บทที่ 27 สำนักศึกษาิเต๋อ
ผู้ตรวจการมณฑลกู้และนายอำเภอซ่งต่างมีสีหน้าเ็ปและเสียดายขณะเดินจากหมู่บ้านเหลียงหมินไป
ผ่านไปไม่กี่วัน มีคนส่งวัวมาสี่ตัวพร้อมตำราเรียนและอุปกรณ์เครื่องเขียนสำหรับเด็กสองคน
วันนั้นห่าวเหรินได้ปฏิเสธความหวังดีของผู้ตรวจการมณฑลกู้อย่างสุภาพ บอกว่าให้เด็ก ๆ เรียนในหมู่บ้านก็ดีอยู่แล้ว
ผู้ตรวจการมณฑลกู้จ้องมองห่าวเหรินพลางกล่าวอย่างแ่เบา "อย่าทำลายอนาคตของคนรุ่นต่อไปเลย"
ห่าวเหริน "..."
ซูจือจือเริ่มลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว นางอยากไปเรียนที่อำเภอ
"ข้าจะไป! ท่านพ่อ ข้าอยากไป!"
ซูจือจือมองบิดาและมารดาด้วยดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
เพราะปกติมีโอกาสออกจากเขาน้อยมาก บางครั้งที่นางมีโอกาสไปในตัวอำเภอ ก็รู้สึกว่าในตัวอำเภอมีผู้คนมากมายและคึกคัก
บนถนนมีขนมน้ำตาลปั้น แป้งทอดและของกินอีกมากมาย ทั้งยังมีศิลปินข้างถนนแสดงกายกรรมอีกด้วย
ตัวอำเภออยู่ใกล้เขาเฮยเฝ่ยมากแค่ครึ่งวันก็ถึง ถ้าได้ไปเรียนที่อำเภอนางก็จะได้เที่ยวเล่นทั้งในเมืองและในหมู่บ้าน
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ นางพลิกดูตำราเรียนที่เพิ่งส่งมาให้และพบว่านางได้เรียนมาหมดแล้ว หากต้องเรียนซ้ำอีกครั้งคงจะง่ายดายยิ่งนัก
ซูจือจือเกาะแขนอู่อิงเหนียง ในดวงตาเป็ประกายระยิบระยับของนางเขียนคำว่า 'อยากไป' ไว้อย่างชัดเจน
อู่อิงเหนียงผลักซูจือจือให้เดินออกไปข้างนอกเบา ๆ
"พอเถิด อย่าเพิ่งรบเร้า แม่จะปรึกษาเื่นี้กับท่านพ่อของเ้าก่อน วันนี้ต้องไปโรงเรียนแล้ว"
ซูจือจือจึงหยุดงอแง แบกหีบตำราเดินจากไป
ห่าวเหรินมองดูตำราที่เ้าหน้าที่นำมาส่งด้วยสีหน้าคลุมเครือ
อู่อิงเหนียงมองดูสามี เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"เป็อะไรไปหรือ? บุตรสาวอยากออกไปข้างนอก เ้าเสียดายไม่อยากให้ไปหรือ?"
ห่าวเหรินถอนหายใจยาวอย่างแ่เบาจากลำคอ
"อาเหริน เ้าก็รู้ว่าพวกเราไม่อาจติดอยู่บนเขาไปชั่วชีวิต สักวันต้องออกไปข้างนอก" อู่อิงเหนียงนั่งอยู่ที่ประตู ขัดทำความสะอาดหอกด้ามยาวพู่แดงของนาง
หลายปีก่อน ตอนที่นางเดินทางท่องยุทธภพเพียงลำพัง ครั้งแรกที่พบกับเผยเสวียนทั้งสองได้รู้จักกันผ่านการต่อสู้
และหอกด้ามยาวที่นางใช้ในตอนนั้น ก็คือหอกเล่มนี้นั่นเอง
"หากเสวียนเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยนิสัยของนางก็คงไม่กักขังซูจือจือไว้ ดูสิ ซูจือจือพบเซวียเช่อแล้วดีใจเพียงใด นางก็อยากมีเพื่อนวัยเดียวกันสิ่งที่เด็กคนอื่นทำได้ เหตุใดนางจึงทำไม่ได้?"
เสียงของอู่อิงเหนียงไม่ดังนัก แต่ทุกคำล้วนเข้าหูของห่าวเหริน
สายลมพัดให้เรือนยอดไม้นอกประตูโยกไหวเบา ๆ
กิ่งก้านใบไม้เต็มต้นสะท้อนแสงแดดและลมส่งเสียงซู่ซ่า ราวกับมีคนกระซิบ
ห่าวเหรินลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่อาจใจร้ายกักขังซูจือจือไว้บนเขา
"ไปก็ไปเถอะ อย่างไรก็ไม่ได้ไกลนัก ไปเรียนในเมืองก็ได้พอปิดเรียนก็กลับมาที่หมู่บ้าน"
ห่าวเหรินและอู่อิงเหนียงตัดสินใจเช่นนี้
ผ่านไปไม่กี่วัน เซวียอวี้เฉิงก็ส่งคนสนิทมาอย่างลับ ๆ พอดี
เพื่อให้เซวียเช่ออยู่ที่เมืองสวินโจวได้อย่างสบายใจ พวกเขาได้สร้างทะเบียนบ้านและตัวตนใหม่ให้เซวียเช่อโดยให้เป็บุตรนอกสมรสของตระกูลเซวียสาขาย่อยที่ตกอับในหลิ่งหนาน และบังเอิญว่ามีชื่อเดียวกับเซวียเช่อพอดี
เมื่ออยู่ข้างนอกก็สามารถอ้างได้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเสียชีวิตไปนานแล้ว จึงมาอาศัยอยู่ที่บ้านห่าวเหริน
หลิ่งหนานอยู่ห่างไกลเกินไป จะไม่มีใครมาสืบและไม่มีใครเคยพบเซวียเช่อ
สิ่งที่ส่งมาพร้อมกับทะเบียนบ้านยังมีตั๋วเงินและทองคำ รวมถึงสมุนไพรล้ำค่าอีกไม่น้อย
วันต่อมา ห่าวเหรินยุ่งกับการจัดการธุระในหมู่บ้านล่วงหน้า ส่วนอู่อิงเหนียงก็จัดหาของใช้ประจำวันให้เด็กน้อยทั้งสอง
กลางเดือนสี่ ทั้งครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองอำเภออย่างพร้อมเพรียง
เนื่องจากในเมืองอำเภอมีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อความปลอดภัยผู้เฒ่าฉินและขงหวู่จึงร่วมเดินทางไปด้วย
ดูผิวเผินแล้วเหมือนสามีภรรยาพาครอบครัวทั้งเด็กและคนแก่เข้าเมือง
อาเป่าก็ติดตามมาด้วย บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า ช่วยบังแสงอาทิตย์อันร้อนแรงให้ทุกคนได้รับร่มเงา
รถลาโคลงเคลงไปมา ขงหวู่นั่งอยู่ด้านหน้าคอยบังคับลา
ซูจือจือนั่งอยู่บนรถด้านหลัง ตื่นเต้นจนมือไม้สั่น
"ไปถึงตัวอำเภอ ก็ต้องไปกินขนมสายไหมก่อน!"
"ต้องไปดูคนพ่นไฟที่ตลาด!"
"แล้วก็มีโรงละครอะไรนั่นที่ไว้ดูงิ้วด้วย..."
เซวียเช่อสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ก่อนหน้านี้ตอนที่อู๋เหล่าซานจับตัวเขามา เด็กชายถูกขังอยู่ในรถ ไม่เคยเห็นทิวทัศน์ตลอดเส้นทาง ตอนนี้ถึงได้ตระหนักว่าเขาเฮยเฝ่ยอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลและซ่อนเร้นมาก
แม้ว่าจะไม่ไกลจากตัวอำเภอ แต่คนทั่วไปยากที่จะหาพบหุบเขาแห่งนี้ได้
อู่อิงเหนียงหยิบกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำพุ เนื้อตากแห้ง และผลไม้แห้งจากห่อเสบียงแบ่งให้ทุกคนกิน
เมื่อมาถึงเมือง พวกเขาเช่าบ้านที่มีสองห้องเชื่อมต่อกัน
ซูจือจือ เซวียเช่อ และขงหวู่เที่ยวเล่นกินดื่มในเมืองอยู่หลายวัน สนุกสนานมาก จนกระทั่งถึงวันที่ต้องไปสำนักศึกษาถึงนึกขึ้นได้จึงถามขึ้นว่า
"ท่านแม่ ข้ากับอาเช่อจะไปเรียนที่ใดหรือ?"
อู่อิงเหนียง "สำนักศึกษาิเต๋อ"
ซูจือจือและเซวียเช่อจะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาิเต๋อ
สำนักศึกษาิเต๋อเป็โรงเรียนเอกชนแห่งเดียวในอำเภอไป๋อวิ๋น ที่นี่รับเด็กอายุห้าถึงสิบสองปี
ครอบครัวในเมืองที่มีฐานะส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่เป็ส่วนใหญ่
หนึ่ง เพราะการจ้างอาจารย์มาสอนที่บ้านไม่ใช่เื่เล็กน้อยสำหรับสามัญชน
สอง เพราะทั่วทั้งอำเภอไป๋อวิ๋นอาจารย์ที่สอนหนังสือได้มีเพียงไม่กี่คน อยากจ้างส่วนตัวก็หาคนไม่ได้
อาจารย์ในสำนักศึกษาิเต๋อล้วนสอบผ่านขั้นซิ่วไฉ่*[1] เป็บัณฑิตที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น
ในสำนักศึกษามีทั้งนักเรียนชายและหญิง
แคว้นต้าอวี๋ส่งเสริมให้สตรีเรียนหนังสือ ในวังหลังมีตำแหน่งขุนนางหญิงมากมาย สตรีที่มุ่งมั่นในการศึกษายังมีโอกาสเข้าร่วมการสอบขุนนางหญิงที่จัดโดยฮองเฮาหรือจ่างกงจู่*[2]
ด้วยเหตุนี้ตามสำนักศึกษาต่าง ๆ จึงมีนักเรียนหญิงอยู่ด้วย แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลก
ซูจือจือถามไม่หยุดตลอดทาง
"ท่านแม่ สำนักศึกษาในเมืองกับโรงเรียนในหมู่บ้านต่างกันอย่างไรหรือ?"
อู่อิงเหนียงไม่รู้จะตอบอย่างไรในทันที นางก็ไม่เคยเรียนในสำนักศึกษามาก่อน
นางฝึกยุทธ์มาั้แ่เด็ก การที่สามารถอ่านออกเขียนได้ล้วนเป็อาจารย์สอนให้ ก็เพื่อจะได้อ่านตำราหอกเท่านั้น
"แม่ก็ไม่รู้แน่ชัด แต่เ้าจะกินขนมหรือเล่นในห้องเรียนไม่ได้แล้วนะ" อู่อิงเหนียงกำชับ
ซูจือจือ "แล้วข้าจะให้อาจารย์กินได้หรือไม่?"
เซวียเช่ออดเอ่ยปากไม่ได้ "เช่นนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน"
เขานึกถึงตอนที่เรียนในหมู่บ้าน ซูจือจือมักจะหยิบมันเผาหรือพุทราแห้งออกมาแบ่งให้ทุกคนกินเป็ครั้งคราว
อาจารย์ฉินไม่เพียงไม่ห้าม ยังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วย
อู่อิงเหนียงกำชับอีกว่า
"ในสำนักศึกษาต้องตั้งใจทำการบ้านให้เรียบร้อย อย่าไปจับนก ปีนต้นไม้ ขุดหญ้าหรือจับแมลง"
ซูจือจือถามกลับว่า "ท่านแม่ ข้าไปเรียนหนังสือ จะไปจับแมลงได้อย่างไรกัน"
อู่อิงเหนียง "...แม่แค่สมมติว่าถ้าเกิดขึ้น"
ขณะที่พวกนางสนทนากัน ก็เดินมาถึงประตูสำนักศึกษาิเต๋อแล้ว
สำนักศึกษาิเต๋อตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอไป๋อวิ๋น อยู่บริเวณชายขอบของตัวอำเภอ สร้างขึ้นตามไหล่เขา
ประตูใหญ่ของสำนักศึกษาดูเก่าแก่และหนักแน่น ลวดลายบนห่วงประตูถูกขัดสีจนแทบมองไม่เห็นลาย บนขื่อประตูสลักอักษรตัวใหญ่เขียนว่า 'สำนักศึกษาิเต๋อ' ด้วยลายพู่กันที่ทรงพลัง
เด็กรับใช้นำทั้งสามคนไปพบอาจารย์ใหญ่หลิ่วิจือ
หลิ่วิจือเคยสอบได้ขั้นจวี่เหริน*[3] สอนหนังสือมาหลายสิบปี ศิษย์ที่เคยสอนหลายคนได้ออกไปรับราชการในที่ต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเสียงเป็ที่เคารพนับถือในอำเภอไป๋อวิ๋น
เมื่ออู่อิงเหนียงพาเด็กทั้งสองมาถึง หลิ่วิจือกำลังวาดภาพ เป็ภาพนกและดอกไม้ในหุบเขา
บนกิ่งไม้ในภาพมีนกเซียงซือคู่หนึ่งกำลังเกาะอยู่ ปากของพวกมันมีสีแดง
หลิ่วิจือลงพู่กันหลายครั้งแล้วหยุด รู้สึกว่ายังขาดความมีชีวิตชีวาอยู่เล็กน้อย
"อาจารย์ใหญ่ มีสตรีผู้หนึ่งพาศิษย์สองคนมาพบ เป็ผู้ที่ท่านผู้ตรวจการมณฑลแนะนำมาขอรับ" เด็กรับใช้รายงาน
หลิ่วิจือวางพู่กันลง
ท่านผู้ตรวจการมณฑลได้แจ้งเขาไว้แล้ว เขารู้ว่าจะมีเด็กจากในเขาสองคนมาเรียนที่สำนักศึกษา
เขาคาดเดาว่าคงจะเป็มารดาที่หลังค่อมและดูอึดอัด พาเด็กที่มีโคลนติดขากางเกงมา
แต่พอเขาเงยหน้าขึ้น กลับเห็นสตรีที่มีแววตาองอาจ จูงมือเด็กน้อยสองคนที่มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู
ทั้งสะอาดสะอ้านและมีกิริยามารยาทดี
หลิ่วิจือสงสัยว่าตนจำผิดหรือไม่ จึงถามว่า "แม่นางผู้นี้มาจากหมู่บ้านเหลียงหมินหรือ?"
อู่อิงเหนียงพยักหน้าแล้วส่งของที่เตรียมมาให้เด็กรับใช้ "ท่านอาจารย์ นี่คือค่าเล่าเรียน ต้องรบกวนท่านอาจารย์ดูแลเด็กทั้งสองด้วย พวกเราย้ายมาจากหมู่บ้านเหลียงหมินมาอยู่ในเมือง ได้เช่าที่พักไว้แล้ว หากเด็กทั้งสองมีเื่ใดที่สำนักศึกษา ท่านอาจารย์สามารถส่งคนมาตามหาพวกเราได้"
หลิ่วิจือปฏิเสธค่าเล่าเรียนที่อู่อิงเหนียงนำมา "ท่านผู้ตรวจการมณฑลได้เล่าสถานการณ์ของพวกเ้าให้ข้าฟังแล้ว หมู่บ้านของพวกเ้าได้ช่วยรักษาความสงบในเมืองสวินโจวไว้มากมาย จึงยกเว้นค่าเล่าเรียนได้"
อู่อิงเหนียงยังคงยืนกรานจะมอบให้
นี่คือค่าเล่าเรียนของเด็ก หากพวกนางจ่ายไหวก็ต้องจ่าย
อู่อิงเหนียงกล่าวฝากฝังกับหลิ่วิจืออย่างสุภาพอีกสองสามประโยค จากนั้นก็ลูบศีรษะเด็กทั้งสอง
"จือจือ อาเช่อ เ้าทั้งสองจงตั้งใจเล่าเรียนในสำนักศึกษาให้ดี อีกสิบวันก็จะได้กลับบ้านแล้ว"
ซูจือจือมองแผ่นหลังของอู่อิงเหนียงที่กำลังเดินจากไป ในใจก็เริ่มนับวันรอแล้ว
สำนักศึกษาิเต๋อมีนักเรียนไม่น้อย แบ่งตามระดับความสามารถของนักเรียนเป็สามหอ ได้แก่ หอฉินเสวีย หอเถาหลี่ และหอเหวินเต้า
เรียงลำดับจากระดับต่ำไปสูง
ในขณะที่นักเรียนหอฉินเสวียยังคงเรียนบทกวีพันอักษร*[4]อยู่ นักเรียนหอเหวินเต้าก็เริ่มเขียนบทความได้แล้ว
เซวียเช่อ "ขออนุญาตถามท่านอาจารย์ใหญ่ ข้าน้อยควรไปที่ใดขอรับ"
หลิ่วิจือกวาดตามองใบหน้าเยาว์วัยทั้งสองก่อนกล่าวว่า
"ข้าจะทดสอบเ้าก่อน"
[1] ซิ่วไฉ่ คือ ระดับแรกสุดหรือระดับต่ำที่สุดในระบบการสอบขุนนาง ถือเป็บัณฑิตระดับต้น
[2] จ่างกงจู่ หมายถึง องค์หญิงใหญ่ หรือ องค์หญิงองค์โต ซึ่งเป็ตำแหน่งที่มอบให้กับพระราชธิดาที่มีความสำคัญ เช่น พระราชธิดาองค์โตของจักรพรรดิ พระเชษฐภคินีหรือพระขนิษฐาของจักรพรรดิ หรือ พระราชธิดาที่ได้รับความโปรดปรานหรือมีสถานะสูงส่งเป็พิเศษ
[3] จวี่เหริน เป็การสอบคัดเลือกเข้ารับราชการของจีนระดับภูมิภาค ซึ่งมีระดับสูงกว่าซิ่วไฉ่
[4] บทกวีพันอักษร เป็บทกวีจีนที่ใช้เป็บทเรียนเบื้องต้นสำหรับการสอนอักษรจีนให้กับเด็ก ๆ ั้แ่ศตวรรษที่ 6 เป็ต้นมา