากมานากำลังจะเข้าปะทะกับกายหยาบของทหารพวกนั้นแต่กลับมีพายุพัดมาขวางเสียก่อน
“เผ่าคนยักษ์นี่เองแถมยังใช้เวทมนตร์ได้ดีอีกด้วย” ชายชุดสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ต่างจากทหารทุกนายกำลังเดินเข้าประชิดยาซากะ
“หนึ่งในผู้นำสูงสุดของกองทัพ…เอธอสเจ้าวายุ นี่ถึงขนาดถ่อมาจากค่ายทางเหนือเลยสินะ” ยาซากะกระตุกยิ้มไม่แสดงให้เห็นว่ากลัวแต่อย่างใด
“ก็แหมกำลังจะเกิดสงครามทั้งทีจะไม่มีฉันได้ยังไง...” ยาซากะใช้จังหวะที่เอธอสกำลังพูดกระแทกหมัดใส่สีข้างจนกระเด็นออกไปหลายสิบเมตร
ยาซากะใช้ช่วงเวลาที่กำลังชุลมุนจัดการกลุ่มทหารฝ่ายสนับสนุนทิ้งทันทีก่อนจะถอยไปตั้งหลักกับพรรคพวก
“จะหนีไปไหนไอ้ตัวโต มาให้พี่เฆี่ยนซะดี ๆ” เอธอสสะบัดแส้สร้างคลื่นพายุเฉือนร่างเหล่านักโทษตายไปหลายคน
ขณะเดียวกันที่ป่าลึกใกล้ ๆ เมืองเอเธนที่พวกแคทเทอรีนหลบซ่อนอยู่ก็มีกองทัพมากกว่าสองพันนายกำลังตรงไปที่นั่น
“ท่านนายพลปอร์ธอสครับ ! ตอนนี้นายพลเอธอสกำลังไปหยุดยั้งการขนมานาของพวกนักโทษแล้วครับ” นายทหารผู้น้อยวิ่งตรงมารายงานอย่างเร่งรีบ
“เจ้านั่นก็มาด้วยสินะ ส่วนอารามิสก็คงกำลังคุ้มกันเมืองเอเธนอยู่ทำให้เราต้องมาที่นี่แทน” ปอร์ธอสกวาดสายตามองป่าลึกที่แคทเทอรีนหลบซ่อนอยู่พลางคิดหาวิธียื้อเวลารออาวุธใหม่ของอาเธอร์
“ตามที่มีรายงานแคทเทอรีนจะอยู่กับทีโอน่าและทหารอีกหนึ่งคนครับ ด้วยความที่ป่าค่อนข้างกว้างแถมยังสามารถเดินทะลุไปเมืองอื่นได้ง่ายทำให้การตามหาพวกเขาค่อนข้างยุ่งยาก”
“เหรอ? ฉันขอสั่งให้พวกนายถอยออกไปจากป่าซะก่อนที่จะโดนย่างสด” ท่าทางสุขุมใจเย็นของเขาทำให้เหล่าทหารถอยออกไปทันที
“รับทราบครับ !”
หลังจากกองทัพถอนกำลังออกไปเหลือเพียงชายวัยกลางคนยืนอยู่ท่ามกลางป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้
“[กางอาณาเขต]” ออร่ามานาของเขากระจายออกไปเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าไปกว่าครึ่งหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เราก็ทำได้แค่รับคำสั่งไม่มีสิทธิโต้แย้งใด ๆ แต่ตอนนี้เราจะได้รู้แล้วว่าจักรพรรดินีเก่งสมคำร่ำลือหรือเปล่า เขาจุดไฟต้นไม้โดยรอบค่อย ๆ บีบพื้นที่เข้าไปตรงกลางเพื่อหาตำแหน่งของพวกแคทเทอรีน
เปลวเพลิงค่อย ๆ ลุกขึ้นสูงราวกับประตูนรกที่ค่อย ๆ เปิดออก ความร้อนและควันไฟทำให้หิมะใกล้ ๆ ละลายจนหมดเหลือเพียงเศษซากขี้เถ้าของต้นไม้
มาแล้วสินะ จู่ ๆ ความหนาวเหน็บก็แพร่กระจายกระแทกหน้าปอร์ธอสและดับไฟทั้งหมดในคราเดียว
“ไม่นึกเลยว่าอาเธอร์จะรู้ตำแหน่งของฉันเร็วขนาดนี้” เสียงอันคมเข้มที่สะกดเหล่าทหารผู้น้อยได้อยู่หมัดค่อย ๆ เผยร่างออกมาจากกลุ่มควัน
“ขอกล่าวทักทายนะครับ...จอมพลแคทเทอรีน” ปอร์ธอสย่อขาลงเล็กน้อยเพื่อการทักทาย
ขณะที่กำลังจะตอบกลับแคทเทอรีนก็ดันสูดควันไฟเข้าไปจนไอไม่หยุด “โทษที ๆ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไรครับ” รอยยิ้มอันเฉยชาตอบกลับและใช้บอลเพลิงหลายสิบลูกพุ่งโจมตีจากทุกสารทิศ
“โห่...ไม่ได้เจอหน้านานมารยาทหายไปไหนแล้วล่ะ?” บอลเพลิงเหล่านั้นโดนป้องกันโดยกำแพงน้ำแข็งที่วางล้อมรอบตัวไว้
“ท่านจอมพลพูดมากไปหรือเปล่าครับ? หรือเพราะโดนกดดันจากทุกทิศทางก็เลยสูญเสียความสุขุมไป” สัญญาณมือของปอร์ธอสบอกให้กองทัพเตรียมเวทเพลิงพร้อมโจมตี
ตามที่คุณอาเธอร์บอกว่าแคทเทอรีนแพ้ความร้อนและธาตุไฟ ดังนั้นกองทัพที่เราเอามาล้วนเป็นผู้ใช้เวทธาตุไฟเพื่อมาโค่นเธอโดยเฉพาะ
แคทเทอรีนหัวเราะลั่นเมื่อเห็นท่าทีของทหารเหล่านั้นที่กำลังเตรียมเวทมนตร์โจมตี “เตรียมใจกันมาแล้วสินะที่จะทำแบบนั้น”
“พวกเราก็แค่...ทำตามหน้าที่...”
พูดไม่ทันขาดคำแคทเทอรีนก็ฟาดดาบน้ำแข็งลงตรงหน้าแต่แทนที่มันจะกวาดทหารเหล่านั้นออกไปมันกลับโดนเปลวเพลิงของปอร์ธอสละลายเสียก่อน
“ลืมความสามารถของผมไปแล้วหรือครับ ผมสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างอิสระรวมทั้งรับรู้มานาภายในนั้นด้วย นั่นหมายความว่าเมื่อคุณแคทเทอรีนร่ายเวทมนตร์ผมก็จะตอบโต้ได้ทันที”
“ใครสนล่ะ” แคทเทอรีนยิ้มเยาะขว้างก้อนน้ำแข็งยักษ์ไม่หยุดมืออย่างกับขว้างบอลเล่น ๆ กัน
“ทหารทุกนาย ยิง !” กองทัพบอลเพลิงพุ่งปะทะกับก้อนน้ำแข็งของแคทเทอรีนจนไอน้ำกระจายปกคลุมไปทั่วป่า
ถึงจะไม่รู้ว่ามานาของผู้มีเลเวลเก้ามีมากเพียงไหน แต่ด้วยจำนวนทหารสองพันคนก็น่าจะผลาญมานาของเธอให้หมดได้
“ยิงเข้าไปอย่าหยุดจนกว่ามานาจะหมด”
“รับทราบ !”
เป็นเวลากว่าสิบนาทีที่เหล่ากองทัพทหารผลัดกันยิงเวทมนตร์เพลิงใส่แคทเทอรีนที่อยู่ในหมอกไอน้ำ พวกเขาได้แต่ยิงต่อไปโดยไม่รู้ว่าโดนหรือไม่โดนและยิ่งนานเข้าทุกอย่างก็เริ่มร้อนระอุเหมือนโดนไอน้ำพวกนั้นต้มทั้งเป็น
พวกเขาคงจะทนได้อีกไม่กี่นาที ดังนั้นเราต้องเป็นคนสานต่อที่เหลือเอง
“ถอนกำลังกลับไปที่เอเธน !”
กองทัพสองพันคนกำลังหนีออกจากป่าที่โดนไอน้ำร้อน ๆ ปกคลุมไปทั่ว ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็คงตายไปแล้วแต่ปอร์ธอสก็เลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อใช้โอกาสนี้จัดการกับแคทเทอรีน
“อ้าว ๆ หยุดยิงแล้วเหรอ” แคทเทอรีนเดินฝ่าไอน้ำเข้ามาในระยะสายตาของปอร์ธอสราวกับจะเยาะเย้ยที่เธอยังยืนอยู่ได้
ปอร์ธอสหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นเกราะน้ำแข็งปกคลุมตัวแคทเทอรีนไว้ “ผมก็พึ่งเคยเห็นเกราะแบบนั้นเหมือนกันนะครับ หรือเพราะที่นี่มันร้อนเกินไปก็เลยต้องให้ความเย็นกับตัวเอง”
“ดูเหมือนความลับเรื่องที่แพ้ความร้อนคงหลุดไปทั่วแล้วสินะ ยังดีที่เคยไปเจอสถานการณ์ประมาณนี้มาแล้วก็เลยมีวิธีรับมือ” ทันใดนั้นก็มีหอกเพลิงพุ่งแทงจากด้านหลังสร้างรอยแตกให้กับเกราะของเธอ
“อย่าพึ่งได้ใจไป” คมดาบเพลิงปรากฏขึ้นรอบ ๆ ตัวแคทเทอรีนและวาดกวาดไปมาอย่างรวดเร็วจนตาคนทั่วไปมองไม่ทันเห็นเพียงแค่เส้นสีแดงเท่านั้น
แคทเทอรีนเองก็สร้างดาบน้ำแข็งฟาดฟันตอบโต้กับดาบเพลิงเหล่านั้นหวังทำลายเวทมนตร์ของปอร์ธอสให้หมดสิ้น แต่เขาก็ใช้ช่วงเวลาอันมีค่าขว้างหอกเพลิงที่เต็มไปด้วยมานามหาศาลเจาะทะลวงเกราะและแทงเข้าผิวของเธอสำเร็จ
“ทำลายไปเท่าไรผมก็สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ทันที คุณก็น่าจะเคยเห็นผมใช้มันมาแล้วหรือเพราะคุณไม่ใส่ใจลูกน้องก็เลยจำไม่ได้สินะ”
หอกเพลิงทะลวงเข้ากายหยาบของแคทเทอรีนสร้างบาดแผลให้มากมายแต่ก็ไม่อาจเอาชีวิตของเธอไปได้เพราะมีเสริมกำลังต้านพลังทำลายไว้
“ต่อให้เป็นผู้มีเลเวลเก้าแต่ก็มีจุดที่มานาหมดได้เช่นกัน และเมื่อถึงเวลานั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จบสิ้น”
“บาบาบา พูดมากเสียจริงปอร์ธอส” เธอรวบรวมมานาอย่างโจ่งแจ้งและปล่อยให้ดาบเพลิงพวกนั้นฟาดฟันร่างกายไปเรื่อย ๆ
“คุณมันบ้าไปแล้ว ยอมแลกเลือดเพื่อร่ายเวทมนตร์เนี่ยนะ” เขาร่ายเวทระเบิดเพลิงเพื่อหยุดการรวมมานาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง
“ถูกต้อง ฉันมันบ้าและบ้ากว่าที่นายคิด [พิภพสะซังคะสะพรั่ง]” แคทเทอรีนกระทืบเท้าด้วยมานาทั้งหมดที่เรียกออกมาสร้างคลื่นน้ำแข็งแพร่กระจายรัศมีออกไปมากถึงสามกิโลเมตร
เวรเอ๊ยเกือบไปแล้ว
ปอร์ธอสที่เห็นรูปแบบการก่อมานาจึงรู้ว่าแคทเทอรีนกำลังจะใช้เวทมนตร์อะไรทำให้เขาหาทางรับมือได้ทันแต่ไม่ใช่กับกองทัพที่ถอยออกไปนอกป่า พวกเขาทั้งหมดถูกแช่แข็งในทันทีโดยไม่มีโอกาสได้สั่งเสียด้วยซ้ำ
แคทเทอรีนหัวเราะอย่างกับคนบ้าหลังจากที่เลือดอาบไปทั้งตัว “ไม่ได้เจ็บตัวแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ? ตั้งแต่ขึ้นเป็นจักรพรรดินีก็ไม่เคยได้สู้รบกับใครเลย”
เมื่อกี้เธอคงใช้มานาไปมากพอสมควร เวลานี้แหละที่เหมาะจะจัดการกับเธอ
ขณะที่ปอร์ธอสกำลังจะขว้างหอกเพลิงก็มีอะไรบางอย่างโผล่มาด้านหลังและกระแทกตัวเขาจนเสริมกำลังเกือบแตก
“อยู่ที่นี่เองสินะทีโอน่า” เขายังคงลุกขึ้นได้ทันควันก่อนที่หมัดจากโกเลมหินจะเข้าถึงตัว
เธอไม่มีท่าทีตอบโต้วาจากับปอร์ธอสเลยสักนิดแต่กลับเดินไปอยู่เคียงข้างแคทเทอรีนแทน
ดูท่าจะยากซะแล้วสิ ด้วยพลังของพิภพสะซังคะสะพรั่งมันคงทำให้กองทัพที่เหลือหายไปหมดแล้ว ปอร์ธอสสร้างกำแพงเพลิงปิดกั้นการมองเห็นและวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
“ตามไปเถอะ...ฉันไม่เป็นอะไร” แคทเทอรีนยิ้มอ่อนมองแววตาสับสนของทีโอน่า
เธอพยักหน้าตอบรับความต้องการของแคทเทอรีนแม้จะเห็นสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลและเลือดที่ชโลมร่างราวกับเหงื่อหลังจากออกกำลังกาย
“อยู่คนเดียวเหรอครับคุณแคทเทอรีน” หลังจากที่ทีโอน่าไล่ตามปอร์ธอสไปก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
“มากันทั้งพี่ทั้งน้องเลยนะ...อารามิส” แคทเทอรีนฝืนยิ้มทักทายไม่ให้เห็นว่าตนกำลังอ่อนแรงก่อนที่จะมีกำแพงหินประกบร่างของเธอไว้ราวกับกำลังอยู่ในเครื่องบีบอัด