ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 ร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมสู้ร่วมถอย

            ก่อนที่หม่าเมี่ยนจะจากไปเคยมอบยันต์ให้เขาหนึ่งแผ่นบอกไว้ว่าหากต้องเผชิญกับความยากลำบากสามารถใช้ยันต์นี้เรียกหม่าเมี่ยนมาได้

            ก่อนหน้านี้เสิ่นเสวียนไม่เคยใส่ใจเขาละเลยมันไปจนเกือบลืมไปแล้ว

            ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเอามันออกมาใช้

            เพียงแต่ว่าเขาเก็บมันไว้ที่ไหนกันล่ะ

            ในแหวนไม่มี

            ในมิติของเขาก็ไม่มี

            ในผังเมืองซานเหอก็หาแล้วแต่ไม่เจอ

            “ไม่ผิดข้าเคยให้โอกาสเจ้าไปแล้ว น่าเสียดายที่เจ้าไม่ต้องการมันและยังสมรู้ร่วมคิดกับตาแก่นั่นอีก หลังจากที่เจ้าได้เจอกับตาแก่นั่นเจ้าก็ไร้ค่าไปแล้วสำหรับข้า นี่คือเหตุผลที่ข้าจะสังหารเจ้า”

            ชายชราจื่อกวงมองเสิ่นเสวียนเหมือนกับเป็นสหายเก่าที่รำลึกเรื่องในวันวาน

            “เหตุผลของเจ้ายากที่จะโต้แย้งได้แต่ข้ามีคำถามหนึ่งที่อยากถามเจ้ามาตลอด”

            เสิ่นเสวียนตามหายันต์นั้นอยู่พลางยื้อเวลาไปด้วย

            อย่าทำให้ชีวิตต้องเสี่ยงเพียงเพราะทำของหายเลยแบบนั้นคงจะไม่ยุติธรรมเกินไป

            เขายังพอเชื่อใจหม่าเมี่ยนอยู่บ้างในเมื่ออีกฝ่ายให้ของมาแล้วแสดงว่าต้องใช้ประโยชน์ได้จะบอกว่าคำของวิญญาณเชื่อถือไม่ได้ แต่หม่าเมี่ยนที่เป็นถึงเซียนวิญญาณแล้วคำของเขาค่อนข้างน่าเชื่อถือ ไม่ได้หลอกลวงแต่อย่างใด

            เพียงแต่เขาเอายันต์แผ่นนั้นไปไว้ที่ไหนเขาค้นหาทุกที่ที่น่าจะเก็บไว้แล้วแต่ก็ยังหาไม่เจอ

            “ว่ามา”

            “เจ้ากับผู้เฒ่าจี๋เล่อมีความแค้นอะไรต่อกัน”

            เสิ่นเสวียนอยากรู้จริงๆว่าสองคนนี้แค้นอะไรกันนัก ผ่านไปพันปีแล้วก็ยังมิอาจปล่อยผ่านไปได้

            “ความแค้นระหว่างข้ากับเขาใช่เรื่องที่เจ้าจะรู้ได้ที่ไหนกัน”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงมองเสิ่นเสวียนไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่อยากคุยกับเขาแล้ว หรืออาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังยื้อเวลาอยู่

            แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงปลาบนเขียงในสายตาของเขาแต่ไม่รู้เพราะอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นเสวียน เขากลับกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา

            เหมือนกับว่าแม้จะมาถึงขั้นนี้แล้วอีกฝ่ายก็ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีก

            หลังจากเกิดความคิดเช่นนี้แล้วผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงคิดเอาเองว่าช่างน่าขันยิ่งนักพลังยุทธ์ของเขาต่างกับอีกฝ่ายราวฟ้ากับเหวกลยุทธ์ทั้งหลายไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่ง

            เขาเป็นคนระมัดระวังตัวไม่มีทางยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอย่างเด็ดขาด

            เขาต้องจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดมีเพียงสังหารเสิ่นเสวียนเท่านั้น เขาจึงจะวางใจได้

            “แต่ผู้เฒ่าจี๋เล่อเล่าบางอย่างให้ข้าฟังด้วยเจ้าอยากฟังไหม”

            เสิ่นเสวียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายปะทุเจตจำนงสังหารออกมาอีกแล้วจึงกล่าวสิ่งที่อีกฝ่ายน่าจะอยากฟังออกไปอีกพลังยุทธ์ของเขาในตอนนี้ยังต้านทานลำแสงจากดวงตาของอีกฝ่ายไม่ได้เลยด้วยซ้ำหากอีกฝ่ายคิดลงมือกับเขาจริงๆ เขาคงตายในลมหายใจเดียว

            “อ้อ? ไหนลองว่ามา”

            เขาค่อนข้างชอบฟังเรื่องของผู้เฒ่าจี๋เล่อและเขารู้ด้วยว่าเสิ่นเสวียนอยู่กับผู้เฒ่าจี๋เล่อมานานกว่าครึ่งปีไม่แน่ว่าอาจรู้บางอย่างมาจริงๆ ก็ได้

            “ที่ไหนอยู่ไหนนะ”

            ในใจของเสิ่นเสวียนตอนนี้แทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้วทำไมถึงไม่มีล่ะ! ของที่ขั้นเซียนวิญญาณคนหนึ่งให้มากลับเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ในโลกนี้คงมีเพียงเสิ่นเสวียนคนเดียวที่กล้าทำ

            “ความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอกเขาบอกว่าเจ้าไม่ใช่คนดี หัวรั้น ยังบอกให้ข้าออกห่างจากเจ้าด้วยแต่ข้าคิดว่าเจ้าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาบอกมาเลย”

            เสิ่นเสวียนครุ่นคิดพลางกล่าวพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว สิ่งที่เขากล่าวมาน่าจะไม่มีอะไรผิดปกติ

            “เหลวไหล!เขาไม่มีทางกล่าวเช่นนี้ เจ้าคิดยื้อเวลาอยู่หรือไร”

            ใครจะไปคาดคิดว่าผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงจะมองออกถึงคำโกหกของเสิ่นเสวียนเจตจำนงสังหารในแววตาของเขาพลันพลุ่งขึ้นมาทันที

            “เขากล่าวเช่นนี้จริงๆหากไม่เชื่อไปถามเขาดูก็ได้”

            เสิ่นเสวียนไม่มีทางกลับคำเด็ดขาดสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขู่เขาอยู่หรือเปล่า

            “สังหารเจ้าแล้วข้าค่อยไปถามเขาอีกที”

            ความอดทนของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงได้หมดสิ้นลงแล้วเขานั่งอยู่บนบัลลังก์สีม่วง ค่อยๆ เข้าใกล้เสิ่นเสวียนทีละน้อย

            ทำลายร่างของเขาไปทำให้แผนการที่เขาวางไว้เกือบสามสิบปีต้องพินาศลง เสิ่นเสวียนโดนฆ่าตายไปสิบครั้งก็ยังไม่พอ

            ส่วนเสิ่นเสวียนยังคงค้นหายันต์แผ่นนั้นไม่หยุดแต่ก็ยังหาไม่เจอสักที

            “พี่เสวียนให้ข้าออกไปเถอะ!”

            เสียงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยดังขึ้นแต่เสียงของนางค่อนข้างอ่อนแรงเห็นได้ชัดว่าพลังที่เสิ่นเสวียนส่งเข้าไปก่อนหน้านี้ทำให้นางยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์แต่พลังยุทธ์ของนางกลับก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมาก ตอนนี้ถึงขั้นราชันระดับกลางแล้ว

            พลังยุทธ์เช่นนี้แข็งแกร่งกว่าเสิ่นเลี่ยนอยู่เล็กน้อย

            “เจ้ายังอ่อนแรงมากอย่าออกมา”

            “แต่เขาอันตรายมาก”เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่อยู่ในมิติหน้าซีดเผือดแต่กลับมีสีหน้าเป็นกังวลนางไม่เคยเห็นสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้ของเสิ่นเสวียนมาก่อนตั้งแต่ที่ได้เจอกับเสิ่นเสวียนมาเสิ่นเสวียนทำให้นางรู้สึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความเชื่อมั่นตลอดกาล

            ทว่าตอนนี้สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็น

            “เจ้าอยู่ในนั้นพี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก”

            เสิ่นเสวียนรู้สึกเจ็บปวดใจต่อเสิ่นเสี่ยวเม่ยมากในโลกนี้เขามีน้องสาวแท้ๆ แล้ว เขาจะปกป้องครอบครัวเพียงคนเดียวของตนเองจนสุดความสามารถ

            “แต่ว่า...”

            “ไม่มีแต่พี่ไม่อนุญาตให้เจ้าออกมา”

            เสิ่นเสวียนมองบัลลังก์สีม่วงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆพลางออกคำสั่งเสิ่นเสี่ยวเม่ยอย่างเด็ดขาด

            นี่คือครั้งแรกที่เสิ่นเสวียนใส่อารมณ์ในน้ำเสียงกับเสิ่นเสี่ยวเม่ย

            “อืม”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยก้มหน้าลงทันทีและไม่กล่าวอะไรอีกแต่แววตาของนางยังมีความคับข้องใจปรากฏขึ้นเล็กน้อยนางเพียงแค่อยากแบกรับแรงกดดันแทนพี่ชายของนางเท่านั้น

            สิบห้าจั้ง

            เก้าจั้ง

            บัลลังก์สีม่วงใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว แต่เสิ่นเสวียนยังคงหายันต์แผ่นนั้นไม่เจอ

            “สหายเสิ่นข้ามาแล้ว”

            ทันใดนั้นเสียงของราชามารตะวันตกพลันดังขึ้น แล้วร่างของเขาก็มาหยุดลงตรงหน้าเสิ่นเสวียน

            “ผู้อาวุโสราชามาร”

            “ไม่ต้องพูดแล้วมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน อย่างมากก็แค่ตาย”

            ราชามารตะวันตกกล่าวออกมาด้วยเสียงดังก้องเขาไม่เห็นถึงความสำคัญของความเป็นความตายสักเท่าไรในสายตาของเขาความสัมพันธ์ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตเพียงแต่น่าเสียดายที่เขายังไม่ได้เจอร่างของเด็กสาวคนนั้นเขาไม่ยอมหากต้องตายไปตอนนี้

            “ข้าด้วย”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเหาะเข้ามาหาเช่นกันเขายืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเสวียน ข้างๆ ราชามารตะวันตก

            “ข้าเห็นเจ้าเป็นสหายกันมาตั้งแต่แรกแน่นอนว่าเป็นสหายกันต้องร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมสู้ร่วมถอย”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวพลางยิ้มในตอนนี้มีสายลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้เขารู้สึกได้ถึงอิสระและความสง่างาม

            “ข้าก็ด้วย”

            ร่างของราชามารทิศเหนือปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นเสวียนเช่นกันผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิเพียงคนเดียวในหุบเขาสุขาวดีแม้จะเปราะบางมากในสายตาของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวง แต่เขายังอยากลอง

            ส่วนอำนาจอื่นๆในหุบเขาสุขาวดี ยังคงอยู่ในฐานที่มั่นของตนเองความจริงแล้วพวกเขาฉลาดกว่าพวกเสิ่นเสวียนมากพวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าปะทะกับผู้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้น

            โทสะของผู้ศักดิ์สิทธิ์สามารถคร่าชีวิตได้นับร้อยนับหมื่น

            ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับมือได้เลย

            “ยังมีอีกไหม”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงในตอนนี้ไม่ได้เร่งรีบแล้วเขามองทุกคนตรงหน้าราวกับฝูงมด เขาชื่นชอบความรู้สึกเช่นนี้มากการที่ได้กุมชะตาชีวิตของผู้อื่นเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกประสบความสำเร็จ

            คนอื่นๆในบริเวณนั้นไม่มีใครเคลื่อนไหวอีก

            ขณะนี้คนที่ยืนอยู่กับเสิ่นเสวียนมีเพียงสามคน คือราชามารตะวันตก เริ่นเสี้ยวเทียนและราชามารทิศเหนือ

            “ข้าต้องการเพียงชีวิตของพวกเขาสี่คนแล้วพวกเจ้าจะไม่ต้องตาย”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงปรายตามองไปรอบๆพลางกล่าวเสียงเรียบ

            หลังจากได้ยินคำของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงหลายๆ คนที่อยู่ด้านล่างต่างแววตาเป็นประกาย การเลือกข้างยังเป็นประโยชน์อยู่จริงๆเพียงแค่ยกมือเล็กน้อยก็รักษาชีวิตตนเองไว้ได้แล้ว

            “ตอนนี้พวกเราควรจบเรื่องนี้ได้แล้ว”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงหรี่ตามองพลันมีลำแสงสองสายพุ่งออกมาจากดวงตาตรงเข้าใส่เสิ่นเสวียนที่อยู่ด้านหลัง

            ลำแสงนั้นรวดเร็วมากมันพุ่งออกไปเพียงชั่วพริบตา

            ทว่าในขณะนั้นแหวนบนนิ้วของเริ่นเสี้ยวเทียนกลับสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับไข่มุกเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าลำแสงสายนั้น

            ตูม!!!

            เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วบริเวณ

            “หาเจอแล้ว”

            เสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวออกมาด้วยความดีใจ

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน