ขณะเดียวกัน—
ณ ห้องโถงบ้านพักตากอากาศตระกูลธนาภูมินทร์ นักรบนั่งจิบแอฟเพอริทีฟไวน์อยู่กับรัชนีผู้เป็มารดากันอยู่สองคน หลังจากที่ได้จัดแจงห้องพักให้ปารมีเสร็จสรรพ ส่วนจอมทัพนั้นก็ขอตัวไปอาบน้ำเตรียมตัวเพื่อที่จะทานมื้อเย็น
รัชนีมองนักรบบุตรชายคนเดียวของเธอที่ถอดแบบมาจากสามีของเธอมาแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่งจิบเวอร์มุทด้วยสีหน้าท่าทีที่ผ่อนคลายอารมณ์ดีผิดปกติ จนทำให้เธอนั้นอดที่จะแซวไม่ได้
“อย่าบอกนะว่า— ที่ชวนแม่กับตาจอมมาพักผ่อนที่เนี่ยก็เพราะหนูปามน่ะ....”
“หืม— คุณแม่หมายความว่าไงเหรอครับ”
นักรบเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ท่าทีสบาย ๆ แม้สีหน้าจะนิ่งเรียบเหมือนปกติ แต่รัชนีดูออกว่าตอนนี้ลูกชายของเธออารมณ์ดีมากขนาดไหน
“อย่ามาทำเป็ไขสือนะ— อุตส่าห์ ‘บังเอิญ’ เตรียมห้องพักเอาไว้ล่วงหน้า วัตถุดิบทำอาหารก็ ‘บังเอิญ’ ซื้อมาเผื่อสำหรับสี่ที่ อีกทั้งยัง ‘บังเอิญ’ เตรียมอะไรต่อมิอะไรเอาไว้เสียเสร็จสรรพ...แหม— ไอ้เราก็นึกว่าลูกชายจะนึกกตัญญูเตรียมเอาไว้ให้แม่ ที่ไหนได้....เตรียมเอาไว้ให้สาวนี่เอง....ร้ายนะเรา”
รัชนีเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ท่าทีของนักรบล่อกแล่กแม้แต่น้อย เขายังคงนิ่งสงบ ใบหน้าคมคร้ามก็ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ จิบเวอร์มุทด้วยท่วงท่าสบาย ๆ เช่นเดิม ด้วยท่าทีนี้เองที่ทำให้รัชนีหมั่นไส้กับความท่ามากของลูกชายที่ถอดแบบมาจากผู้เป็สามีมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่ก็ใกล้เวลาอาหารค่ำแล้ว คุณแม่ไปเตรียมตัวเถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปเรียกปามลงมาทานข้าวเย็นด้วยกัน คุณแม่ก็ไปเรียกตาจอมละกันนะครับ”
หลังจากเวอร์มุทที่เป็แอฟเพอริทีฟไวน์หมดแก้วแล้ว นักรบก็ค่อย ๆ วางแก้วแล้วลุกขึ้นเตรียมขึ้นไปชั้นสองของบ้านพักโดยมีจุดมุ่งหมายคือห้องของปารมีที่เขาจัดเอาไว้ใกล้ ๆ กับห้องของเขาซึ่งอยู่คนละฝั่งกับห้องของรัชนีกับจอมทัพที่อยู่อีกฟากของบ้านพัก ซึ่งเขานั้น ‘บังเอิญ’ จัดห้องให้เป็แบบนี้พอดิบพอดี
รัชนีที่ถูกลูกชายเบี่ยงประเด็นไม่ตอบคำถามก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก เธอกลับมีความสุขเสียอีกที่เห็นนักรบนั้นมีความสุข เพราะั้แ่ที่พ่อและแม่ของจอมทัพซึ่งเป็พี่เขยกับพี่สาวแท้ ๆ ของตนเสียไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน นักรบก็มีท่าทีที่เ็ามากขึ้น อีกทั้งยังเคร่งเครียดและบ้างานมากขึ้นหลายเท่า แม้ว่ามันจะทำให้เขานั้นประสบความสำเร็จเฉกเช่นทุกวันนี้ก็ตาม แต่มันก็ทำให้หัวใจของนักรบนั้นกลับด้านชามากขึ้นควบคู่ไปด้วย
พักหลัง ๆ มานี้เธอสังเกตว่าลูกชายของเธอนั้นแสดงออกทางอารมณ์มากขึ้น แม้จะเล็กน้อย แต่สำหรับคนเป็แม่อย่างเธอที่เลี้ยงเขามาั้แ่เล็ก ๆ นั้น การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เล็กน้อยเธอก็สามารถที่จะดูและสังเกตเห็นได้ชัดเจน ตอนแรกเธอก็แปลกใจว่าอะไรทำให้นักรบเปลี่ยนไป แต่วันนี้กลับทำให้เธอนั้นได้รู้เลยว่าสิ่งที่ทำให้นักรบเปลี่ยนไปนั้นเป็แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างปารมีนั่นเอง
“ถ้าเป็คนนี้แม่ให้ผ่าน”
คำพูดที่รัชนีเอ่ยขึ้นนั้นทำให้นักรบที่กำลังเดินไปชั้นสองถึงกับชะงักงันก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอม
“ขอบคุณครับ”
แม้ว่ารัชนีจะไม่เห็นสีหน้าของลูกชายของเธอขณะที่ตอบเพราะว่านักรบนั้นหันหลังให้เธออยู่ แต่เธอก็รับรู้ได้จากน้ำเสียงเลยว่าลูกชายของเธอกำลังมีความสุข
คล้อยหลังนักรบ รัชนีก็หันมาจิบบิตเตอร์ที่เป็แอฟเพริทีฟไวน์ต่อด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายและมีความสุข
----------------------
ปารมีนั้นแทบอยากจะยืนแช่น้ำอุ่นที่ไหลผ่านฝักบัวอยู่อย่างนั้นนาน ๆ เพราะด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะมันทำให้เธอนั้นผ่อนคลายราวกับเข้าสปาเลยทีเดียว ความเมื่อยขบก่อนหน้านี้ถูกบรรเทาด้วยสายน้ำอุ่น ๆ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อยากจะเป็หวัดเลยต้องจำใจพอแค่นี้ เมื่ออาบเสร็จเธอก็พบว่าเธอหยิบมาแค่ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่กับผ้าเช็ดผมผืนเล็ก ๆ เข้ามาในห้องน้ำเท่านั้น
แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าเธออยู่ห้องนี้คนเดียวดังนั้นการนุ่งกระโจมอกผ้าเช็ดตัวเดินในห้องจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครบางคนถือวิสาสะเข้ามาอยู่ในห้องเธอ.......
“กรี๊ด— นี่คุณ!!เข้ามาในห้องฉันได้ไงเนี่ย!!”
ขณะที่ปารมีกำลังนั่งเช็ดผมอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอยู่นั้น เธอก็ต้องกรีดร้องเสียงดังเมื่อเห็นเงาของนักรบที่กำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงสะท้อนในกระจก จนเธอถึงกับรีบหันไปมองค้อนนักรบที่ยังคงนอนอ่านหนังสืออย่างไม่สะทกสะท้านกับการกระทำของตนเอง โดยลืมไปว่าตอนนี้ปารมีนั้นอยู่ในชุดที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อยสักเท่าไหร่นัก
“ก็— เปิดเข้ามา...”
นักรบตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หนังสือเล่มเล็กในมือ ปารมีที่เห็นดังนั้นก็เริ่มหมั่นไส้และโมโหในเวลาเดียวกัน เธอเดินอาด ๆ ไปยังเตียงที่เขานอนอ่านหนังสืออยู่พร้อมกับกระชากหนังสือเล่มนั้นออกมาก่อนจะยืนเท้าเอวมองนักรบเขม็ง
“นี่คุณ— ในเมื่อยกห้องนี้ให้ฉันพักแล้ว ดังนั้นห้องนี้มันคือพื้นที่ส่วนตัวของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตนะ”
“ผมแค่จะมาเรียกคุณไปทานมื้อเย็น อีกอย่างห้องมันก็ไม่ได้ล็อค....”
“หา— เป็ไปไม่ได้”
ปารมีขมวดคิ้วมุ่น เธอจำได้ว่าเธอกดล็อคเอาไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว เพราะเธอไม่ใช่คนที่มีนิสัยขี้ลืมแบบนั้นโดยเฉพาะอะไรก็ตามที่มีผลต่อความปลอดภัยของเธอเองก็ตาม เธอหันไปทางกลอนประตูก่อนที่จะหันมามองหน้าของเ้าของบ้านพักแห่งนี้ที่กำลังนั่งทำหน้านิ่งจนน่าหมั่นไส้มองเธอด้วยแววตาเป็ประกาย
เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตอนนี้ชุดที่เธอใส่มีเพียงแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเท่านั้น พลันใบหน้าขาวเนียนก็แดงก่ำด้วยความอายทันที ก่อนที่จะรีบดึงผ้าห่มที่อยู่บนเตียงขึ้นมาห่มปกปิดั้แ่หัวจรดปลายเท้า ซึ่งการกระทำนั้นอยู่ในสายตาอันขบขันของนักรบทั้งหมด
“ยิ้มอะไรมิทราบคะ— คุณออกไปได้แล้วฉันจะแต่งตัว!!”
นักรบยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือยกมือขึ้นมาเท้าคางมองปารมีที่ตอนนี้ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มจนดูเหมือนเด็กทารกแรกเกิดที่ห่มมิดทั้งตัวโผล่มาแต่หัวกับลูกกะตาที่ถลึงตามองเขาด้วยความโกรธและอาย
“......”
ความเงียบของนักรบ ทำให้ปารมีลงความเห็นในใจเงียบ ๆ ว่าช่างกวนประสาทสิ้นดี เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายคนนี้จะมีนิสัยเสียแบบนี้อีกด้วย
เธออยากจะรู้เสียจริงว่าไอ้ตำแหน่งหนุ่มสุดฮอตประจำปีที่สาว ๆ ต่างมอบให้เขานั้น เอาตาส่วนไหนมองที่เห็นผู้ชายหน้านิ่ง ขี้เก๊ก จอมบงการ แถมยังกวนประสาทอย่างนี้เป็เทพบุตรสุดหล่อไปได้
อยากจะรู้จริง ๆ ให้ตาย....
------------------
หลังจากผ่านมื้อเย็นที่แสนจะวุ่นวายไปสักหน่อยสำหรับปารมี เธอก็มานั่งรับลมทะเลเย็น ๆ ที่ระเบียงกว้างที่ห้องของเธอซึ่งเชื่อมกับห้องข้าง ๆ มันกว้างถึงขนาดที่บรรจุสระน้ำเกลือขนาดย่อม ๆ เผื่อเ้าของห้องทั้งสองจะอยากออกมาว่ายน้ำอย่างเป็ส่วนตัว
เธอหันไปมองที่ประตูระเบียงบานเลื่อนที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่ามันปิดอยู่ แต่ก็มีแสงไฟเล็ดลอดผ่านผ้าม่านรำไรออกมา แสดงให้เห็นว่าเ้าของห้องคงจะอยู่ข้างใน เธอเดาว่าห้องข้าง ๆ เธอนั้นคงจะเป็รัชนีเป็แน่จึงไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่กลับสนใจดวงดาวที่พากันส่องสว่างบนท้องฟ้าเดือนแรมอันมืดมิดแทน
ปารมีไม่เคยผ่อนคลายเท่านี้มาก่อนั้แ่เกิดเื่นั้น เธอหวังเพียงขอเวลาให้เธอได้พักเหนื่อยสักพักก่อนที่จะกลับไปเผชิญกับสิ่งร้าย ๆ ที่เธอคาดว่าจะเจอในอีกไม่ช้าและหวังว่าเธอจะผ่านมันไปได้ด้วยดี
เธอถอนหายใจก่อนจะหันไปล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายที่เธอสะพายเป็ประจำออกมา มันคือปืนพก 9 มม.ขนาดเหมาะมือที่อยู่ในโหมดเซฟตี้ ซึ่งเธอได้ขอให้จ่าอุทิศเตรียมให้เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้พร้อมกับะุสองกล่อง เพื่อเอาไว้ป้องกันตัว เธอเป็คนที่ไม่ค่อยจะชอบใช้อาวุธหนัก ๆ แบบนี้สักเท่าไหร่ ถ้าเป็ไปได้เธอก็ไม่อยากจะใช้มันสักเท่าไหร่นัก
“นี่คุณพกของอันตรายแบบนี้เอาไว้ด้วยงั้นเหรอ”
เสียงของนักรบที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ย ทำเอาปารมีเกือบจะทำปืนพกของเธอร่วงแต่ทว่าก็คว้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียงอย่างใ
“คุณ!!! มาได้ไงเนี่ย!!!”
นักรบไม่ได้ตอบคำถามทันที เขาเดินมานั่งข้าง ๆ ปารมีอย่างใจเย็น แววตาก็จ้องไปที่วัตถุสีดำในมือเธอด้วยแววตาอ่านยาก ก่อนจะหันไปตอบเธอด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ก็ห้องผมอยู่ข้าง ๆ นี้เอง ทำไมผมจะมาไม่ได้”
ปารมีถึงกับเกือบจะทำปืนตกอีกรอบเมื่อได้ยินประโยคนั้นของนักรบ
“หา— นั่น!! ห้องคุณ!!”
“ใช่....แล้วคุณคิดว่าห้องใครกันล่ะ”
“ฉันก็นึกว่า.....”
“ว่าแต่คุณไปหามาจากไหนเนี่ย ของอันตรายแบบนั้น”
ไม่ทันที่ปารมีจะพูดจบนักรบก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับจ้องมองไปที่ปืนพกในมือเธออีกครั้งเป็การเน้นย้ำถึงคำถามที่เขาเพิ่งถามออกไปเมื่อครู่
“พอดีฉันให้คนรู้จักหามาให้ เอาไว้ป้องกันตัว”
นักรบนั่งมองปืนในมือปารมีนิ่ง แววตาลุ่มลึกอ่านยากแฝงไปด้วยความครุ่นคิดเคร่งเครียดก่อนที่จะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ชัดเจน
“ผมจะปกป้องคุณเอง”
ปารมีที่ได้ยินดังนั้นก็อึ้งไปสักพัก ก่อนจะนึกได้ว่าที่นักรบเอ่ยขึ้นมาแบบนั้นอาจจะเป็เพราะเงื่อนไขก่อนหน้านี้ที่เธอขอเอาไว้เพื่อแลกกับการร่วมมือกันเล่นงานพวกของนายชัยวัฒน์ก็ได้ จึงยิ้มตอบกลับไปเบา ๆ พร้อมกับเก็บปืนพกเข้าซองอย่างระมัดระวัง
“ต้องขอบคุณที่คุณยังจำเงื่อนไขนั้นได้ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ฉันก็ไม่อยากจะพึ่งพาคุณอย่างเดียวหรอก ยังไงซะมีเอาไว้มันก็อุ่นใจกว่าไม่มีละกัน”
เธอหันไปมองยังท้องทะเลที่เว้งว้างและแสนมืดมิดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“บางทีฉันก็คิดนะว่า ทำไมชีวิตฉันมันถึงได้โลดโผนเสี่ยงตายอย่างนี้นะ จะอยู่แบบราบเรียบสงบ ๆ อย่างคนอื่นเขาไม่ได้เลยเหรอไง....”
นักรบไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาได้แต่นั่งเงียบฟังสิ่งที่ปารมีพูดออกมาพร้อมกับมองไปยังทะเลสีดำด้วยกันกับเธอแค่นั้น แต่แค่นั้นมันก็ทำให้ปารมีนั้นรู้สึกผ่อนคลายและกล้าที่จะยอมลดกำแพงในใจของเธอลงมาทีละน้อย พร้อมกับค่อย ๆ เล่าสิ่งที่อยู่ในใจเธอออกมาทีละนิด ซึ่งมันทำให้นักรบนั้นรู้สึกว่าปารมีนั้นเริ่มที่จะเปิดใจให้เขาทีละน้อยแล้ว
จากที่นักรบได้ฟังเื่ราวของปารมีจากปากของเธอเองนั้น มันทำให้เขานั้นรู้จักเธอมากขึ้นจากที่ให้เตชินไปสืบมาเบื้องต้น และมันยิ่งทำให้เขานั้นนับถือความเข้มแข็งของเธอมากขึ้นไปอีก เขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะเจอกับเหตุการณ์หนัก ๆ แบบนั้นมา ซึ่งไม่แปลกเลยว่าทำไมเธอถึงมีอาการแพนิคจนต้องกินยาถึงขนาดนั้น
เขาไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อเป็การปลอบใจและบอกว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ เธอเองต่อจากนี้ จึงได้แต่เอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบา ๆ ทำให้ปารมีนั้นถึงกับชะงักและหันมามองเขาด้วยสีหน้าตื่นใทันที
สีหน้านิ่งเรียบของนักรบกับแววตาเป็ห่วงอย่างจริงใจของเขามันทำให้ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจากใจของปารมีเอง ความรู้สึกโล่งเบา ผ่อนคลาย และปลอดภัยค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของเธอจนทำให้เธอนั้นรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาที่เธอไม่เคยจะปล่อยออกมาให้คนอื่นได้เห็นง่าย ๆ นั้นก็เอ่อออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
นักรบที่เห็นดังนั้นก็ถึงกับใทำอะไรไม่ถูก มือหนาที่กำลังลูบหัวเธออยู่นั้นถึงกับชะงักและรวบตัวปารมีเข้ามากอดอย่างไม่รู้ตัว เสียงสะอื้นแ่เบาของปารมี กลืนไปกับเสียงลมและเสียงคลื่นของทะเลที่กระทบฝั่งราวกับเป็เสียงเดียวกัน ร่างกายสั่นเทาของเธอนั้นทำให้นักรบตระหนักถึงสิ่งที่เขาคิดจะทำต่อไปจากนี้ว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะปกป้องเธอคนนี้ด้วยตัวของเขาเองให้ได้—
โปรดติดตามตอนต่อไป