กลางดึกสงัด ฝนก็หยุดตก
คนสกุลหลินสายรองตื่นแต่เช้าตรู่พวกเขาต้องรื้อเสื่อฟางและเชือกป่านที่คลุมอยู่บนหลังคาออกไปให้หมด
ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้นกู้เจินเหนียงก็ดึงแขนเสื้อของหลินเสวี่ยจู๋ แล้วส่งสัญญาณให้มองไปข้างหน้า หลินเสวี่ยจู๋มองตามสายตานางไปก็เห็นเว่ยห่าวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อย่างหมดสภาพกำลังจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาอาฆาต
“ไม่ต้องไปสนใจนาง” หลินเสวี่ยจู๋มองเว่ยห่าวเพียงแวบเดียวก่อนจะละสายตาไป
ดูท่าคนบางคนยังไม่สำนึก
“ลู่โม่ลุงเหยียน” หลินเสวี่ยจู๋พูดเสียงเบา “วันนี้ตอนออกเดินทาง พวกท่านสองคนขับรถม้า ต้องดูแลสตรีกับเด็กให้ดีนะเจ้าคะ”
หลินเสวี่ยจู๋คาดเดาว่าเว่ยห่าวคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับครอบครัวนางซึ่งๆหน้า แต่อาจลอบลงมือ ทว่าคนในครอบครัวนางมีมากมาย จะยังกลัวสตรีเพียงคนเดียวหรือ!
ลู่โม่กับเหยียนต้าพยักหน้ารับคำ
เหยียนต้าเอ่ย “ข้าจะไปบอกพวกหูอี้ถ่งให้พวกเขาช่วยกันระวังด้วยขอรับ”
“เจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋สั่งการเสร็จก็หันไปทำงานของตนต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เนื่องจากฝนตกทำให้เสียเวลาในการเดินทางดังนั้นวันนี้เหล่าผู้คุมจึงเร่งความเร็วในการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง
เพียงไม่ถึงครึ่งวัน ดวงอาทิตย์อันร้อนแรงก็แผดเผาความชื้นจากสายฝนจนเหือดแห้งอากาศกลับมาร้อนอบอ้าวอีกครั้ง
ช่วงพักกลางวันพวกเหยียนต้ากับแม่นมหม่านำสิ่งที่ต้องตากแดดออกมา สิ่งไหนที่ควรจะตากก็ตากสิ่งไหนที่ควรจะแขวนก็แขวน ทำให้ด้านนอกของรถม้าทั้งสองคันเต็มไปด้วยข้าวของ
เห็นได้ชัดว่าสกุลหลินมีข้าวของมากมายแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะชำเลืองมอง แม้แต่คนขี้นินทาที่ชอบชมความครึกครื้นเป็นที่สุดก็ยังปิดปากเงียบอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นสภาพของเว่ยห่าวผู้ใดเล่าจะกล้าคิดร้ายกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตน?
หลินเสวี่ยจู๋พอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมากความสัมพันธ์อันดีและบุญคุณไม่อาจยับยั้งชั่งใจมนุษย์ได้มีเพียงความหวาดกลัวเท่านั้นที่ทำได้ นางต้องการให้ทุกคนเกรงกลัวครอบครัวของนางไม่กล้าล้ำเส้นตลอดไป
วันนี้ผู้คนในขบวนเนรเทศไม่พบอาหารมากนักมีเพียงผักป่าที่ทั้งแก่ทั้งเหนียว
เพื่อปลอบใจทุกคน ผู้คุมจึงใช้แป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่มาต้มเป็นโจ๊กและสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อเสบียงที่เมืองเจี้ยนอัน
เมืองเจี้ยนอันเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเขตปกครองของชิ่งอ๋องเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ผู้คนทางใต้ที่เดินทางเข้าเมืองหลวงจึงมักแวะพักที่เมืองเจี้ยนอันผู้คนที่สัญจรไปมาต่างนำพาความมั่งคั่งมหาศาลมาสู่เมือง มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าชิ่งอ๋องนั้นร่ำรวยเทียบเท่ากับแคว้นเลยก็ว่าได้
หลินเสวี่ยจู๋ถูมือตั้งตารอการเดินทางไปยังเมืองเจี้ยนอันเป็นอย่างยิ่ง
ตกเย็นขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังตรวจสอบรายการสิ่งของที่ต้องซื้อเป็นครั้งสุดท้ายจู่ๆ หยวนซิวก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาหันไปสบตากับลู่โม่
ลู่โมจึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปที่ป่า
หลินเสวี่ยจู๋สัมผัสได้ถึงลางร้ายนางกวาดตามองใบหน้าของทุกคนในครอบครัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นหัวใจของนางก็พลันเย็นวาบเหวินซิ่วชิงหายตัวไป
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนองนางก็วิ่งตามลู่โม่ไปแล้ว คนอื่นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าพวกเขาก็ทยอยลุกขึ้นแล้ววิ่งตามไป
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ไปถึงก็เห็นเว่ยห่าวถือกิ่งไม้แหลมจ่ออยู่ที่ใบหน้าของเหวินซิ่วชิง
“ท่านแม่!” หลินเสวี่ยจู๋ร้องเรียกอย่างร้อนใจ
“อย่าเข้ามานะหากเจ้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะทำลายใบหน้าของนางเสีย!” เว่ยห่าวกล่าวด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
พวกเหยียนต้าที่วิ่งตามมาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ถึงกับหน้าซีด
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ฮูหยินใหญ่บอกว่าจะไปปลดทุกข์ในป่า พวกเราจึง...ไม่ได้ตามไปขอรับ” เหยียนต้าพูดด้วยความรู้สึกผิด
“ช่างเถิดนางตั้งใจจะเล่นงานพวกเราอยู่แล้ว ป้องกันอย่างไรก็คงไม่รอด” หลินเสวี่ยจู๋พยายามสงบสติอารมณ์แล้วพูดเสียงเบา “ไปตามผู้คุมมา”
“ขอรับ” เหยียนต้าวิ่งออกไปทันที
หลินเสวี่ยจู๋มองไปทางเว่ยห่าวอย่างเย็นชาแล้วถาม “ว่ามา เจ้าต้องการอันใด?”
เว่ยห่าวมีสีหน้าบ้าคลั่งนางยกยิ้มชั่วร้าย “ข้าต้องการนิ้วของเจ้าหนึ่งนิ้ว”
คำพูดนี้ทำเอาคนสกุลหลินต่างกำหมัดแน่น
หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่มีทางทำให้นางสมปรารถนาเพียงหันไปถามลู่โม่เสียงเบา “เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถจัดการนางได้ในครั้งเดียว?”
“ข้าเกรงว่าจะทำร้ายท่านป้าเหวินเข้าขอรับ” ลู่โม่ลังเลเล็กน้อย
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าเบาๆรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างลำบากใจ
“ถ้าเช่นนั้นข้ายกเนื้อเค็มให้เจ้าหนึ่งตะกร้าเพียงพอให้เจ้ากับลูกๆ กินได้เกือบครึ่งเดือน แล้วเจ้าปล่อยมารดาข้าไปเสีย” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว
เว่ยห่าวดวงตาเป็นประกายมุมปากกระตุก “ข้าเปลี่ยนใจแล้วหากต้องการให้ข้าปล่อยมารดาเจ้า เจ้าต้องยกของทั้งหมดบนรถม้าทั้งสองคันให้ข้าแล้วยังต้องตัดนิ้วของเจ้ามาชดใช้ให้ข้าด้วย”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโลภมากเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ถึงกับพูดไม่ออก
ยังไม่ได้ต่อรองราคากันเลยก็เรียกค่าไถ่เสียแล้วเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร?
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเสียงเรียบ “เว่ยห่าว หากข้าเป็นเจ้าข้าจะไม่ทำเรื่องโง่เขลาพรรค์นี้ ครอบครัวข้ามีหลายคน การที่จะฆ่าเจ้าให้ตายนับว่าง่ายดายราวพลิกฝ่ามือวันนี้ไม่ว่าเจ้าจะทำร้ายมารดาข้าหรือทำร้ายข้าสุดท้ายแล้วคนที่เสียเปรียบย่อมเป็นเจ้าอย่างแน่นอน”
สตรีพรรค์นี้ทั้งโง่เขลาและชั่วร้ายเสียจริงเดิมทียังคิดว่าการตัดนิ้วของนางไปหนึ่งนิ้วจะทำให้นางสำนึกได้บ้างไม่คิดว่านางจะดื้อรั้นเช่นนี้ การพูดชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียให้นางฟังคาดว่าคงเป็นเรื่องเพ้อฝันนางคงไม่เข้าใจกระมัง
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวต่อ “เจ้าต้องการนิ้วข้าหนึ่งนิ้วเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่หากเจ้าอยากได้ของทั้งหมดบนรถม้าทั้งสองคันข้ายกให้เจ้าก็ได้ มีของเหล่านี้แล้ว เจ้ากับลูกๆ ก็มีชีวิตรอดต่อไปได้ลองคิดดูให้ดีๆ”
ของบนรถม้าทั้งสองคันแลกกับใบหน้าของเหวินซิ่วชิงแล้วถือว่าคุ้มค่ามากของเหล่านี้สำหรับหลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้มีค่าอะไร
แต่เว่ยห่าวกลับไม่แม้แต่จะคิดรีบปฏิเสธข้อเสนอของนางทันที
“ข้าต้องการนิ้วของเจ้าหนึ่งนิ้วเช่นเดียวกับที่เจ้าตัดนิ้วของข้าไป” เว่ยห่าวกล่าว
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยดวงตาฉายแววเย้ยหยัน “เช่นนั้นก็แสดงว่าลูกๆทั้งสองคนที่กำลังหิวโหยก็เป็นเพียงข้ออ้างที่เจ้าใช้เพื่อหาเหตุผลให้กับการกระทำอันชั่วช้าของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
แม้นางจะรู้ว่าเว่ยห่าวเป็นคนไม่ดีแต่ก็ไม่เคยสงสัยในความรักที่นางมีต่อลูกๆ ทั้งสองคน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาไม่สำคัญเท่ากับการได้ระบายความแค้น
“พูดมากน่ารำคาญมารดาของเจ้าอยู่ในกำมือข้า เจ้าย่อมไม่มีคุณสมบัติมาต่อรองกับข้า” พูดจบ เว่ยห่าวก็ใช้กิ่งไม้แหลมจ่อเข้าไปที่ใบหน้าของเหวินซิ่วชิงอีกครา
“อย่าทำร้ายนางมีอันใดก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด” หลินเฉิงจางรีบพูด “นอกจากนิ้วของลูกสาวข้าแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะต้องการอันใดย่อมได้ทั้งนั้น”
“จริงหรือ?” เว่ยห่าวดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาในใจของหลินเสวี่ยจู๋
เว่ยห่าวพูดต่อ “เช่นนั้นท่านก็หย่ากับนางเสียแล้วแต่งกับข้าดีหรือไม่?”
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึงไม่เพียงแต่หลินเฉิงจางเท่านั้น ทุกคนในสกุลหลินสายรองต่างก็ตัวสั่นสะท้าน
หลินเสวี่ยจู๋ไม่คิดว่าเว่ยห่าวจะหมายปองบิดาของนางอย่างจริงจังถึงขั้นคิดที่จะแต่งงานด้วยนางลอบมองเหวินซิ่วชิง อยากดูว่ามารดาของนางคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
เว่ยห่าวพูดต่อ “พี่ใหญ่หลินวันนั้นที่ข้าจับมือท่านในป่า ท่านเองก็ดูมีความสุขไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมาก็ทำเอาทุกคนตกตะลึง
.............................