หลังมื้ออาหารอูซื่อโบกมือเป็นสัญญาณให้อันซิ่วเอ๋อร์กลับไปก่อนนางจึงกลับไปยังเรือนพักของตนด้วยหัวใจห่อเหี่ยวไม่ใช่เพียงเพราะความอับอายที่เพิ่งประสบมา แต่เป็นเพราะความรู้สึกแปลกแยกเข้ากับที่นี่ไม่ได้เลย
แม้จะเอนกายลงบนเตียงนอนอันนุ่มสบายมีสาวใช้คอยดูแลปรนนิบัติอยู่ข้างกาย นางกลับรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่เต็มปอดราวกับว่าทุกการกระทำของนางล้วนแปลกแยกแตกต่างในสายตาผู้อื่นนางยังคงคิดถึงชีวิตอิสรเสรี ไร้พันธนาการในหมู่บ้านชิงสุ่ย
หน้าต่างเปิดอ้าไว้รับลมเย็นที่พัดโชยมาเงาไผ่นอกหน้าต่างสั่นไหวเบาๆ ทว่าในใจนางกลับขุ่นมัวขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่ได้ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกาศีรษะจนผมเผ้ายุ่งเหยิง ก็ยังคิดหาทางออกใดไม่เจอ
หรือนางควรจะยอมทำตามคำของอูซื่อจากไปเสียแต่โดยดี?
ไม่... นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ
เช่นนั้น นางก็คงต้องอดทนสู้ต่อไปวันแรกนางไม่รู้ธรรมเนียมก็นับเป็นเรื่องธรรมดาต่อไปคงต้องระวังตัวไม่ให้ทำพลาดอีก การใช้ชีวิตเช่นนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
อย่างน้อย ตอนนี้นางก็มีกินมีใช้ไม่ต้องลำบากทำงาน เทียบกับเหล่าบ่าวไพร่แล้ว ชีวิตนางนับว่าดีกว่ามาก
เมื่อคิดได้ดังนี้อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกดีขึ้นมาก นางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ยืดตัวตรงมองไปยังป่านเซี่ยแล้วเอ่ยถาม "ป่านเซี่ยเจ้าเติบโตในจวนนี้มาตั้งแต่เด็ก กฎเกณฑ์ธรรมเนียมในจวนนี้เจ้าคงรู้ดีอยู่แล้วกระมัง?"
ป่านเซี่ยพยักหน้าเมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มีสีหน้าจริงจัง ก็เกรงว่านางจะซักถามเรื่องเมื่อกลางวันจึงรีบก้มหน้าตอบ "ฮูหยินเรื่องเมื่อกลางวันเป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ บ่าวควรจะเตือนท่านแต่เนิ่นๆ"
"ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเป็นเพราะข้าไม่รู้ธรรมเนียมเอง ข้าอยากให้เจ้าช่วยสอนข้าหน่อย" อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าตนอาจทำให้ป่านเซี่ยตกใจ จึงคลายสีหน้าเคร่งขรึมลงเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม
ป่านเซี่ยแอบเหลือบมองนางเมื่อเห็นนางมีท่าทีจริงจัง จึงกล่าวต่อ "ที่จริงบ่าวก็ไม่ได้รู้ละเอียดนักหรอกเจ้าค่ะหากฮูหยินอยากเรียนรู้อย่างจริงจัง รอคุณชายใหญ่กลับมาก่อนให้คุณชายใหญ่หาคนมาสอนฮูหยินโดยเฉพาะจะดีกว่าเจ้าค่ะ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง" อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางไม่อยากไปรบกวนจางเจิ้นอันแต่บางทีที่ป่านเซี่ยพูดก็อาจจะถูก
สิ่งที่ป่านเซี่ยพอจะสอนได้ก็คงเป็นแค่ธรรมเนียมของบ่าวไพร่ หากนางเรียนรู้ไป เกรงว่าจะยิ่งดูไม่เข้าท่าแทนที่จะดีกลับกลายเป็นแย่ลง
นางเท้าคาง รู้สึกท้อใจขึ้นมาอีกคิดว่าธรรมเนียมปฏิบัติของตนก็ไม่ได้แย่นัก มารยาทพื้นฐานนางก็พอทำได้ดีอยู่ดูเหมือนไม่มีอะไรที่ต้องเรียนรู้นัก
แต่พอเทียบกับผู้อื่นนางกลับด้อยกว่าอยู่มาก อย่างเย่จิ้งซู ท่วงท่าสง่างามดุจหงส์ทุกอิริยาบถล้วนน่ามอง พอนึกถึงเย่จิ้งซูนางก็อดรู้สึกด้อยค่าในรูปลักษณ์ท่าทางของตนเองไม่ได้
หรือจะรอสามีกลับมาปรึกษาเขาก่อนดีเขาว่าอย่างไร นางก็จะทำตามนั้น
เมื่อยังคิดอะไรไม่ออกอันซิ่วเอ๋อร์จึงปัดเรื่องวุ่นวายใจเหล่านี้ทิ้งไปก่อนได้แต่เอนกายลงบนเตียงเงียบๆ พลิกตัวไปมา…
อีกด้านหนึ่งอูซื่อกลับรั้งจางเจิ้นอันเอาไว้ นางอยากจะคุยกับเขา แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรสองแม่ลูกไม่ค่อยได้อยู่กันตามลำพัง พออยู่กันในห้องโถงบรรยากาศก็พลันเย็นชาเหมือนถูกแช่แข็ง ช่างน่าอึดอัด
อูซื่อก้มหน้ามองบุตรชายยิ่งรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปมาก หากจะให้บอกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน นางก็บอกไม่ถูกเพียงรู้สึกว่าเขาห่างเหินไปจากตน
หากเป็นเมื่อก่อนนางคงไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพราะเขาคือบุตรชายของนางสายใยเลือดเนื้อเชื้อไขย่อมผูกพันให้เขาไม่อาจตีจากนางไปไหนนางจึงสั่งให้เขาทำนั่นทำนี่ตามใจชอบ ตัดสินใจเรื่องต่างๆของเขาโดยไม่สนใจว่าเขาจะพอใจหรือไม่ แต่บัดนี้นางกลับไม่มีความมั่นใจเช่นนั้นอีกแล้ว
คำพูดของเย่จิ้งซูเมื่อตอนกลางวันยังคงก้องอยู่ในหู"ท่านป้าอยากได้นางนั่นเป็นสะใภ้จริงๆ หรือเจ้าคะ? ถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่จะถูกคนหัวเราะเยาะที่สำคัญคือแม่ลูกจะต้องบาดหมาง เปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาฉวยผลประโยชน์ไปเปล่าๆ"
"พี่เจิ้นอันเป็นคนใจแข็งแต่ก็กตัญญู หากท่านเอ่ยขอโทษเขาอย่างจริงใจ ข้าคิดว่าเขาย่อมให้อภัยถึงตอนนั้นท่านทั้งสองก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเทียบกับการได้บุตรชายที่เชื่อฟังกลับคืนมาการเอ่ยคำขอโทษสักครั้งจะเป็นไรไปเจ้าคะ?"
อูซื่อนึกถึงจางเจิ้นอันคนเดิมที่เคยเชื่อฟังนางยิ่งนักเขาเคยเรียกนางว่า 'ท่านแม่' อย่างสนิทสนม คอยจัดการปัญหาทุกอย่างให้นาง หลายครั้งที่สถานการณ์คับขันเขาก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ แต่บัดนี้ เขากลับเรียกนางว่า 'ท่านแม่' อย่างแข็งกระด้าง
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้อูซื่อก็เจ็บแปลบในใจ นางยกถ้วยชาขึ้น มือสั่นเทาเล็กน้อย ง้างปากจะเอ่ยคำขอโทษแต่คำพูดเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ สุดท้ายจึงมีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา
"ดื่มชาหน่อยสินี่เป็นชาบรรณาการหลวง ว่ากันว่าเป็นชาจากต้นชาแม่สิบแปดต้น ลองชิมดู"
คำพูดของอูซื่อยังคงเย็นชาน้ำเสียงก็ยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม จางเจิ้นอันเงยหน้ามองมารดาแววตาฉายความสงสัยอย่างไม่ปิดบัง "ท่านแม่มีเรื่องอันใดก็พูดมาตรงๆเถิด ไม่ต้องอ้อมค้อม"
จริงสินะ เมื่อก่อนหากนางมีเรื่องอันใดก็มักจะเรียกเขามา สั่งงานตรงๆ นางสนใจแต่ผลลัพธ์ ไม่เคยใส่ใจวิธีการไม่เคยคุยกับเขานอกเรื่องกิจการของตระกูล ไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของเขาเลย
ดังนั้น ที่เขาเย็นชาต่อนางเช่นนี้เป็นเพราะเขากำลังแก้แค้นนางอยู่? หรือว่าแท้จริงแล้วนี่คือนิสัยที่แท้จริงของเขากันแน่?
อูซื่อพลันตระหนักอย่างประหลาดใจว่านางแทบไม่รู้จักบุตรชายคนนี้เลย
"ที่ให้เจ้ารออยู่ก็ไม่มีเรื่องอื่นใดแม่แค่อยากจะขอโทษเจ้าอย่างจริงใจ หลายปีมานี้ แม่ผิดต่อเจ้า" น้ำเสียงของอูซื่อยังคงเย็นชา ขณะที่จางเจิ้นอันมองมานางกลับหลบสายตาไปยังถ้วยหยกในมือ ไม่กล้าสบตาเขา
จางเจิ้นอันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย"ท่านแม่ไม่ต้องขอโทษข้าหรอกเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป"
"นี่เจ้าพูดจากใจจริงหรือ?"อูซื่อใจชื้นขึ้นมา แต่ความรู้สึกระหว่างคนเราย่อมส่งถึงกันได้คำขอโทษที่ไม่จริงใจของนางย่อมไม่อาจสัมผัสใจเขา คำตอบส่งๆของเขาก็ย่อมไร้ความจริงใจเช่นกัน
นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เป็นดังคาดในนั้นมีเพียงความเฉยเมย ไร้ซึ่งความรู้สึกอื่นใดหัวใจที่เพิ่งพองฟูของอูซื่อพลันเย็นวาบราวกับถูกน้ำเย็นสาด
"แม่รู้ว่าเจ้าไม่ได้พูดจากใจจริงแต่แม่ก็รู้ตัวแล้วว่าทำผิดไป เจ้าจะโกรธเคืองแม่ไปตลอดชีวิตเพราะเรื่องแค่นี้หรือ?"
"ข้าไม่ได้โกรธเคืองท่านเพียงแต่ไม่นึกว่าท่านจะเอ่ยคำขอโทษใครเป็น" จางเจิ้นอันกล่าวอย่างตรงไปตรงมา"ท่านมีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถิด ข้าเพิ่งกลับมายังมีงานอีกมากที่ต้องไปจัดการ"
"เจ้าไม่อยากอยู่กับแม่ให้นานกว่านี้หน่อยหรือ?"อูซื่อไม่พอใจกับท่าทีของเขาอย่างยิ่ง
จางเจิ้นอันไม่ตอบ เพียงเงยหน้ามองนางอูซื่อพลันอ่อนใจลง "เอาเถอะ ลูกโตแล้วแม่ก็ควบคุมไม่ได้ บัดนี้แม่คงคุมเจ้าไม่ได้แล้วจริงๆ"
"ยังมีเรื่องของนังสตรีบ้านนอกคนนั้นอีก"หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง อูซื่อก็เอ่ยขึ้นอีกพูดไปได้ครึ่งประโยคก็ชะงักไป ไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นแววตาเคร่งเครียดของบุตรชาย"เจ้าวางใจเถอะ แม่คิดได้แล้ว ลูกเต้าต่างก็มีวาสนาของตนเองเรื่องของเจ้า แม่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ขอเพียงเจ้าดูแลนางให้ดีอย่าให้นางทำอะไรให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงก็พอ"
จางเจิ้นอันยิ่งรู้สึกประหลาดใจก่อนหน้านี้มารดายังยืนกรานแข็งขัน เหตุใดบัดนี้จึงยอมอ่อนข้อลงง่ายดายเพียงนี้?เขาไม่อาจวางใจได้
"อย่ามองแม่ด้วยสายตาเช่นนั้นแม่แก่แล้ว อย่างไรเสียกิจการทั้งหมดก็ต้องส่งมอบให้พวกเจ้าสองพี่น้องเจ้าจะแต่งกับใครก็ไม่เกี่ยวกับแม่ แต่แม่ขอบอกไว้ก่อน ตราบใดที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องรักษาหน้าตาของตระกูลจางเราไว้ ช่วงนี้แม่จะอบรมนางให้ดี ถึงตอนนั้นเจ้าอย่าได้ปกป้องนางนักล่ะ"อูซื่อกล่าวเบาๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าอ่อนล้า
"เรื่องนี้น่าจะไม่ต้องรบกวนท่านแม่นางไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยน หากจะมี ก็ควรเป็นข้าที่สอนนางเอง" จางเจิ้นอันเอ่ย เขาไม่อาจวางใจมารดาได้ท่าทีของนางวันนี้ดูเหมือนเป็นการถอยเพื่อรุก ไม่รู้ว่ามีแผนการใดซ่อนอยู่
"เจ้าสอนเองได้ก็ดี" อูซื่อแค่นเสียง นางรู้สึกว่ายิ่งคุยก็ยิ่งไม่เข้าเรื่องจึงโบกมือไล่เขาออกไป
ครั้นจางเจิ้นอันจากไปเย่จิ้งซูก็เดินออกมาจากหลังม่าน นางมองอูซื่อแล้วเอ่ยว่า"ท่านป้า เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะอุตส่าห์ตั้งใจจะขอโทษแท้ๆ สุดท้ายกลับกลายเป็นลงเอยไม่สวยไปเสียได้"
อูซื่อเหลือบมองเย่จิ้งซู เอ่ยอย่างเย็นชา"ข้าขอโทษเขาไปแล้วหรือจะต้องให้ข้าคุกเข่ากราบเขาสามครั้งเก้าครั้งรึ? ตอนนี้เขากลับมาแล้วเจ้าจะได้เป็นสะใภ้ข้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว"
"ขอเพียงท่านป้าสนับสนุนข้าเชื่อว่าต้องสำเร็จแน่เจ้าค่ะ" เย่จิ้งซูแย้มยิ้มมุมปาก
"ก็ดี!พอข้าเห็นหน้าหญิงบ้านนอกนั่นทีไรก็ปวดหัวทุกที มีนางอยู่ในตระกูลจางข้ารู้สึกเหมือนอากาศที่นี่มีแต่กลิ่นดินกลิ่นโคลน!" พอพูดถึงเรื่องนี้อูซื่อก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สั่งให้สาวใช้จุดกำยานเพิ่มอีกสองสามก้าน
"ท่านป้าอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะทำเป็นเอ็นดูนางไปก่อน รอจนพี่เจิ้นอันงานยุ่ง ไม่มีเวลาสนใจถึงตอนนั้นท่านค่อยหางานให้นางทำ" เย่จิ้งซูเสนอความคิดอยู่ข้างๆ
"แผนของเจ้าจะได้ผลรึ?" อูซื่อถามอย่างครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย "ให้นังนั่นทำงานแล้วนางจะไม่ทำพังหมดรึ"
"ก็ต้องให้นางทำพังน่ะสิเจ้าคะ"เย่จิ้งซูปิดปากหัวเราะ "พอทำเสียเรื่องสักหนึ่งสองครั้งถ้าทำอะไรก็เงอะงะซุ่มซ่ามไปเสียหมด ข้าว่านางคงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไปเอง"
"นั่นก็ไม่แน่ข้าว่าสตรีไร้หัวนอนปลายเท้านั่นหน้าหนาเป็นพิเศษ" อูซื่อนึกอะไรขึ้นมาได้แค่นเสียงอย่างเย็นชา
"ต่อให้นางหน้าหนาแค่ไหนข้าก็มีวิธีฉีกหน้ากากนางได้เจ้าค่ะ" รอยยิ้มของเย่จิ้งซูดูเจ้าเล่ห์ขึ้น"ท่านป้าวางใจเถอะ ท่านต้องได้สมหวังแน่เพียงแต่ต้องรอเวลาเท่านั้น"
อูซื่อเงยหน้ามองนางครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆหลุบตาลง เย่จิ้งซูเห็นดังนั้น จึงเดินไปด้านหลัง แววตาฉายแววหลักแหลมพลางนวดบ่าให้อูซื่อเบาๆ
นางนวดไปพลาง หัวเราะเยาะในใจไปพลางอูซื่อเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ราบรื่น ที่บ้านเดิม นางเป็นคุณหนูใหญ่ของภรรยาเอกมารดาเก่งกาจเรื่องดูแลบ้าน ไม่มีใครกล้าหาเรื่องนาง พอแต่งเข้าบ้านสามีสามีก็ไม่มีภรรยาน้อยหรืออนุภรรยาอื่น แม้สามีจะตายจากไปก่อนวัยอันควร แต่ในเรือนหลังแห่งนี้นางก็ยังคงเป็นใหญ่ ไม่มีใครกล้าวางแผนต่อนาง ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่เคยรู้เลยว่าการแก่งแย่งชิงดีระหว่างสตรีด้วยกันนั้น จะร้ายกาจได้ถึงเพียงใด!
ที่จริงก็แค่สตรีบ้านนอกคนหนึ่งจะต้องคิดให้มากความไปไย ยังมีวิธีจัดการอีกตั้งร้อยแปด!