พานพบพ่อค้ามิตรภาพเริ่มต้น
สายลมยามบ่ายพัดเอื่อยพาใบไม้ปลิวไสวแสงแดดอบอุ่นสาดผ่านพุ่มไม้โปร่งฮวาเสี่ยวซีประคองบังเหียนม้าเดินทอดน่องอย่างผ่อนคลายเลียบเลาะเส้นทางดินกลางป่าเบญจพรรณ ใบหน้าน้อยซึ่งซ่อนอยู่ใต้หมวกผ้าปีกกว้างดูสดใสแม้ต้องเดินทางลำพังแต่ดวงตากลมโตคู่นั้นก็เต็มไปด้วยประกายตื่นเต้นของผู้รักการผจญภัย
เพียงไม่นานเสียงเอะอะะโดังลั่นจากเบื้องหน้าก็ทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
"อย่ามายุ่งกับข้านะ!พวกเ้าจะเอาอะไรกันแน่!"
เสียงชายชราะโปะปนกับเสียงหัวเราะของเหล่าโจรท่ามกลางกลุ่มควันบางที่ลอยขึ้นเหนือพุ่มไม้ ฮวาเสี่ยวซีรีบกระตุกบังเหียนม้านางหันหัวม้าเข้าไปยังต้นเสียงโดยไม่ลังเล แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่หัวใจกลับบอกให้นางเข้าไปช่วย
ในลานดินกลางป่ามีเกวียนสินค้าสามคันจอดเรียงรายรอบข้างมีชายกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมชายชรากับพ่อค้าอีกสองคนที่ดูท่าทางอ่อนแรงจากการเดินทางพวกเขาถูกคุกคามจากพวกโจรห้าคนซึ่งถืออาวุธครบมือ
“พวกข้าไม่มีเงินแล้ว!ปล่อยพวกเราไปเถอะ!” ชายวัยกลางคนพนมมืออ้อนวอน
“เฮอะไม่ใช่แค่มาเอาเงิน ข้าจะเอาสินค้าด้วย!ไหนว่ากลุ่มสี่สมบัติมงคลของพวกเ้าร่ำรวยนักไม่ใช่หรือ?” หัวหน้าโจรหัวเราะลั่น
ฮวาเสี่ยวซีพุ่งม้าฝ่าพุ่มไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว
“หยุดเดี๋ยวนี้!”นางตวาดเสียงใส ใบหน้าขึงขัง
เหล่าโจรหันขวับมาทันทีเห็นเพียงเด็กสาวร่างบางเพียงผู้เดียว พวกมันหัวเราะลั่น
“แม่หนูนี่มาจากไหนจะมาช่วยใครรึ?”
"หึอย่าคิดว่าหน้าตางดงามแล้วจะทำอะไรตามใจได้นะ!"
แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะเข้าใกล้ฮวาเสี่ยวซีก็สะบัดชายเสื้อออก มือขวาชักมีดสั้นจากข้างเอววูบเดียวร่างนางพุ่งเข้าใส่กลุ่มโจรอย่างไม่ลังเล
เสียงเหล็กกระทบกันดังเฉียบมีดในมือของนางฟาดเปรี้ยงไปที่ข้อมือโจรคนหนึ่งจนดาบร่วงกราวนางหมุนตัวพลิกหลบอีกคนที่พุ่งมาด้านหลัง ก่อนตวัดเท้าเตะเข้าท้องมันเต็มแรง
โจรอีกสองคนสบถลั่นเมื่อเห็นสหายถูกซัดล้มหนึ่งในนั้นฟันดาบใส่นางอย่างโกรธจัดเสี่ยวซีลื่นหลบแล้วใช้มือซ้ายคว้าข้อมือมันหมุนเข้าหาตัวก่อนจะใช้ด้ามมีดกระแทกเข้ากลางหน้าผาก ‘ผัวะ!’เสียงทึบหนักแน่นดังขึ้นพร้อมร่างโจรที่ทรุดลงทันที
อีกคนฉวยจังหวะฟาดไม้กระบองใส่หลังนางเสี่ยวซีพลิกตัวพิงกับลำต้นไม้หลบได้ฉิวเฉียด ใบไม้ร่วงตามแรงกระแทกนางใช้เท้าถีบตัวจากลำต้นพุ่งกลับเข้าไปแทงเฉียงเข้าด้านข้างของมันมีดปาดผ่านชายโครงเืซึมออกเป็ทาง โจรร้องลั่นก่อนจะล้มกลิ้งไปกับพื้น
เสียงร้องเ็ปและการเคลื่อนไหวว่องไวของฮวาเสี่ยวซีทำให้หัวหน้าโจรเริ่มลังเล“แม่หนูนี่... ไม่ธรรมดา!”
มันะโสั่งลูกน้อง“รุมมันพร้อมกัน!”
โจรสองคนที่เหลือพุ่งมาจากคนละทิศเสี่ยวซีสูดลมหายใจเข้าลึก ตั้งหลักอย่างมั่นคงนางขว้างมีดสั้นในมือลงพื้นอย่างตั้งใจแล้วหยิบปืนยิงลูกดอกจากเอวซ้าย—อาวุธลับที่ไม่คาดคิด!
ลูกดอกไม้ไผ่พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ต้นแขนของคนหนึ่งมันร้องโหยหวน มือชาดื้อไปทันที อีกคนฉวยโอกาสนี้คว้าท่อนไม้วิ่งเข้าใส่นางเต็มแรงแต่เสี่ยวซีใช้ไหล่เบี่ยงตัวหลบแล้วกดข้อมันลงกับเข่าอย่างแม่นยำเสียงกระดูกลั่นกร๊อบดังขึ้น มือไม้หลุดปล่อยท่อนไม้ตกพื้น
จากนั้นนางพุ่งตัวหมุนศีรษะหลบหมัดสุดท้ายก่อนจะหมุนร่างกลับใช้ศอกเสยใต้คางของมัน!
เสียง‘กึก!’ แรงกระแทกส่งร่างโจรลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนร่วงตึงกับพื้นดิน
เพียงไม่ถึงครึ่งเค่อ...กลุ่มโจรทั้งห้าก็นอนกองระเนระนาดรอบลานป่า บางคนหมดสติบางคนร้องครวญครางไม่เป็ภาษา
เสี่ยวซีหอบหายใจนิดๆมือซ้ายลูบเหงื่อเหนือหน้าผาก แล้วหมุนตัวกลับไปยังกลุ่มพ่อค้าดวงตายังเปล่งแสงดุจเหยี่ยว
ชายชราพ่อค้าผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนพลางพนมมือน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน...
“ท่านแม่นาง...ท่านคือเทพธิดามาโปรดแท้ๆ!”
ฮวาเสี่ยวซีเพียงยิ้มบางๆขณะสะบัดปลายมีดไล่เืออกจากใบมีด ก่อนเก็บคืนที่เอว
“ไม่ใช่เทพธิดาแค่ผ่านมาแล้วไม่อาจทนเห็นคนถูกรังแก”
กลุ่มพ่อค้ารีบเข้ามาขอบคุณกันยกใหญ่หนึ่งในนั้นแนะนำตน
“ข้าชื่อหลี่เถาเป็หัวหน้ากลุ่มพ่อค้าจากหยางโจว เราขายผ้าไหม เครื่องเทศ และเครื่องลายครามใช้ชื่อร้านว่า ‘สี่สมบัติมงคล’ หากท่านไปถึงเมืองหยางโจวเมื่อใดจงแวะไปหาเราได้เลย!”
ชายอีกคนรูปร่างท้วมพูดเสริมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“หรือหากพวกเราได้ผ่านเมืองหลวงจะไปคำนับท่านที่จวนแน่นอน แม่นางพักอยู่ในเมืองหลวงใช่หรือไม่?”
ฮวาเสี่ยวซียิ้มตอบ“จวนของข้าคือตระกูลฮวาในเมืองหลวง หากพวกท่านผ่านไปก็แวะได้เช่นกัน”
พ่อค้าชราหันขวับทันที
“ห๊า!จวนฮวา… จวนของฮวาไท่กงใช่หรือไม่?”
ฮวาเสี่ยวซีเอียงคอเล็กน้อย
“ท่านรู้จัก?”
“แน่นอนสิ!ฮวาเจิ้น แม่ทัพผู้เกรียงไกร ยอดฝีมือแห่งใต้หล้า ใครจะไม่รู้จัก!”
ชายอีกคนร้องอุทาน“แม่นางคือคุณหนูจากตระกูลฮวา... เช่นนั้นท่านก็คือ...”
นางพยักหน้าเล็กน้อย“ข้าชื่อ ฮวาเสี่ยวซี”
บรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนพ่อค้าทั้งกลุ่มจะประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
“คารวะคุณหนูฮวา!”
ควันไฟกลางป่าช่วยชีวิตจากเพลิงไหม้
หลังจากร่ำลาพ่อค้าทั้งกลุ่มและควบม้าออกมาได้ไม่ไกลฮวาเสี่ยวซีก็สังเกตเห็นควันจางๆ ลอยขึ้นจากแนวป่าทางตะวันตก นางขมวดคิ้วดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
"กลิ่นควัน...?"
ไม่มีเวลาคิดมากนางกระตุกบังเหียนม้าเปลี่ยนทิศ พุ่งตรงไปยังต้นตอของกลุ่มควันนั้นทันที
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า...คือกระท่อมไม้หลังเล็กที่ถูกเพลิงลุกโชนอย่างรุนแรงเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังระงม เปลวเพลิงแผดเผาหลังคาจนเริ่มถล่มลงมา
“ช่วยด้วย!”
เสียงของชายชราร้องดังแทรกเปลวเพลิงนางมองเห็นชายแก่คนหนึ่งพยายามลากเด็กชายร่างเล็กออกจากซากคานไม้ที่ล้มทับขาทั้งสองข้างของเด็กติดอยู่ด้านล่าง
ฮวาเสี่ยวซีไม่รีรอนางะโลงจากหลังม้า คว้าผ้าพันหน้าก่อนพุ่งเข้าไปในทะเลเพลิง
“ท่านปู่!ข้าช่วยเอง!” นางะโ
คานไม้ที่ทับเด็กไว้เริ่มลุกเป็ไฟอย่างรวดเร็วนางรีบใช้แรงทั้งหมดพยายามยกคานขึ้น แม้จะร้อนระอุและกลิ่นไหม้แรงจนแสบจมูกแต่นางไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“อีกนิดเดียว...!”
เสียงครวญของเด็กชายแทรกเปลวเพลิงมาเบาๆนางกัดฟันแน่นแล้วออกแรงอีกครั้ง คานไม้ขยับ! ชายชราฉวยโอกาสดึงตัวหลานชายออกมาทัน
ทั้งสามคนโผออกจากกระท่อมในจังหวะที่หลังคาทั้งแถบถล่มลงตามหลังมาเป๊ะ!
เปลวไฟกลืนกระท่อมทั้งหลังในพริบตา
ฮวาเสี่ยวซีไอรุนแรงขณะประคองร่างของเด็กชายที่าเ็ไว้แนบอก
ชายชราน้ำตาคลอพูดไม่ออก ได้แต่กุมมือนางแน่น
“ขอบคุณ...ขอบคุณแม่หนู หากไม่มีเ้า...พวกเราคงไม่รอด”
เด็กชายวัยราวเจ็ดขวบในอ้อมแขนนางใบหน้าเปื้อนคราบเขม่าขาสั่นเทา ดวงตาปรือ น้ำตาไหลเงียบๆ
“เจ็บตรงไหนบ้าง?”ฮวาเสี่ยวซีถามเบาๆ
ชายชราชี้ไปที่ข้อเท้าของหลาน“ขาเขาติดใต้คานนาน คงขาแพลงแน่ ๆ แล้วยังโดนเปลวไฟด้วย...”
ฮวาเสี่ยวซีรีบวางเด็กน้อยลงอย่างเบามือแล้วควักยาสมุนไพรจากย่ามผูกเอว นางหันไปถาม
“ละแวกนี้มีน้ำสะอาดไหมเ้าคะ?”
ชายชราพยักหน้า“มีลำธารเล็กๆ ไม่ไกลจากที่นี่ เดี๋ยวข้าไปเอามาให้”
“ดีเลยข้าจะดูแลหลานท่านระหว่างนี้”
ชายชราพยักหน้ารับแล้ววิ่งโซซัดโซเซจากไป
ฮวาเสี่ยวซีใช้เศษผ้าชุบน้ำจากกระบอกน้ำของตนเองเช็ดหน้าเด็กชายเบาๆริมฝีปากของเขาเริ่มกลับมามีสีเืระเรื่อ
“อดทนนะเ้าหนูข้าจะช่วยเ้าเอง”
เมื่อชายชรานำถังน้ำกลับมาฮวาเสี่ยวซีก็เริ่มปฐมพยาบาล นางล้างแผลบริเวณเท้า ทายาอย่างเบามือก่อนพันแผลด้วยเศษผ้าสะอาด
ทุกขั้นตอนถูกทำอย่างละเอียดอ่อนท่ามกลางเสียงลมเย็นยามเย็นที่พัดมาแทนกลิ่นควันไฟ
ชายชราเงียบมองด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง
นางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้"ชื่อท่านว่าอะไรหรือเ้าคะ?"
“ข้าชื่อ...กัว เหล่าซ่าง ใครๆ ในหมู่บ้านเรียกข้าว่าท่านตากัว”
ฮวาเสี่ยวซียิ้มตอบ“ข้ายินดีที่ได้รู้จักท่านตากัว”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของสายใยความผูกพัน…ระหว่างหญิงสาวจากเมืองหลวงกับครอบครัวชาวบ้านเล็กๆ ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก