งานที่บริษัทเข้ามาสุมเต็มในห้องทำงานของอรัญ เพียงไปเที่ยวไม่กี่วันคอมพิวเตอร์หลายสิบเครื่อง ก็เข้ามาตั้งรอให้ซ่อมแก้ไขปัญหา นักเรียนชุดใหม่ที่สมัครเข้ามาเรียนวิธีการประกอบเครื่องมีเพิ่มอีกหลายคน มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องโอดครวญอะไร เพราะงานเข้ามาเยอะแสดงว่าผลตอบแทนก็ต้องเยอะตามไปด้วย ความรู้ที่เรียนมาในมหาวิทยาลัย เขาเก็บพับเข้ากล่องไปแล้ว ที่ใช้อยู่เอามาจากการเรียนไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่ค่าเรียนแพงลิบลิ่วยังนับว่าเป็นโชคดีที่ตอนมาสมัครทางบริษัทกำลังต้องการอยู่พอดี คนที่มีความรู้ในสาขาวิชานี้มีน้อย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ยุคของข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องพึ่งพิงเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยอรัญไม่ได้ติดต่อกับปิยนันท์อีก เนื่องเพราะงาน และงาน เขายังคงทำงานตามปกติ วันว่างส่วนมากก็จะเดินเข้าร้านหนังสือ หรือไม่ก็เดินเที่ยวตามสวนสาธารณะ นาน ๆ จึงจะเข้าโรงหนังสักครั้งเขาเคยไปร้านสายสมรหลายครั้งแต่ไม่เคยเข้าไปทักเจ้าของร้านหรือปิยนันท์เลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างมากก็เขียนโน๊ตขึ้นไปของเพลงจากเธอแล้วแอบหลบออกมาเสียสองสาวพี่น้องร้องเพลงได้ดีทั้งคู่ ความสวยก็ไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนปิยนันท์จะได้รับความนิยมมากว่านิดหน่อย บนเวทีแสง สี เสียง ที่เฉิดฉายกรีดกรายผ่านร่างระหง มันเป็นความสวยของปิยนันท์ที่เขาไม่เคยรู้จัก เธอแปลกตาเกินไป บางครั้งเขาเองก็รู้สึกยอมรับไม่ได้กับท่วงท่ากิริยาอาการที่หญิงสาวแสดงบนเวที หรือแม้แต่เดินลงมาตามโต๊ะอาหารและคุยกับลูกค้า แม้จะรู้ดีว่านั่นคืออาชีพก็ตามวันนี้ก็เช่นกันเขาเพียงรู้สึกเหงาและไม่รู้จะไปไหน จึงแอบไปดูชื่นชมเธอเพียงเงียบ ๆ แล้วกลับออกมาเช่นเคย และคิดว่า มันคงจะดีกว่าหากเขาไม่มาที่นี่อีกเดินทอดน่องมาตามริมบาทวิถี ชมความสวยงาม แสงสียามราตรีของเมืองกรุงอย่างใจเย็น การประกอบอาชีพมากมาย มีปรากฏให้เห็นเรียงรายเต็มไปหมด นั่นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวกำลังขมีขมันล้างจานชาม นั่นแน่แม่ค้าขายลาบน้ำตกก็มีด้วย โน่นคนขายเสื้อผ้า นู้นคนขายรองเท้า นั่นสาวน้อยเจ้าของแผงหนังสือกำลังนั่งหาวหวอด ๆ นั่นแน่ชายขาด้วนกำลังนั่งซ่อมรองเท้าให้ลูกค้า และนั่นเด็กขายพวงมาลัย และนั่น.. ฯลฯสารพัดวิถีชีวิตที่เข้ามาแออัดในกรุงเทพฯ เพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวที่รอคอยอยู่เบื้องหลัง ทุกคนต่างเป็นส่วนประกอบของกันและกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันโดยมีเงินเป็นสื่อกลางแวะเข้าไปใช้บริการจากแม่ค้าสาวเจ้าของรถเข็นลูกชิ้นปิ้ง ที่นั่งหน้าหวานรอผู้อุดหนุนกิจการ ไม้ละสิบบาท มีอยู่ 3 ลูก โอ๊ย..สะใจทิ้งห่อกระดาษลงถังขยะ จากนั้นกระโดดหยอยขึ้นรถเมล์ที่วิ่งมาเทียบป้ายริมบาทวิถี ทางก็ออกแคบหนาแน่นไปด้วยรถ ทำไม๊ ทำไม มันถึงขับเร็วนักก็ไม่รู้ จะรีบไปหาสวรรค์วิมานหรือลงนรกอะไรที่ไหน ค่าโดยสารก็ขูดกันเหลือเกินอรัญลงมาเดินโต๋เต๋เรื่อยเปื่อยเมื่อรถผ่านท้องสนามหลวงพ่อผู้หนึ่งอุ้มลูกชายตัวน้อยขี่คอเดินชี้มือชี้ไม้พาชมความงามของท้องสนามหลวงยามนี้ โดยมีแม่คอยเดินตามหลังต้อยๆ พ่อแม่ลูกคู่นั้นดูพวกเขาช่างมีความสุขเหลือเกินมันทำให้เขานึกถึงพ่อ ผู้ซึ่งยังคงนั่งเฉยอยู่ในวังวน ไม่ยอมขยับเขยื้อนตัวออกจากเกาะแห่งความทรนงนั้นพ่อไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว พ่อคงไม่มีโอกาสได้เห็นความงามของบรรยากาศดังที่เขาเห็นอยู่ในขณะนี้ตอนยังเด็กเขาเคยขี่คอพ่อเช่นเด็กชายคนนั้น แต่ไม่ใช่เดินชมความงามของแสงไฟหรอก มันเป็นป่าเขาลำเนาไพร ระหว่างทางเดินสู่ท้องทุ่งนา ป่าเขาที่เต็มไปด้วยความงามของธรรมชาติ บางครั้งนึกสนุกพ่อก็จะแกล้งโยนเขาลงหนองน้ำข้างทาง ทำให้ต้องเกาะกอดคอพ่อแน่นเพราะกลัวตกพ่อสอนให้รู้จักไม้ป่าทุกชนิดที่พ่อรู้ เห็ดที่กินได้ หรือแม้แต่การใช้ประโยชน์จากใบไม้ใหญ่ การหาน้ำในป่าแต่นั่นมันเป็นระยะเวลาที่น้อยเหลือเกินน้อยเสียจนเขาเองก็แทบจะลืมเลือน เหมือนหนึ่งว่ามันอยู่ในความฝันจินตนาการเอาเอง“เดิน เดินชม เตะขี้ตมใส่.....แม่เถ่า แม่เถ่าบอกว่าเย็นดี เตะอีกที.....เย็นส่วย ๆ เตะอีกเตะอีกลูกเขย เตะอีกที...เย็นส้วย ส่วย.....”มันเป็นบทเพลงในวงเหล้าที่พ่อชอบร้องมากที่สุด ถ้าได้ยินที่ไหนแสดงว่าพ่อต้องอยู่ด้วยแน่นอน บทเพลงดัดแปลงของคนเมาเขาล่ะพ่อเคยเข้าโรงพยาบาล เพราะดื่มเหล้ามากทำให้กระเพาะทะลุ ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ด มีเงินเป็นต้องหามาดื่มจนได้ แม้ไม่มีก็อาศัยเชื่อเอา เหล้านี่มันไม่เข้าใครออกใครเลยหนอ เดิมทีอรัญนึกว่าพ่อดื่มเพื่อแก้กลุ้ม แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่เสียแล้ว พ่อดื่มเพราะขาดมันไม่ได้เจ้าน้ำสีอำพันไม่ทราบว่ามันผลาญเงินคนไปแล้วสักเท่าไหร่จนป่านนี้ยังไม่มีใครพรรณนาว่าสุรามีคุณจนควรแก่การดื่มกินนักหนา มันมีแต่โทษร้ายที่ให้ผู้ดื่มทุกคน ดื่มเพื่อความบันเทิงหรือ? ไม่ใช่หรอก มันไม่เคยให้ความบันเทิงแก่ใครเลย ข้ออ้างมากมายที่ผู้นิยมดื่มสรรหามาอ้างล้วนเพียงเพื่อได้ดื่ม และดื่มกำลังคิดเพลินก็ต้องเซถลาเกือบล้ม หันไปดูต้นเหตุที่ตัวเองสะดุด นั่นไงล่ะคนเมานอนกลิ้งโค่โล่บนบาทวิถีใต้ต้นมะขาม นี่ก็อีกหนึ่งที่เป็นทาสของมัน หาได้เท่าไหร่ซื้อเหล้าดื่มหมด จากนั้นก็หาใหม่ เพื่อดื่มอีก แล้วเมื่อไรจึงจะหลุดจากวังวนนั้นได้ชายหนุ่มเดินเที่ยวจนเมื่อยขา จึงเข้าไปนั่งดื่มน้ำเย็นกับแม่ค้ารถเข็นที่ง่วนอยู่กับการทำมาหากิน หล่อนรู้จักฉวยโอกาสในการขายดีเหลือเกิน ลูกค้าเข้ามาใช้บริการไม่ขาดระยะ แม้ราคามันจะแพงกว่าปกตินิดหน่อยก็ไม่มีใครว่า ใครมัวติอยู่ก็ทนกลืนน้ำลายไปก่อนจะเรียกหล่อนว่าแม่ค้าเต็มปากเต็มคำก็ดูกระไร จริตจะก้าน หรือลีลาท่าทางของหล่อนเป็นหญิงแน่ๆ แต่หน้าตาและรูปร่างของหล่อนมันไม่ใช่ แม้จะแต่งให้ได้ใกล้เคียงแค่ไหน แต่ใครๆ ก็ดูออกว่าหล่อนไม่ใช่หญิงแท้งานในบริษัที่เขาทำอยู่เริ่มมีปัญหาอย่างคาดไม่ถึง ไม่ใช่ว่าเพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะเจ้าของบริษัท หรือที่เขาเรียกจนติดปากว่าเฮียทองอยู่ ติดการพนัน และเสียการพนันบ่อย กระทั่งทำให้การจ่ายเงินเดือนของเขาพลอยมีปัญหาไปด้วยอรัญตัดสินใจยื่นใบลาออกและขอเงินเดือนที่ค้างอยู่ แต่จันทิมา ภรรยาของทองอยู่ขอร้องไว้และหล่อนจะเป็นคนเข้ามาดูแลกิจการแทนทองอยู่เองความจริงทองอยู่ก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร แต่เป็นคนที่ออกใจดีด้วยซ้ำไป เพียงแต่เขาติดการพนันจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ด้วยวัยเพียง 35 ปี ทองอยู่สามารถที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวเปิดบริษัทของตัวเองและมีบริษัทในเครือของเขาเองหลายแห่งด้วยบุคคลิกที่สำอางค์ และดูเป็นผู้ดี ทำให้ทองอยู่ดูเป็นที่น่าเชื่อถือ และดูดีในสายตาของลูกจ้างเสมอ แต่สำหรับอรัญแล้ว ทองอยู่ดูเหมือนจะสำอางค์เกินความจำเป็นด้วยซ้ำไปจันทิมาดูแลร้านสามร้าน ในขณะที่ทองอยู่ดูแลเองเพียงสองร้าน และร้านที่เขาอยู่นี้เป็นหนึ่งในสองที่มีปัญหาเพราะทองอยู่ติดการพนัน แม้จันทิมาจะยื่นคำขาดให้ทองอยู่เลิกการพนัน แต่ดูเหมือนเขาจะรับปากเพียงแต่ลมปากเท่านั้นอรัญไม่ค่อยจะได้พบหน้าหรือได้พูดคุยกับจันทิมาบ่อยนัก เนื่องเพราะหล่อนต้องดูร้านที่อื่นอีก และร้านที่เขาทำอยู่ หล่อนปล่อยให้เป็นหน้าที่เขาดูแลแทนแบบกรายๆ นานๆ จะแวะเข้ามาดูสักครั้งวันนี้เขาไม่มีธุระงานนอกสถานที่จึงนั่งเล่นอยู่ในร้าน คุยกับเจี๊ยบเด็กสาวพนักงานเฝ้าร้าน ระหว่างนั้น ทองอยู่ขับรถเข้ามาจอดหน้าร้านและผลักประตูเข้ามา เขาแค่ทักทายลูกน้องสองสามคำและสั่งให้เจี๊ยบหยิบเงินที่มีในลิ้นชักให้ โดยบอกว่ามีธุระต้องใช้ แต่ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะหยิบเงินให้ จันทิมา ก็เข้ามาในร้าน และสั่งระงับการเบิกเงินทั้งคู่มีปากเสียงกันต่อหน้าลูกน้องพักหนึ่ง ก่อนจะได้สติรู้ตัวว่ากำลังโต้เถียงกันต่อหน้าลูกจ้าง จึงเดินขึ้นไปชั้นบนของร้าน และปิดประตูเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น เจี๊ยบหันมามองหน้าเขาแล้วยักไหล่ ไม่มีอะไรที่จะพูดไม่นานนัก จันทิมาก็กลับลงมาและผลุน ผลันออกจากร้านไป แม้จะพยายามปกปิด แต่เขาก็สังเกตุได้ว่าหล่อนร้องไห้ออกไป“ซ้อเจนไปไหนแล้วเจี๊ยบ” ทองอยู่เดินลงมาถามเด็กสาวหน้าร้าน“ขับรถออกไปแล้วค่ะ” เจี๊ยบหน้าเสีย เมื่อเห็นเจ้านายทะเลาะกัน มันทำให้หล่อนวางตัวไม่ถูกและไม่รู้ว่าปัญหาจะลงมาที่หล่อนด้วยหรือเปล่า“อรัญ ลื้อช่วยไปรับงานที่ร้านที่สีลมหน่อยนะ ไปกับซ้อเจนหน่อย ทีแรกว่าจะไปด้วยกัน แต่ว่าตอนนี้เขาคงไม่อยากให้ไปแล้วล่ะ แต่ก็เป็นห่วง ลื้อช่วยไปดูให้หน่อย เจนเขารู้รายละเอียด ลื้อแค่ไปเป็นเพื่อนก็พอ”“แต่ซ้อเจนออกไปแล้วนะครับ” เขาท้วง“ไม่เป็นไร ลื้อไปรอที่โน่นก็แล้วกัน เดี๋ยวจะโทรบอกซ้อเจนอีกที่หนึ่ง” เขารับทราบ เมื่อทองอยู่บอกสถานที่นัดพบกับลูกค้าย่านสีลมบ่ายโมง เขามาดักรอพบจันทิมาย่านสีลมตามที่ทองอยู่บอกไว้ แต่รอเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีแม้แต่เงาของนายสาว พยายามโทรติดต่อกลับหาทองอยู่ แต่ก็ไม่ติด โทรหาจันทิมายิ่งแล้วใหญ่ หล่อนปิดโทรศัพท์ สรุปว่ามันเป็นวันที่เซ็งมากสำหรับเขา เสียทั้งงาน เสียทั้งเวลาบ่ายสามโมงจึงเดินตัดสินใจขึ้นรถต่อไปที่ร้านอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งอยู่แถวๆ กล้วยน้ำไทย และพบว่ารถของจันทิมาจอดอยู่หน้าร้านนั่นเอง“อ๋อย…ซ้ออยู่ไหม” เขาเข้าไปถามเด็กสาวประจำร้าน“อยู่ค่ะ พี่แต่แกสั่งไว้ ไม่ให้ใครมารบกวน ไม่พบใครทั้งนั้น” สาวน้อยรายงาน มันทำให้เขานึกด่าเจ้านายในใจอย่างช่วยไม่ได้“แล้วเฮียโทรมาหรือเปล่า…”“โทรมาค่ะ แต่ซ้อก็ไม่รับสายอยู่ดี แถมด่าหนูอีกต่างหาก ตอนที่เข้าไปบอก” เด็กสาวทำหน้าจ๋อย “…สงสัยจะทะเลาะกันอีกตามเคย”“ไม่ต้องสงสัยหรอก ทะเลาะกันจริงๆ …”ท้ายประโยคเขาผ่อนเสียงเบาลง เมื่อเหลือบไปเห็นจันทิมากำลังเดินออกมาจากหลังร้าน“อรัญมีธุระหรือ” นายสาวเดินเลี่ยงไปเปิดดูสมุดบันทึกรายวัน และถามโดยที่ไม่ได้มองหน้า“ครับ..เฮียบอกว่า ซ้อมีนัดที่สีลม แต่ผมไปรอก็ไม่เห็นซ้อไป จึงแวะมาที่นี่”“ยกเลิกนัดไปแล้ว” หล่อนบอกเบาๆ“อ้าว….แล้วไม่เห็นมีใครบอกผมเลย ปล่อยให้ผมไปรอเป็นชั่วโมงเลยอ่ะ”“ฉันไม่รู้ว่าอรัญจะไปรอ…”“…อ่า….ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ” อรัญถอนหายใจก่อนกล่าว แม้จะไม่พอใจเพียงไหน แต่ใครจะไปแสดงให้หล่อนห็นได้ล่ะ และบางทีมันอาจจะไม่ใช่ความผิดของหล่อนก็ได้“เจนจะไปไหว้พระ อรัญไปเป็นเพื่อนได้ไหม” มันเป็นคำถามที่เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย“อ่า..ครับ…วัดไหนครับ แล้วไปทำไมครับ”“ทำบุญ เผื่ออะไรมันจะดีๆ ขึ้นมาบ้าง” หญิงสาวตอบทั้งถอนหายใจ และหันไปสั่งอ๋อยเด็กสาวประจำร้านสองสามคำ ก่อนจะชวนเขาเดินออกมาเขาชำเลืองมองนายสาวที่ทำหน้าที่ขับรถโดยมีเขานั่งคู่ตอนหน้า และคิดว่าเข้าใจถึงสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างดี หล่อนคงต้องการที่พึ่งทางใจที่ไหนสักแห่ง อย่างน้อยการทำบุญก็คงจะช่วยหล่อนให้สบายใจขึ้นได้บ้าง“เจนต้องเตรียมอะไรบ้าง …อรัญพอรู้ไหม เจนอยากทำสังฆทาน” หล่อนเอ่ยถามมาโดยที่สายตายังจ้องไปด้านหน้า และบังคับพวงมาลัยรถอย่างระมัดระวัง“ก็พอทราบครับ..แค่เตรียมของไป แต่ว่านี่มันก็เย็นแล้วผมก็ไม่ทราบว่าเราจะไปวัดไหนกันดี ถวายข้าวพระให้ฉันตอนเย็นคงไม่ได้แน่ๆ”หล่อนหัวเราะกับคำพูดของเขา มันเป็นเสียงหัวเราะครั้งแรกที่เขาได้ยิน“ไม่เป็นไร เคยไปวัดนี้หนหนึ่งกับเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรเท่านั้นเอง”เขาให้หล่อนจอดแวะข้างทาง และเดินเข้าไปเลือกซื้อของที่จะเตรียมไปถวายทานให้“ทำไมซื้อมาน้อยจัง ทำไมไม่หาเอาที่เป็นถังสังฆทานที่เขาเตรียมไว้ให้ล่ะ”“ไม่ดีครับ ไม่มีอะไรข้างในเลย มีแต่กระดาษยัดอยู่ ซื้อเอาอย่างนี้แหละดีแล้ว จัดไม่สวยไม่เป็นไร เอาของที่มีคุณภาพดีกว่าครับ ถ้าซ้อคิดว่าไม่พอ แวะซื้อเพิ่มจากร้านข้างหน้าอีกก็ได้ครับ”“ไม่เป็นไร พอแล้วมั๊ง เอาคนละชุดก็พอ”“ไม่ล่ะครับ ผมเตรียมไว้สำหรับสี่องค์”“ของแค่นี้นะ สำหรับสี่องค์” หล่อนพูดทั้งพยักหน้าหน้าหันมามองแว่บหนึ่ง“ไม่เป็นไรมั๊ง….”“ไม่เอา แวะซื้อเพิ่มอีก ร้านเซเว่นข้างหน้านั่นก็ได้…”“..สี่องค์ซื้อมาแค่นี้ จะให้พระแย่งกันหรือไง”“ก็บังเอิญมีตังค์แค่นี้พอดีนะครับ แหะแหะ”“อ้าว….แล้วกัน โทษทีลืมให้ตังค์”เมื่อได้ของครบแล้ว หญิงสาวขับรถตรงไปตามถนนเจริญกรุง ย่านบางคอแหลม และเลี้ยวเข้าไปในวัดแห่งหนึ่ง เขายิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่นายจ้างสาวมองมาเห็นพอดี“ยิ้มทำไม…”“เปล่าครับ แค่อยากจะรู้จักว่าซ้อรู้จัดวัดนี้ได้อย่างไร”“ก็บอกแล้วไง เพื่อนเคยพามาหนหนึ่ง ทำไม วัดนี้ไม่ดีหรือไง”“โอ๊ย…เปล่าครับ แหมคิดไปโน่นเลย” จากการพูดคุยทำให้เขากล้าพูดเล่นกับหล่อนขึ้นมาอีกนิดหนึ่งหญิงสาววนรถเข้าไปจอดหน้าศาลา คนวัดสองสามคนที่นั่งอยู่ป้อมยามหน้าวัด มองมา อรัญโบกมือและแตะหน้าผากเป็นสัญญาณทักทาย จันทิมามองตามด้วยสีหน้างง แต่ไม่ได้ถามอะไรเขาเดินหิ้วข้าวของที่จะเตรียมถวายพระเดินตามหลังนายสาว ซึ่งถือดอกไม้สำหรับบูชานำหน้าหล่อนพาเขาแวะเข้าไปในกุฏีชั้นเดียวหลังหนึ่ง และถามหาพระภิกษุที่หล่อนต้องการพบกับเด็กวัดคนหนึ่ง“อาจารย์งดรับแขกแล้วครับ หมดเวลาตอน 5 โมงเย็นน่ะครับ”“อ้าว…แล้วทำไงดีล่ะ” หล่อนเริ่มลังเลและหันมาถามเขา“น้องลองถามหลวงพ่อให้หน่อยสิ ท่านรับอีกสักคนไม่ได้หรือ ไม่มีเวลามาก็เลยมาเสียเย็น ถ้าไม่ได้พบท่านก็คงจะเสียเที่ยวแย่เลย”“ก็เข้าใจครับ แต่ว่าอาจารย์ท่านรับแขกตั้งแต่เช้า ก็เลยอยากให้ท่านพักผ่อนนะครับ”อรัญไม่ได้สนใจที่เด็กหนุ่มพูด แต่เขาเดินไปหน้าประตูกุฏีที่เป็นกระจกใส ยื่นหน้าส่องเข้าไป สักพักพระภิกษุชรา รูปร่างท้วมก็เดินออกมาดึงประตูเลื่อนเปิดให้“อ้าวมาไงกันนะนี่ มาซะค่ำเชียว…มามาเข้ามา เข้ามา” ท่านพูดอย่างใจดีและเรียกอย่างวิสาสะ เขาหันไปพยักหน้าเรียกหญิงสาวให้รีบตามเข้ามาจันทิมาค้อนให้หลายหนหลังจากถวายสังฆทานเรียบร้อยและเดินกลับมาที่รถ“ทำไมไม่บอกกันสักหน่อยละว่าเคยบวชอยู่ที่นี่อ่ะ” หล่อนต่อว่าทันที เมื่อเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว“ก็ซ้อไม่ได้ถามนี่ครับ อีกอย่างไม่เห็นจำเป็นต้องบอกสักหน่อย” เขาแก้ตัว“มิน่าล่ะ เห็นโบกมือให้พวกที่นั่งอยู่หน้าวัดน่ะ ทีแรกก็งงเหมือนกัน อุ๊ย…ว๊า ด้ายสายสินจน์ท่านให้มาหลุดแขนแล้ว ผูกให้หน่อยสิ”หญิงสาวยื่นแขนส่งมาให้ อรัญสะดุ้งเนื่องเพราะไม่คิดว่าหล่อนไว้วานเช่นนี้เขามือสั่นให้หล่อนเห็นนิดๆ ขณะกำลังผูกด้ายสีเหลืองส้มเข้ากับข้อมือซ้ายของหล่อนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สัมผัสถูกผิวกายหญิงสาวดูเหมือนจะเข้าใจ เพียงแต่ยิ้มๆ ไม่ได้พูดว่าอะไร“สบายใจขึ้นไหมครับ”“ฮื่อ..ก็ดีนะ รู้สึกดีกว่าตอนมาเยอะเลย แต่ว่าก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่เอง ตอนที่ท่านทักว่าให้ไปถือศีลสะเดาะเคราะห์น่ะ”“ก็อย่าคิดมากสิครับ ซ้อก็ทำสังฆทานไปแล้วไง มีเวลาก็ค่อยไปถือศีลที่วัดไหนสักแห่งก็ได้”หลังจากวันนั้นแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้พบหน้านายสาวอีก เพราะอยู่คนละร้านบ่ายวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของอรัญ เขากำลังยื่นอ่านหนังสืออยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งอย่างสบายใจ แต่ก็ต้องรีบมาที่สำนักงานย่านกล้วยน้ำไทย พอไปถึงก็พบว่า ทองอยู่ และจันทิมาพากันนั่งหน้าคร่ำเครียดรออยู่“มีอะไรครับ ถึงให้อ๋อยโทรตามด่วนเลย” เขาถามเมื่อเดินเข้าไปถึง“คอมพิวเตอร์เสียไปหลายเครื่อง ไฟช๊อตไปสิบกว่าเครื่อง ยูพีเอสเอย อะไรทุกอย่างในร้านไปหมดเลย” ทองอยู่บอกด้วยสีหน้าเครียด“...การไฟฟ้าเขามาทำไฟ แถว ๆ หน้าร้านเมื่อเช้านี้ ไม่รู้ทำกันยังไง ไฟมันมาเกิน ช๊อตทุกอย่างในร้านหมดเลย แม้แต่พัดลมก็ยังไปด้วย”“อ้าว....อย่างนี้ทางการไฟฟ้าก็ต้องรับผิดชอบนะสิครับ”“ก็ใช่ ไอ้เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง...แต่ตอนนี้มาเช็คเครื่องเราก่อนว่าอะไรที่มันเสียบ้าง ทางการไฟฟ้าเขาจะมาดูให้อีกในอีกครึ่งชั่วโมงนี้” พูดจบ ทองอยู่ก็สบถด่าพึมพำ“ขอโทษนะที่ต้องโทรตามในวันหยุดแบบนี้....ช่างคนอื่นเขาไม่ว่าง” จันทิมาเอ่ยขอโทษมาเบาๆ“...ไม่มีธุระอะไรที่ไหนไม่ใช่หรือ” หล่อนพูดตัดเอาเอง เขาจึงได้แต่ครับอย่างเดียว หล่อนฉลาดพูดไม่น้อยเลยเขาไม่ทราบว่าการไฟฟ้ารับผิดชอบแค่ไหนอย่างไร หลังจากที่เข้ามาตรวจสอบแล้ว เพราะไม่ได้เข้าไปรับฟังด้วย เพียงแต่ช่วยรื้อเครื่องออกมาให้เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้า เข้ามาตรวจเช็คเท่านั้นเอง เขารู้แต่เพียงว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกตัวมีปัญหาอันเนื่องมาจากกระแสไฟที่มาเกินนั่น และมูลค่าความเสียหายก็นับว่าไม่น้อยเลย“ทำไมช่างคนอื่นมันไม่ว่างเลยหรือ....มันไปไหนกัน วันหยุดก็ไม่ได้หยุดเลยกู” เขาบ่นกับอ๋อยเด็กสาวที่คอยช่วยรื้อจับโน่นจับนี่ให้ ขณะที่สองนายออกไปข้างนอกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ว่าง พี่ เขาลาออกกันหมดแล้ว เหลือแต่พี่คนเดียวนี่แหละ” อ๋อยพูดเหมือนกระซิบมา“อะไรนะ....ไอ้เปี๊ยกก็ออกด้วยหรือ” เขาถามอย่างงุนงง“พี่เปี๊ยก พี่ป้อม กับพี่น้อย.. เขาออกกันหมดเลย พร้อมกันทีเดียว” ชื่อที่เด็กสาวบอกมา ล้วนแต่เป็นช่างและอาจารย์สอนประจำสาขาทั้งนั้น แต่บัดนี้พากันลาออกหมดแล้ว“ทำไมล่ะ...ทำไมเขาถึงได้ลาออกพร้อมกันแบบนี้”“ก็เจ้านายน่ะ ไม่ยอมจ่ายเงินเดือนมาเดือนหนึ่งแล้ว อ้างแต่ว่าเงินช๊อต เห็นพี่ป้อมบอกว่าบัญชีเพิ่งจะเอาเงินเข้าธนาคารให้เมื่อวานนี้ และพอได้เงินก็พากันลาออกหมดเลย”“อ้าว...แล้วทำไมเงินเดือนพี่ไม่มีปัญหาล่ะ ของอ๋อยละมีหรือเปล่า” เขาวางมือจากไขควงหันมาถาม“มีพี่..แต่คุณเจนเขาขอไว้อย่าบอกใครและแกก็ออกเงินส่วนตัวของแกเองให้ก่อน ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร เขาเลือกคนเฉพาะคนน่ะ จ่ายเป็นบางคนเท่านั้นเอง พนักงานยี่สิบกว่า มีแต่พวกบัญชีกับพวกที่สำนักงานใหญ่เท่านั้นที่ไม่มีปัญหา”“เจ๊ง...เจ๊ง...อย่างเดียว สงสัยพวกเราต้องหางานใหม่อีกแล้วล่ะ” เขาถอนหายใจทั้งบ่น“แต่เห็นฟังเขาพูดกันมานะ เจ้านายเขาจะขายตึกบางสาขาออกไป”“นักเรียนก็มีไม่ขาด รายได้ก็ดี แล้วจะขายทำไมกัน”“พี่ก็น่าจะรู้นะ เฮียทองอยู่น่ะ เขาติดการพนัน ไม่รู้เป็นหนี้ไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ไม่ขายจะเงินที่ไหนไปใช้เขาทัน หากเขาเร่งจะเอาขึ้นมา”“แล้วซ้อเจนทำไง....”“ไม่เห็นทำไง เห็นแต่ทะเลาะกันประจำ ก่อนพี่จะเข้ามานี่ก็เถียงกันไปยกหนึ่ง”มันเป็นปัญหาที่สร้างความอึดอัดกับเขาและพนักงานลูกจ้างคนอื่นไม่น้อยเลย เมื่อทราบว่าอนาคตการงานกำลังแขนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเสี่ยงเช่นนี้อรัญเดินไปตักกับข้าวที่ให้อ๋อยซื้อมาไว้ให้ใส่ปากสองสามคำ ก็เดินมาง่วนอยู่กับการแกะโน่นแกะนี่เพื่อตรวจเช็คว่าคอมพิวเตอร์ส่วนไหนที่มันเสียหายไปบ้าง นานๆ อ๋อยจะเดินเข้ามาดูในห้องสอนซ่อมสักครั้ง หรือเข้ามาเมื่อเขาเรียกใช้สามทุ่มแล้ว อรัญยังสาละวนกับการแก้ไข ประกอบชิ้นส่วนที่พอใช้ได้เข้ากันใหม่ เพื่อที่จะได้ใช้สอนทันในวันพรุ่งนี้อ๋อยกลับไปแล้ว แม้เด็กสาวอาสาจะอยู่ช่วย แต่เขาเห็นว่ามันดึกเกินไป จึงให้กลับก่อน เมื่อไม่มีใคร เขาจึงล็อคกุญแจหน้าร้านและเปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์ฟังลั่นห้องระหว่างที่กำลังสาละวนถอดโน่นถอดนี่เพื่อเปลือยเครื่องเอาชิ้นส่วนบางตัวเข้าไปเปลี่ยนนั้น ช่วงจึงหวะหนึ่ง เขาพยายามที่จะถอดสายไฟจากซีดีรอม แต่มันแน่นผิดปกติ จึงต้องออกแรงถึงสุดแรง เมื่อมันหลุดผลั๊วะออก ทำให้หลังมือของเขาถูกขอบตัวถังเครื่องบาดเป็นแผลลึก“โอย….โคตร..เอ๊ย..”เขาด่าออกมาดังๆ เมื่อเห็นเลือดทีไหลออกมา และกุมมือเดินหายาและผ้ามาปิดแผลห้ามเลือดให้กับตัวเอง“หาอะไรคะ” เขาสะดุ้งโหยง ละมือจากการค้นหายาตามลิ้นชักต่างๆ“ซ้อ…ใจหายหมดเลย เข้ามาเมื่อไหร่ไม่ได้ยินเสียงเลยครับ”“อรัญหาอะไรคะ…เห็นรือลิ้นชักไปทั่วเลย ทำไมต้องคนหาอะไรในลิ้นชักโต๊ะแบบนั้นด้วยล่ะ”เขาฟังออกว่ามีน้ำเสียงไม่พอใจปนมาด้วย คงคิดว่าเขาค้นหาข้าวของอะไรหรือละลาบละล้วงตามลิ้นชัก อรัญจึงชูมือให้ดู ซึ่งบัดนี้มีเลือดไหลอาบเต็มหลังมือ“อ้าว..เป็นอะไร…เกิดอะไรขึ้น” นายสาวเป็นเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจ รีบเดินเข้ามาใกล้“เหล็กบาดมือ กำลังหายา หรือไม่ก็พวกผ้าก๊อตซับแผล แต่ไม่เห็นมีเลย ก็เลยลองค้นดูครับ ขอโทษด้วยครับ” เขาเอ่ยขอโทษแบบเสียงแข็งเหมือนกัน หล่อนดูถูกน้ำใจเขาเกินไป“ยาไม่มีหรอกค่ะ..คงต้องหาซื้อเอาแถวนี้”“งั้นช่วยดูร้านด้วยนะครับ ผมจะออกไปซื้อยาใส่แผลก่อน” เขาไม่รอคำตอบเดินผ่านหน้าหล่อนออกไปทันที“แม่งกูทำให้แทบตาย เสือกไม่ไว้ใจกูอีก” เขาบ่นอุบอิบ ไม่ได้สนใจกับสายตาและคำร้องเรียกตามหลังมาหลังจากเขาเดินออกจากร้านไปแล้ว หญิงสาวเดินเข้ามาสำรวจดูงานที่เขาทำค้างไว้ เลือดที่ไหลตามพื้นทำให้หล่อนรู้ว่าเขาคงจะเจ็บไม่น้อยและแผลคงจะลึกทีเดียวเดินเลยผ่านไปเห็นกับข้าวที่เขากินค้างไว้ มันเป็นผัดกระเพราไก่แบบง่ายๆ ที่สั่งทำตามร้านอาหารตามสั่งทั่วไป หล่อนยิ้มสมเพทที่มุมปากนิดๆ ก่อนจะเดินออกมาสั่งพิซซ่าจากร้านขายส่งพิซซ่าที่อยู่ตรงข้ามถนนพิซซ่าถูกส่งมาแล้ว แต่อรัญยังไม่กลับเข้ามาในร้าน และคืนนั้นเขาก็ไม่ได้กลับเข้ามาในร้านเลยแม้จะรู้สึกสะใจนิดหน่อย แต่เขาก็รู้ดีว่ามันไม่ถูกต้องนักกับกระทำของตัวเองรุ่งเช้า อ๋อยโทรมาตามแต่เช้าแจ้งว่าจันทิมาให้โทรตาม และขอให้เข้ามาไปที่สำนักงานในตอนเช้า อารมณ์ขุ่นลึกในใจยังไม่หายดี เขาจึงแกล้งถ่วงเวลาและเข้ามาที่สำนักงานตอนเที่ยง“พี่ทำไมมาช้าจัง” อ๋อยต่อว่าทันที เมื่อเห็นเขาเลื่อนประตูกระจกและเดินเข้าไปในร้าน เพียงแต่ยิ้ม ๆ ไม่ได้ตอบคำถามนั้น“ไปหาหมอมาให้หมอฉีดยากันบาดทะยักให้” เขาอ้าง พร้อมทั้งยกมือให้ดู ซึ่งบัดนี้ได้รับการทำแผลมาเรียบร้อยแล้ว“มิน่าล่ะ หนูเห็นเลือดเลอะเต็มพื้นเลย พี่ยังทำได้หรือเปล่า” สาวน้อยถามอย่างเป็นห่วง“ได้ ไกลหัวใจเยอะ” เขาหัวเราะและเดินเข้าไปในห้องซ่อมอีกครั้งอ๋อยถูทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว และยกเครื่องบางเครื่องที่ใช้ได้แล้วเขาที่ให้“พี่สั่งพิซซ่ามากินด้วยหรือ” อ๋อยเดินเข้ามาถาม“เปล่า..ทำไมหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม“อ๋อย เห็นถาดพิซซ่าวางอยู่บนโต๊ะ แต่ไม่มีคนกิน มีรอยกินไปชิ้นหนึ่งมั๊ง ถาดใหญ่ด้วย…นึกว่าพี่สั่งมากินซะอีก”“อยู่ไหนล่ะ…” เขาถามแต่เด็กสาวหัวเราะ“ทิ้งแล้วพี่ ใครจะเก็บไว้ล่ะ ทิ้งไวคืนเดียวมันก็เสียแล้ว”“ไม่รู้สิ…คงเป็นซ้อมั๊ง เมื่อคืนเขาก็มาที่นี่” เขาพูดเบาๆ และก้มหน้าทำงานต่อ บางทีก็บ่นมือตัวเองที่เผลอไปชนโน่นชนนี่ให้ได้เจ็บระหว่างที่กำลังใส่น๊อตเพื่อขันสกรูเข้ากับตัวถังเครื่องสุดท้าย อาจจะเพราะมือไม่ค่อยจะจับได้ถนัดนัก น๊อตตัวเล็กจึงหลุดกระเด็นลอดหว่างขาเขาไปทางด้านหลัง อรัญบ่นพึมพำและมองตามหาน๊อตที่เด็นไปไกล มันกลิ้งไปหยุดนิ่งที่ปลายเท้าเรียวงามคู่หนึ่ง ซึ่งยื่นนิ่งเยื้องประตูห้องอรัญสบตาเจ้าของเท้าคู่นั้นแว่บหนึ่ง เอ่ยขอโทษเบาๆ เดินไปก้มหยิบน๊อตตัวนั้น หญิงสาวก้มจะหยิบให้ แต่ก็ต้องขยับตัวถอยไป เมื่อเขาก้มเข้าไปหยิบเองอาจจะเพราะความน้อยใจ เคือง หรือด้วยเหตุผลทางอารมณ์ส่วนลึกที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะสบตาหล่อน เพียงแต่หันมาใส่น๊อตให้เข้าที่และทำเป็นขยับโน่นจับนี่ให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งๆ ที่ความจริงมันเสร็จไปเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว“เมื่อคืนกลับทำไมไม่บอก…” หล่อนเอ่ยถามเบาๆ “….มือเจ็บมากไหม”“ครับเจ็บ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็คงหายดี ไปเอายาจากหมอมาแล้ว”ระหว่างนั้น ทองอยู่เดินเข้ามาในห้องทำให้เขาหายใจอย่างโล่งอก และบอกรายงานผลการซ่อมแซมแก้ไข และไม่ได้สนใจนายสาวที่ยืนมองมา
โปรดติดตามตอนต่อไป