รเมศรูดผ้าม่านสีขาวออกไปไว้ข้างหนึ่งแล้วเปิดบานหน้าต่างออกกว้างเพียงเปิดออกสายลมเย็นสบายก็พัดผ่านปะทะร่างทันที ชายหนุ่มหลับตาพริ้มแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มๆด้วยความสดชื่น เขาชอบความเย็นจากลมธรรมชาติมากกว่าความเย็นจากเครื่องปรับอากาศเขาชอบเห็นป่าไม้ลำธารมากกว่ารถราและตึกสูงใหญ่ที่นี่จึงเป็ความทรงจำแสนสุขของเขามาตลอด
“ห้องนอนของพวกเรายังเหมือนเดิมเลยเนอะพี่มิน ป้าติ๋มบอกว่าั้แ่ที่พวกเราจากไปน้านพก็ปิดห้องของเราไว้ตลอดไม่เคยให้ใครเข้ามานอนเลย” รมิตาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาในห้องของแฝดผู้พี่เธอเดินมาหยุดยืนข้างๆ พี่ชายแล้วเอ่ยต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “น้านพดีกับพวกเรามากเลยเนอะพี่มินเขายังรักและคิดถึงพวกเราเสมอเลย”
“อืม” ชายหนุ่มยิ้มรับเพราะในห้องนอนของเขาก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แม้หลายสิ่งเปลี่ยนไปอย่างน้อยห้องห้องนี้ก็ยังคงเป็ของเขาอยู่
“เฮ้อ...มีนชักอิจฉาคนที่ได้หัวใจของน้านพซะแล้วสิคนๆ นั้นโชคดีมากเหลือเกินที่ได้ผู้ชายดีๆ แบบน้านพไป”
รเมศขมวดคิ้วมุ่น หันมองหน้าน้องสาวแล้วเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก
“มีนพูดเหมือนน้านพ...มีคนรักแล้ว”
“ใช่”
“ใคร” เขาถามเสียงแ่ หัวใจกระตุกวูบ ยิ่งเห็นน้องสาวเงียบใจเขาก็ยิ่งร้อนรนจนต้องถามซ้ำ“ใครเหรอมีน บอกพี่มาสิ”
“ทำไมพี่มินดูอยากรู้จัง”ดวงตาคู่สวยที่หรี่มองราวจับผิดของน้องสาว ทำให้ผู้เป็พี่ชายได้สติรีบหันหน้าหนีทันที
“ก็...พี่แค่อยากรู้เฉยๆ”
รมิตากระตุกยิ้มนิดๆ เอนหลังพิงขอบหน้าต่างยกมือข้างหนึ่งขึ้นกอดอกส่วนอีกข้างก็ลูบปลายคางตัวเองไปด้วยก่อนตอบคำถามของแฝดผู้พี่อย่างอารมณ์ดีว่า
“มีนก็แค่เดาเอาน่ะ”
“เดาเอาอีกแล้ว” เขาส่ายหน้าระอาทว่าในใจแอบโล่งอก“พี่ว่ามีนเลิกเดาอะไรไร้สาระสักทีเถอะ เมื่อตอนที่นั่งอยู่ในรถเราก็เดาเอาเองมัวๆว่าพี่มีแฟนจนทำให้น้านพเข้าใจผิดไปแล้ว”
“แล้วไม่จริงเหรอ” หญิงสาวเลิกคิ้วถามดวงตาพราวระยับอย่างคนรู้ทัน จนคนถูกมองต้องหลบตาทำเป็มองวิวด้านนอกแทน
“ไม่...จริง” เขาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว
“แน่ใจ”
“เอ๊ะ...”ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ต่อว่าน้องสาวจอมจุ้นก็มีเสียงของป้าติ๋มดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“ของว่างรองท้องมาแล้วค่ะคุณหนู”แม่บ้านสูงวัยซึ่งเป็คนเก่าคนแก่ของที่นี่เดินถือถาดของว่างเข้ามาในห้องนอนของรเมศที่เปิดบานประตูทิ้งเอาไว้
“ว้าว คุกกี้น่ากินจังเลยค่ะป้า” รมิตาเดินปรี่เข้าไปหยิบชิ้นขนมคุกกี้ขึ้นมากัดกินทันทีที่แม่บ้านวางถาดลงบนโต๊ะ“อืม...อร่อยค่ะ ขนมฝีมือป้ายังอร่อยเหมือนเดิมเลยนะคะ”
ป้าติ๋มยิ้มกว้างเมื่อถูกชมก่อนจะคะยั้นคะยอให้สองแฝดกินเยอะๆ นางยืนมองสองพี่น้องกินอย่างมีความสุขอดนึกถึงสมัยก่อนที่เคยอยู่ด้วยกันไม่ได้
“นึกถึงสมัยก่อนนะคะป้ายังจำได้ว่าตอนนั้นพวกคุณแย่งกันกินขนมที่ป้าทำกันใหญ่เลย”
“ผมยังจำรสชาติของขนมที่ป้าทำได้ดีเลยครับดีใจที่ได้ทานฝีมือป้าอีกครั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นป้าจะทำขนมให้พวกคุณหนูทานทุกวันเลยดีไหมคะ”
“โอ๊ย...แบบนี้หนูก็อ้วนตายน่ะสิคะ” รมิตาโอดครวญแต่ขนมยังเต็มปากอยู่และมือก็หยิบไม่เลิกรเมศหัวเราะขำน้องสาว ส่วนป้าติ๋มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีใจที่มีคนชอบขนมที่นางทำ
“ไม่อ้วนหรอกค่ะ หุ่นคุณหนูมีนกำลังสวยเลยค่ะเฮ้อ...ป้าดีใจจังที่พวกคุณหนูมาป้าน่ะอยากให้คุณหนูทั้งสองคนอยู่ที่นี่ด้วยกันตลอดไปเหลือเกินค่ะ”
“เป็ไปไม่ได้หรอกครับป้า” รเมศตอบแม้ใจอยากจะให้เป็อย่างที่ป้าติ๋มพูดเหลือเกิน
“ใช่ พวกเราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับน้านพแล้วจะให้มาอยู่ที่นี่ตลอดไปมันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะป้าอีกอย่างต่อไปน้านพก็ต้องแต่งงานใหม่ ต้องมีครอบครัวใหม่ พวกเราไม่อยากสร้างปัญหาให้น้านพหรอกค่ะ”
“ก็จริงค่ะ”
“ว่าแต่ว่า...ตอนนี้น้านพมีแฟนใหม่แล้วหรือยังคะป้า”ได้ทีรมิตารีบหลอกถามป้าแม่บ้านเพราะเธออยากรู้ว่าอดีตน้าเขยมีเ้าของหัวใจคนใหม่แล้วหรือยังส่วนรเมศที่อยากรู้ก็คอยเงี่ยหูฟังไปด้วย
“ป้าไม่รู้หรอกค่ะ แต่ป้าก็ลุ้นๆคุณวิไลลักษณ์อยู่เหมือนกันค่ะ”
“เอ...ชื่อนี้เหมือนเคยได้ยิน” รมิตานึกก่อนจะร้องอ๋อออกมา“อ๋อ...นึกออกแล้ว คนที่มาหาน้านพวันนี้ใช่ไหมคะป้า”
“ค่ะตอนนี้ก็มีคุณวิคนนี้แหละค่ะที่สนิทสนมกับคุณนพของป้าที่สุดแล้วก็ดูเหมือนว่าคุณนพจะชอบเธอมากกว่าใครด้วยนะคะเพราะยอมออกไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆ”
ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องซึ่งนั่งเงียบฟังเพียงอย่างเดียวรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอกผู้หญิงสองคนยังคงพูดกันออกรสออกชาติส่วนรเมศนั้นเดินแยกออกมายืนที่บานหน้าต่างเดิม เหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายด้วยความหมองเศร้า
ดึกแล้วแต่รเมศไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ชายหนุ่มนอนพลิกตัวอยู่บนเตียงหลายรอบ จนในที่สุดก็ตัดใจลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนไป
รเมศออกจากบ้านเดินตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านมากนักพอเดินไปถึงชายหนุ่มก็ยิ้มออกเมื่อเห็นสิ่งที่เขาชอบยังคงอยู่เช่นเดิมซึ่งก็คือชิงช้าไม้ที่นพวินด์ทำไว้ให้เขานั่งเล่นนั่นเองเขาเดินไปนั่งบนชิงช้าไม้ด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่นขึ้นหลังจากเหี่ยวเฉามาั้แ่เย็นแม้บางสิ่งจะเปลี่ยนไปแต่อย่างน้อยชิงช้าอันนี้ของเขาก็ยังคงอยู่เช่นเดิม
รเมศนั่งแกว่งชิงช้าไปเรื่อยๆสายลมเย็นพัดผ่านร่างพอทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นบ้าง ความเงียบสงัดทำให้ความคิดของชายหนุ่มเตลิดไปเรื่อยจนกระทั่งมาถึงเื่เมื่อตอนเย็นบนโต๊ะอาหารซึ่งนพวินด์พาใครบางคนมาร่วมทานและแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักด้วย
‘นี่คุณวิไลลักษณ์เธอเป็เพื่อนของน้าและก็เป็เ้าของร้านขายผ้ากับเครื่องนอนที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเราส่วนนี่หลานฝาแฝดของผม คนพี่ชื่อมินส่วนคนน้องชื่อมีน’
นพวินด์แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกันบนโต๊ะอาหารเย็นวิไลลักษณ์ยิ้มให้สองแฝดก่อนเอ่ยชมว่า
‘ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันมากเลยนะคะหน้าตาน่ารักมากเลย’
‘ขอบคุณค่ะ คุณวิไลลักษณ์ก็สวยมากเช่นกันค่ะ’ รมิตากล่าวชมกลับด้วยรอยยิ้มสดใส ส่วนรเมศนั่งยิ้มรับเงียบๆตามประสาคนไม่ช่างพูดช่างคุย
‘อุ๊ย...เรียกน้าว่าน้าวิก็ได้ค่ะพวกเราคนกันเองทั้งนั้น จริงไหมคะนพ’ หญิงสาวหันไปยิ้มหวานให้เ้าของรีสอร์ตที่นั่งอยู่ข้างๆซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มตอบกลับ
‘ครับ ก็คุณเป็เพื่อนผมนี่ครับ’
รมิตาเผลอหลุดหัวเราะออกมา รเมศจึงใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนน้องสาวเพื่อเตือนไม่ให้เสียมารยาททั้งที่ตัวเขาเองก็เผลอหลุดยิ้มขำออกมาเช่นกัน
‘แหม...นพพูดแบบนี้วิเสียใจมากนะคะ คุณพูดเหมือนเราไม่สนิทกันเลย’วิไลลักษณ์ทำกระเง้ากระงอดใส่นพวินด์พอประมาณเพื่อไม่ให้ดูน่ารำคาญมากเกินไป
‘สนิทสิครับก็คุณเป็เพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่ผมสนิทสุดตอนนี้นี่’ เ้าของรีสอร์ตเอ่ยเอาใจพร้อมตักกับข้าวใส่จานให้ด้วยหญิงสาวจึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจแล้วชวนเขาคุยกะหนุงกะหนิงไปเรื่อยทำเหมือนบนโต๊ะอาหารมีพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น
สายลมเย็นพัดผ่านจนกายหนุ่มสะท้านไหว รเมศถอดหายใจออกมาสองขาหยุดแกว่งไกว ตั้งใจว่าจะกลับขึ้นห้องนอนทว่าก็ต้องสะดุ้งใ เมื่อจู่ๆก็มีเสียงทักดังขึ้นมา
“นอนไม่หลับเหรอ”