จิ่งเยี่ยนกุยหันไปก็เห็นอาหญิงเล็กจิ่งกำลังเอามือปิดปากหัวเราะอยู่ตรงนั้น แก้มของเธอจึงแดงขึ้นเล็กน้อย อาหญิงเล็กจิ่งระงับรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
เดิมทีอาหญิงเล็กจิ่งอยู่ในครัวช่วยหยางหว่านซิ่วทำอาหาร หยางหว่านซิ่วเห็นว่าผักไม่พอ จึงให้เธอไปเก็บมะเขือและพริกเพิ่มที่สวนผัก พอออกมาที่ลานบ้านก็เห็นจิ่งเยี่ยนกุยกับฟางเสียนจือกำลังกระซิบกระซาบกันพอดี
ก่อนหน้านี้เธอรู้ว่า ฟางเสียนจือกับจิ่งเยี่ยนกุยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก พอเห็นทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์กันแบบส่วนตัวเล็กน้อยในตอนนี้ ก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจกับจิ่งเยี่ยนกุยด้วยเช่นกัน เพราะจิ่งเยี่ยนกุยถูกครอบครัวทิ้งตั้งแต่แรกเกิด การที่ได้เจอฟางเสียนจือก็ถือว่าเป็นการหมดเคราะห์หมดโศก เธอเองก็กลัวการแต่งงานเพราะเรื่องของจูจินหลง แต่ก็หวังจากใจจริงว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะมีความสุข
จิ่งเยี่ยนกุยวิ่งไปหาอาหญิงเล็กจิ่งแล้วจั๊กจี้เธอ “อาหญิงเล็กเปลี่ยนไปแล้ว!” อาหญิงเล็กจิ่งถือผักอยู่ในมือไม่สะดวกที่จะโต้ตอบ ทำได้เพียงหัวเราะแล้วหลบเข้าไปในครัว หลังจากที่เธอแต่งงานกับจูจินหลง ชีวิตก็เต็มไปด้วยความหมองหม่น เธอไม่ได้หัวเราะแบบนี้มาหลายปีแล้ว
ซูไป่ชิงได้ยินเสียงหัวเราะก็มองไปทางครัว จากนั้นก็เห็นจิ่งเยี่ยนกุยที่ยิ้มอย่างซุกซนกับอาหญิงเล็กจิ่งที่มีท่าทางอ่อนโยนและงดงาม มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
หยางหว่านซิ่วจึงดุเบาๆ “โตกันขนาดนี้แล้วยังซนอีก แขกยังอยู่!”
จิ่งเยี่ยนกุยแลบลิ้นออกมา ส่วนอาหญิงเล็กจิ่งก็รีบยืนตัวตรง ทว่าภายในดวงตาของหยางหว่านซิ่วกลับมีรอยยิ้ม
หลังจากที่ลูกชายสามคนของตระกูลจิ่งแยกออกไปอยู่ข้างนอก บ้านเก่าก็เงียบเหงามาตลอด แต่หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยมาอยู่ที่บ้านเก่า ที่นี่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาสามส่วน
และหลังจากที่อาหญิงเล็กจิ่งหย่าแล้วย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ในใจหยางหว่านซิ่วก็ยังรู้สึกเป็นห่วง เพราะเธอและจิ่งจงอี้ก็อายุมากแล้ว คงดูแลจิ่งเยี่ยนกุยและอาหญิงเล็กจิ่งได้ไม่ดีเท่าไหร่ และยังเป็นกังวลกับอนาคตของพวกเธอด้วย
แถมยังมีเพื่อนบ้านไม่น้อยที่พูดจานินทา และชี้หน้าว่าอาหญิงเล็กจิ่ง บางคนก็ยังยุให้หยางหว่านซิ่วส่งจิ่งเยี่ยนกุยและอาหญิงเล็กจิ่งไปทำงานหาเงิน บอกว่าเธอแก่ขนาดนี้แล้วยังต้องเลี้ยงลูกสาวและหลานสาวอีก มันเหนื่อยเกินไป
บางคนก็ยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วหัวเราะเยาะว่ายังไงจิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่ใช่คนของตระกูลจิ่ง พอทะเลาะกับหลิวชุนฮวา ก็อาจจะเตะพวกเขาออกจากบ้านได้
หยางหว่านซิ่วรับแรงกดดันนี้ไว้คนเดียว ไม่เคยแสดงออกหรือพูดอะไรให้หลานสาวและลูกสาวได้ยินเลย แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องคิดมากกับเรื่องอนาคต อย่างน้อยลูกสาวและหลานสาวของเธอก็ยังสบายดี และมีชีวิตชีวาขึ้นทุกวัน
วันนี้ก็ได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ขนาดนี้ เธอไม่ได้ถามจิ่งเยี่ยนกุยเรื่องจำนวนเงินที่ได้มา แต่ก็พอจะรู้ว่าคำสั่งซื้อแบบนี้แค่หนึ่งคำสั่งซื้อ ก็ทำเงินได้มากกว่าที่ชาวบ้านส่วนใหญ่หาเงินทั้งปีเสียอีก
ก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยทำการค้าไปสองคำสั่งซื้อ เงินหนึ่งพันยังวางอยู่ในมือของเธอ ทั้งชีวิตนี้เธอไม่เคยมีเงินเก็บในมือมากขนาดนี้มาก่อน ดูเหมือนว่าชีวิตจะเริ่มมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว
คุณปู่ซูบอกว่าจะรอให้เธอกลับจากสะพานหินก่อนแล้วค่อยทดสอบเธอทีหลัง แต่พอทานข้าวเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะถามจิ่งเยี่ยนกุยถึงเรื่องการเรียนล่าสุดและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง เธอยังคิดอยู่เลยว่าจะเก็บซ่อนความสามารถไว้ก่อนดีหรือไม่ เพื่อไม่ให้คุณปู่ซูเร่งความเร็วในการสอนเธอ
แต่ไม่คาดคิดว่าซูไป่ชิงจะเปิดโปงเธอ “คุณปู่ ตอนที่ผมเจอเธอที่เมืองเอกครั้งที่แล้ว ผมเห็นเธอกำลังเดินไปท่องหนังสือไป เลยถามไปสองสามคำ เธอกลับท่องจำหนังสือที่คุณปู่ให้เธอท่องได้หมดแล้ว”
จิ่งเยี่ยนกุยหันไปมองซูไป่ชิง แต่เขากลับแกล้งทำเป็นไม่เห็น
ถึงแม้ซูไป่ชิงจะไม่มีพรสวรรค์ในการเรียนหมอมากนัก แต่ก็รักแพทย์แผนจีนจากใจจริง พอรู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยมีพรสวรรค์ในการเรียนหมอ เขาก็มีปฏิกิริยาเหมือนกับคุณปู่ซู นั่นก็คือ ไม่ควรปล่อยให้พรสวรรค์ของจิ่งเยี่ยนกุยสูญเปล่า
คุณปู่ซูประหลาดใจเล็กน้อย “จริงเหรอ?”
“ผมจะกล้าหลอกคุณปู่ได้ยังไง” ซูไป่ชิงพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่ต้องจับตาดูศิษย์คนนี้ให้ดีๆ ถึงแม้เธอจะมีพรสวรรค์ในการเรียนหมอ แต่ก็ชอบออกนอกลู่นอกทาง แล้วก็ชอบขี้เกียจด้วย”
คุณปู่ซูปกป้องศิษย์ของเขาอย่างเต็มที่ เหมือนกับว่าต่อให้เป็นหลานแท้ๆ ก็ไม่สามารถพูดไม่ดีถึงศิษย์รักของเขาได้ “ถ้าเยี่ยนกุยขี้เกียจจริง จะท่องจำหนังสือได้หมดได้ยังไง? เจ้าเด็กนี่ไม่ตั้งใจเรียนหมอ แต่กลับไปเรียนรู้นิสัยของผู้หญิง รู้จักขี้ฟ้องอีก ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!”
ซูไป่ชิง “…”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบเข้าไปทำตัวว่าง่ายกับคุณปู่ซู “ใช่แล้วๆ คุณพี่ซูนี่แย่มากเลยค่ะ ท่านอาจารย์ต้องจัดการเขาให้ดีนะคะ!”
“หนูเป็นศิษย์อาของเขา ถ้าครั้งหน้าเขายุแหย่อีก ก็จัดการเขาได้เลย!” ท่านซูเหลือบมองหลานชายของตัวเองพลางพูดออกมา
ซูไป่ชิง “…”
จิ่งเยี่ยนกุยนึกถึงเรื่องที่เขาบอกว่าไม่ถือสาที่เธอเป็นศิษย์ของคุณปู่ซูตอนอยู่ที่เมืองเอก ทั้งยังบอกว่าการที่เธอมาเป็นศิษย์ของคุณปู่ซูไม่ส่งผลกระทบต่อลำดับอาวุโสของเขา ตอนนี้กลับโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง เธอจึงหัวเราะออกมาอย่างไม่ปรานีสักนิด
คุณปู่ซูไม่สนใจหลานชายที่กำลังหงุดหงิดของตัวเอง แล้วหันไปพูดกับจิ่งเยี่ยนกุยว่า “มานี่ มาท่องหนังสือให้ฉันฟังหน่อย ถ้าท่องไม่ได้ ฉันจะลงโทษด้วยไม้เรียว”
คราวนี้เป็นทีของซูไป่ชิงที่หัวเราะอย่างไม่ปรานีบ้าง เขาจะคอยดูว่าเธอจะถูกคุณปู่ที่เข้มงวดของเขาตีฝ่ามือหรือเปล่า เพราะว่าตอนที่เขาเรียนหมอก็โดนตีไปไม่น้อย
แต่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยก็ทำให้เขาต้องผิดหวัง เพราะเธอท่องได้คล่องแคล่วมาก ตอนที่คุณปู่ซูถามความหมายของคำสำคัญในระหว่างการทดสอบนั้น เธอก็ตอบได้อย่างฉะฉาน หลังจากที่คุณปู่ซูถามเสร็จ ท่าทีของเขาก็ดูจริงจังขึ้นมาก ยังถามจิ่งเยี่ยนกุยอีกว่า “ความหมายเหล่านี้ หนูเข้าใจด้วยตัวเองเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยตอบ แท้จริงแล้วเธอยังคงซ่อนความสามารถเอาไว้ เธอเลือกจะพูดแค่เพียงความหมายที่ง่ายที่สุดและความเข้าใจของตัวเองเท่านั้น
แต่แค่นี้ก็ทำให้คุณปู่ซูประทับใจมากแล้ว จึงบอกกับเธอว่า “ช่วงสองสามวันนี้ หนูอยู่ที่บ้านก็ทบทวนหนังสืออีกดีๆ พอกลับจากสะพานหินแล้วก็มาที่บ้านฉันสักหน่อยนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า ซูไป่ชิงก็เดาได้แล้วว่าคุณปู่ซูจะทำอะไร จึงมองเธอด้วยความอิจฉาเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย ช่วงนี้ห้ามขี้เกียจอีกนะ”
ท่านซูเหลือบมองซูไป่ชิงแล้วพูดว่า “ที่นี่แกไม่มีสิทธิ์จะพูด ไปยืนอยู่ข้างๆ ไป”
ซูไป่ชิงลูบจมูกของตัวเอง แต่คุณปู่ซูยังคงดุเขา “คนเหมือนกัน ทำไมถึงแตกต่างกันขนาดนี้ ถ้าเทียบกับเยี่ยนกุยแล้ว แกมันก็โง่จริงๆ! ตอนที่แกท่องหนังสือเป็นแบบไหน แล้วดูคนอื่นสิ!”
ซูไป่ชิงโดนดุจนหน้าเสีย “คุณปู่ ที่นี่คนตั้งเยอะแยะ ให้ผมได้ไว้หน้าบ้าง”
“แกยังรู้จักห่วงหน้าตาอีกเหรอ!” คุณปู่ซูมองเขาแล้วพูด “คนไม่เอาไหนไม่สมควรไว้หน้า”
จิ่งเยี่ยนกุยที่อยู่ข้างๆ เห็นวิธีที่สองปู่หลานอยู่ด้วยกันก็ถึงกับมุมปากกระตุก เธอนึกสงสารซูไป่ชิงในใจไปหนึ่งหน
ก่อนจะกลับไป ซูไป่ชิงก็พูดกับจิ่งเยี่ยนกุยเบาๆ “คราวนี้เธอทำฉันซวยหนักเลยนะเนี่ย”
“ก็คุณเป็นคนเริ่มเอง จะมาโทษฉันได้ยังไง” จิ่งเยี่ยนกุยเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วถามเขา “เมื่อก่อนคุณต้องโง่ขนาดไหนกัน ท่านอาจารย์ถึงได้รังเกียจคุณขนาดนั้น?”