ภายในโถงอันโอ่อ่ากว้างขวาง ทุกคนที่เข้าร่วมการสอบภาคทฤษฎีต่างตั้งใจทำข้อสอบอย่างเคร่งครัด ส่วนหลินจือโซ่วและเหล่านักปรุงโอสถที่ติดตามมานั้น ตามกฎแล้วต้องสลับกันคุมสอบเพื่อกำกับดูแลคนรุ่นเยาว์ของตระกูลอื่น
'เอ๊ะ ความรู้ของเด็กคนนี้ช่างกว้างขวางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?'
ผู้ที่รับหน้าที่คุมสอบในส่วนของตระกูลหลินคือผู้เฒ่าแห่งตระกูลหวัง เขายืนอยู่ข้างโจวลั่ว พลางกวาดสายตามองคำตอบในโจทย์ข้อหนึ่งแล้วรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
โจทย์ข้อนั้นถามว่า ในขั้นตอนสุดท้ายของการปรุงโอสถคือการผสานโอสถ นักปรุงโอสถต้องระมัดระวังในเื่ใดบ้าง ตามหลักแล้ว ข้อนี้ควรจะเป็ข้อสอบที่แจกแต้มให้แก่นักปรุงโอสถ เพราะการผสานโอสถเป็ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ควรระวังย่อมเป็เื่ที่นักปรุงโอสถทุกคนจดจำขึ้นใจ
ทว่าในฐานะนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง ผู้เฒ่าย่อมรู้ดีว่าโจทย์ที่ดูเหมือนง่ายข้อนี้มีความจริงที่ซ่อนอยู่ นั่นคือในโจทย์ไม่ได้ระบุว่า นักปรุงโอสถระดับหนึ่งที่ว่านั้นอยู่ในระดับใด โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ควรระวังในการผสานโอสถั้แ่ระดับหนึ่งขั้นต่ำไปจนถึงขั้นสูงจะเหมือนกันหมด
แต่ผู้เฒ่ารู้ดีว่ายามปรุงโอสถปราณระดับหนึ่งชั้นเลิศ ในขั้นตอนการผสานโอสถขั้นสุดท้ายยังต้องระวังเื่การแบ่งสัดส่วนพลังปราณด้วย
จุดนี้เกรงว่าจะมีเพียงนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงเท่านั้นที่จะล่วงรู้ ดังนั้นการจะทำคะแนนเต็มในข้อนี้จึงแทบเป็ไปไม่ได้เลย ทว่าโจวลั่วกลับเขียนข้อควรระวังนี้ลงไปในคำตอบด้วย ทำให้ผู้เฒ่าแห่งตระกูลหวังรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก เขาทำได้เพียงสันนิษฐานว่านี่คงเป็เพราะการสั่งสอนของหลินจือโซ่ว
เพียงแต่เมื่อเขามองดูคำตอบของหลินเหนียน ผู้เฒ่าก็ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ตอบข้อควรระวังนี้ลงไป เื่นี้ทำให้ผู้เฒ่าแห่งตระกูลหวังอดสับสนไม่ได้
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป โจวลั่วจงใจผ่อนความเร็วในการทำข้อสอบ ทั้งยังแสร้งทำผิดไปสองสามข้อ เมื่อเห็นว่าใกล้จะหมดเวลาแล้ว และทุกคนเริ่มทยอยส่งกระดาษคำตอบ เขาจึงส่งกระดาษของตนเองตามไป
ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจให้คะแนนคือนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงขึ้นไปจากทั้งห้าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื ทุกคนต่างจ้องมองไปยังผู้ตรวจทั้งห้าคนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและกังวล มีเพียงโจวลั่วที่นั่งอย่างผ่อนคลายถึงขั้นมีเวลาหยิบขนมบนโต๊ะมากินเล่น
เวลาในการตรวจกระดาษคำตอบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งห้าคนรวบรวมกระดาษคำตอบทั้งหมดตามลำดับคะแนนแล้วนำไปวางเบื้องหน้าหลี่ซุ่นเทียนผู้เป็ผู้นำตระกูล
หลังจากส่งกระดาษคำตอบแล้ว ลู่เฉินนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลายพลางมองไปยังหลินจือโซ่วที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาผู้ชนะ เมื่อครู่เขาได้รับรู้คะแนนของคนรุ่นเยาว์ตระกูลลู่ผ่านนักปรุงโอสถจากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเือีกตระกูลหนึ่งแล้ว ในบรรดากระดาษคำตอบกองนั้น ลู่อันผู้เป็ทายาทของเขาทำคะแนนได้ถึงเก้าสิบห้าคะแนน ซึ่งถือเป็อันดับหนึ่ง
หากพิจารณาจากการสอบภาคทฤษฎีในปีก่อน ๆ คะแนนนี้สามารถติดห้าอันดับแรกในประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่ง
หลินจือโซ่วตรวจกระดาษคำตอบของคนรุ่นเยาว์ตระกูลหวัง เขาจึงไม่รู้ว่าคะแนนของโจวลั่วและหลินเหนียนเป็อย่างไร เมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้นของลู่เฉิน ในใจก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวาย
หลี่ซุ่นเทียนเปรียบเทียบกระดาษคำตอบทั้งห้ากองแล้ว จึงหยิบกระดาษของสิบอันดับแรกออกมา ตามกฎของงานโอสถปราณ มีเพียงผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของการสอบภาคทฤษฎีเท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองปรุงโอสถในวันที่สอง เพราะหากความรู้ทางทฤษฎีไม่ถึงเกณฑ์จะบรรลุระดับการปรุงโอสถที่สูงส่งได้อย่างไร?
"อันดับที่สิบ หวังผิงทง แปดสิบแปดคะแนน"
หลี่ซุ่นเทียนเริ่มประกาศคะแนนของสิบอันดับแรกอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างนั่งตัวตรง จ้องมองผู้นำตระกูลหลี่ตาไม่กะพริบ
"อันดับที่เก้า จางอันซื่อ แปดสิบเก้าคะแนน"
"อันดับที่แปด ลู่เซวียน เก้าสิบคะแนน" ...
ชื่อแต่ละชื่อถูกขานออกมาจากปากของหลี่ซุ่นเทียน เห็นได้ชัดว่านักปรุงโอสถที่ติดสิบอันดับแรกเกือบทั้งหมดล้วนเป็คนรุ่นเยาว์จากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื ซึ่งเป็เื่ที่เข้าใจได้ เพราะพวกเขาได้รับการสั่งสอนที่เหนือกว่าผู้อื่น ทว่าที่น่าแปลกใจก็คือ เมื่อขานถึงอันดับที่สี่แล้ว ก็ยังไม่ปรากฏชื่อคนรุ่นเยาว์จากตระกูลหลินเลย
ยามนี้ทางฝั่งของตระกูลหลิน หลินเหนียนกำมือแน่น ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก ใบหน้าที่ชราภาพของหลินจือโซ่วเองก็เริ่มปรากฏแววไม่พอใจออกมา
"อันดับที่สาม หลี่กวงจือ เก้าสิบสามคะแนน"
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็มาถึงสามอันดับแรกแล้ว โดยอันดับสามคือนักปรุงโอสถจากตระกูลหลี่
"ดูท่าโอสถท่องวายุนี้คงต้องตกเป็ของตระกูลลู่ของพวกเราแล้ว" ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมา เพราะเขารู้แล้วว่าลู่อันทำคะแนนได้เก้าสิบห้าคะแนน ไม่ใช่อันดับหนึ่งก็ต้องเป็อันดับสอง ส่วนอีกคนที่เหลือ เขาคาดเดาว่าน่าจะเป็ทายาทของตระกูลหวังหรือตระกูลหลี่ อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเป็เ้าขยะสองคนจากตระกูลหลินเด็ดขาด
เมื่อเผชิญกับคำพูดของลู่เฉิน หลินจือโซ่วไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด ทว่าสีหน้าของเขากลับดูแย่ยิ่งนัก
"อันดับที่สอง ลู่อัน เก้าสิบห้าคะแนน" หลี่ซุ่นเทียนประกาศ
สีหน้าของลู่เฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่นึกเลยว่าลู่อันจะไม่ได้อันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยการเดิมพันกับตระกูลหลินครั้งนี้เขาก็เป็ฝ่ายชนะ
ในขณะเดียวกัน เหล่านักปรุงโอสถที่อยู่ด้านล่างก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย เป็ไปตามคาดที่เก้าอันดับแรกล้วนเป็ทายาทของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืทั้งสิ้น พวกเขาที่ด้อยกว่าในทุกด้าน ไม่มีใครสักคนที่ได้รับสิทธิ์เข้าสู่การประลองปรุงโอสถ นักปรุงโอสถบางคนถึงกับส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง และเริ่มมีความคิดที่จะจากไปในทันที
ทว่าก็ยังมีคนที่ให้ความสนใจว่า ใครคืออันดับหนึ่งของการสอบภาคทฤษฎีในครั้งนี้ โดยเฉพาะเหล่าคนรุ่นเยาว์จากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืที่ยังไม่ถูกขานชื่อ ต่างเฝ้ารอด้วยความหวัง
"อันดับที่หนึ่ง..." หลี่ซุ่นเทียนมองดูชื่อบนกระดาษคำตอบ แล้วก็พลันปรากฏแววประหลาดใจขึ้นบนใบหน้า
"โจวลั่ว เก้าสิบเจ็ดคะแนน"
น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน และเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน
"โจวลั่ว? ไม่ใช่คนของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืหรือ?" มีคนอุทานขึ้นด้วยความใ
เหล่านักปรุงโอสถที่เดิมทีห่อเหี่ยวกลับกลายเป็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที ดูเหมือนนี่จะเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์งานโอสถปราณ ที่อันดับหนึ่งในห้าไม่ใช่นักปรุงโอสถจากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืใช่หรือไม่? ทุกคนต่างเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อตามหานักปรุงโอสถที่ชื่อว่า 'โจวลั่ว'
ด้านหน้า เหล่าทายาทของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืต่างมีสีหน้าย่ำแย่ อันดับหนึ่งภาคทฤษฎีกลับเป็นักพรตพเนจรหรือ? นี่ไม่ใช่การตบหน้าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืของพวกเขาหรอกหรือ?
"ใครคือโจวลั่ว?" หลี่ซุ่นเทียนวางกระดาษคำตอบลง พลางกวาดสายตาไปด้านล่าง เขาเองก็คิดว่าโจวลั่วผู้นี้เป็เพียงนักพรตพเนจร
"ข้าเองขอรับ"
ในตอนนั้นเองน้ำเสียงราบเรียบสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง หลี่ซุ่นเทียนมองไปตามเสียง และพบว่าเสียงนั้นมาจากพื้นที่ของตระกูลหลิน เป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่นั่งอยู่ทางขวาของหลินจือโซ่ว ในขณะเดียวกัน ทุกคนต่างก็หันไปมองเป็ตาเดียว
"เป็ไปได้อย่างไร?" ลู่เฉินที่สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงลุกพรวดขึ้นมาทันที พลางจ้องมองโจวลั่วด้วยความไม่อยากเชื่อ
ส่วนหลินจือโซ่วที่เดิมทีอารมณ์ไม่สู้ดี กลับะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น "ฮ่า ๆ ๆ โจวลั่วผู้นี้ก็คือเขยแต่งเข้าของตระกูลหลินของข้าเอง!"
"เขยแต่งเข้าตระกูลหลิน?" คนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยลอบหัวเราะเยาะตระกูลหลินเื่หลอกล่อเขยแต่งเข้าตระกูล ยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านในใจ
หลี่ซุ่นเทียนมองสำรวจโจวลั่วด้วยแววตาซับซ้อน ตระกูลหลินถึงกับรับอัจฉริยะด้านการปรุงโอสถที่มีศักยภาพเช่นนี้มาเป็เขยแต่งเข้าตระกูลเชียวหรือ? ดูท่าตระกูลของเขาเองก็คงต้องเริ่มประกาศรับเขยแต่งเข้าตระกูลให้มากขึ้นเสียแล้ว
"ลู่เฉิน นำหวังอวี่เวยของเ้ามาส่งมอบได้แล้ว" หลินจือโซ่วกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจ หลังจากที่ต้องอดทนอดกลั้นมานาน ในที่สุดเขาก็ได้ระบายโทสะออกมาเสียที
ตัดกลับมาที่ลู่เฉิน ใบหน้าของเขาหมองคล้ำจนดูราวกับจะมีน้ำแข็งเกาะ ดูหดหู่ราวกับเพิ่งสูญเสียบุพการี ดวงตาที่คมกริบจ้องเขม็งไปยังโจวลั่ว ราวกับจะฉีกกินอีกฝ่ายทั้งเป็ให้ได้