อภินิหารมารฟ้า ภาคสอง

    บทที่ 3 (50%)

    ถิงหลางทำสีหน้าโง่งมออกมายามคาดเดาถึงที่มาของศิษย์สายนอกแห่งสำนักอัสนีครามคนนี้ คงมิใช่ว่าเขาเพิ่งหลุดออกมาจากภูเขาหรือก้อนหินหรอกนะ ถิงหลางคิด แม้กระนั้นเมื่อตั้งสติได้เขาก็ได้พูดตอบคำถามของเทียนฟางไปอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักกับท่าทีราวกับคนหลงยุคของเจ้านายในอนาคต“ท่านอยากฟังตั้งแต่ตอนไหน เอาที่สำคัญหรือว่าตั้งแต่เริ่มแรก”“เอาตั้งแต่แรกเลยดีกว่า เรามีเวลาอีกมากสำหรับค่ำคืนนี้” เทียนฟางเอ่ยออกไป แม้ว่าในปากจะยังคงเคี้ยวเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย ฝ่ายถิงหลางก็พยักหน้ารับรู้ พัดในมือที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวไปหยิบฉวยมาจากที่ใดถูกเคาะกับฝ่ามือเป็นจังหวะ แผ่นหลังยืดเหยียดตรงส่งให้เขาดูสง่าสมกับรูปลักษณ์บัณฑิตผู้คงแก่เรียน หากแต่ในสายตาของเทียนฟางยามจับจ้องไปยังถิงหลาง ที่ตอนนี้กำลังเผยสีหน้าจริงจัง บวกกับแสงจากกองไฟที่วูบไหววับวาม ทำให้ภาพของบัณฑิตเบื้องหน้าไม่ต่างจากพวกสิบแปดมงกุฎที่พร้อมจะหลอกลวงผู้คนเสียมากกว่า“อะ แฮ่มม...มีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันว่าอย่างยาวนานว่าแท้จริงแล้วดินแดนที่เราอาศัยกันอยู่กันทุกวันนนี้นั้นก่อกำเนิดขึ้นมาจากเสี้ยวส่วนของความพิโรธของเหล่าทวยเทพโบราณ หลังเกิดมหาศึกล้างสวรรค์ สายเลือดแห่งเผ่าพันธ์จำนวนนับไม่ถ้วนต้องหายสาบสูญไป แต่ก็มีบางส่วนที่หลบหนีจากมหาวินาศครั้งนั้นมาได้ในศึกครั้งนั้น เป็นสงครามระหว่างเหล่ามารกับเทพสวรรค์ และว่ากันว่าแม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าทรงความยุติธรรมที่สุดอย่างเผ่าพันธ์มังกรยังถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง เหล่านางไม้ผู้รักความสงบยิ่งกว่าสิ่งใด กลับต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเข้าประหัตประหารชีวิต และในที่สุดสงครามก็นำพาความวินาศมาสู่ทุกสรรพสิ่ง แผ่นดินลุ่มสลาย กฎแห่งฟ้าดินจำนวนมากหักสะบั้นและบิดเบี้ยว สุดท้ายทุกอย่างแหลกสลายเป็นจุลด้วยแรงระเบิดจากมวลพลังที่เกิดจากสงคราม พัดพาสิ่งต่างๆ จนกระจัดกระจายไปทั่วสารทิศ ก่อนก่อเกิดเป็นดวงดาวจำนวนมหาศาลผู้คนต่างเชื่อกันว่าโลกของเรานี้เป็นเสี้ยวธุลีหนึ่งในดินแดนแรกเริ่มโบราณที่ถูกพัดพามาไกลแสนไกล แต่ก็นั่นแหละ หากมันไม่ยิ่งใหญ่ก็คงไม่เรียกว่าตำนาน”“ข้าก็คิดเช่นนั้น เพราะถ้าหากว่าเป็นจริงอย่างที่กล่าวไว้ในตำนาน มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ไหนเลยจะสามารถทานทนแรงระเบิดมหาศาลที่ถึงกับเป่าให้ดินแดนแรกเริ่มกลายเป็นผุยผงได้”“หลายคนก็คิดเช่นท่าน แต่ก็มีใช่ว่ามันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้” ถิงหลางเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปค้นของบางอย่างในกระเป๋าของมันออกมา ก่อนที่จะยื่นส่งไปให้เทียนฟางดูไม่ต้องเสียเวลาคิดใด ๆ เพียงแค่มองดูเทียนก็รู้แล้วว่าของที่ว่าก็คือ ผลึกลมปราณ แม้มีราคาค่างวดอยู่บ้าง แต่ก็หาได้แปลกประหลาดอันใด“ผลึกลมปราณ...น่าแปลกใจอันใด” เทียนฟางโยนผลึกลมปราณกลับไปให้ถิงหลางโดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะได้ตั้งตัว จนถิงหลางต้องรีบกุลีกุจอคว้าผลึกลมปราณที่ลอยมาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะมองค้อนเทียนฟางไปทีหนึ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สิ่งของอย่างผลึกลมปราณอาจหาได้ดาษดื่นธรรมดายิ่ง หนำซ้ำมันยังมีค่าน้อยกว่าเม็ดโอสถระดับต่ำเสียอีก แต่นั้นก็ไม่ใช่กับคนธรรมดาอย่างถิงหลาง ผลึกลมปราณเพียงไม่กี่ก้อนอาจส่งให้เขาได้ร่ำเรียนอยู่ในสถานศึกษาระดับกลางอย่างน้อยก็ครึ่งปีและถ้าเป็นสถานศึกษาทั่วไปนั่นอาจจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายไปทั้งปี นี่นับว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็นสิ่งของที่มีค่ามหาศาลในสายตาพวกเขานี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมกองกำลังขนาดใหญ่จึงมีอำนาจ อิทธิ และความเข้มแข็มมากล้น เพราะเพียงแค่การเพาะสร้างผู้ฝึกยุทธ์ขึ้นมาสักคน ยกตัวอย่างเช่นนายน้อยเสี่ยวหลางแห่งกองกำลังคุ้มภัยประกายดารา ไม่รู้ว่าต้องสูญเสียผลึกลมปราณไปมากเท่าใด ซึ่งถ้าหากนำมูลค่าของมันมาใช้กับคนสามัญเช่นถิงหลางแล้วละก็ บางทีมันอาจจะสามารถหล่อเลี้ยงคนทั้งเมืองได้นานนับปี!“ใช่มันคือผลึกลมปราณ ตามตำราโบราณกล่าวเอาไว้ว่า เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของตนเองเอาไว้ มนุษย์กลุ่มสุดท้ายได้คัดเลือกหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ก่อนจะผนึกพวกเขาเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อและกระดูกของคนที่เหลือ จนในที่สุดพวกเขาทำสำเร็จ แต่เพื่อการนั้น กลุ่มหนุ่มสาวที่เหลือรอดชีวิตจำต้องยอมประสบเคราะห์กรรมที่มิคงพลังอำนาจไว้เช่นเดิม พวกเขาหลงเหลือชีวิตแต่ไม่อาจรักษาพลังฝีมือ ร่างกายของพวกเขาสูญสิ้นพลังแห่งฟ้าดิน และซ้ำร้ายที่ดินแดนแห่งนั้นกลับมีพลังฟ้าดินเบาบางยิ่ง สำหรับพวกเขาที่เติบโตมาจากดินแดนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งฟ้าดิน อย่างดินแดนแรกเริ่มโบราณ นี่นับเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาแต่ไม่ว่าจะอย่างไร มนุษย์ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เผ่าพันธุ์ที่รอดชีวิตมาจากมหาสงครามล้างสวรรค์ พวกเขายังเสาะหาวิถีทางรอด จนในที่สุดก็พบกับหนทางให้ก้าวเดิน นั่นก็คือการดื่มกินเลือดเนื้อและกระดูกของเหล่าบรรพชน!”“หรือก็คือ...ผลึกลมปราณ”“ปิ๊งป๊องงงงง! ...ถูกต้องตามตำราไม่ผิดแม้ตัวอักษร”“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เห็นได้ชัดว่าผลึกลมปราณต่างกระจายไปเต็มผืนพสุธา แล้วพวกเขาต้องตกตายไปกี่มากน้อยกัน”“หากถามที่ตกตาย อาจยากจะนับ เอาเป็นว่าข้าจะบอกจำนวนมนุษย์ที่เหลือก็แล้วกันเผื่อท่านจะเข้าใจขึ้นบ้าง”“พวกเขาเหลือมาเท่าไหร่?” เทียนฟางถามขึ้น“สิบหกชีวิต”“สุดยอดดด! ...เรื่องเหลวไหลนี้น่าฟังยิ่ง ทำเอาข้าอยากฟังต่อซะแล้วสิ” เทียนฟางปรบมือพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกชอบอกชอบใจ ผิดกับถิงหลางที่ทำหน้าเอือมระอาอย่างสุดจะทน