บทที่ 31 : ม่านประตูสุสานเปิดออก อาคมสะท้อนกลับและซากศพแห่งบรรพกาล!
ณ ที่ราบรอยแยกบรรพกาล สายลมที่พัดกระโชกแรงหอบเอาฝุ่นทรายและกลิ่นอายความตายพัดผ่านร่างของผู้คนนับแสน ท่ามกลางความแออัดและบรรยากาศอันตึงเครียดของการรอคอยมิติลับเปิดออก เสียงตวาดอันโอหังของ 'กวงต้า' ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักดาบคลั่ง ดึงดูดสายตาของผู้ฝึกยุทธ์รอบข้างให้หันมามองด้วยความสนใจระคนหวาดหวั่น
กวงต้าผู้มีร่างสูงใหญ่ประดุจหมีป่า กล้ามเนื้อปูดโปนเต็มไปด้วยเส้นเลือด ยืนตระหง่านขวางหน้าซูหลงอวิ๋นและจินหลินที่จำแลงกายเป็นราชสีห์เพลิง ดาบยักษ์สีดำทะมึนในมือของมันแผ่รังสีสังหารระดับ 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย' ออกมากดทับอย่างโจ่งแจ้ง หมายจะข่มขวัญชายหนุ่มใต้หมวกฟางให้คุกเข่าขอความเมตตา
"ข้าบอกให้ไสหัวไป! หูหนวกหรืออย่างไร!" กวงต้าคำรามซ้ำเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งสงบ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง
ซูหลงอวิ๋นภายใต้เงาหมวกฟางไม้ไผ่ ค่อยๆ ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เสียงถอนหายใจนั้นแม้จะเบาบาง ทว่ากลับชัดเจนท่ามกลางเสียงจอแจ
"สำนักดาบคลั่ง... ชื่อสำนักก็บ่งบอกถึงสติปัญญาอันน้อยนิดอยู่แล้ว" น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นเยียบดังเล็ดลอดออกมา "ในสถานที่ที่มียอดฝีมือระดับบรรพชนเร้นกายอยู่เต็มท้องฟ้าเช่นนี้ การที่เจ้าทำตัวเย่อหยิ่งส่งเสียงดังโวยวาย มิใช่การประกาศศักดา ทว่ามันคือการรนหาที่ตายต่างหาก"
"ปากดีนักไอ้สวะ!" กวงต้าเดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง มันไม่อาจทนถูกหยามเกียรติต่อหน้าศิษย์น้องและผู้คนนับหมื่นได้ "ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! เพลงดาบคลั่งทะลวงภูผา!"
ดาบยักษ์ถูกเงื้อขึ้นสูงก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างสุดกำลัง! ปราณดาบสีดำสนิทควบแน่นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวขนาดยักษ์ พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าผ่าร่างของซูหลงอวิ๋น พลังทำลายล้างของมันมากพอที่จะผ่าศิลาขนาดเท่าบ้านให้ขาดเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดาย
ผู้คนรอบข้างต่างเบิกตากว้าง หลายคนเบือนหน้าหนีไม่อยากมองดูภาพเลือดสาดกระเซ็น
ทว่า ซูหลงอวิ๋นกลับมิได้ขยับเขยื้อนหลบหลีก และมิได้ชักกระบี่กลืนเงาที่อยู่เบื้องหลังออกมาด้วยซ้ำ! สำหรับศัตรูที่อยู่ในระดับขอบเขตใกล้เคียงกัน (ซูหลงอวิ๋นเพิ่งทะลวงแก่นแท้ทองคำขั้นต้น ส่วนศัตรูอยู่วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย ซึ่งห่างกันเพียงหนึ่งขอบเขตใหญ่กว่าๆ) เขามิจำเป็นต้องงัดไพ่ตายหรือใช้พลังสิ้นเปลืองแต่อย่างใด
เด็กหนุ่มเพียงแค่ยกมือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อขึ้นมา ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางที่รวบชิดกันเปล่งประกายแสงสีทองคำจางๆ เขาตวัดนิ้ววาดอักขระลี้ลับลงบนความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"วิถีแห่งจารึกอาคม... กระจกวารีสะท้อนจันทร์!"
วิ้ง!
อักขระสีทองคำก่อตัวประสานกันกลายเป็นแผ่นกระจกใสที่สร้างจากปราณยุทธ์ ลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของซูหลงอวิ๋นในเสี้ยววินาทีที่ปราณดาบยักษ์พุ่งเข้ามาปะทะ!
ตึงงงง!!!
ไม่มีการระเบิดที่รุนแรง ไม่มีการแตกหักของพื้นดิน! ปราณดาบของกวงต้าเมื่อปะทะเข้ากับกระจกวารีอาคม พลันถูกดูดกลืนและหักเหทิศทางอย่างฉับพลัน!
"อะไรกัน!" กวงต้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ฟวับ!
ปราณดาบที่แฝงพลังโจมตีร้อยส่วนของมันเอง ถูกกระจกอาคมสะท้อนกลับมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! พุ่งสวนกลับเข้าใส่กลางหน้าอกของกวงต้าอย่างจังโดยที่มันไม่อาจตั้งตัวหรือหลบหลีกได้ทัน!
"อั้ก!"
ร่างกำยำของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักดาบคลั่ง ถูกพลังดาบของตนเองกระแทกจนกระเด็นลอยละลิ่วปลิวข้ามหัวศิษย์น้องในสำนักไปไกลกว่าสามสิบจั้ง! เสื้อเกราะสีดำแตกกระจาย เลือดสีสดพุ่งกระฉูดออกจากปาก ร่างของมันร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินเสียงดังสนิท สลบเหมือดคาที่ในกระบวนท่าเดียว!
เงียบ... ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบงันระดับป่าช้า!
ศิษย์สำนักดาบคลั่งที่เหลือต่างอ้าปากค้าง อาวุธในมือสั่นเทา พวกมันมองดูร่างของศิษย์พี่ใหญ่ที่นอนจมกองเลือด สลับกับมองเด็กหนุ่มชุดขาวที่ยืนล้วงมืออยู่ในแขนเสื้ออย่างสบายอารมณ์ ราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่ปัดแมลงวันตัวหนึ่งทิ้งเท่านั้น
"อาคมจารึก! เขาสามารถวาดอาคมระดับสูงได้ในพริบตาโดยมิต้องใช้พู่กันหรือกระดาษยันต์! นี่มันวิชาของปรมาจารย์อาคมชัดๆ!" ชายชราผู้หนึ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ อุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง
ซูหลงอวิ๋นมิได้สนใจเสียงซุบซิบนินทา เขาลูบหัวจินหลินเบาๆ "เดินต่อไป"
ราชสีห์เพลิงเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินฝ่ากลุ่มศิษย์สำนักดาบคลั่งที่รีบแตกฮือหลีกทางให้อย่างหวาดผวา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขัดขวางหรือทวงแค้นให้ศิษย์พี่ใหญ่อีกเลย เพราะในโลกนี้ ผู้อ่อนแอย่อมต้องก้มหัวให้ผู้แข็งแกร่ง นี่ย่อมเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่า ก่อนที่ความวุ่นวายจะลุกลามไปมากกว่านี้...
ครืนนนนนน!!!!!
แผ่นดินทั่วทั้งที่ราบรอยแยกบรรพกาลพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประดุจโลกาวินาศ! ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มถูกฉีกกระชากออกด้วยรังสีแสงเจ็ดสีที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกไร้ก้นบึ้ง!
เสียงดนตรีบรรพกาลที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าและความยิ่งใหญ่ ดังกังวานก้องไปถึงเก้าชั้นฟ้าและสิบชั้นบาดาล! พายุหมุนมิติที่เคยกั้นขวางรอยแยก ค่อยๆ อ่อนกำลังลงและแหวกออกเป็นช่องว่างขนาดมหึมา
ณ ใจกลางรอยแยกนั้น ปรากฏ 'ประตูศิลาขนาดยักษ์' ที่สูงกว่าหมื่นจั้ง ค่อยๆ ดันตัวผุดขึ้นมาจากใต้พิภพ! บานประตูสลักลวดลายของทวยเทพและอสูรโบราณที่กำลังทำสงครามกัน กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่หลงเหลือจากยุคดึกดำบรรพ์ แผ่ซ่านออกมากดทับจนผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังต่ำกว่าแก่นแท้ทองคำต้องทรุดตัวลงคุกเข่า!
"ประตูสุสานเทพบรรพกาล... เปิดออกแล้ว!"
เสียงตะโกนก้องด้วยความปีติยินดีดังมาจากเรือเหาะของเหล่ามหาอำนาจ!
บนน่านฟ้า ผู้อาวุโสระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์จากสำนักและตระกูลต่างๆ ต่างลอยตัวขึ้นเหนือเรือเหาะ ปลดปล่อยพลังวิญญาณเพื่อคุ้มครองศิษย์ของตน
"ศิษย์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย! จงฟังคำสั่ง!" เสียงอันทรงอำนาจของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองอร่าม ดังก้องมาจากตำหนักลอยฟ้า "สุสานเทพเปิดออกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ภายในนั้นเต็มไปด้วยวาสนาและภยันตราย ผู้ที่มีป้ายหยกเบิกทางจงเตรียมตัวก้าวเข้าไป และจงจำไว้ว่า เมื่ออยู่ด้านใน กฎเกณฑ์แห่งโลกภายนอกจะไร้ความหมาย ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้ครอบครองมรดกแห่งทวยเทพ!"
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของอัจฉริยะรุ่นเยาว์นับพันคนจากขุมกำลังต่างๆ ก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าประดุจห่าฝนดาวตก! แต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายพลังที่ไม่ต่ำกว่าขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุด หรือแม้แต่วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย! พวกเขาคือความหวังและอนาคตของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน
ซูหลงอวิ๋นเงยหน้ามองดูภาพอันตระการตานั้นด้วยสายตาเยือกเย็น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแหลมคมหลายสายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มอัจฉริยะเหล่านั้น มีบางคนที่แข็งแกร่งจนแม้แต่เขาในยามนี้ก็ยังต้องระมัดระวัง
"มหาทวีปศูนย์กลางช่างกว้างใหญ่ อัจฉริยะซุกซ่อนอยู่มากมายจริงๆ... ทว่า ไม่ว่าพวกเจ้าจะยิ่งใหญ่มาจากที่ใด หากบังอาจมาขวางทางแย่งชิงชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรของข้า ข้าก็จะฝังพวกเจ้าไว้ในสุสานแห่งนี้ทั้งหมด"
ซูหลงอวิ๋นหันไปหาจินหลิน "จินหลิน กฎของสุสานจำกัดระดับพลังและอายุขัย แม้เจ้าจะจำแลงกาย ทว่ากลิ่นอายสายเลือดบรรพกาลของเจ้าอาจไปกระตุ้นค่ายกลพิทักษ์ของสุสานได้ จงเข้าไปพักผ่อนในถุงวิญญาณสัตว์อสูรก่อนเถิด เมื่อถึงเวลาจำเป็น ข้าจะเรียกเจ้าออกมาเอง"
"รับคำสั่งนายท่าน โปรดระวังตัวด้วยขอรับ" ราชสีห์เพลิงก้มหัวรับคำ ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงสีแดง พุ่งเข้าไปในถุงวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวของชายหนุ่ม
เมื่อจัดการเรื่องสัตว์พาหนะเรียบร้อย ซูหลงอวิ๋นก็ล้วงเอา 'ป้ายหยกเบิกทางสุสานเทพ' สีเขียวหม่นที่ชิงมาจากตระกูลอู๋ออกมาถือไว้ในมือ เขาอัดฉีดปราณยุทธ์สีทองคำเข้าไป ป้ายหยกพลันเปล่งแสงสว่างจ้า ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ด้วยม่านพลังสีเขียวอ่อน
ฟุ่บ!
เด็กหนุ่มใช้วิชาตัวเบาย่างก้าวเงามายา พุ่งทะยานร่างกระโจนลงสู่รอยแยกบรรพกาลเบื้องล่างอย่างไม่ลังเล!
พริบตาที่ร่างของเขาสัมผัสกับม่านพลังมิติที่กั้นอยู่หน้าประตูศิลาขนาดยักษ์ ค่ายกลตรวจสอบของสุสานก็กวาดผ่านร่างของเขาทันที
[อายุขัย: ไม่เกินยี่สิบปี... ระดับพลังยุทธ์: แก่นแท้ทองคำขั้นต้น... ผ่านเงื่อนไข!]
ม่านพลังมิติแหวกออกเป็นช่องว่าง ดูดกลืนร่างของซูหลงอวิ๋นหายเข้าไปในความมืดมิดอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมๆ กับอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่ทยอยกันก้าวข้ามขอบเขตเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์และต้องห้าม
...
วูบ!
ความรู้สึกวิงเวียนจากการฉีกกระชากมิติเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ฝ่าเท้าของซูหลงอวิ๋นจะแตะลงบนพื้นดินที่แข็งกระด้างและเย็นเยียบ
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจต้องสะดุดไปชั่วขณะ
นี่มิใช่มิติลับที่เต็มไปด้วยความงดงามหรือสวนสมุนไพรสวรรค์เยี่ยงที่ปุถุชนจินตนาการ ทว่ามันคือ 'ลานประหารระดับเทพเจ้า'!
ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีเทาหม่น เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวของมิติที่คล้ายกับกระจกแตก แสงสลัวที่สาดส่องลงมานั้นเย็นเยียบและไร้ชีวิตชีวา พื้นดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาถูกย้อมด้วยสีแดงคล้ำของเลือดที่แห้งกรังมานานนับล้านปี
ทว่าสิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุด คือโครงกระดูกขนาดยักษ์!
โครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่ามีความสูงระดับภูเขา ตั้งตระหง่านอยู่ประปรายทั่วทั้งดินแดน บางโครงกระดูกถืออาวุธหักๆ ที่มีขนาดเท่าหอคอยเสียดฟ้า บางโครงกระดูกมีปีกขนาดยักษ์ที่ขาดวิ่น กลิ่นอายความโศกเศร้า ความเคียดแค้น และเจตจำนงการต่อสู้ที่ไม่ยอมดับสูญ ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากเศษซากเหล่านั้น
"นี่คือซากศพของทวยเทพและอสูรบรรพกาลในยุคดึกดำบรรพ์... มหาสงครามในยุคนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก จนทำให้มิตินี้ถูกตัดขาดออกจากกฎเกณฑ์ของวัฏสงสาร"
ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจลึก แรงโน้มถ่วงในมิตินี้หนักหน่วงกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณหลุดเข้ามา คงถูกแรงโน้มถ่วงบดขยี้จนอวัยวะภายในแหลกเหลว ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋นที่มีกายเนื้อได้รับการผลัดเปลี่ยนด้วยเพลิงสวรรค์ แรงกดดันนี้กลับทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่า
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่พบเห็นผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว
"ดูเหมือนว่ากระแสมิติที่ประตูทางเข้า จะทำการสุ่มโยนผู้บุกรุกไปตามจุดต่างๆ ของสุสาน... เช่นนี้ก็ดี ข้าจะได้เคลื่อนไหวหาชิ้นส่วนแผนที่ได้อย่างสะดวก"
ซูหลงอวิ๋นหลับตาลง กระตุ้น 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ในทะเลวิญญาณให้ทำงาน คัมภีร์สีทองอร่ามสั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนจะส่งคลื่นความรู้สึกเชื่อมโยงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างแผ่วเบา... ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ!
"ชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรใบที่สาม... อยู่ทางนั้น!"
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น นัยน์ตาสาดประกายมุ่งมั่น ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าพุ่งทะยานร่างไปตามทิศทางนั้นเอง...
ครุก... ครัก... แกรก...
เสียงเสียดสีของกระดูกที่เสียดสีกันดังแว่วมาจากพื้นดินสีเลือดเบื้องหน้าและเบื้องหลังของเขา!
พื้นดินที่เคยเงียบสงบพลันปูดนูนขึ้น โครงกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรขนาดเท่าคนปกติที่ฝังอยู่ใต้ดิน ค่อยๆ ตะเกียกตะกายดันตัวลุกขึ้นมา เบ้าตาที่กลวงโบ๋ของพวกมันเปล่งประกายแสงสีเขียวมฤตยู กลิ่นอายความตายและปราณหยินอันเข้มข้นพวยพุ่งออกมาจากร่างของซากศพเหล่านี้!
"วิญญาณแค้นบรรพกาล... และอสูรซากศพ!"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง ซากศพเหล่านี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วยปราณมารในสุสานมาเนิ่นนาน จนเกิดสติปัญญาขั้นต่ำและสัญชาตญาณกระหายเลือด พวกมันมีจำนวนนับร้อยตัว และแต่ละตัวล้วนแผ่กลิ่นอายพลังในระดับ 'แก่นแท้ทองคำขั้นปลาย' ถึง 'ขั้นสูงสุด'!
"ก๊าซซซ! เลือด... เนื้อสดๆ!"
อสูรซากศพรูปร่างคล้ายหมาป่ากระดูก พุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋นด้วยความเร็วสูง กรงเล็บกระดูกที่แหลมคมประดุจดาบตวัดฟาดฟันหมายจะฉีกกระชากร่างของเด็กหนุ่ม ตามมาด้วยวิญญาณแค้นในชุดเกราะผุพังที่ชักดาบสนิมเขรอะพุ่งเข้าล้อมกรอบอย่างพร้อมเพรียง!
เผชิญหน้ากับศัตรูที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองหนึ่งถึงสองขั้นย่อย ซ้ำยังมีจำนวนนับร้อย ซูหลงอวิ๋นกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เขามิจำเป็นต้องใช้อาคมจารึกหรือระเบิดโอสถแต่อย่างใด เพราะศัตรูเหล่านี้... ยังอยู่ในขอบเขต 'แก่นแท้ทองคำ' เช่นเดียวกับเขา!
"ระดับพลังต่างกันเพียงขั้นย่อย ต่อหน้าแก่นแท้ทองคำหยินหยางเทวะของข้า... พวกเจ้าก็เป็นได้แค่ของเล่นบำรุงวิญญาณเท่านั้น!"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น เขามิได้ถอยหนี มือขวาเอื้อมไปจับด้ามกระบี่กลืนเงาที่แผ่นหลัง!
ชิ้ง!!!
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังกังวานก้องทำลายความเงียบงันของสุสานเทพ! ประกายแสงสีดำทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ พร้อมกับการระเบิดพลังของจุดตันเถียน!
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... สถิตใบกระบี่!"
ฟู่!
เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ลุกโชนห่อหุ้มกระบี่กลืนเงา ความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ที่สามารถแช่แข็งได้กระทั่งวิญญาณ ปะทุออกมากดทับปราณมารของเหล่าซากศพจนชะงักงัน!
"วิถีกระบี่บรรพกาล... กวาดล้างพสุธา!"
ซูหลงอวิ๋นพลิ้วกายด้วยย่างก้าวเงามายา ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีขาวที่เคลื่อนไหวอย่างงดงามและดุดันประดุจเทพแห่งการร่ายรำ กระบี่กลืนเงาตวัดฟันออกไปเป็นแนวโค้งรอบตัว รังสีดาบสีดำที่แฝงเพลิงสีขาวพุ่งทะยานออกไปเป็นวงกว้างรัศมีสามสิบจั้ง!
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! เปรี้ยง!
ไร้ซึ่งการต้านทานใดๆ! กรงเล็บกระดูกและดาบสนิมของเหล่าอสูรซากศพ เมื่อปะทะเข้ากับรังสีดาบของซูหลงอวิ๋น กลับถูกตัดขาดสะบั้นราวกับเต้าหู้! เพลิงวิญญาณธาตุปฐพีทำหน้าที่แช่แข็งเปลวเพลิงวิญญาณสีเขียวในเบ้าตาของพวกมัน และอักขระกลืนวิญญาณบนใบกระบี่ก็สูบกลืนพลังงานความตายเหล่านั้นเข้ามาย่อยสลายในพริบตา!
เพียงแค่การฟาดฟันกระบี่เพียงหนึ่งครั้ง อสูรซากศพและวิญญาณแค้นนับร้อยตัวในขอบเขตแก่นแท้ทองคำตอนปลาย ก็แตกกระจายเป็นเศษกระดูกร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไร้สภาพ!
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของรากฐานวิถีเทวะ! แม้จะไม่สามารถสู้ข้ามขอบเขตใหญ่ได้โดยปราศจากตัวช่วย ทว่าหากเป็นการต่อสู้ 'ภายในขอบเขตเดียวกัน' ซูหลงอวิ๋นคือราชันย์ผู้ไร้พ่ายอย่างแท้จริง!
"พลังปราณมารเหล่านี้ แม้จะขุ่นมัว ทว่าเมื่อถูกคัมภีร์เทวะชำระล้าง ก็กลายเป็นปราณบริสุทธิ์ชั้นยอด... สุสานแห่งนี้ ช่างเป็นสถานที่บ่มเพาะชั้นเลิศสำหรับข้าเสียจริง"
ซูหลงอวิ๋นสะบัดกระบี่ไล่ฝุ่นกระดูก รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า เขาสูดลมหายใจรับพลังงานที่ถูกกลืนกินเข้ามา หล่อเลี้ยงแก่นแท้ทองคำหยินหยางให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มเก็บกระบี่ นัยน์ตาสาดประกายมุ่งมั่นมุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
"ชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรบรรพกาล... จงรอข้าก่อนเถิด ข้ากำลังไปรับเจ้าแล้ว!"
ร่างในชุดคลุมสีขาวพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุ กลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของสุสานเทพบรรพกาล!
(จบบทที่ 31)