มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 70 บุปผาพิษม่วง

    บทที่70 บุปผาพิษม่วง

             

            ฮุ่ยจวินในชุดคลุมที่เก่าโทรมไปปรากฏอยู่ที่เบื้องหลังของบุรุษชราผู้ฝึกญาณร่างผอมแห้งชั่วพริบตามือที่ถือลูกธนูซึ่งหักครึ่งจ่อเกร็งที่ลำคอของบุรุษชรานิ่งไม่ไหวติง พอได้ชิดใกล้แลมองเห็นบุรุษชราอย่างชัดตาฮุ่ยจวินก็รับทราบได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คงจะอยู่อย่างยากลำบากยิ่ง ร่างกายถึงได้ดูขาดสารอาหารจนซูบผอมตอบลึกเช่นนี้มิรู้ว่าที่ผ่านมาพวกมันต้องฝืนกล้ำกลืนแลทุกข์ทนถึงเพียงไหน มิน่านัยน์ตาจึงได้แฝงด้วยแววความแค้นที่หยั่งลึกถึงจิตใจเพียงนั้น

             

            “สั่งให้คนของท่านหยุดมือ"

             

            บุรุษชราผอมแห้งกลับตวาดลั่นอย่างไม่กลัวตาย

            “จะฆ่าก็ฆ่าอย่ามัวพิรี้พิไรข้าไม่มีทางหยุดมือ อย่างไรวันนี้คนของเจ็ดพรรคใหญ่ รวมถึงเหล่าผู้กล้าที่ให้ความร่วมมือกับพวกมันต้องตาย!”

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวเสียงดัง

            “ทำเช่นนี้แล้วพวกท่านจะหายแค้นหรือทำเช่นแล้วพวกท่านจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือ และนี่คือการแก้แค้นที่แท้จริงหรือ!”

             

            “ขอเพียงพวกมันตายอย่างน้อยก็ได้ปลอบประโลมต่อเหล่าพี่น้องที่ถูกพวกมันทรยศหักหลัง!”

             

            ฮุ่ยจวินสูดลมหายใจเข้าลึก

            “พวกท่านถูกทรยศแล้วไม่คิดว่าพวกเราเองก็ถูกหลอกหรอกหรือท่านไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของเหล่าประมุขทั้งเจ็ดที่สมควรจะอยู่บนเรือ ท่านไม่คิดว่ามันแปลกหรืออย่างไร”

             

            บุรุษชราเงียบไปฮุ่ยจวินก็กล่าวต่อ

            “ความแค้นใดระหว่างพวกท่านข้าไม่รู้แต่พวกข้าที่ถูกล่อลวงให้ขึ้นเรือเพื่อมาล่อหลอกพวกท่านอีกที เป็นเช่นนี้แล้วท่านยังจะยอมให้เป็นไปตามแผนของพวกมันหรือจะยอมแลกชีวิตเช่นนี้เพราะแผนของศัตรูท่านจริงๆ"

             

            บุรุษชรามองเหล่าผู้กล้าไร้สังกัดที่กำลังต่อสู้กับคนของตนอย่างดุเดือด

            “ถึงมิใช่แผนแต่พวกข้าในสายตาของคนเหล่านี้ก็เป็นมารที่ต้องถูกเข่นฆ่าอยู่แล้ว เสมอมาพวกมันก็ไล่ล่าสังหารพวกเราไปมิน้อยเมื่อมีโอกาสเอาคืนก็จำเป็นจักต้องเอาคืน ส่วนประมุขของเจ็ดพรรคใหญ่ วันนี้พวกมันมีแผนหลุดรอดได้วันหน้าพวกข้าต้องหาทางใหม่จัดการพวกมันแน่"

             

            ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ

            “ท่านเป็นมารในสายตาของผู้อื่นหรือท่านก็จะต้องเป็นมารจริงๆ?"

             

            ประโยคที่แฝงความหมายอันลึกล้ำนี้ของฮุ่ยจวินส่งให้แววตาของบุรุษชราปรากฏแววความครุ่นคิดมันจ้องมองบุรุษหนุ่มด้วยความลึกล้ำ ยิ่งได้มองก็ยิ่งคล้ายได้เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งซ้อนทับอยู่

            “เจ้ามีนามว่าอะไร"

             

            ฮุ่ยจวินตอบโดยพลัน

            “แพทย์ไร้นาม"

             

            บุรุษชราผงกศีรษะ

            “แพทย์ไร้นามวันนี้ข้าจะยอมละเว้นให้เจ้าหนหนึ่ง"

             

            กล่าวจบบุรุษชรามันก็หันไปตะเบ็งเสียงในทันที

            “ทุกคนหยุดมือวันนี้นับว่าได้คืนความเป็นธรรมแก่พี่น้องมากพอแล้ว เอาเพียงของกินบนเรือไปก็พอ"

             

            กล่าวจบบุรุษชราก็หันมามองฮุ่ยจวิน

            “อาหารบนเรือหวังว่าจะให้พวกข้านำไปจุนเจือชีพได้”

             

            เห็นหัวหน้าของเหล่าผู้ฝึกญาณยอมฟังเหตุผลฮุ่ยจวินก็บังเกิดความยินดี ทรัพย์สินหรืออาหารบนเรือยังจะสำคัญกว่าชีวิตคนได้อย่างไรหากรอดไปได้เดินเรือกลับเข้าฝั่งก็สามารถหาของกินใหม่ได้แล้ว แต่สำหรับผู้ฝึกญาณที่ดูอดอยากและมีชีวิตหลบซ่อนอย่างแร้งแค้นเช่นนี้อาหารคงจะสำคัญกับพวกมันเป็นอย่างมาก เพราะชีวิตที่ถูกบีบคั้นไล่ล่าจนไร้หนทาง นับเป็นความสิ้นหวังที่ทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง

             

            เหล่าผู้ฝึกญาณล้วนหยุดมือแล้วทว่าเหล่าผู้กล้ากลับเลือดขึ้นหน้า พอเห็นมารนอกรีตตรงหน้าชะงักงัน พวกมันก็ฟันอาวุธในมือหวังสังหารผู้ฝึกญาณต่อเนื่องทันที

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้วพร้อมถ่ายทอดกระแสเสียงจนดังก้อง

            “หยุดมือ!”

             

            แต่เสียงของมันยังคงช้ากว่าดาบเล่มหนึ่งที่ฟาดฟันลงและดาบเล่มนั้นได้ฟันเข้าใส่แผ่นอกของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งอย่างเต็มแรง!

             

            บุรุษชราผู้นำกลุ่มผู้ฝึกญาณเบิกตาโพลง

            “ลูกพ่อ!”

            ก่อนมันจะเกร็งร่างชุดคลุมตัวเก่าที่มันสวมใส่ก็พลันเบ่งพอง เนื่องจากร่างที่ผอมแห้ง การเบ่งพองของชุดจึงดูราวกับตุ่มน้ำ

            “ข้ายอมถอยแล้วเป็นพวกเจ้าที่ไม่รามือ!”

            จากนั้นพลังญาณที่ถูกผนึกไว้เนิ่นนานก็พลันระเบิดออกรอบกายของบุรุษชรากระแทกร่างของฮุ่ยจวินจนถลาถอยกรูดคืนกลับหลัง

             

            เหตุการณ์บานปลายมิอาจหยุดยั้งต่างฝ่ายต่างเข้าเข่นฆ่าด้วยเหตุผลแห่งความแค้นอีกระลอก ผู้ฝึกญาณจำนวนมิน้อยที่ถูกเหล่าผู้กล้าไร้สังกัดฟาดฟันอาวุธเข่นฆ่าทีเผลอก็ถืออาวุธพร้อมเร่งเร้าพลังโถมไปส่วนฝั่งของเหล่าผู้กล้าเองก็ลงมืออย่างคลุ้มคลั่งด้วยความเกลียดชังในตัวตนของผู้ฝึกญาณประกอบกับพวกมันคับแค้นใจที่เห็นผู้ที่ร่วมเรือลำเดียวกันต้องตกตายเพราะพวกนอกรีต จึงยิ่งลงมืออย่างไม่คิดชีวิต

             

            เหตุผลใดก็มิอาจหยุดเรื่องราวลำพังฮุ่ยจวินมันสามารถสู้เอาชีวิตรอดได้ แต่จะให้สยบผู้คนทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเพื่อให้เรื่องราวยุติลงเห็นทีจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ชายหนุ่มมิละความพยายาม เมื่อได้ช่วยครั้งหนึ่งก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด มันจึงคิดที่จะหยุดผู้นำของแต่ละฝ่ายทว่ากำลังจะได้เคลื่อนไหวต่อ พลังธรรมชาติที่แกร่งกร้าวสายหนึ่งที่ไม่ด้อยไปกว่าของบุรุษชราหัวหน้ากลุ่มผู้ฝึกญาณก็โถมมาลมหอบหนึ่งที่ลึกล้ำมากกว่าสายลมธรรมชาติพริ้วผ่าน กลิ่นบุปผาที่มิรู้พัดลอยมาจากที่ใดก็โชยมาบุรุษชราผู้ฝึกญาณจึงเบิกตาแลตะโกนส่งเสียงเตือนพวกพ้องของตนโดยพลัน

             

            “บุปผาพิษม่วง!...หยุดเชื่อมต่อพลังธรรมชาติรอบกาย!”

             

            คำกล่าวนี้ของบุรุษชรามีเพียงเหล่าผู้ฝึกญาณที่รับทราบการเชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติย่อมหมายถึงการผสานพลังธรรมชาติจากภายนอกเข้ากับพลังญาณในกายซึ่งผู้ฝึกญาณจะกระทำเช่นนี้อยู่เสมอเพื่อให้พลังธรรมชาติภายนอกประสานส่งเสริมจนก่อเกิดการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนในมหาวิถีพลังญาณเชื่อมต่อคือดึงดูด หยุดเชื่อมต่อก็คือตัดขาด ผู้ฝึกญาณทุกผู้จึงอยู่ในลักษณะนิ่งเกร็งแม้แต่หายใจเข้าออกพวกมันก็มิอาจกระทำ

             

            ที่ต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะบุปผาพิษม่วงอันร้ายกาจที่สามารถแทรกแซงไปตามพลังธรรมชาติได้ปรากฏ!

             

            ส่วนเหล่าผู้กล้าซึ่งมิได้ฝึกญาณผิวหนังหรือร่างกายของพวกมันมิได้ตอบสนองต่อพลังธรรมชาติ ทว่ามนุษย์ทุกผู้ต้องหายใจเข้าออกต้องอาศัยอากาศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพลังธรรมชาติในการดำรงชีวิต เช่นนั้นพิษม่วงจึงสามารถเข้าสู่ร่างผ่านทางลมหายใจของพวกมันได้!

             

            เหล่าผู้กล้าที่กำลังจะเงื้ออาวุธฟาดฟันเข้าใส่เหล่าผู้ฝึกญาณที่ชะงักอีกรอบอาวุธในมือของพวกมันเป็นต้องร่วงหล่น ลำคอแห้งผากก่อนจะเกิดอาการแสบร้อนคล้ายมีไฟผลาญแลเหมือนจะมีบางสิ่งทะลุออกมาอากาศที่หายใจก็ติดขัดขาดห้วง มิทันได้กระทำสิ่งใดร่างก็แข็งค้างตาเหลือกถลนสิ้นใจล้มตายทีละคนสองคนแล้ว!

             

            ฮุ่ยจวินก็ยังมิเคยประสบกับพิษที่ร้ายกาจเช่นนี้มาก่อนพิษที่มิได้ก่อตัวให้เห็น แต่เป็นพิษที่แทรกแซงกับพลังธรรมชาติ หากมิใช่ยอดฝีมือระดับสูงที่ตัดลมหายใจจนอยู่ในห้วงเต่าจำศีลก็คงยากที่จะรับมือกับพลังรูปแบบนี้ มันเองก็ยากแล้วที่จะช่วยเหลือเหล่าผู้กล้า เพราะลำพังมันเองก็ยังไม่รู้วิธีจะรับมือกับพลังพิษรูปแบบนี้แม้นกลั้นหายใจ แต่หากพลังพิษที่กำจายมาสัมผัสถูกบาดแผลก็สร้างความเจ็บปวดรุนแรงจนอาจพลาดพลั้งอยู่ดี

             

            ช่วงที่ชายหนุ่มกำลังถูกพลังพิษอันพิสดารรุกไล่จนจวนตัวฝ่ามืออันเหี่ยวย่นหยาบกร้านฝ่ามือหนึ่งก็ประทับที่หน้าผากของมัน ฝ่ามือนี้มิใช่หวังทำร้ายชายหนุ่มแต่เพียงฝ่ามือนี้ปรากฏก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าพลังธรรมชาติรอบกายของมันได้หายไป แม้แต่อากาศให้หายใจยังไม่มีแต่นี่ก็สามารถช่วยให้มันหลุดพ้นจากพลังพิษได้อย่างหมดจด

             

            ฮุ่ยจวินมองเจ้าของฝ่ามือเห็นเป็นบุรุษชราผู้นำกลุ่มเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายก็รู้สึกแปลกใจ

            “เหตุใดต้องช่วยข้า"

             

            บุรุษชรากล่าวตอบ

            “ข้าช่วยตามสัญชาตญาณ"

            แล้วมันก็กระอักโลหิตคำหนึ่งเนื่องเพราะถูกพิษในเสี้ยววินาทีที่เจียดพลังมาช่วยฮุ่ยจวิน

            “สัญชาตญาณบอกข้าว่าเจ้าไม่เหมือนคนอื่น"

             

            ฮุ่ยจวินทราบว่าบุรุษชราได้ถูกพิษเพราะช่วยเหลือตนทำให้มันรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง การเป็นมารหรือไม่นั้น หาได้ขึ้นอยู่กับความคิดอันแปลกแยกหรือวิถีอันแตกต่างแต่อย่างใดทั้งหมดล้วนอยู่ที่ใจทั้งสิ้น

             

            ตัวอยู่แสงสว่างแต่ใจอยู่ในความมืดนั่นก็เป็นมารได้กลับกัน ตัวอยู่ความมืด ใจอยู่แสงสว่าง นั่นจะนับเป็นมารได้อย่างไร

             

            โลกใบนี้ตัดสินว่าใครเป็นมารเพียงเพราะพลังอำนาจแลฝักฝ่ายเท่านั้นตัวอย่างเจ็ดพรรคใหญ่เป็นคำอธิบายที่ดีนักแล

             

            เมื่อเหล่าผู้กล้ามิอาจต้านทานพลังพิษที่กำจายเพราะความเจ็บปวดแลเหนื่อยล้าเป็นทุนเดิมทำให้พวกมันได้ตกตายเพราะพิษรวดเร็วขึ้น ที่เหลือคงมีแต่เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ไหวตัวได้ทันแต่บาดแผลบนร่างที่มีก็ตอบสนองต่อพิษได้ดีเช่นเดียวกัน บาดแผลถูกกระตุ้นด้วยพิษสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสบางคนทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็ตกตายอย่างทรมาน

             

            บุรุษชราผู้นำกลุ่มยกมือกุมหน้าอกมันมองบุตรชายที่พยายามฝืนทนต่อพิษที่แทรกบนบาดแผลอย่างทรมาน ก่อนมันจะมองไปที่ม่านหมอกที่หนาแน่นทางทิศเหนือแล้วคำรามเสียงก้อง

             

            “เหตุใดจึงไม่โผล่หัวออกมา!”

             

            หลังเสียงคำรามพัดขนนกก็พริ้วไหวสะบัดโบกแผ่วเบาในหมอกหนา นำพาหมอกขาวหมุนวนเป็นเกลียวสลายหาย ปรากฏมือที่ขาวผ่องโบกสะบัดพัดขนนกอันนั้นยื่นออกก่อนที่ร่างของเจ้าของมือจะเยื้อย่างออกมาจากหลังม่านหมอกที่กำลังสลายไปอย่างมิช้ามิเร็ว

             

            ผู้มาเป็นบุรุษหนุ่มเจ้าสำอางวัยประมาณยี่สิบเศษมีใบหน้าหล่อเหลามิน้อย นัยน์ตาที่ดูเหมือนกับจงอยเหยี่ยวของมันแฝงความเจ้าเล่ห์มิน่าคบหามุมปากผุดยิ้มตลอดเวลา แต่รอยยิ้มนั้นยากหาความจริงใจพบ บุรุษหนุ่มผู้นี้อยู่ในอาภรณ์สีม่วงพร้อมเครื่องประดับหรูหรามันก้าวเดินอย่างเนิบช้าพร้อมกับพัดขนนกที่โบกไปมาตามจังหวะการเดิน มันมิได้มาคนเดียวที่เบื้องหลังยังมีบุรุษฉกรรจ์นับสิบในชุดคลุมม่วงเข้มติดตามมาด้วย

             

            บุรุษเจ้าสำอางยังคงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มันโบกพัดขนนกในมือคราหนึ่งก่อนเอ่ยว่า

            “พอดีข้าผ่านทางมาไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเจ้า ช่างโชคดีจริงๆ"

             

            บุรุษชราขมวดคิ้วเป็นปม

            “เจ้าต้องการอะไร"

             

            บุรุษเจ้าสำอางหรี่ตา

            “ข้าต้องการในสิ่งที่สมควรจะเป็น"

            พัดขนนกในมือของมันหยุดชะงักก่อนที่นัยน์ตาคล้ายจงอยเหยี่ยวจะจ้องเขม็งที่บุรุษชรา

            “อย่างเช่นเจ้าที่สมควรจะตกตายตามนายของเจ้าไปนานแล้วก็สมควรจะตกตายเสียที!"

             

            บุรุษชราผงกศีรษะ

            “อย่างนี้เองสินะพรรคบุปผาพิษม่วงคงเกรงกลัวว่าพรรคของนายข้าจะหวนคืนสู่อำนาจสูงสุดอีกครั้งจึงต้องไล่ล่าถอนรากถอนโคนเช่นนี้”

             

            บุรุษเจ้าสำอางแสยะยิ้ม

            “มังกรที่ไร้หัวจะนับเป็นอะไรได้หางมังกรที่ขาดแหว่งอย่างเจ้ายังจะสั่นคลอนพวกข้าได้อยู่หรือ"

             

            “แต่การกระทำของพวกเจ้ากำลังบ่งบอกว่ากลัว"

             

            บุรุษเจ้าสำอางพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน

            “บุปผาพิษม่วงมิเคยเกรงกลัวแต่หอกข้างแคร่ตัดได้ก็ให้ตัด เพราะความประมาทจะทำให้คนโง่งม ข้ามิใช่คนโง่งม"

             

            บุรุษชราผงกศีรษะ

            “ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้นก็เข้ามาข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าฝีมือของผู้ที่ฝักใฝ่ในพลังอำนาจจนถึงต้องลอบไล่ล่าเข่นฆ่าพี่น้องร่วมวิถีผู้ฝึกญาณอย่างพวกเจ้าจะแน่ซักแค่ไหน!”

             

            บุรุษเจ้าสำอางกล่าววาจาถากถาง

            “คนที่มิอาจปกป้องแม้แต่นายของตนเองคนที่มิอาจแม้แต่จะหาหนทางคืนกลับสู่พรรคเช่นเจ้า ยังกล้าอวดดีต่อหน้าข้าอีกหรือ"

             

            ประโยคดังกล่าวเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงจิตใจของบุรุษชราเพราะนายของมันทั้งสอง หนึ่งตกตายต่อหน้า อีกหนึ่งถูกไล่ฆ่ามิทราบเป็นตายร้ายดี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นร่องรอยมันไม่กล้าสู้หน้าคืนกลับสู่พรรค ต้องระหกระเหเร่ร่อนตามหาผู้เป็นนาย ทั้งยังต้องคอยช่วยเหลือเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ไร้สังกัดไร้ที่ไป ซ้ำยังถูกเจ็ดพรรคใหญ่สุนัขรับใช้ของนิกายเทวะวจนะร่วมมือกับนิกายและคนในปฐพีไล่เข่นฆ่าจนแทบสิ้นซากจะขอเข้าร่วมกับพรรคผู้ฝึกญาณที่มีรากฐานหลบซ่อนมั่นคงก็ล้วนถูกปฏิเสธทั้งยังถูกขับไล่จะคิดหวนคืนกลับสู่พรรคก็ยังมีพรรคฝึกญาณอื่นที่หวังควบอำนาจสูงสุดสกัดทำลายอีก ชั่วชีวิตนี้ของมันจึงราวกับผู้ที่มีความมืดติดตัวไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์!

             

            บุรุษชรากำหมัดแน่น

            “หากวันนั้นฝ่ายพวกเจ้ายื่นมือช่วยนายของข้าก็คงมิตาย พวกเจ้ามันเห็นแต่ประโยชน์แลพลังอำนาจส่วนตนจนลืมพวกพ้อง”

             

            “พวกข้าก็ต้องรักษาชีวิตต้องโทษที่นายเจ้าโง่งมเองที่พลาดพลั้งให้แก่นิกายเทวะวจนะ แต่นั่นก็นับเป็นโชคชะตาเพราะหากพวกมันไม่พลาดพลั้ง ฝ่ายข้าก็คงมิได้ขึ้นเป็นหัวเรือทานอำนาจสูงสุดกับเหล่าผู้ฝึกญาณฝ่ายเจ้า"

             

            บุรุษชราทนฟังความเห็นแก่ตัวของบุรุษเจ้าสำอางมิไหวมันคิดลงมือออกไปในทันที นอกเหนือจากพลังพิษ บุรุษเจ้าสำอางตอนนี้มันไม่มั่นใจว่าพลังฝีมือของมันจะเอาชนะบุรุษชราได้หรือไม่แต่มันศึกษานิสัยของบุรุษชรามาเป็นอย่างดีจึงเอ่ยว่า

            “พวกผู้ฝึกญาณเดนตายที่ไร้ซึ่งทางไปเช่นนี้ไม่เหมาะแก่การเหลือบแลจากข้าแต่พวกมันที่ถูกพิษแทรกซึมแล้วหากมิได้ยาถอนพิษโดยพลัน พวกมันก็จะต้องกลายเป็นศพอยู่ที่นี่ร่วมกับพวกชาติชั่วเจ็ดพรรคใหญ่!”

             

            ท่าร่างของบุรุษชราชะงักงันทันใดมันมองเหล่าพวกพ้องที่อยู่เบื้องหลังรวมถึงบุตรชายที่ถูกพิษแทรกซึมทางบาดแผล

            “คนเหล่านี้ไม่เกี่ยวอยากจะสู้ก็มาสู้กับข้าตัวต่อตัว"

             

            พัดขนนกโบกสะบัดในมืออีกคราพร้อมกับรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ชั่วร้าย

            “ถูกต้องพวกมันย่อมไม่เกี่ยว แต่คนที่ไม่เกี่ยวเหล่านี้กำลังจะตกตายเพราะเจ้า"

            มิรอให้บุรุษชรากล่าวสิ่งใดบุรุษเจ้าสำอางมันก็กล่าวต่อ

            “แต่ข้ามีข้อเสนอ"

            มันยกนิ้วขึ้นสามนิ้วแล้วเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม

            “เพียงรับการโจมตีข้าสามฝ่ามือข้าก็จะมอบยาถอนพิษให้"

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258