บทที่ 12 เซียนแห่งพละกำลัง
หลายวันถัดมา ณ ใจกลางเทือกเขาไท่ซวนอันกว้างใหญ่ไพศาล
“ข้าได้ข่าวมาว่า... บัดนี้เ้าสามารถทลายพันธนาการจนบรรลุสู่ระดับาาเซียนขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จแล้ว เื่นี้เป็ความจริงหรือไม่... เ้าสำนักเซียนหลิว?”
น้ำเสียงหยิ่งผยองแฝงความเ้าเล่ห์ดังสะท้อนมาจากร่างของเซียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิชิงิ เขากำลังจ้องมองหลิวชิงที่ยืนหยัดลอยเคว้งอยู่กลางอากาศธาตุด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิง “นี่เป็เื่บังเอิญหรือความจงใจของท่านกันแน่... ผู้าุโสวีกังหลง”
หลิวชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงยโสแฝงความนัยเ้าเล่ห์ไม่แพ้อีกฝ่าย ทันทีที่ข่าวคราวการบรรลุระดับของหลิวชิงแพร่สะพัดไปถึงหู สวีกังหลงก็มิอาจนั่งนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เขาจึงรุดมาเผชิญหน้าเพื่อพิสูจน์ความจริงและยืนยันด้วยตาตนเอง
สวีกังหลงและหลิวชิงต่างเป็ไม้เบื่อไม้เมาที่ผลัดกันรุกรับในการประลองฝีมือมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในการปะทะกันทุกคราที่ผ่านมา กลับมิเคยมีผู้ใดเพลี่ยงพล้ำหรือสามารถกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด
แม้ว่าโดยาุโแล้ว สวีกังหลงจะมีอายุมากกว่าหลิวชิงถึงสิบปีเต็ม ทว่าช่องว่างของวัยกลับมิใช่กำแพงที่ขวางกั้นความกระหายในการเอาชนะของทั้งคู่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งหลิวชิงบรรลุระดับพลังขึ้นมาเช่นนี้ การประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นย่อมทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม
“เื่ที่ท่านได้ยินมานั้นเป็ความจริง... ผู้าุโสวีกังหลง บัดนี้ตบะบำเพ็ญของข้าก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับท่านแล้ว”
หลิวชิงเว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่ปรับ “ยามที่ตบะของข้ายังด้อยกว่า ท่านยังมิอาจเอาชนะข้าได้อย่างเด็ดขาดแม้เพียงครึ่งกระบวนท่า บัดนี้เมื่อพลังของพวกเราเสมอกัน ผลลัพธ์ย่อมชัดแจ้งอยู่แก่ใจว่าท่านไม่มีหนทางที่จะกำชัยเหนือข้าได้อีกต่อไป... กลับไปยังจักรวรรดิชิงิของท่านเสียเถิด หรือจะไปที่ใดก็สุดแท้แต่ท่าน”
“ยามนี้ข้าต้องนำพาลูกศิษย์ออกล่าสังหารสัตว์ิญญาเพื่อดูดซับตบะบำเพ็ญ มิได้มีเวลาว่างมาเล่นสนุกกับท่านมากนัก... อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า งานประลองครั้งใหญ่ก็จะอุบัติขึ้นแล้ว มิสู้ท่านเอาเวลาอันมีค่านี้กลับไปขัดเกลาฝีมือและพัฒนาสำนักเซียนสวีของท่านให้ดีกว่าเดิมจะมิเป็ประโยชน์กว่าหรือ?”
แม้คำกล่าวของหลิวชิงจะทิ่มแทงใจจนสวีกังหลงรู้สึกเดือดพล่านไปทั้งอก ทว่าเขาก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าทุกคำที่อีกฝ่ายเอ่ยมานั้นคือความจริงที่มิอาจบิดเบือน อย่างไรก็ตาม ในเมื่อดั้นด้นถ่อมาถึงที่นี่แล้ว เขาไม่ยอมล่าถอยกลับไปมือเปล่าให้เสียเกียรติแน่
สวีกังหลงเก็บตัวบำเพ็ญตบะอย่างหนักหน่วงมานานนับเดือน เพื่อขัดเกลาวิชาให้แกร่งกล้าหมายจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ผลลัพธ์ที่ได้จากการฝึกฝน เขาปรารถนาจะสั่งสอนคนวาจาจองหองอย่างหลิวชิงให้รู้ซึ้งว่า ผู้ใดกันแน่ที่คู่ควรแก่การขนานนามว่าเป็ เซียนแห่งพละกำลังอย่างแท้จริง
“เอ่ยพรรณนาไปก็มากความเสียเปล่า... จงสั่งให้เหล่าศิษย์ของเ้ากลับสำนักไปเสียเถิด แล้วมาประลองตัดสินกันให้สิ้นซากเป็ครั้งสุดท้าย ข้าขอให้คำมั่นด้วยเกียรติของข้าว่า จะไม่มีครั้งหน้าอีกเป็แน่!”
สวีกังหลงเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปานขุนเขา แววตาของเขาฉายชัดถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
หลิวชิงที่ััได้ถึงเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวเกินกว่าจะปฏิเสธได้ จึงพยักหน้าตอบรับคำท้านั้นแต่โดยดี ก่อนจะหันไปสั่งการเหล่าศิษย์ด้วยสุ้มเสียงเฉียบขาดให้มุ่งหน้ากลับสำนักไปก่อน ค่อยว่ากันใหม่ในวันหน้า
“ัแห่งทวีปเทียนตี้ผู้นั้น... อาการเป็อย่างไรบ้าง?”
เมื่อเหล่าศิษย์ลับตาไปจนสิ้น สวีกังหลงจึงเอ่ยถามถึงสมญานามอันเกรียงไกรของเฟยหลง พี่ใหญ่แห่งเจ็ดเซียนด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลง “ข้าหมายถึงพี่น้องของเ้าทุกคนด้วย พวกเขาปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”
“ขอบน้ำใจท่านที่ยังห่วงใย บัดนี้อาการของพวกเขาทุเลาลงมากแล้ว คาดว่าอีกเพียงวันสองวันคงจะกลับมาเดินเหินได้เป็ปกติ” หลิวชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสองกำลังจะเปิดศึกประลองยุทธ์เพื่อชิงความเป็หนึ่ง
ทว่ามิตรภาพและความเคารพในฐานะยอดฝีมือกลับมิเคยเสื่อมคลาย ดั่งเช่นความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิที่แม้จะมีการแข่งขันกันอยู่กลายๆ แต่การไต่ถามทุกข์สุขตามมารยาทเยี่ยงผู้มีปัญญาก็เป็สิ่งที่พึงกระทำ
“ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบาใจ...” สวีกังหลงเว้นจังหวะครู่หนึ่งเพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเข้ม “เอาล่ะ มาเริ่มกันเสียที กฎการประลองยังคงเดิม... ข้าจะไม่ใช้พลังของสัตว์ิญญา และจะไม่พึ่งพาอาวุธเซียนชิ้นใดทั้งสิ้น!”
สิ้นคำกล่าว เขาก็เริ่มโคจรพลังระดับาาเซียนขั้นที่หนึ่งจนมวลอากาศรอบกายบิดเบี้ยว แสงสีทองสว่างวาบห่อหุ้มร่างกายกำยำราวกับเกราะเทพา ก่อนจะดีดตัวพุ่งเข้าหาหลิวชิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด เพียงแรงส่งจากการทะยานตัวพริบตาเดียว แรงดันมหาศาลก็บดขยีู้เาลูกใหญ่เื้ัจนแหลกหายวับไปกับตา เหลือเพียงฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศ
หลิวชิงมิยอมเสียจังหวะแม้เพียงเสี้ยววินาที เขาเร่งโคจรพลังาาเซียนเข้าห่อหุ้มกายจนเกิดเป็ออร่าสว่างจ้า ก่อนจะรวบรวมขุมพลังมหาศาลกลั่นลงสู่หมัดด้วย เคล็ดวิชาเสริมกำลัง
หมัดหนักหน่วงถูกชกแหวกอากาศพุ่งอัดเข้าหาผู้ที่กำลังดาหน้าเข้ามาด้วยความเร็วสูง สวีกังหลงเห็นดังนั้นจึงรีบพลิกแพลงตั้งรับทันควันโดยมิปล่อยให้เกิดช่องว่างแม้แต่นิด เขาเรียก เคล็ดวิชาปราการ ก่อตัวเป็โล่พลังงานขนาดั์เข้าปะทะต้านทานไว้ในทันที!
ตู้มมมมม...!!
เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นสนั่นไปทั่วทั้งเทือกเขาไท่ซวน แรงปะทะระหว่างหมัดและโล่พลังระดับาาเซียนฉีดกระชากมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกทำลายล้างทุกสรรพสิ่งรอบข้างให้พินาศสิ้นในชั่วพริบตา!
ทว่าในวินาทีที่พลังทำลายกำลังจะขยายตัวออกไปอย่างไร้การควบคุม เสียงอันคุ้นหูที่แฝงไปด้วยตบะบำเพ็ญอันแก่กล้าก็ดังกังวานขึ้น พร้อมกับการปรากฏของขุมพลังระดับ จักรพรรดิเซียนอันสูงส่ง
พลังนั้นแปรเปลี่ยนเป็อักขระแสงนับหมื่นพัน ก่อตัวเป็ค่ายกลั์ล้อมรอบพื้นที่การประลองไว้อย่างแ่า เพื่อกักกันแรงะเิมิให้ลามไปทำลายถิ่นอาศัยของเหล่าสัตว์ิญญาและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เบื้องล่าง
เพียงชั่วพริบตาหลังจากแรงะเิกัมปนาทสงบลง สายตาอันคมกริบของหลิวชิงก็เหลือบไปเห็นร่างของ สวีกังหลง ที่บัดนี้หมดสติและกำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไร้การควบคุม
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น กลับมีเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้าหาด้วยความเร็วดุจแสง บุคคลผู้นั้นมิใช่ใครอื่นแต่คือ เย่กู่อี้ หญิงสาวผู้เป็ยอดดวงใจของเสี่ยซ่านนั่นเอง นางรุดเข้าขวางและรับร่างของสวีกังหลงไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะถึงพื้นดิน
“ผู้าุโสวีกังหลง! ท่านได้ยินข้าหรือไม่?” เย่กู่อี้เอ่ยเรียกเสียงดังหวังเรียกสติ พลางค่อยๆ ประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาลงสู่พื้น หากว่านางไม่ได้อยู่แถวนี้ผู้าุโคงร่างหล่นสู่พื้นดินไปเสียแล้ว และหากเป็เช่นนั้นด้วยแรงกระแทกที่มหาศาล ผู้าุโคงต้องาเ็หนักเป็แน่
ทันทีที่เท้าของหลิวชิงแตะพื้นดิน สวีกังหลงก็เริ่มขยับกายพลางสำลักเอาลิ่มเืออกมาเล็กน้อยด้วยความเ็ปที่ยังคงหลงเหลือ
ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้อธิบายสิ่งใด เย่กู่อี้ก็หันไปตำหนิหลิวชิงด้วยสายตาขุ่นเคืองทันที
“หลิวชิง! เ้าลงมือรุนแรงเกินไปหรือไม่? กะจะเอาให้ถึงคราตายกันไปข้างหนึ่งเลยรึไง! อีกอย่าง... ทั้งเ้าและเขาก็มีตบะบำเพ็ญมิใช่น้อย เหตุใดจึงวู่วามประลองกันโดยมิสร้างค่ายกลกักกันพลังเสียก่อน!”
“อย่าได้ตำหนิหลิวชิงเลย... ข้าต่างหากที่เป็ฝ่ายผิด ข้าประเมินฝีมือของเขาต่ำเกินไปเอง”
สวีกังหลงเค้นเสียงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ทั่วทั้งร่างของเขาบอบช้ำอย่างหนักจนสั่นสะท้าน กระดูกภายในแทบจะแตกละเอียดละเอียดจากการปะทะเพียงครู่เดียว เขาพยายามปรับลมปราณพลางกล่าวต่อ “เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับาาเซียนได้สำเร็จ คงจะยังมิคุ้นชินกับพละกำลังอันมหาศาลที่เพิ่มพูนขึ้นมา ข้าเข้าใจเื่นี้ดี...”
“เห็นทีข้าคงต้องรีบพาท่านไปพบจงหลิงโดยเร็วที่สุด!”
เย่กู่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนพลางโคจรพลังเตรียมพุ่งทะยานออกไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง สวีกังหลงกลับฝืนความเ็ปเพื่อเอ่ยทิ้งท้าย
“หลิวชิง... การประลองของพวกเราในครานี้ถือว่าตัดสินแล้ว ข้าขอยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี... นับจากนี้ไป มีเพียงเ้าเท่านั้นที่คู่ควรแก่การขนานนามว่าเป็ เซียนแห่งพละกำลัง อย่างแท้จริง... เ้าอย่าได้กังวลไปเลย ข้ามิเป็ไร...”
เมื่อสิ้นคำกล่าว ร่างของเย่กู่อี้ที่ประคองสวีกังหลงไว้ก็พุ่งทะยานหายวับไปกับตาประดุจภูตผี ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเศษซากความพินาศของขุนเขาที่เพิ่งผ่านศึกหนักมา