บทที่ 5 จับตะพาบ
ใน่หลายวันที่ผ่านมา อู๋เยี่ยนเปาคิดไม่หยุดเกี่ยวกับสิ่งที่ลั่วโหวพูดถึง การฝึกฝนวิทยายุทธ์ มันคืออะไรกันแน่!
ตอนนั้นเอง เขาเห็นสองพี่น้องอยู่ในร้านขนมจีบจึงคิดจะถามดู ภาพที่ลั่วโหวใช้มือข้างเดียวยกเขาขึ้นมาในวันนั้น ทำให้เขาจดจำได้อย่างแม่นยำ ไม่อย่างนั้นแล้ว สำหรับเด็กแสบอย่างเขาที่จ่ายเงินหนึ่งแสนหยวนเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมชั้นนำของจังหวัดคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้
กระทั่งกินจนอิ่มดื่มจนพอ ลั่วโหวจึงเปิดปากพูด “รอก่อน พรุ่งนี้วันเสาร์เป็วันหยุด ฉันจะสอนนาย!”
ขณะเดินกลับบ้านกับน้องชาย ลั่วเสวียนก็พูดขึ้นว่า “น้องชาย นายรู้เื่การฝึกฝนวิทยายุทธ์จริง ๆ หรือเปล่า เรียนมาใน่ปิดเทอมหรือไง?”
ลั่วโหวหัวเราะพลางตอบ “ใช่แล้ว เรียนใน่ปิดเทอมขณะที่พี่สาวไปเรียนพิเศษ การฝึกฝนวิทยายุทธ์เหมาะสำหรับการเรียนในวัยนี้มากที่สุด ถ้าอายุมากแล้วจะเรียนยากขึ้น พี่สาวอยากเรียนไหม ผมจะสอนให้!”
ลั่วเสวียนหัวเราะ “ไม่เรียนหรอก!”
หลังจากกินข้าวนอกบ้านมาหลายวัน ลั่วโหวก็พบว่าสีผิวของพี่สาวดูดีขึ้นมาก เขาจึงไม่อาจอดกลั้นที่จะแกล้งพี่สาววัย 16 ปีด้วยจิตใจของคนวัย 40 ปีได้ แต่กลับได้ยินพี่สาวที่เคารพนับถือพูดอย่างกังวลว่า “ใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว?”
“เหลืออีกสิบหยวน พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว!” ลั่วโหวตอบ
……
บ้านของอู๋เยี่ยนเปาอยู่ในเมือง พ่อของเขาเปิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เมื่อได้ยินว่าลูกชายจะไปศึกษาการฝึกฝนวิทยายุทธ์ ก็ไม่ได้คิดอะไร รู้ว่าลูกชายชอบเล่นสนุก จึงให้ลูกชายนำเนื้อ ห้ากิโลกรัมและเหล้าชั้นดีสองขวดไปคำนับเป็ของขวัญแก่อาจารย์
อู๋เยี่ยนเปาที่ดูหน้าตาหยาบกระด้างพอสมควร เลี้ยงอาหารพี่น้องลั่วในร้านอาหารเล็ก ๆ แล้วกลับไปเอาของขวัญมาให้อีกครั้ง ลั่วโหวยอมรับด้วยรอยยิ้ม และให้พี่สาวนำเนื้อกลับบ้าน พร้อมกับให้เธอบอกคนที่บ้านว่าไม่ต้องกังวล เขาเพียงแค่กลับไปสายหน่อยเท่านั้น
โรงเรียนตั้งอยู่ริมแม่น้ำแยงซี ในป่าต้นหลิวที่อยู่ใกล้โรงเรียน ลั่วโหวเริ่มสอนการฝึกฝนวิทยายุทธ์ให้อู๋เยี่ยนเปา
ลั่วโหวมีวิชาวิทยายุทธ์จริง ๆ และยังมีการฝึกฝนที่ไม่ธรรมดา เพราะมันเป็ยุทธวิธีลับของ ‘ผู้บังคับการยาน’ จากชาติก่อน!
เนื่องจากลั่วโหวมีความทรงจำจากชาติก่อน และร่างกายยังอยู่ในวัยหนุ่ม ดังนั้นใน่ปิดเทอมเขาจึงสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้าสู่ระดับที่หนึ่งได้ ทำให้กำลังของเขาสามารถทำได้ถึง ‘หนึ่งในสี่ส่วนของกำลังม้า!’
แล้วผู้บังคับการยานคนนั้นล่ะ? ตามที่ได้ยินมา ถ้าศึกษา ‘วิชาลับ’ นี้ถึงระดับที่เก้า ซึ่งเป็ระดับสูงสุด จะมีพละกำลังเทียบเท่า 256 กำลังม้า
พละกำลังของม้าหนึ่งตัวคือ 1,000 กิโลกรัม!
นั่นหมายความว่า ลั่วโหวในตอนนี้มีพละกำลังถึง 250 กิโลกรัม!
หลังจากแสดงการโยนก้อนหินลงแม่น้ำแล้ว อู๋เยี่ยนเปาก็ได้มอบตัวเป็ศิษย์จริง ๆ เขาผู้มีรูปร่างใหญ่โตกำยำ กำลังคุกเข่าอยู่หน้าลั่วโหวพร้อมกับก้มศีรษะลงคำนับ ลั่วโหวพอใจมากจึงพยักหน้ารับ หลังจากที่เขาคำนับเก้าครั้งแล้ว ลั่วโหวก็ช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้น “เยี่ยนเปา เรายังไม่มีสำนัก แต่นายเป็ศิษย์คนแรกของอาจารย์ นายจึงเป็ศิษย์พี่ใหญ่ ต่อไปต้องเป็แบบอย่างที่ดี สำนักของเราจะมีกฎระเบียบ 3 ประการ ประการแรกห้ามหักหลังอาจารย์ ประการที่สองห้ามทำสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม มนุษย์ต้องมีขีดจำกัด และประการสุดท้ายคือต้องรักษาวิชาลับไว้ ห้ามเผยแพร่โดยพลการ หากไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์…”
ลั่วโหวส่งมอบคำสั่งสอนที่ได้จดไว้ก่อนหน้านี้ให้แก่ศิษย์คนโต ซึ่งเป็คำสั่งสอนระดับที่หนึ่งนั่นเอง
อู๋เยี่ยนเปาไม่มีความสนใจที่จะศึกษาอย่างจริงจัง เขาชอบอ่านนิยายกำลังภายในเพื่อหวังฝึกวิชาได้ หลังจากรับคำสั่งสอนจากลั่วโหวมาแล้ว เขาก็ถามว่า “อาจารย์ จะเสี่ยงต่อการถูกวิชาครอบงำไหม?”
ลั่วโหวหัวเราะ “ระดับแรกยังไม่น่ากังวลหรอก แต่ระดับถัดไปก็ไม่แน่ นายฝึกซ้อมให้ดีนะ ด้วยพร์ของนาย ในสามถึงห้าปีข้างหน้าอาจฝึกสำเร็จได้ เมื่อนั้นพละกำลังของนายจะมีมากถึง 1,000 กิโลกรัม ตำรวจ 20 นายที่ถือไม้พลองไม่มีไฟฟ้าจะไม่สามารถเข้ามาใกล้นายได้!”
ก่อนจะแยกจากกันไป ลั่วโหวก็พลันนึกขึ้นได้ “โอ้ ใช่แล้ว บ้านของนายขายเนื้อหมูใช่ไหม? ยังมีตับหมูไหม? อาจารย์จะเอากลับไปดักจับตะพาบ”
อู๋เยี่ยนเปาตอบว่า “อาจารย์ บ้านผมไม่ได้ขายเนื้อหมู…”
แต่อู๋เยี่ยนเปาก็ยังรีบวิ่งไปที่ตลาดสดเพื่อซื้อตับหมู 1 กิโลกรัมให้อาจารย์...
……
เมื่อกลับถึงบ้าน ลั่วโหวถูกแม่ต่อว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พี่สาวของเขากลับหัวเราะ “เขาคำนับเป็ศิษย์ของนายจริง ๆ เหรอ?”
ลั่วโหวตอบกลับ “แน่นอน ทั้งคำนับและคุกเข่า!”
แม่พูดว่า “ที่โรงเรียนต้องตั้งใจเรียนหนังสือ อย่าไปคบค้าสมาคมกับคนไม่ดี”
แต่ลั่วโหวกลับพูดว่า “เรียนหนังสือทำไม ไม่ใช่เพื่อให้ในอนาคตกินดีอยู่ดีหรอกเหรอ? ลูกชายคนนี้ของแม่กำลังรวบรวมพรรคพวกอยู่ มีคนมากพอแล้ว ในอนาคตก็ไม่ต้องกลัวขาดเงิน แม่อย่าคิดว่าลูกชายไม่ตั้งใจเรียน เราจะมีเงินเพียงพอในอนาคต…”
เขาพูดแล้วมองไปที่พี่สาวคนงาม “นี่ก็พอจะเป็สินสอดลั่วเสวียนได้แล้ว…”
ลั่วเสวียนปฏิเสธทันที!
สักพักหนึ่ง เธอก็ตามน้องชายไปจับตะพาบ อุปกรณ์คือเส้นเชือกยาว มีเข็มหัวใหญ่ผูกติดอยู่ที่ปลายเชือก เข็มนั้นสอดตับหมูเอาไว้ แล้วเหวี่ยงลงไปกลางสระ
“ที่นี่มีตะพาบเหรอ?” ลั่วเสวียนถามด้วยความตื่นเต้น
ลั่วโหวตอบ “แน่นอน!”
ลั่วโหวจำได้ว่าในชาติก่อน มีคนจับตะพาบตัวหนึ่งได้ที่นี่ หนักถึงห้ากิโลกรัม และขายได้ถึงสองพันหยวน!
ลั่วโหวจึงเหวี่ยงเข็มหัวใหญ่ลงไปในสระไม่ต่ำกว่าห้าเข็ม เพื่อจับตะพาบตัวใหญ่นั้น
เมื่อทั้งสองมาถึงสระบัว ลั่วโหวก็เหวี่ยงตับหมูลงไป และเตรียมจะถอดเสื้อผ้าลงไปเก็บรากบัวขึ้นมากิน แต่ลั่วเสวียนกลับคว้าเขาไว้ “อย่าลงไปเลย อาจจะมีผีน้ำก็ได้!”
ลั่วโหวพูดอย่างเสียไม่ได้ “ถ้ามีผีน้ำจริง ผมก็จะคว้าผีน้ำขึ้นมา แล้วเอากลับไปต้มกินเย็นนี้!”
เนื่องจากการออกกำลังกายใน่ปิดเทอม ลั่วโหวจึงสูงขึ้นถึง 175 เิเแล้ว ในสายตาของเขา ส่วนสูงของคนจะสูงได้แค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต ในกรณีที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ดี ดื่มน้ำที่ดี ไม่ดูสื่อลามก และไม่ช่วยตัวเองก่อนอายุ 18 ปี โดยทั่วไปแล้วส่วนสูงก็จะเพิ่มขึ้นได้บ้าง
หลังจากเก็บรากบัวขึ้นมาสักพัก เขาก็เด็ดฝักบัวมาให้พี่สาวกินด้วย
ลั่วโหวคิดขึ้นมาทันใด ‘นี่ฉันตกต่ำถึงขนาดต้องจับตะพาบขายเอาเงินแล้วเหรอ!’
ก่อนจะส่ายหัวไปมา และคิดต่อว่า ‘คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน การพูดถึงความเท่าเทียมนั้น เป็เพียงความเท่าเทียมกันในแง่ของความเป็มนุษย์เท่านั้น’
หลังจากเก็บรากบัวอีกสักพัก ลั่วโหวก็ขึ้นจากน้ำ และพูดกับพี่สาวที่กำลังกินเม็ดบัวอยู่ว่า “พี่เป็ลูกแท้ ๆ ของพ่อแม่หรือเปล่า?”
ลั่วเสวียนจ้องมองเขาอย่างเคือง ๆ แล้วพูดว่า "แน่นอน และยังคลอดที่บ้านด้วย ไม่มีทางจะถูกเปลี่ยนตัวแน่นอน อ้อ พี่ก็สงสัยนะ ว่าทำไมถึงไม่ค่อยเหมือนพวกนายเลย!"
ลั่วโหวหัวเราะ “แล้วทำไมถึงอายุมากกว่าผมแค่หนึ่งปีเท่านั้นเอง ฮ่า ๆ เอาล่ะ เรากลับกันเถอะ เดี๋ยวก็ได้กินเนื้อตุ๋นรากบัวแล้ว!”
ลั่วโหวถือรากบัวไว้หลายสิบอัน ส่วนลั่วเสวียนก็ช่วยน้องชายถือเสื้อผ้า พี่น้องทั้งสองเริ่มเดินทางกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน ขณะผ่านบ้านของปู่ เขาเห็นย่าเดินอยู่ในห้องโถง จึงะโเรียก “ย่า!”
ย่าลั่วเห็นหลานชายสวมกางเกงขาสั้น ร่างกายเปลือยเปล่า จึงเดินออกมาหน้าประตู และพบรากบัวในมือของหลาน จึงถามด้วยความเป็ห่วง “ลงน้ำหรือเปล่า?”
เขาปล่อยให้ย่าพูดถามด้วยความเป็ห่วงสองสามประโยค แล้วจึงยื่นรากบัวให้ย่าสามอัน ให้ย่าเก็บไว้ทำอาหาร และชวนปู่ย่าไปกินเนื้อด้วยกันที่บ้านในภายหลัง
เมื่อเห็นหลานสาวและหลานชายจากไป ย่าลั่วก็เช็ดน้ำตา อาจเป็เพราะรู้สึกโชคดีที่ได้ผ่าตัดก้อนเนื้องอกออกไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง
จากนั้นเธอก็นึกถึง ‘หมอหนุ่ม’ คนนั้นขึ้นมา