สภาพของกู้เซียนเซียนตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว ร่างกายผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แก้มตอบลึกตาโหล เส้นผมขาดหลุดร่วงเป็นหย่อมๆ ผิวที่เคยขาวราวหิมะกลับเปลี่ยนเป็นผิวแห้งคล้ำแตกเป็นขุย ดวงตาแห้งผากสีเทาเข้มไร้ประกาย เรี่ยวแรงที่จะขยับตัวยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง กระทั่งจะตะแคงตัวหันไปตามเสียงที่ได้ยิน ยังต้องรอให้คนเข้ามาประคอง ตอนเช้าหากบ่าวสตรีในเรือน จัดท่านอนให้นางอยู่ในสภาพไหน นางก็จะต้องอยู่ในสภาพนั้นไปจนกว่าจะมีคนเข้ามาพลิกตัวให้ สภาพที่ดูไม่ได้ของนางในตอนนี้ ทำให้หนานข่ายหลี่เก็บกระจกและเครื่องสะท้อนทุกชิ้นในห้องนอนแห่งนี้ออกไปทิ้งทั้งหมดแม้ว่าตาของนางจะมองไม่เห็นก็ตาม
ในแต่ละวันกู้เซียนเซียนจะมีช่วงเวลานอนหลับยาวนานกว่าตื่นขึ้นมา หลายต่อหลายครั้งที่ตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญกับความเจ็บปวดทุรนทุรายจนอยากเรียกร้องหาทางปลอดปล่อย หากสามารถหลับตาลงได้และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยจะดีสักแค่ไหน ทุกครั้งที่นางปวดหัวจนแทบจะระเบิด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆราวกับจะแตกออก เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นจนหลังเปียกโชก แต่ร่างกายกลับไปสามารถดิ้นรนขยับได้ เพียงส่งเสียงร้องครางไม่เป็นคำออกมาแทน มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่คอยอยู่เคียงข้าง ค่อยๆป้อนยาให้นางทีละช้อนๆ ไปจนหมดถ้วย คอยกอดปลอบประโลมนางในทุกๆยามที่นางปวดทรมาน หลายครั้งที่นางอาเจียนรดใส่เขาทั้งตัว แต่คนผู้นี้กลับไปเคยรังเกียจถอยห่าง ทั้งๆที่นางรับรู้ได้ว่าทุกครั้งที่นางทรมานจนร่างบิดเกร็ง อ้อมกอดของเขาที่คอยโอบกอดนางก็สั่นเทาไม่ต่างกัน
ในวันที่อากาศดี หลายครั้งเขาจะห่อตัวนางไว้อย่างแน่นหนา อุ้มนางออกไปฟังเสียงคลื่น รับกลิ่นไอทะเล หยิบเปลือกหอยขนาดใหญ่มาให้นางฟังเสียงที่ดังสะท้อนอยู่ภายใน นางอาจเคยเห็นทะเลมาบ้างระหว่างเดินทางอพยพ แต่ไม่เคยได้มาสัมผัสหรือรู้สึกถึงความสวยงามของมันเหมือนเช่นที่อยู่ข้างๆพี่ชายหนาน แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นก็ตาม
ทุกๆวันชายหนุ่มจะคอยเล่าเรื่องราวต่างๆให้นางฟัง นางรับรู้ได้จากทุกการกระทำของเขาว่าไม่มีสักคำที่เขากล่าวความเท็จเพื่อเอาใจนาง เพียงแต่การเล่าเรื่องของเขาก็ทำให้นางผ่อนคลายได้มากจริงๆ
“ อาหญิงของเจ้า ตอนนี้เขาละเว้นจากทางโลกไปแล้ว ซ้ำยังปวารณาตัวไม่ลงจากเขาอีกชั่วชีวิต แต่นางจะบวชก็ไปบวชไป ทำไมต้องเอาเสี่ยวเหม่าไปบวชด้วยก็ไม่รู้ “ หนานข่ายหลี่เบ้ปากแล้วเอ่ยต่อ “ เอาเถอะ ไว้เจ้าหายดีแล้ว หากยังอยากได้แมวที่สวดภาวนาเป็นตัวนั้นอยู่ ข้าจะไปเอากลับมาให้ “
“ อ่อ พ่อลูกแซ่ลู่ พวกเขาสบายดี ส่วนบ่าวของเจ้าหลังจากที่หาเจ้าไม่เจอ นางก็กลับไปทำงานที่โรงเตี้ยมต่อแล้ว “ พูดมาถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ในมือพลันกำหมัดแน่น ‘ ทำราวกับไม่เคยมีเจ้าอยู่มาก่อน ‘ เขาเล่าคร่าวๆเพียงเท่านั้นและไม่ได้เอ่ยอะไรเกี่ยวกับคนทั้งสามต่ออีก มีหลายครั้งที่เขานิ่งเงียบไปเสียเฉยๆ เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะค่อยๆเฉไปเล่าเรื่องอื่นแทน
นางมีคำถามอีกมากมายที่อยากจะถามเขา เช่น เขาหานางเจอได้อย่างไร นางนอนมานานแค่ไหนแล้ว กลุ่มคนที่ทำร้ายพวกนางเป็นใคร ปากเล็กพยายามจะขยับเค้นคำพูดให้เอ่ยออกมา แต่เสียงที่ได้ยินกลับคล้ายเสียงเป็ดร้อง และยังทำให้บุรุษข้างตัวเข้าใจนางผิดคิดว่านางมีอาการปวดหัวตัวร้อนไปอีก เขาผลุนผลันเดินมาที่เตียงก่อนวางฝ่ามือใหญ่ที่หน้าผากของบางเบาๆ เมื่อเห็นว่าวันนี้นางไม่มีไข้ เขาจึงเปลี่ยนไปใช้มือลูบที่ศีรษะนางเบาๆ “ ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างเรียบร้อยดี เจ้านอนพักผ่อนเถอะ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเอง “
คำพูดเช่น ‘ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเอง ‘ นางได้ยินมาตลอด และเขาก็รักษาสัญญาอย่างที่เอ่ยไว้จริงๆ บ่อยครั้งที่นางสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา แม้ไม่รู้ว่าเป็น ยามใด แต่นางมักจะได้ยินเสียงกรนเบาๆที่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง บางครั้งยังได้กลิ่นหอมของไม้จันทร์บางเบาแผ่ออกมาจากร่างของเขาที่หน้าเตียงนาง กู้เซียนเซียนไม่อยากเห็นพี่ชายหนานต้องเสียสละเพื่อนางถึงเพียงนี้ เพราะไม่สามารถพูดออกมาได้ ทำได้เพียงขยับปลายนิ้วไล่เขาออกไปแทน
“ หืม เจ้าเรียกหาข้าหรือ “ กลายเป็นเขา ที่มักเข้าใจผิดทุกครั้งไป
ยามสายทุกสองสามวัน จะมีหมอมาตรวจอาการ หลายครั้งที่พวกเขามาตรวจขณะนางนอนหลับอยู่ และหลายครั้งที่นางแกล้งหลับ ลอบแอบฟังที่พวกเขาคุยกัน “ คุณชาย อาการของคุณหนูดีขึ้นมาก เพียงแต่ประสาทสัมผัสที่เสียหาย ยังคงต้องอาศัยเวลา “ นางได้ยินประโยคนี้แทบทุกครั้งก่อนที่หมอจะกลับไป กระทั่งตัวนางเองยังไม่เชื่อ นับประสาอะไรกับคนที่มองเห็นสภาพอยู่ไม่สู้ตายของนาง แต่เพราะไม่อยากเห็นเขาเสียใจไปกับร่างกายทรุดโทรมเสื่อมถอย นางจึงไม่พยายามสร้างปัญหาเพิ่มให้เขาอีก ตั้งอกตั้งใจบำรุงร่างกายในทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น
หนานข่ายลี่ยังคงพูดอะไรต่อกับหมออีกสี่ห้าประโยค ก่อนจะบอกให้คนสนิทส่งแขก
กู้เซียนเซียนแกล้งนอนหลับตานิ่งเหมือนเช่นทุกวัน ก่อนจะถูกนิ้วมือเรียวดีดใส่ที่หน้าผากเบา
“ หมอบอกว่าเดี๋ยวเจ้าก็หาย แค่รอ เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ “ เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ที่เบานัก หลังนั่งลงบริเวณที่ว่างข้างเตียงของนาง
นางทำได้แต่พยายามยกยิ้มที่มุมปากส่งกลับไปให้เขา ก่อนได้ยินเสีียงเอ่ยขึ้นมาอีกว่า “ น่าเกลียดมาก “ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นของเขา ทำให้มุมปากของนางยกโค้งขึ้นมาก่อนเปล่งเสียงแหบอึกๆอักๆอยู่ในลำคอ
ปัญหาสำคัญเร่งด่วนในสถานการตอนนี้ของกู้เซียนเซียน คือเรื่องปวดหนักปวดเบา
เพราะร่างกายไม่สามารถขยับได้เองดั่งใจ กระทั่งแสงมีหน้ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง นางก็ไม่อาจสัมผัสได้ ดังนั้นเรื่องที่จะให้นางลุกขึ้นไปนั่งขับถ่ายเองนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่หนานข่ายหลี่กลับเข้าใจปัญหาใหญ่ของนาง เขาสอนนางให้ทำมือแทนสัญลักษณ์ ขอเวลาส่วนตัว แค่กำมือสองข้างพร้อมกัน เขาก็จะรู้ทันทีก่อนจะตะโกนเรียกบ่าวสตรีมาดูแลนางแทน
โชคดีที่ตาของนางมองไม่เห็น หูและจมูกก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง ทำให้นางอดทนผ่านช่วงเวลาที่น่ากระอักกระอ่วมเช่นนี้ไปได้ทุกๆวัน แต่ก็น่าแปลก คนที่รู้ว่านางอยากดื่มน้ำ ปวดเบา อยากตะแคงตัว มักจะเป็นเขาเสมอ หรือเป็นเพราะตอนที่นางไม่รู้สึกตัว นางเผลอไปทำท่าประหลาดอะไรให้เห็นจนกลายเป็นเรื่องคุ้นเคยกันแน่ และหากตามองเห็นแล้ว นางจะแกล้งลืมเรื่องเหล่านี้ไปได้ยังไง
กู้เซียนเซียนถูกจับนอนห่มผ้าผสานมือไว้บนหน้าท้องคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะพล่อยหลับไปภายในเวลาอันรวดเร็ว
“ นางหลับไปแล้ว ? “ เหล่าจางเดินเข้าไปดูนางไกล้ ๆ ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของหนานข่ายหลี่ ก่อนที่เขาจะเดินไปผลักเหล่าจางออกไป และลากม่านไม้ไผ่ขนาดใหญ่ออกมาบังสายตาระหว่างพวกเขากับเตียงนอน
หลังปัดมือที่ไม่เปื้อนฝุ่นไปมาสองสามที เขาถึงได้เอ่ยตอบกลับ “ อื้ม เพิ่งหลับไป เจ้ามีธุระอะไรก็รีบว่ามา “
เหล่าจางมองไปทางที่ชายหนุ่มยืนอยู่ ก่อนเดินเข้าไปยื่นจดหมายปิดผนึกฉบับหนึ่งออกไปให้เขาตรงหน้า
หนานข่ายหลี่ไม่ได้ยื่นมือไปรับจดหมาย แต่เดินอ้อมไปนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องแทน “ เจ้าอ่านมาเถอะ “ เขาเอ่ยต่อกับคนสนิท มือพลันรินน้ำชาให้กับตนเองและเหล่าจางคนละถ้วย ก่อนจะเห็นบุรุษในชุดสีดำทั้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม
นิ้วเรียวของเหล่าจาง กรีดซองจดหมายออกอย่างชำนาญ เขาคลี่จดหมายที่มีร่องรอยน้ำหมึกอยู่เพียงไม่กี่แถวออกมา ก่อนไล่สายตาอ่านอย่างรวดเร็ว “ ว่าที่คู่หมั้นของท่านกำลังจะมาหาท่านแล้ว นายท่านอยากให้ท่านกลับไปต้อนรับนาง “ เหล่าจางเอ่ยสรุปเสียงเรียบ
หนานข่ายหลี่รีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “ นางจะมาก็ปล่อยให้นางมาเถอะ “ ก่อนจะรีบคว้าเอาจดหมายฉบันที่อยู่ในมือของเหล่าจางมาฉีกทิ้งต่อหน้าเขา “ หากท่านพ่อถาม บอกเขาว่าข้าไม่ได้รับจดหมายฉบับนี้ของเขาก็แล้วกัน “
“ แต่พ่อบ้านนำมันมาส่งให้ข้าถึงมือ “ เหล่าจางเอ่ยแย้งเสียงเรียบ เขารู้จักนิสัยพ่อลูกคู่นี้ดี คนพ่อเองจะไม่รู้จักนิสัยของบุตรชายเชียวหรือ หนายข่ายหลี่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเท้าคาง ก่อนเปลี่ยนไปนวดขมับ นั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่สักพัก “ เช่นนั้นใช้วิธีเดิม บอกว่านักพรตไม่ให้ข้าเดินทางไปไหนช่วงนี้ ข้าต้องเก็บตัวสวดมนต์อยู่แต่ในเรือน “
เหล่าจางพลันพ่นลมหายใจออกมา เขาก็นึกว่านายน้อยของตนจะมีแผนการอะไรที่พัฒนามากขึ้นกว่าแต่ก่อน เห็นนิ่งเงียบไปเกือบครึ่งเค่อ สุดท้ายก็ยังวนเวียนอยู่กับลูกไม้เดิมๆ นี่เขาคิดจริงๆหรือว่านายท่านจะยังเชื่อถืออยู่
ตอนที่เหล่าจางลุกขึ้น คิดจะเดินกลับออกไป ปากก็ยังไม่วายเอ่ยไล่หลังต่ออีกประโยค “ รอบนี้เกรงว่านางจะบุกมาหาท่านถึงที่นี่เสียมากกว่า อย่าลืมว่าที่นี่ ห่างจากจวนแค่ควบม้าหนึ่งวันเท่านั้น “ ทันทีที่พูดจบ เขาเห็นหนานข่ายหลี่ตบโต๊ะ ลุกขึ้นเดินวนมาวนไปอยู่ในห้อง สองคิ้วหนาขมวดมุ่น คล้ายกำลังขบคิดหาวิธีการหลบลี้จากสตรีผู้นั้น
หนานข่ายหลี่กำลังคิดอยู่จริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่วิธีการหลบหนี แต่เป็นการจับตัวปัญหาไปปล่อยป่า หรือโยนนางลงบ่อจรเข้แทน นอกจากวิธีเหล่านี้ เขายังคิดไม่ออกว่าทำอย่างไรถึงจะได้อยู่ให้ห่างจากนาง และไม่ถูกบิดาลากตัวกลับสักหลายๆเดือน
“ เฮ้อ… “ ชายหนุ่มหน้าขาวระบายลมหายใจออกมา ร่างกายค่อยๆเลื้อยลงไปฟุบหมอบอยู่บนโต๊ะ
“ เหล่าจางงงงง ข้าเหนื่อยแล้ว ฝากเจ้าเป็นธุระเรื่องนี้ก็แล้วกัน ข้าไม่ถนัดเรื่องหลอกลวงใคร “ เขาพูดพร้อมกับส่งสายตาปรือเจียนจะหลับไปให้กับคนสนิท ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงกรนออกมาเบาๆ
เหล่าจางที่ยืนอยู่ข้างๆเดินไปหยิบผ้าห่มหนาสีขาวที่พับไว้บนตั่งที่หนานข่ายหลี่ใช้นอนห่มอยู่ทุกคืน มาคลี่คลุมร่างให้กับเขา ก่อนเพ่งไปที่ใบหน้าซึ่งซูบผอมลงไปมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้จะพยายามกลบเกลื่อนความอ่อนหล้าด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา แต่สีหน้าอิดโรยและขอบตาสีคล้ำนั่นก็ไม่อาจปิดบังไว้ได้ ที่เด็กหนุ่มทำไปทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความรู้สึกผิดต่อแม่นางตัวเล็กที่นอนป่วยอยู่บนเตียงเพียงแค่นั้นหรือ