เฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากินไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้ จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้านตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือหญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้าเด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชายครับ เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละครับ”
ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าและถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”
“ใช่ครับ”เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
อีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเื่ เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานเป็แม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็ลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลงหรือเจิ้งโหว[1]ท่านออกรบั้แ่อายุได้แค่ 14-15 ปีพร้อมกับท่านพ่อ และเอาชนะข้าศึกโดยเฉพาะพวกคนเถื่อนนอกด่านมาั้แ่นั้น พวกเราก็เลยรักและเคารพคนตระกูลเจิ้ง!”
ป้าอีกคนที่ยืนฟังก็ยืนยันเสียงดัง“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ตระกูลเจิ้งไม่เพียงแค่รักชาติกันทุกคน คนบ้านนี้ยังมือสะอาดและทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด”
หญิงสาวอีกคนก็พูดด้วยสีหน้าเขินอายว่า“ที่สำคัญ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานยังอายุแค่ 24-25 ปี แล้วก็ยังหล่อเหลาเป็อันดับต้นของเมืองหลวงเลยนะ”นางพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน
แต่แล้วก็หยุดมองหน้าเฟิงหลี่เฉียงที่กำลังตั้งใจฟังก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ก็หล่อเหลาราวกับภาพวาดโบราณเลยนะ เ้าแต่งงานแล้วรึยังจ๊ะ สนใจพี่สาวอายุมากกว่าไหม”
เฟิงหลี่เฉียงสะดุ้งเขารีบปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่..ไม่หรอกครับ ข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วครับ ฮ่าๆๆ” แล้วเขาก็หัวเราะจนหน้าแดงถึงแม้ว่าจะมีหญิงสาวหลายคนแสดงความสนใจ และทอดไมตรีให้เขามาั้แ่เริ่มเป็หนุ่มแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาถูกเกี้ยวพาราสีกลางถนนเช่นนี้
เฟิงหลี่เฉียงจึงรีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่งเพราะไม่อยากจะตกเป็เป้าสายตา ที่จริงแล้ว เขาไม่มีใครที่หมายปองทั้งสิ้นและทุกครั้งที่พบสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะใช้ข้อแก้ตัวนี้เสมอมา
แล้วเขาก็ต้องหันขวับไปทางประตูเมืองเมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องและตบมือต้อนรับขบวนม้าศึกจำนวน 30 กว่าตัว ที่วิ่งเหยาะๆมาตามถนน หญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารและร้านน้ำชารีบลุกขึ้นยืนเบียดเสียดและส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็แย่งกันปาดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้มที่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าขบวนมา
เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายร่างรูปร่างสูงหนาแต่ไม่เทอะทะ นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างามชุดเกราะสีดำและผ้าคลุมสีแดงเข้มตัดกันทำให้ดูโดดเด่นและดุดัน เมื่อเขาขี่ม้าเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหญิงสาวทั้งหลายถึงได้ตื่นเต้นกันนักแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเฉียบคมของเขากวาดตามองไปรอบๆ และก็หยุดสบตากับเฟิงหลี่เฉียง
เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขาแต่เขาก็รีบยืดตัวขึ้นสูง และก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อเป็การทำความเคารพอีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งจนแทบจะมองไม่เห็นและบังคับม้าให้เดินผ่านไปพร้อมกับนายทหารคนอื่นแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานคนนี้ประสาทััไวจริงๆ เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจ
หลังจากที่ขบวนผ่านไปแล้วประชาชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป ทำให้เฟิงหลี่เฉียงสามารถเดินไปที่แผงขายอาหารเช้าได้เด็กหนุ่มสั่งโจ๊กมากินพร้อมกับซาลาเปา เ้าของร้านจำเขาได้ดีบัณฑิตคนนี้คงจะเหมือนกับบัณฑิตอีกหลายคน ที่เดินทางมาเตรียมสอบจินซื่อจากทั่วประเทศคนที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะมีชาติตระกูล จะมีคนรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติและมีบัณฑิตอีกมากมายที่เป็แบบหนุ่มน้อยคนนี้ ที่มาจากต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน พวกเขามักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างถนนแบบนี้เสมอ
แล้วบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่เป็เจี้ยหยวนคนนี้มีฐานะยากจนจริงหรือ
นั่นก็ทั้งใช่และไม่ใช่
ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมให้ลูกศิษย์ของเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เองเขาคิดเสมอว่าตัวเองมาพึ่งพาอาศัยบ้านของอาจารย์ ได้รับความเมตตาช่วยสั่งสอนวิชาให้และยังรับแม่กับน้องของเขามาอยู่ด้วย เมื่อมาเรียนต่อ ชายชรายังจ่ายเงินค่าเรียนค่าที่อยู่ และค่ากินให้ เขาจึงใช้จ่ายอย่างประหยัด และในระหว่างนี้ก็ยังหาเงินเองด้วย
แล้วเฟิงหลี่เฉียงหาเงินอย่างไร
เขาก็ใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาั้แ่เด็กเพื่อหาเงินนั่นเอง ตอนนี้เขาเป็หมอที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่งโดยจะทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน เวลาที่เหลือเขาจะไปโรงเรียน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาโม่ชิงเฉิงเพื่อปรึกษาว่าเขาควรจะทำอย่างไร
หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์อาจารย์โม่ขี้หงุดหงิดของเขาก็ตอบมาว่า “เ้าจะเสียเวลาไปทำไมออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต แล้วก็หาเงินสิ เมื่อได้เวลาจึงกลับมาสอบ!”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะลั่นห้องเมื่อได้รับจดหมายตอบกลับเช่นนี้ แล้วต้วนเจี่ยซินล่ะ อาจารย์คนแรกของเขา ไม่เคยบังคับให้เขาทำอะไรเลยสิ่งใดที่เด็กหนุ่ม้าทำ หมอต้วนก็มักเห็นด้วยเสมอเพราะรู้จักเด็กคนนี้ดีที่สุด สิ่งใดที่เขาตัดสินใจ สิ่งนั้นจะดีกับตัวเขาเสมอและเขายังไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังด้วย
เมื่อได้รับคำตอบที่สอดคล้องกับความคิดของตนเองเด็กหนุ่มจึงคิดว่า เขาควรจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกดีกว่า เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากอาจารย์ทั้งสามคนว่าการท่องตำราและการเรียนในโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจชีวิตและปัญหาของราษฎรต้าิได้อย่างแท้จริงแล้วเขาจะเป็ข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากหมู่บ้านที่ยากจน แต่โลกภายนอกยังมีปัญหาอีกหลากหลายที่รอให้เขาไปพบและทำความเข้าใจ
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ เฟิงหลี่เฉียงก็รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่งพร้อมกับข้าวของที่จำเป็ เพื่อเตรียมตัวเดินทางเขาแจ้งทางโรงเรียนว่าจะขอหยุดพักการเรียน เพื่อออกเดินทาง ทำให้อาจารย์ใหญ่และคนอื่นต่างพากันส่ายหัว และมองว่าเขาคงจะไม่สามารถสอบเป็จินซื่อได้อย่างแน่นอนแต่สายตาของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเฟิงหลี่เฉียงจะสนใจ เขาเขียนจดหมายบอกแม่และอาจารย์ทั้งสามคนจากนั้นก็ยกเลิกบ้านเช่าหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่ั้แ่มาเรียนที่เมืองหลวง และออกเดินทางใน่ฤดูใบไม้ผลิทันที
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าเขาจะเดินทางไปทางตอนใต้ของต้าิ จากนั้นจะเดินทางไปตอนกลางของประเทศขึ้นไปทางเหนือ และไปจบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับจดหมายจากเขาอันเฟยจูก็รู้สึกเป็ห่วง ต้วนเจี่ยซินจึงปลอบโยนไม่ให้เธอเป็ห่วงเขามากเกินไป
ชายชราอธิบายข้อดีของการเดินทางครั้งนี้และบอกว่า “เสี่ยวจูเอ๊ย! ต่อไปเสี่ยวเฉียงจะต้องเป็ขุนนาง เขาต้องเดินทางไปตามคำสั่งของฮ่องเต้บางแห่งก็ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตรายถ้าเ้าอยากให้ลูกของเ้าเจริญก้าวหน้า เ้าต้องยอมให้ลูกออกจากอ้อมอกบ้างแล้วเด็กอย่างเสี่ยวเฉียง ก็ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเ้าน่าจะรู้จักลูกของเ้าดีนะ”
อันเฟยจูจึงได้คิดจริงสินะ เฟิงหลี่เฉียงจากบ้านมาเรียนรู้วิชากับหมอต้วนั้แ่อายุ 6 ขวบนิสัยของเขาเป็ผู้ใหญ่เกินตัว และยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ในขณะที่เธอเริ่มคิดได้เสียงของลูกสาวคนเล็ก เฟิงหลี่อิงที่ตอนนี้อายุได้ 12-13 ปีแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลี่เฉียงเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋นแม่อย่าเป็ห่วงไปเลย ถ้าข้าเป็ผู้ชายแบบพี่ ข้าก็อยากทำแบบนี้เช่นกัน”เด็กหญิงชื่นชมพี่ชายอย่างมาก
ต้วนเจี่ยซินลูบเคราสีขาวของเขาและพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวเฉียงออกเดินทางกับพวกข้ามาั้แ่เด็กเหมือนกับที่ข้าเคยเป็ลูกศิษย์ของข้าก็ต้องเป็เหมือนข้าด้วยไม่เช่นนั้นเขาจะเรียนรู้ความยากลำบากของชาวบ้านได้อย่างไร!”
[1] โหว คือ ตำแหน่งเ้าพระยา หรือมาร์ควิส ที่มีบิดาเป็ท่านอ๋องหรือพระโอรสของฮ่องเต้และอีกแบบ คือ ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เพราะผลงานจากการทำงาน ความเสน่หาหรือบางคนเป็พระญาติจึงได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นกัน