ตุ๊บ!
“ไอหยาๆ ล้มกระดานๆ แบบนี้มันต้องล้มกระดาน!” น้ำเสียงชายสูงวัยกล่าวพร้อมเม็ดหมากขาวดำถูกมือนั้นปัดกระจัดกระจายเละเทะเต็มกระดานหมาก ไม่สามารถมองได้เลยว่าการละเล่นก่อนหน้านี้ผู้ใดเป็นผู้ชนะผู้ใดเป็นผู้แพ้ ถือเป็นอันว่าเกมได้ยุติลงไปอย่างหน้าด้านๆตามความต้องการของชายสูงวัย
ผู้ติดตามคนสนิทสองคนที่วางตนเป็นกรรมการกลางเห็นการกระทำของชายสูงวัยก็ได้ริมฝีปากกระตุกกันถ้วนหน้า หัวเราะหึๆในใจ และรู้สึกอับอายขึ้นมาแทนชายสูงวัยซะงั้น
ส่วนผู้เล่นอีกคนชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลานั่งตรงข้ามชายสูงวัยมีสีหน้าที่ยากจะอธิบายความรู้สึกออกมา หรืออาจจะเป็นสีหน้าเบื่อหน่ายเอือมระอา เกียจคร้านจะกล่าวอันใด แต่ถ้าจะมิกล่าวเลยก็มิได้จริงๆ มันช่างอัดอั้นตันใจนัก!
“เฮ้อ นี่ตาเฒ่าถง คุณล้มกระดานหมากเป็นกระดานที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย แพ้ก็คือแพ้สิ!”
“อะแฮ่มๆ ไอหยา ก็วันนี้ดวงตาเฒ่าผู้นี้ไม่ดีเอาเสียเลยจริงๆนะ เล่นกี่กระดานก็แพ้ตลอดเลย” ชายสูงวัยที่ถูกเรียกว่า ‘ตาเฒ่าถง’ กระแอมไอน้อยๆ พูดพลางยังคงแสร้งทำเป็นไม่มองไม่เข้าใจความหมายของคำกล่าวนั้นของชายหนุ่มต่างวัยที่นั่งเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนตน
“หมากล้อมหรือหมากกระดานไหนๆมันต้องใช้โชคเล่นเสียที่ไหนเล่า มันอยู่ที่ฝีมือและมันสมอง!”
“ไม่ไหวๆ...” ตาเฒ่าถงล้มกระดานหมากสำเร็จได้แต่จิบน้ำชาร้อนๆส่งยิ้มแห้งๆให้ชายหนุ่ม ก่อนประโยคหลังต่อมาจะแปรเปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยที่จริงจัง “ว่าแต่ว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรรึ เหตุใดวันนี้อาชิงถึงได้เดินหมากอำมหิตเช่นนี้”
คำถามของตาเฒ่าถงมิใช่เพียงแค่เขาคนเดียวที่สงสัยเท่านั้นรวมถึงผู้ติดตามทั้งสองคนด้วยที่สงสัย แม้ปกติล้วนต่างทราบดีกันอยู่แล้วถึงฝีมือการเดินหมากของท่านชิงนั้นเลิศล้ำมากเพียงใด แต่ตลอดมาอย่างน้อยก็มีการออมมือให้อีกฝ่ายตรงข้ามบ้าง วางหมากอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ทว่าวันนี้แปลกไปกลับวางหมากดุดันอำมหิตยิ่งนัก
“การปล่อยให้ความรู้สึกเช่นนี้แสดงออกมา หากผู้อื่นพบเข้าจะเป็นการเสียภาพลักษณ์ตนเองเอาได้น้า” ตาเฒ่าถงยังคงจิบชาชิมขนมสบายอารมณ์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสดใส แต่ใบหน้านั้นจริงจังเคร่งขรึมปนสงสัยอยู่พอสมควร
เรื่องอะไรกันที่ทำให้ชิงชิงผู้ไม่สนสิ่งใดของตาเฒ่าผู้นี้แสดงออกเช่นนี้ได้? เขาผู้เฒ่าเกรงว่าอาจจะเป็นเรื่องใหญ่มากแน่
“.....” อี้ชิงไม่ได้กล่าวตอบอันใด ใบหน้าของเขาราบเรียบนิ่งเฉย มือเรียวยกน้ำชาขึ้นมาจิบเบาๆ มองท้องฟ้าอันมืดมิดในค่ำคืนนี้ สำหรับเมื่อคืนวานอย่างไรเขาก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้จริงๆทำให้วันรุ่งขึ้นนี้ตลอดทั้งวันมีแต่ความรู้สึกยากจะเอ่ย ทั้งยังเผลอแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวจนตาเฒ่าถงนี้กล่าวขึ้นนั่นแหละ
เขาชิงอ๋องกำลังคิดไม่ตก...
“ควรทำอย่างไร”
ตาเฒ่าถงยิ้มอย่างมีเมตตามองชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเหนือธรรมดา กิริยาท่วงท่าล้วนแลสูงศักดิ์คล้ายไม่ใช่ปุถุชนคนทั่วไป พานให้เขานึกไปถึงเมื่อสามสี่ปีก่อนที่ได้พบเด็กหนุ่มคนนี้ครั้งแรก แม้ต่อมาจะไม่อาจรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายได้ แต่ปัจจุบันก็รักเอ็นดูไม่ต่างจากบุตรชาย และเป็นสหายต่างวัยด้วยทุกวันนี้ก็ดีมาก
เขาผู้เฒ่ากล่าวแนะนำอย่างผู้ใหญ่ที่อายุมากและผ่าน ‘โลกนี้’ มามากกว่า...
“ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเหตุถึงจะมีผล... เมื่อไร้เหตุจึงจะไร้ผล”
“เมื่อไร้เหตุจึงจะไร้ผล” อี้ชิงฟังพยักหน้าพึมพำน้ำเสียงแผ่วเบากับตนเอง ในความคิดก็คิดตกไปด้วย พลันนั้นแววดำมืดอำมหิตก็ไหววูบหนึ่งไหลผ่านดวงตาของเขา “ต้องกำจัดต้นเหตุของผล”
ตาเฒ่าถงมิได้ตกใจหรือหวาดหวั่นกับคำกล่าวของชิงชิงแต่อย่างใด รู้ดีว่าชายหนุ่มมีความคิดและเส้นทางเป็นของตนเอง ส่วนเขามองแล้วอาจจะคล้ายบิดาผู้รักบุตรชายเป็นอย่างยิ่งล้วนตามใจและช่วยเหลือทุกอย่างแน่นอนเพียงเอ่ยปาก... บุตรชายไม่สบายใจบิดาจะสบายใจได้อย่างไร
เขายิ้มอ่อนโยนเอ่ยถามต่อด้วยความสงสัยใคร่รู้มากนัก “ตาเฒ่าถงผู้นี้อยากจะรู้นักว่า ‘เหตุ’ จากที่ใดกันจึงสามารถทำให้อาชิงจำต้องใส่ใจถึงเพียงนี้”
“มิอาจยุ่งได้”
อี้ชิงขมวดคิ้วส่ายหน้าจริงจัง นึกถึงเรื่องที่เขาจะลงมือแล้ว... เรื่องนี้ไม่ธรรมดา
ตาเฒ่าถงพอได้ฟังเช่นนั้นก็พยักหน้าทั้งอดแปลกใจไม่ได้ แต่เมื่อบุตรชายไม่ต้องการให้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเขาก็จะไม่ยุ่ง แต่ก็พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง
“หากต้องการสิ่งใดก็ให้บอกหนิงอานแล้วกัน”
อี้ชิงยืนเงียบๆสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ริมระเบียง ในมือถือเม็ดหมากขาวดำส่วนข้างๆนั้นเป็นกระดานหมากว่างเปล่าของเขา หลังจากที่แยกกับตาเฒ่าถงเรียบร้อยเขาก็กลับมานั่งคิดวางหมากในกระดานของตนใหม่ ซึ่งนานมาแล้วตั้งแต่ได้มาอยู่ในยุคสมัยปัจจุบันเขาก็ไม่เคยคิดวางแผนใหญ่เช่นนี้เลย
แต่ทว่าเมื่อคืนวานนี้คล้ายกับเป็นการประกาศก้องของฟ้าดินว่าในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“สิ่งสำคัญของข้ามีเพียงสิ่งเดียว และจะไม่ยอมสูญเสียไปเด็ดขาด”
พรึ่บ
ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อี้ชิงเก็บทุกอย่างหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาคลุมเตรียมตัวออกไปข้างนอก... เขาจะเริ่มลงมือแล้ว
“หนิงอิง”
“ดึกแล้วและคืนนี้ก็อากาศหนาวมากด้วยท่านชิงจะออกไปไหนเหรอครับ” เด็กหนุ่มนามว่า หนิงอิง พูดน้ำเสียงไพเราะเมื่อเห็นท่านชิงเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก
หนิงอิงเป็นเด็กหนุ่มอายุอานามสิบเจ็ดปีได้รับใช้ท่านชิงหลังจากกลับมาจากโรงเรียนเท่านั้น เขามองใบหน้าหล่อเหลาที่เหนือธรรมดาของท่านชิงแล้วพลางแอบก้มหน้าลงกะพริบตาถี่ๆ
“เตรียมรถ”
“แต่ว่า” หนิงอิงกะพริบตาถี่ๆอีกหลายครั้งลังเลว่าควรจะไปทำตามหรือไม่... อากาศข้างนอกหนาวมากยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว หากออกไปตอนนี้ก็อาจจะทำให้ไม่สบายได้ นายท่านถงบอกว่าควรคำนึงถึงความปลอดภัยของท่านชิงก่อนเป็นอันดับแรก
เขาอยากพูดต่อแต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะประดับรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นฉายแววความเคร่งขรึมก็ได้แต่ต้องจำยอม
“ฉันบอกว่าให้ไปเตรียมรถ”
“ครับ”
หนิงอิงออกไปเตรียมรถสักพักหนิงอานก็เข้ามา “ชิงชิงนายจะออกไปไหนนี่มันดึกแล้วนะ ควรทำตัวให้อุ่นเข้าไว้สิ”
“หนิงอานเรื่องที่ฉันให้ไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง ฉันจะออกไปข้างนอก” อี้ชิงไม่ใส่ใจเอ่ยถามกลับแทนพร้อมกับส่ายหน้าถึงความดื้อรั้นของหนิงอิงที่คงจะบอกกับหนิงอาน
“เรียบร้อยแล้ว”
อี้ชิงยกยิ้มพยักหน้าอย่างพอใจกับผลลัพธ์นี้ จากนั้นสั่งให้หนิงอานเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับเขาเพราะมั่นใจว่าหากจะออกไปคนเดียวคงไม่มีทางได้ออกไปแน่นอน และก่อนที่จะออกจากห้อง... “ซัง”
“ฉันมีงานท้าทายให้นายทำ” เขาเรียกขานและพูดขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าภายในห้องนอน เรียบร้อยก่อนที่จะก้าวจากห้องไปต่อ... เงามืดบริเวณโคมไฟไหววูบเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่เห็น เป็นปรกติไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น
“ ‘อี้เหวิน’ หาเบาะแสเกี่ยวกับเขา หากว่าพบจริงๆ... ฆ่าเขาซะ”
มิอาจปล่อยให้คนคนนี้มีชีวิตอยู่ได้...
ณ สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งภายในคฤหาสน์ตระกูลราชนิกุลอี้
เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้สวมชุดลำลองในแบบฉบับยุคสมัยเก่าก่อนของฮ่องเต้ยืนไพล่หลังมองออกไปข้างนอกบริเวณพื้นที่ของตระกูลราชนิกุลอี้อันกว้างใหญ่ เขาพักอยู่ในสถานที่ต้องห้ามลึกสุดของคฤหาสน์ซึ่งมีความเก่าแก่โบราณมาอย่างเนิ่นนาน เงียบสงบ นอกจากเขาฮ่องเต้กับขันทีใหญ่เกาแล้วก็ยังมีข้ารับใช้ที่แต่งองค์ทรงเครื่องแบบขันทีนางกำนัลในยุคสมัยอดีตเก่าก่อนด้วยอีกจำนวนหนึ่งที่ผู้เฒ่าอี้สุยคัดสรรมาอย่างเคร่งครัดตามกฎระเบียบข้อบังคับเสมือนดั่งสมัยอดีตนั้นเลย
วันนี้เป็นวันที่สองที่เขาได้มายุคสมัยปัจจุบัน คิดแล้วช่างเหนื่อยและเคร่งเครียดยิ่งนัก มันลำบากกว่าที่เขาคิดมากเลย... เรื่องราวต่างๆที่ต้องเรียนรู้มีมากมาย เรื่องราวที่ต้องได้พบเจอ และกำลังจะต้องพบเจอ ต้องรับมือต่อไปไม่ง่ายเลย
ตรามังกรโอรสสวรรค์รับรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึง...
“เกาเฉวียน”
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเกาตอบรับพร้อมก้าวเข้ามายืนเยื้องข้างระยะพอเหมาะพอสมควรข้างหลังโอรสสวรรค์ ในวันวานเขาเป็นขันทีใหญ่แห่งวังหลวง ในวันนี้เขาก็ยังคงเป็นขันทีใหญ่ข้างกายฮ่องเต้เช่นเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือเขาต้องเรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับในยุคสมัยปัจจุบันอย่างหนักหน่วงเป็นที่สุด
ไม่เลยคิดว่าสามพันกว่าปีที่ผ่านมาจะมีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันล้นพ้นถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า ‘พลิกฟ้าพลิกปฐพี’ แต่นี่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราวกับว่าเปลี่ยน ‘โลกใบใหม่’ เลยต่างหาก!
“เกาเฉวียน... เจ้าคิดว่าเสด็จอาอี้ชิงเป็นเช่นไร”
.....
ขันทีเกาพอได้ฟังคำถามของฝ่าบาทแล้วเขาถึงกับเหงื่อไหลซึม ใบหน้าเลิ่กลั่ก พลางคิดว่าช่วงนี้เขาจะต้องดวงไม่ดีแน่ๆ มิฉะนั้นเหตุใดช่วงนี้ถึงได้มีแต่คำถามให้วิจารณ์เกี่ยวกับผู้สูงศักดิ์สูงส่งทั้งนั้นเล่า... สายเลือดราชวงศ์ผู้สูงส่งวิจารณ์สายเลือดราชวงศ์ผู้สูงส่งถือว่าไม่เป็นไร แต่เขามันคนปุถุชนคนธรรมดาจะอาจเอื้อมไปผูกกรรมเอ่ยวิจารณ์ผู้มีสายเลือดราชวงศ์สูงส่งได้อย่างไร ฟ้าดินแห่งราชวงศ์อี้มิจะลงโทษเอาหรือ ฝ่าบาทช่างใจร้ายกับกระหม่อมยิ่งนัก
ภายในใจของขันทีเกานั้นขมขื่นยิ่ง... เห็นทีว่าข้าคงจะต้องไปทำบุญทำทานถวายน้ำมันจุดตะเกียงถวายปัจจัยเงินทองแก่วัดวาอารามสักแห่งหน่อยแล้วกระมังเผื่อว่าจะโชคดีบ้าง
“พูดในสิ่งที่เจ้าคิดออกมา”
เมื่อฝ่าบาทยังคงคาดคั้นต้องการให้เกากงกงเอ่ยออกมาให้ได้ เขาก็จำต้องเอ่ยออกมาตรงตามที่ตนคิดดังกล่าว… อามิตตาพุทธ อามิตตาพุทธ โอรสสวรรค์บังคับให้พูดหนา โอรสสวรรค์บังคับให้พูดหนา
“ทูลฝ่าบาท ชิงอ๋อง ‘อำมหิต’ พ่ะย่ะค่ะ”
เพล้ง!
“ชั่วช้า!”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของขันทีเกากล่าวจบก็ตามมาด้วยเสียงถ้วยน้ำชาแตกและตามด้วยเสียงด่าบริภาษอันเกรี้ยวกราดของโอรสสวรรค์ ขันทีเกาก้มศีรษะลงต่ำ... ความขัดแย้งของบุคคลในราชวงศ์ข้าราชบริพารก็ได้แต่เงียบและติดตามผู้เป็นนายเหนือหัวเท่านั้น
เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้ล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมสีทองงดงามลายปักประณีตมาเช็ดทำความสะอาดมือ นึกถึงชิงอ๋องผู้เป็นเสด็จอาคนนี้ของเขาทีไรก็มีแต่ความรังเกียจมิอาจอยู่ร่วมกันได้ แต่ทว่าก็ต้องเสแสร้งอย่างถึงที่สุดว่ารักใคร่ปรองดองเสมอซึ่งตลอดมาเขาฮ่องเต้ก็ทำออกมาได้ดีตลอดทั้งชีวิตนั้น
เขาฮ่องเต้เสแสร้ง ชิงอ๋องผู้เป็นเสด็จอาก็ช่างเสแสร้งเช่นกัน!
“ภายใต้ความอ่อนน้อมอ่อนละมุนนั้นเขาซ่อนตัวตนเก่งนัก... หากมิใช่เพราะเรามีน้องชายเป็นเสี่ยวเฟยเอ๋อร์เห็นทีว่าเสด็จอาของเราผู้นี้คงก่อการกบฏล้มล้างราชบัลลังก์เราโดยไม่ต้องคิด”
“เรายังจำได้ศึกแคว้นเยวี่ยเมื่อปีนั้นธนูใหญ่ที่พุ่งปักกลางอกของน้อง...”
เหวินฮุ่ยตี้กล่าวแล้วเงียบขรึม ยิ่งคิดยิ่งมิอาจปล่อยวางได้ หลายวันมานี้เขาคิดเกี่ยวกับสุสานใหญ่สี่แห่งในสุสานบรรพชนลี้ลับที่มองเห็นก่อนหน้านี้ เขามีความคาดเดาความเป็นไปได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ เสด็จอาอี้ชิงของเขาผู้นี้อยู่ ณ ยุคสมัยปัจจุบันแห่งนี้ด้วยเช่นกัน!
ฉะนั้นเขาจึงยิ่งมิอาจปล่อยวางไว้ใจสถานการณ์ปัจจุบันได้... การใหญ่ในภาคภายหน้าจำต้องวางลงก่อน ต้องตามหาเสี่ยวเฟยเอ๋อร์ ต้องตามหาองค์ชายสี่ และจัดการชิงอ๋อง!
“เกากงกง”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
เหวินฮุ่ยตี้ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการชิงอ๋อง บุคคลที่ควบคุมไม่ได้และไม่มีใจให้เราไม่ควรเก็บไว้เป็นเสี้ยนหนามในอนาคต แม้ว่าจะเป็นสายเลือดราชวงศ์อี้เดียวกันแต่หากจำเป็นต้องตัดก็ต้องตัด!
เขากล่าวสั่งการต่ออย่างน้ำเสียงมั่นคงเคร่งขรึม...
“เกาเฉวียนเจ้าจงไปลงมือด้วยตนเอง ออกตามหาเบาะแสเกี่ยวกับเสด็จอาอี้ชิง ข้อมูลที่อาจมีความเกี่ยวข้องแม้แต่เพียงนิดเดียวก็อย่าได้พลาดหรือวางใจไป หากว่าพบเขาจริงๆก็ให้... ลงมือทันที!”
“เรามิอาจปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ได้... หากนำตัวกลับมาได้อย่างมีชีวิตก็ดีเราจะลงมือเอง แต่หากนำตัวกลับมาด้วยไม่ได้ก็ให้ฆ่าเขาทันทีซะ แล้วค่อยนำศพกลับให้เราได้เห็นกับตาแน่ใจกับตัวเองว่าเขาได้ตายแล้วจริงๆ”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
เรามิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้...
อีกทางปริศนาหนึ่ง...
“อาจจะมีคนที่เกี่ยวข้องกับข้ากำลังจะตายก็ได้... เฮ้อ รบรากันไม่หยุดไม่หย่อนจริงๆเลยพี่น้องเอ๋ย”
“คนที่เกี่ยวข้อง?”
“อืม อาจจะมีคนตาย” ดวงตาของเขามืดครึ้มล้ำลึกมิอาจคาดเดาได้พลันมุมปากยกแสยะยิ้มร้ายกาจ... เอาเถอะ อย่างไรเขาก็มีแผนของเขาเช่นกัน
“แต่มันไม่เกี่ยวกับเราหรอกสหายสบายใจได้ อ่า พรุ่งนี้ฉันอยากไปโต้คลื่นและดูระบำฮาวายที่ชายหาดไวกิกิ เราหนีออกจากจีน เอ้ย ไม่ใช่สิ เราไปพักผ่อนที่ต่างประเทศกันสักพักเถอะ”
ไหนบอกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเรา... แล้วทำไมต้องรีบออกจากจีนหนีไปต่างประเทศด้วย?
PK คอนโดมิเนียม [บ้านหมายเลข 1101]
“ครับๆ ได้เลยครับ ขอบคุณผู้กำกับซ่างมากๆที่ให้โอกาสอี้เฟยนะครับ” ในห้องนั่งเล่นเฉียนหลิงกำลังคุยโทรศัพท์พร้อมกับจดบันทึกลงในสมุดบันทึกขนาดเท่าสองฝ่ามืออย่างเป็นระเบียบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีมาก คุยงานก็ส่วนหนึ่งก็ยังคุยต่ออีกสักพักใหญ่ทีเดียว
อี้เฟยนั่งอยู่ริมระเบียงที่เดิม หูก็ฟังเฉียนหลิงคุยโทรศัพท์กับผู้กำกับซ่างด้วยเป็นระยะๆ มือเรียวก็วาดตวัดสร้างสรรค์ผลงานศิลป์เก็บรายละเอียดของภาพวาดที่สองของเขาต่อไปด้วย ก่อนหน้านี้ยังมีการติดต่อจากถังโม่โฉว่อยู่ อ่า เกือบลืมกันไปเลยใช่ไหมเล่า แน่นอนว่าตอนนี้เขาก็ยังไม่ค่อยว่างสักเท่าไหร่จึงได้บอกปัดนัดไปก่อน
“นี่เสี่ยวเฟยยยยยย” เฉียนหลิงคุยโทรศัพท์เสร็จก็เดินมาหาอี้เฟยที่ริมระเบียงทั้งเอ่ยเรียกน้ำเสียงลากยาว ไม่บอกก็รู้ว่าอารมณ์ดีมากขนาดไหน ดวงตากลมโตก็ยังคงมองอี้เฟย ‘เซียนเซียน’ อย่างเทิดทูนเหนือเกล้าที่สุด... หล่อเหลาสง่างาม
อี้เฟยก็ยังคงหล่อเหลาสง่างามอยู่เสมอ!
เฉียนหลิงเดินเข้ามานั่งลงเก้าอี้อีกฝั่งพลางรินน้ำชาให้อย่างเอาใจ พู่กันในมือของอี้เฟยชะงักชั่วครู่ เขาหันไปถามอีกฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องที่คุยกับผู้กำกับซ่างเมื่อกี้อย่างพอจับใจความได้ “ต้องไปถ่ายหนังที่ต่างประเทศงั้นเหรอ?”
“ใช่” เฉียนหลิงตอบอย่างดีใจ เขาคิดไว้แล้วว่าอี้เฟยต้องดังเป็นพลุแตกแน่นอน! และยังได้ผู้กำกับซ่างมาเป็นผู้กำกับอีกทั้งบทของผู้กำกับซ่างก็ถือว่าดีมากสำหรับนักแสดงหน้าใหม่อย่างอี้เฟย เขาเล่าอย่างคร่าวๆให้อี้เฟยฟังถึงเรื่องราวย่อๆ ตัวละครที่อี้เฟยต้องรับบท สถานที่ที่ต้องไปถ่ายทำ ระยะเวลาคร่าวๆ พอได้แล้วก็เล่ายาวไปเรื่อยเลย
อี้เฟยยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะมองและฟังเฉียนหลิงพูด ทว่าในความคิดของเขากลับไม่ใส่ใจเรื่องราวเหล่านั้นเลย ในความคิดของเขามีคำถามหนึ่งนั่นคือ ทำไมต้องออกนอกประเทศตอนนี้.. มิใช่ว่ามันจะเป็นบังเอิญเกินไปหรือ?
“สรุปคือต้องออกจากจีนไปสักระยะเพื่อถ่ายหนังที่ต่างประเทศ”
“ใช่แล้ว อ้อ จริงสิ เมื่อเช้านี้ฉันเห็นนี่สอดไว้ที่หน้าประตูบ้านด้วยละ” เฉียนหลิงพูดแล้วหยิบถุงหิ้วซองเล็กๆออกมาจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้อี้เฟย
“อะไร?”
“เหมือนว่าจะเป็นบัตรเติมเงินมือถือนะ อ่า มีข้อความด้วยละ... กรุณาเติมเงินและสมัครอินเทอร์เน็ตแบบรายเดือนด้วยครับ :)”
เฉียนหลิงอ่านให้ฟังจบอี้เฟยพลันขมวดคิ้วทันที คิดว่าไม่ใช่ของของเขาแน่นอนจึงเอ่ยไปอย่างไม่ใส่ใจ “ของใครก็ไม่รู้นายหยิบเข้ามาทำไม อาจจะวางผิดบ้าน”
“หยิบมาแล้วนี่นา”
“งั้นนายก็เอาไปใช้เถอะ”
พูดคุยกันต่อสักพักจวบจนเลยเวลาห้าทุ่มครึ่งกว่าแล้วอี้เฟยจึงได้เตรียมเก็บข้าวของไปไว้ที่ห้องหนังสือ เฉียนหลิงกำลังนั่งดูละครโทรทัศน์เรื่องโปรดอยู่ ต่อมา ณ ขณะนั้นเองเสียงกริ่งหน้าบ้านของอี้เฟยก็ดังขึ้น…
ติ๊งต๊องๆๆ ติ๊งต๊องๆๆ
“ดึกดื่นป่านนี้แล้วใครจะมากัน?” เฉียนหลิงบ่นๆพึมพำเดินไปเปิดประตูก็เห็นคนคนเดียวคนเดิม บุคคลที่คุ้นเคยกันดี เขามีสีหน้าเบื่อหน่ายกับเจ้าคนนี้จริงๆ ไม่รู้จักเวล่ำเวลา!
“นี่ นายชิงชิงมานี่ไม่รู้หรือไงว่ามันเวลาดึกดื่นค่อนคืนเท่าไหร่แล้ว!”
“เสี่ยวเฟยเอ๋อร์...”
“ฮื้ม” เฉียนหลิงเปิดประตูก็เปิดฉากความปากร้ายขึ้นก่อนทันที แต่เมื่อเห็นท่าทีของชิงชิงแปลกไปเขาก็มองอีกฝ่ายอย่างสำรวจ ผิดปรกติ... วันนี้มีชิงชิงมาแค่คนเดียวไร้เงาผู้จัดการอย่างหนิงอาน และอีกอย่างเจ้าหมอนี่มันน่าต่อยนัก!
“นาย! ชิงชิงนายหน้าซีดขนาดนี้นายไม่สบายหรือ? ถ้าไม่สบายแล้วทำไมไม่ไปหาหมอจะมาที่นี่ทำไม!”
“เฟยเอ๋อร์” เขาเรียกชื่อเล่นของอี้เฟยน้ำเสียงแผ่วเบา ลมหายใจพ่นออกมามีแต่ไอเย็น ใบหน้าของชิงชิงซีดเซียวเป็นอย่างมาก และร่างกายในชุดไม่อบอุ่นนั้นก็มีแต่ไอเย็นเกาะติด
อี้เฟยที่ออกมาพอดีทั้งได้ยินคำกล่าวของเฉียนหลิงด้วยก็อดใจใบหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ได้... สภาพของเสด็จอาของเขาตอนนี้ย่ำแย่มาก ดูไม่ได้เลย ทำไมไม่เห็นหนิงอานมาด้วยล่ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
“เข้ามาข้างในก่อน หลิงไปดูละครของนายเถอะเรื่องชิงชิงฉันจัดการเอง”
อี้เฟยเดินนำอี้ชิงเข้ามาในห้องนอนของเขากดเปิดฮีทเตอร์พร้อมเพื่อให้ความอบอุ่นกับอีกฝ่ายด้วย ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มทะเล้นเล่ห์กลับซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เสด็จอาชิงเงียบมากทำให้อ๋องผู้เป็นหลานอดไม่ได้ที่จะทั้งแปลกใจสงสัยทั้งห่วงใย
“เสด็จอาไม่สบายหรือ?”
พรึ่บ ตุ๊บ!
“เสด็จอา!”
อี้เฟยเรียกผู้เป็นเสด็จอาเสียงดังอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆร่างสูงของอี้ชิงก็ล้มตึงเข้ามาทับเขาล้มลงบนเตียงด้วยกันทั้งคู่ จากนั้นเขาก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเพราะร่างกายเนื้อตัวของเสด็จอานั้นเย็นเฉียบมากเสียจนเขาสะดุ้งเลย ทั้งใบหน้าซีดเซียวนั้นก็ยิ่งขาวเผือดไร้สีเลือด สภาพย่ำแย่สุดๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสด็จอาไม่สบาย!
ก่อนหน้านี้เสด็จอาจะต้องเกิดเรื่องขึ้นมาแน่ๆ!?
อี้เฟยคิดอย่างเป็นห่วงพลางพลิกร่างกายให้เสด็จอานอนดีๆก่อน มือเรียวจับแขนของอีกฝ่ายวางไว้แต่พลันนั้นเองที่มือของอี้ชิงก็จับมือของเขาแน่น ดวงตาไร้แววสดใสเจือความป่วยอ่อนเพลียมองสบกับดวงคมของผู้เป็นหลานและคนสำคัญของเขา ริมฝีปากซีดแห้งแตกขยับพูดอะไรบางอย่างน้ำเสียงแหบแห้งจับใจความยาก
เขาขมวดคิ้วมองเสด็จอาว่าต้องการจะพูดอะไรกันแน่ อาการย่ำแย่ขนาดนี้ยังจะพูดอะไรอีก... และแล้วความพยายามของชิงอ๋องก็ไม่สูญเปล่าเพราะในที่สุดอี้เฟยก็ได้ยินชัดเจนและฟังเข้าใจ ใบหน้าของเขาพลันเรียบขรึมเดาความคิดและอารมณ์ไม่ได้
ความคิดจิตใจของอี้อ๋องยากแท้หยั่งถึงนัก...
“อ๋องน้อง...” อี้ชิงเอ่ยเรียกอี้เฟยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างคนป่วยหนักอาการย่ำแย่ แม้ว่าจะรู้สึกบาดเจ็บลำคอมากและน้ำเสียงแหบแห้งมากเพียงใดเขาก็ยังพยายามที่จะพูดกับอี้เฟยต่อ “อ๋องน้อง เสี่ยวเฟยเอ๋อร์เจ้าเชื่อฝ่าบาทหรือไม่”
“เจ้าเชื่อฝ่าบาทหรือไม่ว่าข้าจะ... ข้าจะลงมือกับเจ้า”
“อ๋องน้องมีเหตุจูงใจอะไรที่ข้าจะต้องลงมือกับเจ้าด้วย อี้เหวินกล่าวกับเจ้าให้ออกห่างจากข้าเช่นนั้นข้าทราบดี แต่ข้าอยากถามว่าที่จริงแล้วเขามีเจตนาใดกันแน่
แต่ทว่าสิ่งที่ข้าอยากจะกล่าวสักครั้งหนึ่งคือ ฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนมีความหวาดระแวง มีฮ่องเต้ในยุคสมัยใดบ้างที่ต้องการให้เหล่าอ๋อง พระประยูรญาติ หรือกระทั่งแม่ทัพผู้เก่งกาจ ตระกูลใหญ่มีความเป็นมาไม่ธรรมดามากอิทธิพลนั้นมีอำนาจและชื่อเสียงเกรียงไกรมากกว่าตนฮ่องเต้ที่เป็นผู้ปกครองใต้หล้า คนที่เจ้าควรระแวดระวัง... ควรเป็นฝ่าบาทฮ่องเต้มากกว่าข้าชิงอ๋องที่มิฝักใฝ่อำนาจใดในราชสำนัก”
.....
ค่ำคืนนี้เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่เงียบสงบอย่างแปลกๆ ทุกคนต่างคิดวกวนในเรื่องราวของตนเอง ดวงตาของพวกเขามืดครึ้มล้ำลึก... หากสำหรับเขาอี้อ๋องไม่เคยเชื่อใครทั้งนั้นนอกจากตัวเขาเอง!
---------------------------------------
Talk
โฮ้ พวกนายพี่น้องอี้ พวกนายมันคบไม่ได้ว่ะ!
ที่ตั้งชื่อตอนว่า [แผนร้ายของ...] ไม่เติมชื่อของใครเพราะว่าทุกคนดันมีแผนร้ายกันหมดอ่ะ ฉันกลัวพวกนี้จริงๆเลย
ตอนแรกไรท์อยากจะตั้งชื่อตนนี้ว่า [ลับ ลวง หลอกล] มาก เพราะคือจริงๆไม่รู้ว่าใครลับไม่รู้ว่าใครลวงไม่รู้ว่าใครหลอกใครกันแน่ หัวหมุนไปหมด สรุปว่า... พี่น้องราชวงศ์อี้ล้วนต่างก็คบไม่ได้ทั้งหมด!
พอพี่เหวินดันเปิดศึกข่มคนอื่นงี้เขาก็รู้กันหมดอ่ะ ทุกคนเลยลี้ภัยชั่วคราวก่อนเลยจ้า ต้องลุ้นตามต่อไป... งานนี้ก็ม้วนกัน 3 คนไปเจอกันที่สถานีฮาวายกันต่อเถอะ จะมีใครบ้างก็น่าจะรู้แล้ว หึหึ
(ปล.พักเรื่องเข้มข้นของสายเลือดอี้ เราพาท่านอ๋องไปหวีดต่างชาติอย่างสโลว์ไลฟ์ก่อนดีกว่า คึคึคึ ><)
ตอนนี้พบกับแผนร้ายๆและท่าทีของเหล่าพวกเขาสายเลือดราชวงศ์อี้แล้ว ตอนหน้ามาร่วมกันเป็นกำลังใจให้พวกเขาด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็นเช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)