เจ็ดวันต่อมา จิ๋นเม่ยหลงและซิ่นลี่ ทั้งสองเดินมายังตำหนักท่านเ้าเมืองเพราะว่าวันนี้เป็วันที่จิ่นเม่ยหลงต้องวัดระดับพลังปราณภายในตำหนักมีผู้ที่้าเข้าร่วมอยู่มามาย "คนเยอะจริงๆเลย" ซิ่นลี่ เอ่ยปากขึ้นสีหน้าตกตะลึงต่างจากจิ๋นเม่ยหลงที่มีท่าทางนิ่งสงบ เมื่อจิ๋นเม่ยหลงเดินเข้ามาข้างในตำหนักก็ปกเป็เป้าสายตาทันที
ไม่เคยมีใครพบเจอจิ๋นเม่ยหลงแต่ผู้ที่อยู่ข้างกายผู้คนต่างรู้จักมันดี "ซิ่นลี่" ชายชราท่าทางใจดีท่านหนึ่งเอ่ยปากทัก ซิ่นลี่มันหันกายกลับไปหาต้นตอของเสียงจากนั้นมันก็เร่งคุกเข่าอย่างไว "ศิษย์ผู้น้อยซิ่นลี่ขอคารวะท่านเ้าพรรค" จิ๋นเม่ยหลง มองชายชราผู้นั้นอยู่เงียบๆ "ผู้เยาว์ท่านนี้คือ?" ชายชราผู้ที่เอ่ยปากพร้อมกับมองไปทางจิ๋นเม่ยหลง "เรียนท่านอาจารย์ ท่านผู้นี้คือผู้มีพระคุณของข้านามว่าจิ๋นเม่ยหลง" ซิ่นลี่ ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ผู้เยาว์ขอคารวะท่านเ้าพรรค" จิ๋นเม่ยหลงสาวเท้ามาข้างหน้าซิ่นลี่เอ่ยปากขึ้นพร้อมกับโน้มตัวเล็กน้อย ชายชราพยักหน้าให้กับจิ๋นเม่ยหลงทีนึงจากนั้นก็หันกลับมาพูดกับซิ่นลี่ต่อ "ซิ่นลี่ตามอาจารย์มา" ด้านหลังของชายชราผู้นี้มีศิษย์ภายในสำนักติดตามมาประมาณสามสิบคน ซิ่นลี่หันกลับมามองจิ๋นเม่นหลงหนึ่งทีสีหน้าแสดงถึงความลังเลอยู่เล็กน้อย "เ้าตามท่านาุโไปเถอะ" จิ๋นเม่ยหลง กล่าวบอกซิ่นลี่
ซิ่นลี่ ไม่ได้กล่าวอันใดอื่นอีกเดินติดตามผู้าุโท่านนั้นไป ศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังต่างจ้องมองจิ๋นเม่ยหลงอยู่เพียงชั่วครู่จากนั้นก็เดินติดตามไปเช่นกัน การประลองยุทธ์ปีนี้มีผู้เข้าร่วมยี่สิบห้าพรรคแต่ละพรรคมีศิษย์รุ่นเยาว์ลงประลองพรรคละสี่สิบคน พรรคน้อยใหญ่มากมาย้าที่จะอวดโอ่บรรดาศิษย์ของตนเอง
การประลองยุทธ์ในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆมาอย่างที่ซิ่นลี่ได้พูดไว้จริงๆเพราะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพรรคภายในเมืองที่จะเข้าประลองเท่านั้นกลับมีพรรคภายในจากดินแดนทิศอื่นมาเข้าร่วมประลองด้วยเช่นกัน
ผู้าุโแต่ละพรรคต่างพาศิษย์ของตนเข้าไปนั่งประจำที่ ไม่นานนักในตำหนักท่านเ้าเมืองที่ดูวุ่นวายเมื่อครู่กลับดูเป็ระเบียบเรียบร้อยในทันควันเหลือไว้เพียงจิ๋นเม่ยหลงที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่ผู้เดียวจิ๋นเม่ยหลงเร่งฝีเท้าของตนเดินออกจากตรงนี้ทันทีเพราะตนเองไม่อยากตกเป็เป้าสายตา จิ๋นเม่ยหลงเดินไปหลบอยู่ด้านหลังสุดภายในตำหนัก กวาดสายตาประเมินผู้ฝึกยุทธ์แต่ละพรรค
จิ๋นเม่ยสังเกตว่าที่นั่งอยู่ภายในตำหนักกลับมีเพียงยี่สิบสี่พรรคและยังมีพื้นที่ว่างอยู่อีกหนึ่งที่สีหน้าของจิ๋นเม่ยหลงแปรเปลี่ยนเป็แปลกใจเล็กน้อย "หึหึ ดูท่าพรรคที่มาถึงเป็คนสุดท้ายนี่จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว" มุมปากของจิ๋นเม่ยหลงยกขึ้นเล็กน้อย
วืดดดด.. เสียงลมที่มาพร้อมกับไอความหนาวเย็น ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในตำหนักต่างหันกลับมามองไปตรงประตูทางเข้าตำหนัก ปรากฏสตรีหนึ่งนางสวมใส่อาภรสีขาวที่ประดับลวดลายนกอินทรีย์สีฟ้าด้านหลังเป็ศิษย์บุรุษสตรีเดินมาติดมาเพียงห้าคนเท่านั้น!! บุรุษสามคนที่เดินตามหลังมาดูไปแล้วอายุมันน่าจะประมาณสิบเก้าปีหน้าตาหล่อเหลาแต่สีหน้าของมันหยิ่งผยองอย่างยิ่งยวด
ส่วนศิษย์สตรีอีกสองคนกลับทำให้ผู้คนตาค้างเพราะพวกนางนั้นงดงามราวกับนางฟ้านาง์ท่าทางเ็าของนางกับใบที่หน้าเรียบเฉยพาให้จิตใจของผู้คนไม่กล้าคิดอกุศลใดๆทั้งนั้น
ฮืออา ฮือฮา... ในตำหนักเริ่มจะมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไปทั่ว
"นะ..นี่มันสี่สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งพรรคนกอินทรีย์เหมันต์จากดินแดนทางเหนือนี่"
"เห้อไม่ต้องประลองก็รู้อยู่แล้วผู้ชนะจะเป็พรรคไหน"
"ข้าได้ข่าวมาว่าพรรคนกอินทรีย์เหมันต์มีแต่ผู้ที่มีพร์เท่านั้น"
"เ้าบ้าเอ้ยนี่ข้าจะบอกให้พรรคนกอินทรีย์เหมันต์มีสัตว์เทพในตำนานอาศัยอยู่"
ผู้คนในตำหนักท่านเ้าเมืองพากันพูดไปต่างๆนาๆข่าวลือพวกนี้อาจจะจริงบ้างไม่จริงบ้างไม่มีใครรู้เท่ากับคนในพรรคนกอินทรีย์เหมันต์ จิ๋นเม่ยหลงมองไปยังทั้งหกคนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาเป็กลุ่มสุดท้ายสายตาของจิ๋นเม่ยหลงพลันสบสายตากับศิษย์สตรีนางหนึ่งที่เดินอยู่ท้ายสุดเพียงครู่เดี๋ยวจากนั้นผู้คนทั้งสองก็ถอนสายตาออกจากกัน
ในตำหนักเกิดเสียงอื้ออึงได้ไม่นานก็กลับมาสงบเงียบอีกครั้งในตำหนักตอนนี้นับว่ามาเพรียบพร้อมกันทุกคนแล้วเหลือเพียงแต่ท่านเ้าเมืองที่เป็คนจัดงานยังคงไร้วี่แววอยู่เวลาผ่านไปนานจนผู้ในคนตำหนักเริ่มที่จะบังเกิดโทสะขึ้นเล็กน้อย ไม่นานนักตรงกลางตำหนักบังเกิดกลุ่มควันสีฟ้าร่างผู้าุโสามท่านเริ่มที่จะปรากฏกายต่อหน้าผู้คนทั้งหมดในตำหนัก
หนึ่งในสามผู้าุโที่เพิ่งปรากฏตัวมีคนที่จิ๋นเม่ยหลงเคยพบมาแล้วก็คือผู้าุโที่รับลงทะเบียนเข้าร่วมงานประลองส่วนอีกสองคนจิ๋นเม่ยหลงยังไม่เคยพบหน้า
"ฮ่าฮ่า ขออภัยให้เราด้วยที่มาช้าไป เรามีผู้เฒ่ามีนามว่าหลี่ต๋า อย่างที่พวกเ้ารู้กันวันนี้จะเป็วันวัดพลังปราณและแบ่งกลุ่มผู้ประลองยุทธ์ ท่านเ้าพรรคทุกคนที่อยู่ในที่นี้สมควรที่จะรู้กฏการประลองอยู่แล้วนั้นก็คือ แต่ละพรรคสามารถส่งศิษย์ภายในพรรคของตนเองลงประลองไม่เกินสี่สิบคนแต่ละคนต้องมีอายุไม่เกินยี่สิบปี ผู้ที่ชนะการประลองข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม งานนี้ข้าขอให้พวกเ้างัดฝีมือออกมาใช้ทุกวิชาที่เคยได้ร่ำเรียนต่อกรกับศัตรูของเ้าอย่าได้คิดออมมือโดยเด็ดขาด อีกสามวันข้างหน้าเ้าจะเป็ผู้ตัดสินศัตรูของเ้าเอง ฮ่าฮ่าฮ่า" หลี่ต๋า หนึ่งในสามผู้าุโ พูดออกมาอย่างเสียงดัง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้าุโอีกสองท่านที่ยืนอยู่ด้วยนับว่าคนคนนี้มีนิสัยหุนหันกว่า
"นี่ข้าเดาผิดไปเหรอเนี่ย" จิ๋นเม่ยหลง ก้มหน้าส่ายหัวเพราะคนที่จิ่นเม่ยหลงคิดว่าเป็ท่านเ้าเมืองกลับไม่ใช่และดูไปทั้งสามคนนี้ไม่มีคนใดคือท่านเ้าเมืองเลย "ศิษย์พรรคใดที่้าเข้าร่วมขอให้ออกมาวัดพลังปราณด้วย" ผู้าุโคนที่จิ๋นเม่ยหลงเจอ เอ่ยปากขึ้นมา ศิษย์แต่ละสำนักต่างออกมาวัดพลังปราณของตัวเอง
สองชั่วโมงผ่านไป
การวัดพลังปราณก็เริ่มที่จะใกล้เสร็จสิ้นดีแล้ว พรรคที่ศิษย์ของตนเองวัดพลังปราณเสร็จต่างก็พากันนำศิษย์ของตนกลับไปยังพรรคในตำหนักท่านเ้าเมืองตอนนี้ยังเหลืออยู่อีกสี่พรรคที่ยังคงนั่งไม่ยอมลุกไปไหน "พรรคที่ยังคงนั่งอยู่นี้สงสัยจะเป็ตัวเต็งของงานนี้เสียแล้ว" จิ๋นเม่ยหลงพลางคิดในใจไม่นานศิษย์พรรคหมาป่าอัสนีต่างก็ลุกขึ้นไปวัดพลังปราณ
"จินหลิง อายุ สิบเก้าปี ปราณทองคำขั้นสี่ จากพรรคหมาป่าอัสนี"
"จินเกอ อายุ สิบแปดปี ปราณแตกฉานขั้นสิบ จากพรรคหมาป่าอัสนี"
"หยางเฉิน อายุ ยี่สิบปี ปราณทองคำขั้นที่ห้า จากพรรคหมาป่าอัสนี"
ความหวังของพรรคหมาป่าอัสนีก็คงจะอยู่ในตัวศิษย์ทั้งสามคนนี้ส่วนคนอื่นๆที่ปราณของพวกมันจะอยู่ราวๆ ปราณแตกฉานขั้นหก ถึง ปราณทองคำขั้นที่ห้า ต่อไปเป็ทีของพรรคัอัสนีที่ส่งศิษย์ออกไปวัดพลังปราณ
"!!! คนเดียว? แถมยังเป็อิสตรีด้วย" จิ๋นเม่ยหลง พลันรู้สึกแปลกใจขึ้นทันทีต้องมีความมั่นใจถึงขนาดไหนกันแน่ถึงส่งศิษย์เข้าประลองแค่เพียงคนเดียว
"เจียวเหมย อายุ สิบเก้าปี ปราณทองคำขั้นที่หก จากพรรคัอัสนี"
"เจียวเหมย นั่นนางงั้นรึ?" ครั้งหนึ่งนางเคยมาช่วยจิ๋นเม่ยหลงจากการถูกกลั่นแกล้งของซือเฉิง จิ๋นเม่ยหลงไม่เคยคิดเลยว่านางจะต้องเข้าร่วมงานประลอง "ช่างเถอะข้าเองก็ไม่ได้หวังที่จะชนะงานประลองนี้อยู่แล้วเหตุผลเดียวที่ข้าเข้าร่วมงานประลองก็คือ.." จิ๋นเม่ยหลง จ้องมองไปยังพรรคเหล็กทมิฬซึ่งที่มีซือเฉิงเป็ศิษย์ภายในพรรคอยู่
"เฟยหลง อายุ สิบเก้าปี ปราณทองคำขั้นสาม จากพรรคเหล็กทมิฬ"
"หยางเจี้ยน อายุ ยี่สิบปี ปราณทองคำขั้นที่ห้า จากพรรคเหล็กทมิฬ"
"หยางเจี่ยน อายุ ยี่สิบปี ปราณทองคำขั้นที่ห้า จากพรรคเหล็กทมิฬ"
"ซือเฉิง อายุ สิบเก้าปี ปราณทองคำขั้นที่สาม จากพรรคเหล็กทมิฬ"
"บัดซบเมื่อไม่นานมีนี้ข้าสำรวจพลังปราณของมันเพิ่งจะอยู่แค่ ปราณทองคำขั้นที่หนึ่ง เหตุใดมันถึงมาอยู่ ปราณทองคำขั้นที่สามไวปานนี้" จิ๋นเม่ยหลงเริ่มจะเสียความเยือกเย็นไปเล็กน้อยความคิดที่หวังจะแก้แค้นมันคงจะไม่ใช่เื่ง่ายๆเสียแล้ว ส่วนศิษย์คนอื่นๆของพรรคเหล็กทมิฬที่เข้าร่วมประลองพลังปราณของพวกมัน อยู่ที่ ปราณแตกฉานขั้นที่เจ็ด ถึง ปราณแจกฉานขั้นที่สิบ
พรรคสุดท้ายที่ขึ้นไปวัดพลังปราณก็คือพรรคนกอินทรีย์เหมันต์
"ไป๋หลงเสวี่ย อายุ สิบแปดปี ปราณทองคำขั้นที่ห้า จากพรรคนกอินทรีย์เหมันต์"
"หยงหนาน อายุ ยี่สิบปี ปราณทองคำขั้นที่หก จากพรรคนกอินทรีย์เหมันต์"
ส่วนศิษย์อีกสามคนที่เหลือของพรรคนกอินทรีย์เหมันต์ พลังปราณอยู่ที่ ปราณทองคำขั้นที่สองหนึ่งคน ปราณทองคำขั้นที่สามสองคน สี่พรรคที่เหลืออยู่ภายในตำหนักต่างวัดพลังปราณของศิษย์แต่ละคนเสร็จหมดแล้ว เหลือเพียงจิ๋นเม่ยหลงคนเดียวที่ยังไม่ได้วัดพลังปราณ ความมั่นใจของจิ๋นเม่ยหลงที่คิดว่าตนเองสามารถที่จะแก้แค้นซือเฉิงพลันลดฮวบลง
จิ๋นเม่ยหลง ยืนยิ่งอยู่นานไม่กล้าขยับไปเขยื่อนไปไหนแม้เพียงก้าวเดียว "จิ๋นเม่ยหลง มาวัดพลังปราณของเ้าเสีย" เสียงของผู้าุโที่รับหน้าที่ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงานประลองดังขั้นทุกสายตาจับจ้องมาที่จิ๋นเม่ยหลง จิ๋นเม่ยหลงที่ยืนอยู่ท้ายแถวจึงเริ่มสาวท้าวก้าวไปอย่างช้าๆเพื่อวัดพลังปราณ
"จิ๋นเม่ยหลง อายุ สิบแปดปี ปราณ..." หินวัดพลังปราณนิ่งเฉยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด ผู้คนในตำหนักะเิเสียงหัวเราะดังลั่น บ้างก็แค่นเสียงเหยีดหยาม บ้างด่าทอดูถูก ใบหน้าของพวกที่เหลืออยู่ภายในตำหนักเป็ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเหยียดหยามโดยแท้
"นี่มันชักแปลกอยู่บ้าง หลี่จง เด็กนี้นะเรอะที่เ้าจับตาดูมันอยู่" เสียงของผู้าุโท่านถึงกระซิบบอก หลี่จงก็คือคนที่ได้รับหน้าที่ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประลอง "เหอ เหอ ใช่แล้วเป็เราที่รับมันเข้าร่วมงานประลองยุทธ์ในครั้งนี้เอง" หลี่จง กระซิบตอบกลับ ผู้าุโอีกสองต่างมองหน้ากันไปกันมา "ผู้ที่เ้าจับตามองมันมักจะไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเป็แน่ เด็กน้อยผู้นี้ต้องมีอะไรให้ข้าแปลกใจเสียแล้ว"
"เอาล่ะๆ พวกท่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าอีกสามวันข้างหน้าจะเป็วันเริ่มงานประลองยุทธ์ขอให้ศิษย์แต่ละพรรคทั้งหลายเตรียมตัวให้ดีที่ข้าอยากจะพูดก็มีแค่นี้แหละ" หลังจาก หลี่ต๋ากล่าวจบพรรคทั้งสีก็เริ่มที่จะพาศิษย์ของตนเองกลับ จิ๋นเม่ยหลง เองก็เช่นกัน
"อะอ่าวนึกว่าใครที่ไหนเปลี่ยนไปมากจนข้าจดจำแทบไม่ได้ เ้าขยะ!!" เสียงของบุรุษผู้หนึงดังขึ้นจากข้างหลัง
"ซือเฉิง" จิ๋นเม่ยหลง หันกายกลับไปมองเห็นซือเฉิงกับลูกสมุนอักห้าคนของมัน ซือเฉิง เริ่มสาวท้าวเข้ามาใกล้ "ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่รึว่าถ้าหากข้ายังเห็นเ้าอยู่ภายในเมืองอีกล่ะก็ วันนั้นจะเป็วันตายของเ้าดูเหมือนคำเตือนของข้าจะไม่เข้าหัวเ้าเลยสิ่นะ" ใบหน้าของจิ๋นเม่ยหลงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ไม่น่ามองทันที "เหอะ วันนี้ข้าจะยอมเ้าไปก่อน" หลังกล่าวจบ จิ๋นเม่ยหลง หันกายกลับเดินออกจากตำหนักท่านเ้าเมืองทันที
"ข้าล่ะชอบจริงๆที่ขยะเช่นเ้าต่อปากต่อคำ หวังว่าเราจะได้ประมือกันในงานประลองนะ ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงของซือเฉิงะโไล่หลังมา แต่จิ๋นเม่ยหลงเองก็ไม่ได้สนใจทำได้เพียงข่มอารมณ์ของตนไว้ เมื่อเดินออกมาถึงหน้าประตูจิ๋นเม่ยหลงสังเกตเห็นซิ่นลี่ยืนรออยู่ "พี่ใหญ่มีเื่อันใดรึ?" ที่ซิ่นลี่ถามออกไปเช่นนั้นเพราะว่าตอนนี้ใบหน้าของจิ๋นเม่ยหลงไม่แสดงความเยือกเย็นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้มันกลายเป็ใบหน้าที่โกรธสุดขีด
"ไม่มีอันใดเ้าไม่ต้องเป็ห่วงพวกเรากลับบ้านกันเถอะ" จิ๋นเม่ยหลงพยายามที่จะใช้น้ำเสียงให้เป็ปกติแต่มันไม่ได้เป็เช่นนั้นเลย ซิ่นลี่พยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นก็พากันเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมของตน หลังจากกลับมาทั้งจิ๋นเม่ยหลงทานอาหารแล้วก็กลับขึ้นห้องพักของตนทันที จิ๋นเม่ยหลงล้มตัวลงนอนอยู่บนเตียงเรียกกระบี่คู่ของตนออกมาเขาจ้องมองกระบี่คู่ของตนอยู่นานอย่างเงียบเชียบ
จิ๋นเม่ยหลงแสยะยิ้มเล็กน้อย "ข้าก็หวังว่าข้าจะได้ประมือกับเ้าเช่นกัน" ..