ชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง

    บทที่ 126 โดนสะกดรอยตาม

            บทที่126

            โดนสะกดรอยตาม

            ในยามนี้เสี่ยวหนิงได้เริ่มเดินหน้าขยายกิจการร้านเครื่องหอมละอองบุปผาตามแผนที่วางไว้โดยการขยายกิจการในครั้งนี้ไม่ใช่การปรับปรุงร้านเดิมหากแต่เป็นการเปิดสาขาใหม่บนถนนอีกเส้นหนึ่งแทน

            ที่จริงแล้ว การขยับขยายร้านค้าสามารถกระทำได้หลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ร้านเดิมให้ใหญ่ขึ้น หรือการเปิดสาขาใหม่ในทำเลอื่นทว่าการเปิดสาขาใหม่ในย่านการค้าอีกเส้นถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดในยามนี้ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ หนึ่งคือไม่กระทบกับการดำเนินงานของร้านเดิมและสองคือสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ที่อาศัยอยู่ในละแวกอื่นได้ทันที

            ร้านสาขาใหม่ที่กำลังตกแต่งอยู่นั้นตั้งอยู่บนถนนการค้าที่ห่างจากร้านเดิมราวสามเส้นทางและในขณะนี้ขั้นตอนการตกแต่งก็กำลังจะแล้วเสร็จเหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อยก่อนที่ร้านจะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเป็นทางการ

            ส่วนร้านเครื่องหอมละอองบุปผาสาขาเดิมในย่านเดิมนั้นบรรยากาศกลับคึกคักกว่าที่เคย ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายสินค้าหลายรายการกลายเป็นสินค้าติดตลาดที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเนื่องจากราคาสมเหตุสมผล คุณภาพหอมละมุนเกินราคา และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่ประณีตงดงามเหล่านี้ทำให้ร้านได้รับความนิยมในหมู่สตรีและพ่อค้าแม่ขายในเขตเมืองชั้นนอกเป็นอย่างมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นคดีความที่เคยทำให้ร้านตกเป็นข่าวกลับกลายเป็นกระแสที่ส่งเสริมให้ชื่อเสียงของร้านขจรขจายไปไกลเกินคาดกลายเป็นหัวข้อพูดคุยทั้งในหมู่ขุนนางและสามัญชน ว่าร้านเครื่องหอมเล็ก ๆแห่งหนึ่งสามารถพลิกสถานการณ์จากผู้เสียหาย กลับมายืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างงดงาม

            ทั้งหมดนี้ส่งผลให้กิจการของไป๋ซือเหนียงเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นรายได้ในแต่ละวันหรือความคืบหน้าในการขยายร้าน ล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่นสมบูรณ์

            …

            สองวันต่อมา

            ยามราตรีของนครหลวงเหยียนจิงเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่ฟ้ามืดสนิทท้องฟ้าไร้แสงจันทร์ เหลือเพียงดวงดาวที่ประดับแผ่วอยู่ไกลลิบย่านหอแดงยังคงคึกคักดั่งเช่นทุกคืน ร้านแสงโคมหลากสีถูกแขวนไว้เต็มสองฟากถนนกลิ่นสุราและเสียงหัวเราะของผู้คนระคนปะปนคลอเคลียไปกับบรรยากาศแห่งความรื่นรมย์ของเมืองหลวง

            ท่ามกลางแสงไฟและผู้คนเหล่านั้นร่างหนึ่งในอาภรณ์สีเขียวอ่อนกำลังเดินผ่านผู้คนอย่างช้า ๆนางคือไป๋ซือเหนียงในร่างของเสี่ยวฮวา ผ้าคลุมไหล่พลิ้วไหวตามจังหวะย่างก้าวดวงตาสีดำลึกล้ำของนางทอดมองสองข้างทางด้วยความเงียบขรึมราวกับกำลังเพลิดเพลินกับความมีชีวิตชีวาของรัตติกาล

            แต่นางไม่ได้หยุดอยู่เพียงถนนเส้นนั้นร่างของนางเดินทอดผ่านย่านการค้า เส้นทางเริ่มเปลี่ยนไปจากถนนที่คึกคักค่อย ๆกลายเป็นตรอกแคบและมืดสลัวจนกระทั่งเข้าสู่ถนนที่เงียบงันไร้แสงประทีปแม้แต่ดวงเดียวเงาไม้เอนไหวใต้แรงลมยามดึก ด้านบนมีเพียงแสงดาวสาดทอเบาบางเป็นเพื่อนเงียบ

            ในที่สุดไป๋ซือเหนียงก็หยุดยืนนางหันกายเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น

            “เจ้าตามข้ามาถึงตรงนี้ได้ก็พอแล้วกระมัง...ตรงนี้ ไม่มีผู้ใดอีกแล้ว”

            เสียงของนางดังก้องเบา ๆในถนนที่ว่างเปล่า คำพูดนั้นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการประกาศ

            ดวงตาคมของไป๋ซือเหนียงเหลือบไปยังมุมกำแพงฝั่งหนึ่งดวงตาที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของยอดฝีมือมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่านางไม่ได้เดินเพียงลำพัง

            ในความมืดนั้น ร่างหนึ่งก็ค่อย ๆปรากฏออกมาจากเงา ชายชราหลังค่อมในชุดผ้าหยาบสีหม่นที่ผ่านกาลเวลาเขามีผมขาวดุจหิมะ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยแววตาของเขานิ่งและแหลมคมแม้จะซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปรือเล็กน้อยด้านหลังสะพายกระบี่เก่าคร่ำคร่า แต่สัมผัสของมันกลับให้ความรู้สึกเฉียบคมดุจมีดผ่ากระดูก

            เขาเดินออกมาจากมุมมืดเงียบ ๆไม่มีแม้เสียงฝีเท้า ร่างที่ผสมผสานระหว่างความชรากับความน่าเกรงขามเดินตรงมายังไป๋ซือเหนียงที่ยืนรออยู่แล้วอย่างไม่แสดงความหวาดหวั่น

            หญิงสาวกับชายชราจ้องหน้ากันกลางถนนที่ไร้ผู้คนสายตาของทั้งสองไม่ใช่การทักทาย... แต่เป็นการประเมิน

            "ไม่คิดว่าจะสามารถมองวิชาเร้นกายของข้าออกได้..."ชายชราสะพายกระบี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบร่างที่ยืนอยู่ใต้เงาไม้ไม่ไกลเผยเพียงเสี้ยวหน้าที่กร้านแดดสายตาทอดมองสตรีเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน ทว่าลึกซึ้ง

            "ก็ไม่ใช่วิชาสูงส่งอันใด...เหตุใดถึงจะมองไม่ออกเล่า?" ไป๋ซือเหนียงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางคล้ายเย้ยหยันคล้ายขบขัน 

            ชายชราหรี่ตาลงดวงตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ฝ่าฟันผ่านยุทธภพฉายแววแหลมคมขึ้นในพริบตาน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน"เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแปด...ใยเจ้าถึงกล้าปากกล้าเช่นนี้?"

            อีกฝ่ายพูดออกมาเช่นนั้นแต่กลับไม่มีแม้เพียงเงาแห่งความหวาดหวั่นบนใบหน้าของไป๋ซือเหนียงสตรีในชุดเขียวกลับยกยิ้มอีกครั้ง ยิ้มที่เย็นชาและเชือดเฉือน

            "งั้นหรือ...?เจ้าก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้น...เหตุใดจึงคิดว่าจะไม่มีผู้ใดมองวิชาเร้นกายของเจ้าทะลุปรุโปร่งกัน? หรือเจ้ากำลังประเมินตัวเองสูงเกินไปอยู่หรือไม่?" เสียงของนางนุ่มนวล หากแต่แฝงไว้ด้วยแรงกระแทกของคำ ดวงตาของนางมองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่หลบเลี่ยงการประจันหน้าระหว่างสายตาของทั้งสองต่างสงบนิ่ง หากแต่ตึงเครียดดุจเชือกคมดาบ

            ชายชราเงียบไปครู่หนึ่งทว่าดวงตากลับยิ่งล้ำลึกยิ่งขึ้น เขาจ้องมองหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละเสมือนกำลังพิจารณาความลึกลับที่ไม่อาจคาดเดา

            ไป๋ซือเหนียงสะบัดมือไปมาอย่างอ่อนใจสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายราวกับไม่อยากเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องไร้สาระ

            “เอาล่ะเลิกเถียงเรื่องนี้กันเสียที มาพูดกันตรง ๆ ดีกว่า เจ้าตามข้ามาถึงที่นี่เป็นเพราะสิ่งใดกันแน่?”

            หลังจากเอ่ยจบ นางก็หยุดนิ่งชั่วครู่ก่อนจะเหลือบสายตากวาดมองชายชราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเสมือนกำลังประเมินเขาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ถ้าจำไม่ผิด...เจ้าคงเป็นคนของโรงพนันจันทร์คล้ายกระมัง?”

            ชายชราสะพายกระบี่ได้ยินดังนั้น ก็เผยแววประหลาดใจในแววตาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างยอมรับ

            “ไม่ธรรมดา...รู้ด้วยว่าข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ตอนนั้น”

            ไป๋ซือเหนียงเพียงแค่ยิ้มเล็ก ๆไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางจึงกล่าวตัดบทสั้น ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

            “เข้าเรื่องเสียทีเถิดข้าไม่มีเวลาฟังเจ้าคลุมเครือไปมา”

            ชายชราหรี่ตามองอย่างลึกล้ำราวกับต้องการจ้องลึกเข้าไปในตัวตนของหญิงสาวเบื้องหน้า ยิ่งมองนานเท่าไรกลับยิ่งรู้สึกว่าตนเองมิอาจอ่านหญิงผู้นี้ออกเลยแม้แต่น้อย

            ในที่สุดเขาก็เอ่ยจุดประสงค์ของตนออกมา

            “เจ้า...เป็นคนที่กวาดเงินของโรงพนันพวกเราไปในช่วงที่ผ่านมา ข้า... มานำเงินเหล่านั้นคืน”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นไป๋ซือเหนียงถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมาใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้มที่ทั้งเย้ยหยันและขบขัน

            “ฮ่า ๆ...พูดเรื่องอันใดกัน? โรงพนันเสียเงินให้ผู้เล่นแล้วกลับมาทวงคืนหรือ?”

            นางหยุดไปเพียงครู่ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้แสร้งทำสีหน้าตกใจอย่างน่าหมั่นไส้

            “เอ๋...หรือว่าโรงพนันของพวกเจ้าสูญเสียเงินไม่ได้เลยหรือ? จำเป็นต้องให้คนเอาเงินมาให้พวกเจ้าตลอดกระนั้นหรือ?”

            คำพูดที่เหมือนตบหน้าอีกฝ่ายกลางอากาศทำให้ชายชราขบกรามแน่นสายตาเย็นเยียบวาบขึ้นมาทันที เสียงที่เอ่ยออกมาหนักแน่นและดุดัน

            “หุบปาก!เล่นพนันด้วยวิธีปกติแน่นอนว่าย่อมชนะได้ ข้าไม่ว่า...แต่สำหรับคนที่ใช้กลโกงเยี่ยงเจ้า เรื่องนี้ย่อมไม่นับ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดกล่าวหาจากชายชราใบหน้าของไป๋ซือเหนียงก็แปรเปลี่ยน รอยยิ้มที่เคยปรากฏอยู่เมื่อครู่เลือนหายไปสิ้นราวกับไม่เคยมีอยู่บนใบหน้างดงามของนางเลยแม้แต่น้อยดวงตาคู่งามทอแสงเย็นเยียบจนแม้แต่สายลมยามราตรียังคล้ายจะชะงัก

            “กลโกงงั้นหรือ?”เสียงของนางขับออกมาอย่างราบเรียบ แต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ค่อย ๆหนักขึ้นในอากาศ “ถ้าเช่นนั้นเจ้ากล้าสาบานหรือไม่...ว่าบ่อนพนันของพวกเจ้าไม่เคยใช้เล่ห์กลใส่ผู้ที่เข้าไปเล่น?”

            นางเว้นช่วงก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเย้ยหยันในลำคอ

            “ฮ่า...ไม่กล้าใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของนางเย็นเฉียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผิวเนื้อของอีกฝ่าย

            นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เล็กน้อย แววตาคมกริบประสานเข้ากับดวงตาที่ขุ่นมัวของชายชราสะพายกระบี่อย่างไม่หวั่นไหว

            “ข้าเข้าบ่อนพนันมาตั้งแต่ยังเยาว์หยิบยืดชีวิตอยู่กับโต๊ะพนันมาตลอดทาง... เจ้าอย่าคิดว่าเรื่องกลโกงเหล่านั้นข้าจะมองไม่ออก ไม่มีหรอก บ่อนพนันในหัวเมืองใหญ่ที่บริสุทธิ์จริง ๆเจ้ามือแต่ละคนล้วนเป็นคนที่ฝึกทักษะกันมาเป็นสิบปี ทุกฝ่ามือ ทุกสายตาล้วนฝึกมาเพื่อให้เจ้าคิดว่าชนะได้ แต่ความจริงเจ้ากำลังเดินเข้าเหว”

            แววตานางนิ่งงันแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกว่าเดิม

            “เพราะแบบนั้นจะให้ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าไม่เคยโกงลูกค้า? ช่างไร้สาระนัก”

            ชายชราผู้นั้นถึงกับมุมปากกระตุกเล็กน้อยคิ้วสีขาวขมวดเข้าหากันแน่นใบหน้าของเขาบึ้งตึงจนไม่อาจซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ได้อีกต่อไป

            “ถ้าเช่นนั้น...ก็ไม่ต้องพูดกันให้มากความอีกแล้ว!”

            น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกสายลมแผ่วบางรอบตัวคล้ายจะหยุดหมุนเวียนลงชั่วขณะ

    คล้ายกับเรื่องชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138