บทที่10 จะว่าไปก็ไม่ใช่เื่ง่าย
หลินเสี่ยวเฉินเพิ่งตอกฟากไม้ไผ่แผ่นสุดท้ายเข้ากับผนังด้านทิศเหนือเสร็จเสียงเคาะตะปูไม้ดังแกรก ๆ ก้องอยู่ในกระท่อมเก่าที่คืนนี้ดูมีชีวิตชีวากว่าทุกวันลมเย็นยามค่ำพัดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยต่างจากก่อนหน้านี้ที่สายลมหนาวสามารถแทรกผ่านรอยแตกของฝาผนังเข้ามาได้แทบทุกด้าน
หลินอวี้หลานที่ยืนจับปลายแผ่นฟากช่วยน้องชายมาตลอดเงยหน้าขึ้นมองผนังที่เพิ่งซ่อมเสร็จแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอกใบหน้าเปื้อนคราบฝุ่นและดินเหนียว แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจนางเอื้อมมือแตะรอยต่อของแผ่นไม้ไผ่ที่ปิดแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“แ่ากว่าที่คิดเสียอีก”
จางเว่ยเยียนซึ่งยืนส่งเชือกป่านและดินอุดรอยแตกอยู่ข้าง ๆมองผลงานตรงหน้าแล้วมีแววตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิดนางเองเดิมทีเพียงคิดจะเข้ามาช่วยหยิบจับเล็ก ๆ น้อย ๆเพราะเห็นลูกทั้งสองทำงานกันไม่หยุดแต่เมื่อได้ลงมือจริงก็อดไม่ได้ที่จะร่วมแรงร่วมใจด้วยเต็มที่ ผู้เป็แม่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กชายตัวเล็กๆที่เคยนอนซมอยู่บนเตียงเพราะพิษไข้จะกลายมาเป็คนคุมงานซ่อมบ้านทั้งหลังได้อย่างคล่องแคล่วถึงเพียงนี้
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังง่วนอยู่กับงานหลินกวงซึ่งนอนพักอยู่บนเตียงก็พยายามยันกายลุกขึ้นช้าๆ มือหนึ่งกุมหน้าอกที่ยังอ่อนแรง อีกมือเกาะขอบเตียงไว้แน่นพยายามก้าวลงจากเตียงด้วยสีหน้าฝืนทน
“ข้าช่วยด้วยอีกคนเถิด” เขาพูดเสียงแหบพร่า
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นเตียงหลินเสี่ยวเฉินก็หันมาเห็นเสียก่อนเด็กชายรีบวางค้อนในมือลงแล้วเดินเข้ามาหา“ท่านพ่อ...อย่าลุกขึ้นมาเลย”
หลินกวงพยายามฝืนยิ้ม “พ่อยังพอไหว จะให้นอนดูพวกเ้าทำงานอยู่เฉย ๆได้อย่างไร”
“ไม่ได้เด็ดขาด” หลินเสี่ยวเฉินตอบทันทีเขาประคองบิดากลับไปนั่งบนเตียงอย่างระมัดระวัง “ท่านเพิ่งดีขึ้นเองถ้าฝืนจนไข้กำเริบอีกจะแย่กว่าเดิม”
“ใช่เ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพักเถิดงานทางนี้พวกเราจัดการได้” หลินอวี้หลานเองก็รีบเสริมขึ้นทันที
จางเว่ยเยียนพยักหน้าเห็นด้วยพลางดึงผ้าห่มมาคลุมไหล่สามีเพิ่มอีกชั้นสีหน้าของนางทั้งเป็ห่วงทั้งอ่อนโยน
หลินกวงมองภรรยาและลูก ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาวอย่างจนใจแม้ในใจจะรู้สึกละอายที่ตนเป็หัวหน้าครอบครัวแต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ทว่าเมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของลูกชายเขาก็ได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้คนอื่นทำงานต่อไป
ทั้งสามคนก็ช่วยกันทำงานต่อจนดึกหลินเสี่ยวเฉินเป็คนจัดตำแหน่งและตอกฟากไม้ไผ่หลินอวี้หลานคอยจับยึดแผ่นไม้และส่งเครื่องมือส่วนจางเว่ยเยียนใช้ดินเหนียวผสมฟางอัดอุดตามรอยต่อและรอยแตกเล็ก ๆที่ยังเหลืออยู่ งานดำเนินไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันดวงเล็กแม้ทุกคนจะเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อชุ่มเต็มแผ่นหลังแต่ก็ไม่มีผู้ใดบ่นสักคำ
เมื่อผนังด้านเหนือและด้านตะวันออกได้รับการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยลมกลางคืนที่เคยพัดลอดเข้ามาแรงจัดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายในกระท่อมอุ่นขึ้นกว่าก่อนหลายเท่า
จางเว่ยเยียนมองดูผลงานทั้งหมดแล้วจึงยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโล่งใจ “คืนนี้พอเท่านี้ก่อนเถิด เสี่ยวเฉิน...เ้าต้องกินข้าวได้แล้ว”
นางรีบเดินไปยกชามข้าวต้มร้อน ๆ กับผักดองที่เก็บไว้มาให้ลูกชายกลิ่นข้าวหอมจาง ๆ ลอยขึ้นพร้อมไอร้อนแม้จะเป็อาหารธรรมดาแต่หลังจากทำงานหนักมาหลายชั่วโมงมันกลับดูมีค่าราวกับอาหารชั้นเลิศ
หลินเสี่ยวเฉินนั่งลงบนม้านั่งเตี้ย รับชามข้าวมาถือไว้ในมือความเหนื่อยล้าเพิ่งถาโถมเข้ามาเต็มที่เมื่อได้หยุดพัก เขาตักข้าวเข้าปากช้า ๆพลางมองขึ้นไปยังเพดานบ้าน สายตาของเขาหยุดอยู่ตรงหลังคาเก่าที่เต็มไปด้วยรอยรั่วบางจุดแผ่นมุงไม้ผุกร่อนจนโก่งงอเห็นช่องว่างให้ลมลอดผ่านได้ชัดเจน
เด็กชายขมวดคิ้วทันที “พรุ่งนี้พวกเราต้องหาทางซ่อมหลังคาแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันหลินอวี้หลานมองตามสายตาของน้องชายแล้วก็เข้าใจทันที นางเห็นด้วยอย่างเงียบ ๆเพราะรู้ดีว่าหลังคานั้นทรุดโทรมหนักกว่าผนังเสียอีก
“ถ้าฤดูเหมันต์มาแล้วหลังคายังเป็แบบนี้พอหิมะตกหนักขึ้นมามันต้องถล่มลงมาทับพวกเราแน่” เด็กชายชามลงแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่จางเว่ยเยียนนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนเสนอความเห็นอย่างลังเล “ถ้าเช่นนั้นเอาฟากไม้ไผ่ขึ้นไปปิดไว้ก่อนดีหรือไม่อย่างน้อยก็น่าจะกันลมกันหิมะได้บ้าง”
“ใช้ฟากไม้ไผ่ปิดอย่างเดียวไม่ได้ผลดีนัก”หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้าทันที เขาหยิบเศษไม้ขึ้นมาขีดลงบนพื้นดินเป็ภาพคร่าว ๆพร้อมอธิบาย “ฟากไม้ไผ่บางเกินไป รับน้ำหนักหิมะไม่ไหวถ้าหิมะทับถมหนา มันจะแตกหรือยุบง่ายอีกทั้งถ้าไม่มีวัสดุกันน้ำฝนหิมะละลายก็จะซึมลงมาอยู่ดี”
หลินอวี้หลานนั่งลงข้าง ๆ พลางใช้มือเท้าคาง สีหน้าครุ่นคิด “แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า พวกเราไม่มีเงินซื้อกระเบื้องใหม่นี่นา”
คำถามนั้นทำให้ทั้งสามคนเงียบไปอีกครั้ง เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังหวิวๆ นอกกระท่อม ขณะที่ภายในบ้านมีเพียงเสียงถ่านไฟในเตาแตกเปรี๊ยะเบา ๆ
เด็กชายก้มหน้าคิดอย่างหนักสมองของเขาหมุนเร็วราวกับกำลังค้นหาความรู้ทั้งหมดที่เคยมีในชีวิตก่อนเขานึกถึงบ้านชนบททางใต้ของจีนที่เคยไปช่วยซ่อม นึกถึงเทคนิคพื้นบ้านต่าง ๆที่ชาวบ้านใช้เมื่อต้องสร้างบ้านโดยไม่มีเงินซื้อวัสดุราคาแพง
ทันใดนั้นเองดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น “ข้าคิดออกแล้ว!”
เสียงของเด็กชายดังขึ้นอย่างตื่นเต้นจนจางเว่ยเยียนกับหลินอวี้หลานสะดุ้ง “วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือใช้ไม้ไผ่สานเคลือบดินเหนียว”
“ไม้ไผ่สานเคลือบดินเหนียว?” หลินอวี้หลานทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
เด็กชายพยักหน้าอย่างมั่นใจก่อนกล่าวว่า“ไว้พรุ่งนี้เช้าข้าจะสาธิตวิธีทำให้พวกท่านดู”
เขามองขึ้นไปยังหลังคาเก่าอีกครั้ง ดวงตาของเขามั่นคงแน่วแน่พรุ่งนี้พวกเขาจะเริ่มซ่อมหลังคาและก่อนหิมะแรกของฤดูเหมันต์จะมาถึงบ้านหลินหลังนี้จะต้องอบอุ่นพอให้ทุกคนอยู่รอดให้ได้แน่นอน