บทที่ 36 อวิ๋นตี้ไปเยือนตำหนักเย็นในยามวิกาล
หลังจากมอบเรือนกล้วยไม้ให้อาต้าคุมการทำความสะอาดแล้ว อาต้าก็ไปที่ตำหนักเย็น แต่ในยามที่ใกล้จะถึง เขากลับเห็นเงาร่างสีเหลืองสดที่นำคนเข้าไป
“องค์จักรพรรดิ?” อาต้างุนงง “เหตุใดจึงทรงมาตำหนักเย็นได้?”
ชายหนุ่มแอบเข้าสู่ความมืดอย่างเงียบ ๆ เหินกายกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในตำหนักเย็น ย่องฝีเท้าไปยืนที่มุมกำแพงหลังต้นไม้ใหญ่ เห็นอวิ๋นตี้ยืนอยู่ในลาน ขันทีข้างกายเข้าไปในห้อง จากนั้น พระมเหสีจิ่งก็ตามออกมา
“ฝ่าบาท?” พระมเหสีจิ่งมีสีหน้าตื่นตะลึง คุกเข่าลงไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หม่อม… สตรีผู้มีความผิดถวายบังคมฝ่าบาท”
อวิ๋นตี้มองพระมเหสีจิ่งที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา “อย่างไรกัน? บัดนี้แม้แต่ ‘หม่อมฉัน’ ก็ไม่เต็มใจจะเรียกตนเองแล้วหรือ”
“สตรีผู้มีความผิดมิกล้าเรียกตนเองเช่นนั้นเพคะ”
เห็นท่าทางของพระมเหสีจิ่งที่ราวกับปล่อยวางเรื่องราวทางโลกแล้ว อวิ๋นตี้ก็ยิ่งดูกริ้วโกรธ
“สามปีแล้ว หลี่จิ่ง เจ้ายังไม่มีคำพูดจะพูดกับข้าอีกหรือ?”
“ไม่มีเพคะ สิ่งที่ควรกล่าว สามปีก่อนสตรีที่มีความผิดผู้นี้ก็ได้กล่าวไปหมดแล้ว”
อาต้ายืนอยู่ตรงนั้น ได้ยินการตอบโต้ของทั้งสองเข้าสู่รูหูทั้งหมด หลายปีมานี้ องค์จักรพรรดิที่เขาเห็นล้วนมีท่าทางโอบอ้อมอารี ต่อให้โมโห ก็จะแสดงโทสะเพียงเล็กน้อย แต่วันนี้ที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อองค์หญิงเก้าและพระมเหสีจิ่ง กลับเป็นสีหน้าท่าทางที่โกรธเกรี้ยวถึงที่สุด
อาต้าที่งุนงง ตั้งใจฟังการโต้ตอบของพวกเขาอย่างระมัดระวังให้มากขึ้น
“วันนี้ ข้าประทานโทษโบยให้บุตรสาวของเจ้า”
อวิ๋นตี้กล่าวจบ เขาก็รอคอยการตอบสนองของพระมเหสีจิ่ง เป็นดังคาด เหมือนกับที่เขาคิดไว้ สตรีนางนี้ มีแต่ตอนที่ได้ยินเรื่องของลูกสาวนางจึงจะตอบสนอง
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับอินอินเพคะ? นางทำสิ่งใดผิดจึงต้องได้รับโทษโบย?” พระมเหสีจิ่งมองไปที่อวิ๋นตี้ บนใบหน้าอ่อนโยนฉายแววความแค้นเคือง
อวิ๋นตี้คล้ายกับจะพอใจการแสดงเช่นนี้ของนางเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มดีใจ
“วันนี้นางวางแผนลอบสังหารองค์ชายห้า ข้าควรจะใจร้ายอีกสักหน่อย ใช้ห้าม้าแยกร่างของนางเสีย”
“เป็นไปไม่ได้! อินอินมีจิตใจบริสุทธิ์ดีงาม จะไปทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไรกันเพคะ” พระมเหสีจิ่งยืนกรานไม่เชื่อ “นี่จะต้องเป็นการเข้าใจผิดเป็นแน่”
“แล้วอินอินเล่า? อินอินของข้านางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“บุตรสาวของเจ้าผอมบางอ่อนแอถึงเพียงนั้น ลงไปไม่กี่ไม้ก็ร้องไม่ออกแล้ว นับประสาอะไรกับหลายสิบไม้ตีลงไปเล่า หลี่จิ่ง เจ้าคิดว่าตอนนี้นางเป็นหรือตายกันเล่า?”
พระมเหสีจิ่งทรุดตัวลงกับพื้น สีหน้าเลื่อนลอย “อินอิน…”
อวิ๋นตี้เพียงแต่พูดถึงจุดเริ่มต้น มิได้คิดจะพูดถึงจุดสิ้นสุดกับนาง เพราะเขาต้องการจะเห็นพระมเหสีจิ่งมีท่าทีโศกเศร้าเจ็บปวดเช่นนี้
“หลี่จิ่ง นี้ก็คือผลกรรมที่เจ้าทรยศข้า”
อวิ๋นตี้ทิ้งคำพูดนี้ไว้อย่างเย็นชา แล้วหมุนกายเดินออกไป พระมเหสีจิ่งเงยศีรษะขึ้นมา มองตามเงาหลังนั้น พลันตะโกนเสียงดังออกมา “อวิ๋นจงเฉิน เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน! ข้าแค้นเจ้า ต่อให้ข้าตายก็ไม่มีวันให้อภัยเจ้า!”
ร่างกายของอวิ๋นตี้สั่นสะท้านเบา ๆ หันกายมา ในยามที่แม้แต่อาต้าก็หวาดกลัวปาดเหงื่อแทนพระมเหสีจิ่ง อวิ๋นตี้กลับหมุนกายกลับไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“อินอิน ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า…”
พระมเหสีจิ่งคร่ำควรญ ลุกขึ้นจะวิ่งออกนอกประตูไป “อินอิน เจ้ารอแม่นะ แม่จะไปช่วยเจ้า รอแม่ไปช่วยเจ้า…”
เห็นพระมเหสีจิ่งจะพุ่งออกจากตำหนักเย็นแล้ว อาต้าก็รีบปรากฏตัว เหินกายไปยังเบื้องหน้าของนาง ขวางทางของนางไว้ จากนั้นสะบัดมือปิดประตูตำหนักลง
“พระมเหสีโปรดทรงวางพระทัยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงเก้าทรงปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พระมเหสีจิ่งเงยหน้า มองชายหนุ่มที่ออกจะคุ้นตาอยู่บ้าง ชุดสีดำนี้ นางพอจะมีความทรงจำอยู่
“เจ้าเป็นคนสนิทของเซ่อเจิ้งหวาง?”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคืออาต้า เป็นองครักษ์ข้างกายของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” อาต้าพยุงพระมเหสีจิ่งไปนั่งบนเก้าอี้หิน พร้อมเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบให้นางฟังอีกรอบ
อารมณ์ของพระมเหสีจิ่งจึงค่อย ๆ สงบลง
“ตอนนี้ อินอินไม่เป็นอันใดแล้วใช่หรือไม่?”
“พระมเหสีโปรดทรงวางพระทัย องค์หญิงทรงปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เพื่อความปลอดภัยขององค์หญิง นายท่านทรงประสงค์ให้องค์หญิงประทับอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางหลังจากนี้พ่ะย่ะค่ะ”
อาต้ากล่าวอย่างหวั่นใจ เพราะคล้ายจะมีความรู้สึกว่านายท่านของตนลักพาตัวลูกสาวของคนอื่นไปอย่างไรอย่างนั้น
เดิมที เขาคิดว่าพระมเหสีจิ่งจะคัดค้าน คิดไม่ถึงว่านางจะถอนใจอย่างโล่งอกเช่นนี้
“อาศัยอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพียงแต่ต้องรบกวนท่านอ๋องแล้ว”
“ไม่รบกวนพ่ะย่ะค่ะ ไม่รบกวน นายท่านยังทรงโปรดองค์หญิงเก้ามากพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งไม่ใช่การโปรดแบบธรรมดาด้วย… แม้ว่าตอนนี้ตัวพระองค์จะยังไม่ค้นพบก็ตาม
“เรื่องนั้น ข้าไม่อาจออกจากประตูตำหนักเย็นได้ รบกวนเจ้าช่วยแสดงความขอบคุณต่อท่านอ๋องแทนข้าได้หรือไม่ นอกจากนี้ บอกกับอินอินสักคำว่าข้าสบายดีมาก ให้นางบาดแผลหายดีแล้วค่อยกลับมาเยี่ยมข้า อยู่ที่นั่นรักษาบาดแผลให้ดี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะต้องนำคำพูดไปถึงอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณเจ้ามาก”
อาต้าพยักหน้า จากนั้นถือโอกาสที่ไม่มีคน เปิดประตูจากไป พระมเหสีจิ่งมองท้องฟ้าที่มืดแล้วอย่างหมองหม่นก่อนทอดถอนใจครั้งหนึ่ง
เมื่อกลับมาถึงศาลาสวนสน อาต้าก็รายงานทุกสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นต่อเซวียนเหยียนฟู่
“นายท่าน จะตรวจสอบเรื่องเมื่อสามปีก่อนของพระมเหสีจิ่งหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
สามปีก่อน พระมเหสีจิ่งถูกส่งไปอยู่ที่ตำหนักเย็นอย่างไม่คาดฝัน หากมิใช่เพราะท่านอ๋องให้ความสำคัญกับมหาเสนาบดีหลี่ ตอนนั้นเกรงว่าพระมเหสีจิ่งก็คงจะถูกปลดไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่ต้องการจะปลดพระมเหสีนั้น อวิ๋นตี้ก็ไม่ยอมเอ่ยปากมาโดยตลอด
“ไม่ต้อง ไปตรวจสอบเรื่องคนที่ผลักองค์ชายห้าก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อาต้าเห็นเซวียนเหยียนฟู่จะออกไปข้างนอกอีก จึงถามอย่างสงสัยว่า “นายท่าน นี่ดึกมากแล้ว ยังจะไปที่หอร้อยตำราอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม คืนนี้พวกเจ้าไม่ต้องตามไปแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
แม้อาต้าจะไม่เข้าใจ แต่ยังคงไปหาอาเอ้อร์อย่างเชื่อฟัง
เซวียนเหยียนฟู่มาถึงหน้าหอร้อยตำราเพียงคนเดียว เข้าไปภายในขึ้นไปถึงชั้นสอง เปิดช่องลับนำบันทึกออกมาดู เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เปิดโคมไฟ เผาจดหมายลับจนกลายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นมาที่ข้างหน้าต่าง มองไปยังตำแหน่งของสวนเสือ
เซวียนเหยียนฟู่เหยียดปลายเท้า เหินกายไปในท้องฟ้ายามราตรี
ในห้องของอวิ๋นอินอิน หลานเยว่กับหงรื่อกำลังเฝ้าอยู่ข้างเตียง ดูอวิ๋นอินอินที่ยังคงหมดสติอยู่ ทั้งสองคนก็ปวดใจขึ้นมาอีกระลอก
“กว่าจะบำรุงจนมีเนื้อเพิ่มมา ครานี้คงจะเสียไปหมดแล้ว” หงรื่อยื่นมือออกไป ช่วยอวิ๋นอินอินห่มผ้าห่มอย่างระมัดระวัง
หลานเยว่สูดจมูก “ไม่เป็นไร องค์หญิงของพวกเราทรงเจริญอาหาร รอบาดแผลหายดี ก็สามารถบำรุงกลับมาได้แล้ว”
“ยาที่หมอหลวงให้ต้มก่อนหน้านี้ยังอยู่บนเตา ข้าจะไปดู รอตอนกลางคืนเมื่อองค์หญิงตื่น ก็จะทรงดื่มได้” หลานเยว่กล่าวแล้วลุกขึ้นเดินออกไป
หงรื่อพยักหน้า ลุกขึ้นยืนเช่นกัน “ข้าจะไปเปลี่ยนน้ำร้อน รอองค์หญิงเหงื่อออกข้าจะได้เช็ดตัวทันที”
เซวียนเหยียนฟู่รอจนคนทั้งสองจากไป จึงสาวเท้าเข้ามาในห้อง
เขานั่งลงข้างเตียง มองสาวน้อยที่ยังคงหลับลึก อดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนต้องหลบ ๆ ซ่อนในตำหนักของตนเองด้วย
“ร้อน…”
ได้ยินเสียงพึมพำของอวิ๋นอินอิน เซวียนเหยียนฟู่ก็ขยับเข้าไปใกล้ ถึงได้ยินชัดเจนว่าที่นางพูดคือร้อน ชายหนุ่มตั้งใจมองอย่างพินิจ บนหน้าผากนางเริ่มมีเหงื่อผุดออกมา เขาจึงหันไปมองน้ำและผ้าที่อยู่ในอ่างด้านข้าง
ยื่นมือไปลูบ น้ำยังอุ่นอยู่
ผู้สำเร็จราชการแทนที่แต่ไรมาถูกคนปรนนิบัติ เป็นครั้งแรกที่ทำงานปรนนิบัติคน เขาหยิบผ้าขึ้นมา บีบน้ำจนแห้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เซวียนเหยียนฟู่รู้สึกว่าแค่เช็ดเหงื่อก็ยากเย็นถึงเพียงนี้ เขาไม่กล้าทำเร็ว แรงก็ไม่กล้าหนัก
ในยามที่เซวียนเหยียนฟู่กำลังเช็ดอย่างระมัดระวังนั่นเอง ดวงตาของอวิ๋นอินอินก็พลันเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน
“เสด็จอา…”