บทที่ 29 เซี่ยอวิ้นหนิงหวั่นไหว
แสงแดดอันสดใสตกกระทบใบหน้าลู่จิ่วอัน คล้ายกับเคลือบด้วยแสงสีทองส่องประกาย
ชั่วขณะนั้น ความงดงามอันน่าทึ่งของเธอก็ราวกับสายรุ้งที่ลอยคว้างในหัวใจเซี่ยอวิ้นหนิง
ทำเอาหัวใจของเขาเต้นช้าไปครึ่งจังหวะ
ดวงตาของลู่จิ่วอันวูบไหวอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าครั้งแรกที่ได้เป็นสามี
หากว่าเป็นไปได้ เธอก็อยากบอกเซี่ยอวิ้นหนิงว่าเขาไม่ได้เพิ่งเคยเป็นสามีของเธอ
ในชาติก่อน พวกเขาใช้เวลาร่วมกันเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นก็ต้องแยกกันอยู่ จริงอยู่ที่เซี่ยอวิ้นหนิงเขียนจดหมายหาเธอบ้าง แต่ช่วงเวลานั้นการสัญจรยังไม่สะดวก กว่าจดหมายจะมาถึงก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน
และจากนั้น เซี่ยอวิ้นหนิงก็ทำการ ‘เสียสละ’
ทั้งคู่ขาดการติดต่อกันโดยสิ้นเชิง หากว่าคนลักพาตัวไม่ได้ใช้ชีวิตของพวกเธอสองแม่ลูกมาข่มขู่เซี่ยอวิ้นหนิงให้มอบ ‘โครงการหลงอิ่น’ ลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิงก็คงไม่มีทางโคจรมาเจอกันอีก
“เซี่ยอวิ้นหนิง คุณไม่ผิดหรอก ฉันผิดเองที่อ่อนไหวเกินไป”
ลู่จิ่วอันใคร่ครวญแล้วว่าเธอมีความทรงจำในชาติก่อน ดังนั้นเธอจึงหวังอย่างยิ่งว่าลูกชายจะเลือกเธอเป็นแม่อีกครั้ง
ทว่าเซี่ยวอวิ้นหนิงไม่หลงเหลือความทรงจำใด ๆ ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการแต่งงานครั้งนี้จะยืนยาวไปได้อีกนานแค่ไหน จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้หากว่าเขาไม่อยากที่จะมีลูก
“ไม่ใช่แบบนั้นนะจิ่วอัน คุณอย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้…”
เซี่ยอวิ้นหนิงร้อนใจอยากให้ลู่จิ่วอันรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่พูดแบบนั้นออกไป
คำพูดของเขาไม่ได้มีความหมายอื่น
“เซี่ยอวิ้นหนิง คุณไม่ต้องอธิบายหรอก ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้มีเจตนา แล้วก็รู้ด้วยว่าคุณไม่ใช่คนเลว แค่นี้ก็พอแล้ว” ลู่จิ่วอันผละจากมือของเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างใจเย็น จากนั้นเธอก็เปลี่ยนเรื่อง “กลับไปกินข้าวกันเถอะ”
ชายหนุ่มรู้สึกท้อแท้ลึก ๆ เขามองแผ่นหลังอันงดงามของหญิงสาวผู้เป็นที่รักของตนเดินจากไป พลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ และรีบย่ำเท้าตามไป
ทั้งสองกลับมาถึงลานหน้าบ้าน บะหมี่ที่ทำเอาไว้ก็เริ่มอุ่นลงแล้ว
อากาศยังไม่หนาวมากจึงไม่จำเป็นต้องกินร้อน หลังจากที่สองสามีภรรยานั่งกินข้าวเงียบ ๆ จนหมดเซี่ยอวิ้นหนิงก็ลุกไปเก็บชาม
“จิ่วอัน ต่อไปนี้งานบ้านผมจะเป็นคนทำเอง คุณตั้งใจอ่านหนังสือไปก็พอ”
ลู่จิ่วอันมองเซี่ยอวิ้นหนิงโดยไม่พูดอะไร เธอเพียงอ่านตำรา ‘เปิ๋นฉ่าวกังมู่’ เงียบ ๆ
เธอรู้มาตลอดว่าตนเองไม่ได้เป็นอัจฉริยะประเภทที่อ่านผ่านตาก็สามารถจำได้ขึ้นใจ ในฐานะคนธรรมดา จึงทำได้เพียงขยันให้มากขึ้น
เธอท่องเนื้อหาในตำราเบา ๆ ท่าทางที่ดูจริงจังและมุ่งมั่นทำให้เซี่ยอวิ้นหนิงตัดสินใจสนับสนุนให้ลู่จิ่วอันทำในสิ่งที่เธอชอบ
หลังจากที่เซี่ยอวิ้นหนิงไปเข้างานกะบ่าย ลู่จิ่วอันก็มาถึงสถานีอนามัย
เวลานี้ยังไม่มีประกันสุขภาพหรืออะไรทำนองนั้น ทำให้ต้องควักเงินของตัวเองทุกบาททุกสตางค์ หากว่าไม่สุดวิสัยจริง ๆ ก็ไม่มีใครอยากไปสถานีอนามัยและเสียเงินโดยใช่เหตุ
“หนูจิ่วอัน มาแล้วเหรอ”
เสิ่นอีหมิงเอ่ยทักทายอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นร่างลู่จิ่วอันมาแต่ไกล เหนือสิ่งอื่นใด ลำพังแค่ทักษะการทำอาหารของลู่จิ่วอันก็เพียงพอที่จะทำให้เสิ่นอีหมิงมองเธอเปลี่ยนไปแล้ว
“สวัสดีค่ะครู”
เสิ่นอีหมิงโบกมือให้ลู่จิ่วอันและพูดขึ้น “จิ่วอัน เธอทำความคุ้นเคยกับสถานีอนามัยไปก่อนนะ แล้วเดี๋ยวฉันจะจัดแจงงานให้”
“ได้ค่ะ”
ขนาดของสถานีอนามัยไม่ใหญ่มากนัก อีกทั้งเสิ่นอีหมิงก็รักษาความสะอาดได้เป็นอย่างดี ลู่จิ่วอันเดินไปรอบ ๆ แล้วพบว่าไม่มีอะไรที่เธอสามารถทำได้ จึงนั่งลงบนเก้าอี้และอ่านคู่มือพยาบาลที่หมอเสิ่นเอามาให้
เมื่อเสิ่นอีหมิงเห็นว่าได้เวลาแล้วก็ตะโกนเรียก “จิ่วอัน พวกเราไปกันได้แล้วล่ะ”
ลู่จิ่วอันตามเสิ่นอีหมิงไปด้วยความสงสัย จนกระทั่งทั้งสองมาถึงลานบ้านอันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง
ที่บอกว่าโอ่อ่า นั่นก็เพราะว่าลานบ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางศูนย์อนุรักษ์ยวนยาง อีกทั้งมีพื้นที่ใหญ่กว่าลานบ้านแห่งอื่น ๆ
ภายในลานบ้านมีทั้งแปลงผักและสวนดอกไม้ ฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่ดอกเบญจมาศกำลังบาน รั้วของลานบ้านจึงห้อมล้อมไปด้วยดอกเบญจมาศที่บานสะพรั่ง
“หมอเสิ่น มาแล้วเหรอคะ!”
กู้เจียวเจียวเดินออกมาในชุดกระโปรง ทันทีที่เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หมอเสิ่นคือลู่จิ่วอัน ก็ถามด้วยความไม่พอใจ “เธอมาทำอะไรที่นี่?”
“คุณครูกู้ หล่อนคือลู่จิ่วอัน เป็นลูกศิษย์ของฉันเอง”
กู้เจียวเจียวมองลู่จิ่วอันด้วยสีหน้าตกใจ พลางนึกสงสัยว่าสาวบ้านนอกผู้นี้ใช้วิชามารอะไรกัน?
หากไม่ใช่แบบนั้นเสิ่นอีหมิงจะรับเธอเป็นลูกศิษย์ได้อย่างไร?
“หมอเสิ่น คุณรับเธอทั้ง ๆ ที่ เรียนไม่จบชั้นประถมเหรอคะ …”
เสิ่นอีหมิงพูดตัดบทกู้เจียวเจียวอย่างคาดไม่ถึงว่า “คุณครูกู้ เธอเองก็เป็นครูที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่น เธอก็ควรจะรู้นะว่าการศึกษาไม่ใช่ทุกอย่าง ฉันชอบที่จิ่วอันของเราทั้งฉลาดแถมยังขยันขันแข็ง”
กู้เจียวเจียวถูกเสิ่นอีหมิงพูดแบบนั้นใส่ ท่าทีก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “หมอเสิ่น ฉันขอเตือนคุณด้วยความหวังดี ถ้าหากเธอทำเรื่องอะไรขึ้นมา คนเป็นอาจารย์อย่างคุณก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันนะคะ”
“จิ่วอันของเราไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก”
เสิ่นอีหมิงทิ้งท้ายไว้แบบนั้น ก่อนจะหันไปพูดกับลู่จิ่วอัน “จิ่วอัน อีกเดี๋ยวเธอจะต้องเป็นคนดึงเข็มให้น้ำเกลือให้คุณยายนะ”
เดิมทีเสิ่นอีหมิงตั้งใจพาลู่จิ่วอันมาทำความคุ้นเคยกับบ้านของผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์เท่านั้น เพราะคิดเผื่อว่าในภายภาคหน้าหากลู่จิ่วอันจะมาเป็นพยาบาลที่สถานีอนามัย ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อำนวยการเสียก่อน
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า… กู้เจียวเจียวจะเกลียดขี้หน้าลู่จิ่วอันถึงขนาดนี้
มีหรือที่เสิ่นอีหมิงจะทนอยู่เฉย?
แม้แต่เขาที่ไม่คิดจะพูดจาแรง ๆ กับลูกศิษย์คนใหม่ของตัวเอง แล้วกู้เจียวเจียวมีสิทธิ์อะไร?
“ได้ค่ะ”
ก็แค่ดึงเข็มออกมา สำหรับลู่จิ่วอันแล้วไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก
เสิ่นอีหมิงอธิบายให้ฟังง่าย ๆ หนึ่งรอบ “เดี๋ยวเธอดึงเทปกาวที่อยู่บนเข็มออก พอดึงเข็มออกแล้วก็ใช้สำลีห้ามเลือด”
“รับทราบค่ะ”
เสิ่นอีหมิงพาลู่จิ่วอันเข้าไปในบ้าน ทั่วทั้งห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นรุนแรงของยา
หน้าต่างปิดไว้อย่างมิดชิด ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หญิงชราบนเตียงเอาแต่ปิดปากและไอไม่หยุด
“หมอเสิ่น… แค่ก… แค่ก ๆ ๆ…”
ลู่จิ่วอันมองดูคุณยายร่างกายซูบผอมและอดคิดไม่ได้ว่าที่เธอไอรุนแรงแบบนี้เพราะป่วยวัณโรค
“คุณยาย หมู่นี้ได้ทานซุปสาลี่กังป๋วยบ้างหรือเปล่า?”
“ทานค่ะ” คุณยายกระแอมไอไม่หยุด ก่อนจะหันไปเห็นลู่จิ่วอัน “เธอคนนี้เป็นใครกัน?”
“ลูกศิษย์ผมเอง ชื่อว่าจิ่วอัน”
กู้เจียวเจียวเดินถือแก้วน้ำไปหาหญิงชราด้วยสีหน้ารังเกียจ และพูดเสียงหวานว่า “คุณยาย เธอก็คือภรรยาไม่รู้หนังสือของช่างเซี่ยคนนั้นไงล่ะคะ! ”
เสิ่นอีหมิงคิ้วกระตุกด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุ
แต่แล้วก็ได้ยินลู่จิ่วอันพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนพร้อมกับส่งยิ้มให้กู้เจียวเจียว “คุณยาย อาจารย์กู้พูดไม่ผิดหรอกค่ะ ฉันคือภรรยาที่ไร้การศึกษาของเซี่ยอวิ้นหนิง”
กู้เจียวเจียวพูดไม่ออกทันที “…”
เธอไม่เคยเห็นใครหน้าด้านหน้าทนเท่ากับลู่จิ่วอันมาก่อน ราวกับว่าการไม่มีการศึกษาเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจ
หญิงชราไม่แปลกใจที่เซี่ยอวิ้นหนิงทิ้งกู้เจียวเจียวแล้วไปแต่งงานกับลู่จิ่วอัน ประการแรกเพราะทดแทนบุญคุณ ประการที่สองเพราะลู่จิ่วอันมีหน้าตาที่สะสวย
โดยเฉพาะบั้นท้ายที่ดูอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเห็น
อีกทั้งรูปร่างที่ไม่อ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับลูกสะใภ้ของเธอ…
“เธอชื่อลู่จิ่วอันใช่ไหม?”
ลู่จิ่วอันตอบอย่างมีมารยาท “ใช่ค่ะ”
หญิงชราพูดขึ้นอย่างสบาย ๆ และเป็นกันเอง “ในเมื่อเธอเป็นลูกศิษย์ของหมอเสิ่น งั้นฉันเรียกเธอว่าแม่หนูได้ใช่ไหม? แม่หนู เธออย่าไปสนใจเสียงนินทาเลยนะ แค่เธอและเซี่ยอวิ้นหนิงมีความสุขก็พอแล้ว”
ลู่จิ่วอันยิ้มพร้อมกับเอ่ยชม “คุณยายสายตาเฉียบแหลมมากเลย เดาถูกด้วยเหรอคะเนี่ย?”