เมืองฉงซิ่ง
กงโม่เหอจำต้องผูกม้าของตนซุกซ่อนเอาไว้ในที่ลับตาก่อนที่จะเดินเท้าต่อเข้าไปในเมืองฉงซิ่ง
เป็ไปตามที่ชายหนุ่มคาดเดาเอาไว้ ภายในเมืองมีทหารกระจายกำลังตรวจค้นดูผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเพื่อติดตามข่าวขององค์หญิงสิบสาม แต่พวกเขากลับให้ความสนใจไปยังสตรีมากกว่าบุรุษ กงโม่เหอในชุดเสื้อผ้าเก่าของนายพรานจึงกลมกลืนไปกับชาวบ้านทั่วไปได้อย่างแเี
เมื่อเห็นว่าการปรากฏตัวของตนเองอาจสร้างปัญหาให้ตนเองในภายหน้า ชายหนุ่มจึงตัดสินใจจ้างเกวียนลาเพื่อบรรทุกเสบียงอาหารและข้าวของจำนวนมากกลับไปที่กระท่อมเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าเมืองมาบ่อยๆ
เขากลับมาถึงกระท่อมในยามโหย่ว (17.00-18.59) พอเห็นว่ารอบนอกกระท่อมได้รับการทำความสะอาดไปหลายส่วน จางเจียวจิ้นกำลังตัดหญ้าและเผากองขยะที่ทับถมอยู่นอกเรือน ชายหนุ่มก็ต้องหน้าแดงด้วยความอับอายไปอีกครั้งกับสภาพที่อยู่อาศัยของตนเอง
“ท่านยาย น้องชายจาง ข้ามีขนมมาฝากพวกท่านด้วย”
“สำหรับเราสองคนหรือขอรับ?” จางเจียวจิ้นเดินตาแดงก่ำเข้ามาหากงโม่เหอด้วยความตื่นเต้น เพราะนอกจากท่านยายจางที่เลี้ยงดูตนมาั้แ่อายุแปดปี ก็ไม่เคยมีผู้ใดหยิบยื่นน้ำใจให้เขามาก่อนแม้ว่าจะเป็เพียงขนมกล่องเล็กๆ ก็ตาม
“ขอบใจนะน้องชายที่ช่วยทำความสะอาดเรือนให้ข้า”
“ไม่เป็ไรขอรับ ข้าก็อยากขอโทษท่านด้วย ที่คราวแรกทำตัวเสียมารยาทไปสักหน่อย เ้าของกระท่อมคนเก่าไม่เป็มิตรกับเราสองคนยายหลานเท่าใดนัก ข้าเลยคิดว่าท่านจะเหมือนเขา”
จางเจียวจิ้นรับขนมมาจากมือของกงโม่เหอ แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าพี่ชายร่างใหญ่เดินไปรื้อของบางอย่างจากเกวียนรับจ้างแล้วยื่นส่งให้ตนอีกห่อใหญ่
“นี่เป็เสบียงอาหารไม่กี่อย่าง ในนี้ยังมีผ้าห่มอีกสองผืนสำหรับเ้ากับท่านยายด้วย รับไปด้วยเถิดคิดเสียว่าเป็น้ำใจจากข้า”
“พี่ชาย! นี่มันมากเกินไปแล้วขอรับ” ชายหนุ่มร่างผอมถอยหลังกลับ รีบหันไปมองท่านยายของตนเพื่อขอความช่วยเหลือ
“รับเอาไว้เถิด ภรรยาของข้ายังป่วยอยู่บางทีข้าอาจต้องพึ่งพาท่านยายของเ้าต่ออีกสักหลายวันเพื่อมาดูแลนาง แล้วข้าจะเอาเปรียบเ้าสองคนยายหลานได้อย่างไรกันเล่า”
เห็นท่านยายพยักหน้ายินยอม จางเจียวจิ้นก็แสบจมูกน้ำตารื้นขึ้นมาทันที สายตาหวาดกลัวที่มองนายพรานหน้าโหดผู้นี้แปรเปลี่ยนเป็ความนับถือซาบซึ้งกับน้ำใจที่อีกฝ่ายมอบให้
“จากนี้ต่อไปหากท่าน้าสิ่งใดขอเพียงบอกข้า ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนน้ำใจของท่าน”
คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่แววตาอ่อนโยนของกงโม่เหอกลับแปรเปลี่ยนเป็เ็าขึ้นมาพลัน
คำพูดประโยคนี้เขาเองก็เคยกล่าวกับเฉินจู่เหวินมาก่อนเช่นกัน ยามนั้นมารดาของตนล้มป่วยและจากไป ส่วนบิดาก็กรำศึกอยู่ในสนามรบ ตนเป็บุรุษมิอาจร่ำไห้ต่อหน้าพี่สาวจึงได้แต่ข่มกลั้นความเ็ปเดียวดายไว้เพียงลำพังและเป็เฉินจู่เหวินที่เข้ามาปลอบโยนทำให้ตนผ่าน่เวลาเลวร้ายไปได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากตั้งสติได้เขาก็มองเฉินจู่เหวินเป็แบบอย่างและตั้งใจจะทำตามความปรารถนาทุกประการของอีกฝ่ายเป็การตอบแทนเช่นกัน
“เ้าอย่าได้ไว้วางใจผู้ใดให้มากเกินไป คำพูดเมื่อครู่ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยได้ยิน ข้าไม่้า!!”
สุ้มเสียงไม่กราดเกรี้ยวทว่าแฝงความขุ่นมัวอยู่ในทีทำให้จางเจียวจิ้นแทบจะะโหนีออกมาไม่ทัน แม้แต่รอยแผลเป็บนใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายที่ตนเห็นว่ามันเป็เพียงแผลเป็ธรรมดาอยู่เมื่อครู่ เวลานี้ก็คล้ายว่ามันกำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน้าจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว!!
ท่านยายจางเห็นท่าทีที่แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของนายพรานผู้มาใหม่นางก็ใจสั่นอยู่ไม่น้อย แต่ประสบการณ์ชีวิตของนางสอนตัวเองเอาไว้ว่า บางทีหลานชายอาจจะพูดอะไรที่สะกิดใจของอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว นางจึงรีบเปลี่ยนเื่พูดคุย
“เจียวจิ้น เ้าไปช่วยขนของลงจากเกวียนก่อนจะดีกว่า เกวียนรับจ้างพวกนี้ยังต้องเดินทางกลับเข้าเมืองอีกประเดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน”
คำพูดของหญิงชราเรียกสติของชายหนุ่มให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว เขาปรายตามองจางเจียวจิ้นที่เดินตัวลีบเข้าไปหาเ้าของเกวียนด้วยความสงสาร แต่ไม่คิดจะแก้ไขคำพูดของตน ได้แต่สัญญาในใจว่าจะไม่ทำร้ายจิตใจชายหนุ่มอ่อนแอใสซื่อผู้นี้เป็อันขาด
……….
จ้าวเฉียงอี้ล้มป่วยอยู่บนเตียงอยู่อีกสองวัน ระหว่างนี้นางจางก็วนเวียนมาช่วยดูแลหญิงสาวไม่ได้ขาด ยังดีที่หญิงสาวพอจะมีสติขึ้นมาได้ในบางครั้ง หญิงชราจึงได้ช่วยป้อนข้าวป้อนยาจนร่างกายนางฟื้นฟูขึ้นมาได้ในที่สุด
“ท่านยายคือคนที่ข้าพบที่ลำธารนั่นเอง ข้าขออภัยด้วยนะเ้าคะที่ข้าจำท่านไม่ได้”
“จะจำได้อย่างไรกัน ในเมื่อเราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เ้าก็พูดอะไรแปลกๆ" หญิงชราขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย
“เป็เช่นนั้นเอง…ข้าสูญเสียความทรงจำไปน่ะเ้าค่ะ วันแรกที่เริ่มจะพยายามเข้าใจเื่ราวของตัวเองอีกครั้ง ก็คือวันที่ข้าพบท่านยายที่ริมน้ำนั่นล่ะเ้าค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบา
“เ้าบอกว่าจำไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับเ้าเช่นนั้นหรือ?”
“สามีบอกว่าข้าลื่นล้มที่ริมน้ำแล้วหมดสติไป ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งข้าก็จำสิ่งใดไม่ได้แล้วเ้าค่ะ หากเขาไม่เรียกข้าว่าเฉียงอี้ข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองชื่ออะไร”
หญิงชราอดคิดไม่ได้ว่ากงโม่เหออาจจะทำร้ายภรรยาของตนเองจนสติเลอะเลือน นายพรานแซ่กงอารมณ์แปรปรวนประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย ไม่แน่ว่าจ้าวเฉียงอี้อาจพูดจากอะไรผิดหูอีกฝ่ายเข้าให้จึงได้เกิดเื่
ลื่นล้มริมแม่น้ำจนความจำเสื่อม? เหลือเชื่อเกินไปหรือไม่? อีกอย่างบริเวณลำตัวของจ้าวเฉียงอี้ก็มีร่องรอยเขียวช้ำไม่น้อย ไหนเลยคนลื่นล้มจะมีรอยฟกช้ำเช่นนั้น
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางสุภาพอ่อนโยนตรงกันข้ามกับหน้าตาที่ดูเหี้ยมโหดของเขา นางก็จำต้องหุบปากเก็บความคิดที่ไม่ดีต่อกงโม่เหอกลับคืนไป
“เ้าจะลองลุกเดินดูสักหน่อยหรือไม่ หากเ้าช่วยตัวเองไหวข้าจะได้รีบกลับไปช่วยหลานชายข้าทำงาน”
“ไหวเ้าค่ะ ท่านยาย..สามีข้าเล่าเ้าคะ เวลานี้เขาอยู่ที่ใด” หญิงสาวชำเลืองมองไปทางหน้าประตู
“เขาออกไปล่าสัตว์น่ะ อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา”
หลังจากสอบถามจ้าวเฉียงอี้จนมั่นใจดีแล้ว หญิงชราจึงจากไปโดยที่ไม่ลืมตั้งข้าวต้มร้อนๆ ทิ้งไว้หนึ่งหม้อ และยังชี้ไปยังเสบียงอาหารที่กงโม่เหอซื้อกลับมาเมื่อวันก่อนให้หญิงสาวรับรู้
พอท้องอิ่มเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว สติของหญิงสาวก็เริ่มรับรู้ได้ทั้งภาพและกลิ่นของเรือนพักตนเอง แม้ว่านางจางจะพยายามช่วยเก็บกวาดไปแล้วหลายส่วน แต่ด้วยเรี่ยวแรงของหญิงชราจึงยังมีอีกหลายจุดที่ยังต้องจัดการทำความสะอาด
นางเหลือบตามองสภาพภายในกระท่อมดินเก่าทรุดโทรมด้วยความละอายใจ “สมควรแล้วที่ท่านพี่รังเกียจข้า เรือนพักสกปรก ข้าวของไม่เป็ระเบียบ ข้าเป็ภรรยาที่ไม่ได้ความจริงๆ”
หญิงสาวมองหาผ้าขี้ริ้วเพื่อเตรียมตัวไปเช็ดถูทำความสะอาด พอเดินออกมาที่โอ่งน้ำหลังกระท่อมกลับพบว่าเวลานี้มีโอ่งดินเผาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกสามใบและพวกมันยังมีน้ำอยู่เต็ม แต่ยังไม่ทันจะได้เอาผ้าชุบน้ำ เสียงม้าก็วิ่งเข้ามาจากทางด้านหน้าเรือน
ไม่ต้องเดานางก็รู้ได้ทันทีว่าสามีของนางกลับมาแล้ว!
“ทำอย่างไรดี ข้าป่วยอยู่ตลอดเวลาเขาต้องตำหนิข้าแน่ๆ” หญิงสาวตื่นเต้นจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา นางรีบเดินไปซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งนอกกระท่อมเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวของสามี
กงโม่เหอก็กลับมาถึงเรือนพร้อมกับไก่ป่าสองตัว พอมาถึงเขาก็เดินไปที่ด้านหลังกระท่อมเพื่อจัดการชำแหละเนื้อไก่เตรียมมาย่างกินตามความเคยชิน
ััอันเฉียบคมของอดีตแม่ทัพ รู้สึกได้ถึงสายตาที่มองตนอยู่ทางด้านหลัง ร่างสูงขยับตัวหันกลับไปมองต้นเหตุของความรู้สึกนั้น
“อ๊ะ!!” ร่างเล็กใ เผลอก้าวถอยหลังจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ไม่คิดว่ากงโม่เหอจะมองเห็นตนได้รวดเร็วเช่นนี้
“เ้ากำลังทำอะไร? กลัวข้าเช่นนั้นหรือ!!” ใบหน้าคมเข้มเปลี่ยนสีเป็คล้ำเขียว น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นะเืจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง
คราวแรกยังคิดจะทำดีกับนางสักหน่อย แต่..ใบหน้าราวกับเห็นผีของจ้าวเฉียงอี้เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน!!
ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบรอยแผลบนใบหน้าซีกซ้ายอย่างลืมตัว ก่อนจะพ่นลมหายใจแรงอย่างขัดใจแล้วหันกลับไปจัดการกับไก่ป่าที่ล่ามาได้ต่อ