เค่อหยวนที่ออกจากบ้านไปหลายวันกลับมาพร้อมสมุนไพรหายากที่เสาะหาจากูเาอันห่างไกลพอได้ฟังเื่ราวการปรากฏตัวของเหม่ยหลินก็มีความแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าท่านหมอหลิวให้ความไว้วางใจหญิงสาวรวมทั้งเมียและลูกทั้งสองของเขาก็ปฏิบัติต่อนางราวกับคนในครอบครัวเค่อหยวนก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ
“อาหารที่ท่านแม่ทำอร่อยมากพี่เหม่ยหลินต้องกินเยอะๆนะ” จื่อหลงหันไปพูดเจื้อยแจ้วกับพี่สาวคนสวยพลางใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวของเหม่ยหลินจนคนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารต่างหัวเราะชอบใจเอ็นดูในความช่างเอาอกเอาใจของจื่อหลง
เหม่ยหลินมองกับข้าวบนโต๊ะบรรยากาศการกินข้าวด้วยตะเกียบเช่นนี้ทำให้หญิงสาวนึกถึงปีแรกที่ไปเรียนต่อมัธยมปลายในประเทศจีนเธอได้พำนักกับครอบครัวชาวจีนเพื่อเป็การฝึกภาษาและปรับตัวให้ชินกับวิถีชีวิตที่นั่น
“พี่เหม่ยหลินคิดอะไรอยู่ ไม่อร่อยเหรอ” จิ่นเอ๋อร์เห็นเหม่ยหลินนิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามตรงๆ
“เปล่าๆ อาหารอร่อยมาก เพียงแต่เห็นแบบนี้ทำให้ข้าคิดถึงโฮสต์แฟมิลี่ที่เคยดูแลข้า”เหม่ยหลินคีบอาหารเข้าปากเคี้ยวคำแรกเบาๆ
ประโยคที่หญิงสาวพูดทำให้คนบนโต๊ะอาหารหันมามองเธอเป็ตาเดียว จนกระทั่งเค่อหยวนที่เพิ่งเคยได้ยินคำพูดแปลกๆของเหม่ยหลินเป็ครั้งแรกเอ่ยถามขึ้นก่อน
“เ้าพูดว่าอะไรนะเหม่ยหลินโฮ...โฮลี่”
“อ๋อ...ข้าหมายถึงครอบครัวเ้าค่ะครอบครัวอุปถัมภ์”
“ครอบครัวอุปถัมภ์อย่างนั้นหรือ” ซื่ออิงทวนคำพูดของเหม่ยหลิน
“ครอบครัวอุปถัมภ์ก็คือครอบครัวที่ช่วยดูแลเมื่อเราพำนักอยู่ต่างถิ่นอย่างเช่นพวกท่านคือครอบครัวอุปถัมภ์ของข้า คือครอบครัวผู้มีพระคุณของข้าเ้าค่ะ”เหม่ยหลินอธิบายยกใหญ่ ทำให้บังเกิดรอยยิ้มบนใบหน้าของท่านหมอหลิวที่ร่วมนั่งกินข้าวอยู่ด้วย
“ภาษาของชนเผ่าเ้าอีกแล้วสินะช่างฟังยากนักหนา” เสียงทุ้มแหบของผู้าุโกล่าวขึ้น
“พี่เหม่ยหลินวันหลังสอนข้าด้วยนะข้าอยากรู้ภาษาชนเผ่าของท่าน”จิ่นเออร์ออกปากนึกสนุกกับภาษาที่เหม่ยหลินพูด
“ข้าด้วยสอนข้าด้วย”จื่อหลงก็ไม่ยอมแพ้ อยากเรียนด้วยเช่นกัน
เหม่ยหลินพยักหน้าหัวเราะเบาๆให้กับน้องสาวน้องชายที่น่ารักซาบซึ้งกับความมีน้ำใจของทุกคน เพราะมันทำให้หญิงสาวไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่ออยู่ในโลกดั่งจินตนาการแห่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็วันที่อากาศดี จิ่นเอ๋อร์และจื่อหลงพาเหม่ยหลินเดินดูรอบหมู่บ้านหญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับสวนดอกไม้นานาชนิดที่ถูกปลูกไว้ในพื้นที่ไม่ไกลจากบ้านแต่ละหลัง พ้นเนินดินห่างออกไปมองเห็นดอกกุ้ยฮวาออกดอกเบ่งบานเต็มพื้นที่สวยงามดุจกำแพงดอกไม้ล้อมรอบหมู่บ้าน หญิงสาวไม่ลืมว่าสถานที่แห่งนั้นเป็จุดเริ่มต้นของเธอ
เหม่ยหลินขอให้ทั้งสองพาเดินไปที่ต้นกุ้ยต้นนั้นอีกครั้งหวังลึกๆว่าสถานที่แห่งเดิมจะทำให้เธอพบหนทางกลับบ้านได้
“พี่เหม่ยหลินมองหาอะไรอยู่” จิ่นเอ๋อร์เห็นว่าเหม่ยหลินเดินวนไปวนมารอบต้นกุ้ยอยู่นานสองนานแล้วจึงเอ่ยปากถามขึ้น
“ข้ากำลังหาอุโมงค์ทะลุมิติอยู่น่ะสิ! เอ๊ะ...หรือจะไม่ใช่ต้นนี้ต้องใช่สิ…มันต้องมีเงามีแสงอะไรสักอย่างให้เข้าไปได้”หญิงสาวมั่นใจว่าหากพยายามค้นหาให้มากที่สุดอย่างไงก็ต้องพบเจอเงื่อนงำอะไรบ้าง
มือไม้ของหญิงสาวลูบคลำไปทั่วลำต้นของต้นกุ้ยไม่เว้นแม้แต่ต้นหญ้าต้นเล็กต้นน้อยที่ขึ้นโดยรอบก็ถูกถอนถูกดึงไปเสียหมด
“อุโมงค์อะไรกัน ในต้นกุ้ยต้นเล็กๆ จะมีอุโมงค์ได้อย่างไร”
“ต้องมีสิ ไม่เช่นนั้นข้าจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“อ้าว พี่เหม่ยหลินเดินทางมาจากทางทิศใต้มิใช่หรือ”
“ใช่ มาจากทางทิศใต้ แต่นอนหลับอยู่ดีๆ ข้าก็มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่โดยไม่รู้ตัว”
“พี่เหม่ยหลินมีวิชาหายตัวได้อย่างนั้นหรือ!ทำได้อย่างไรกัน” จื่อหลงพูดตามซื่อ
“ข้าคิดว่าต้องมีอุโมงค์ทะลุมิติพาข้าหายตัวมาที่นี่ ถ้าหาเจอเมื่อใดก็จะหายตัวกลับบ้านได้แน่นอน”
“ถ้าเป็เช่นนั้น ข้าจะช่วยหา” เด็กน้อยจื่อหลงผู้ไร้เดียงสาเชื่อในสิ่งที่เหม่ยหลินพูดคิดเพียงว่าหากพบเจออุโมงค์อะไรนั่น จะช่วยให้เหม่ยหลินกลับบ้านได้
ทั้งสามคนช่วยกันหาตามต้นกุ้ยที่อยู่ใกล้เคียงรวมถึงแหวกหญ้าในละแวกนั้นจนทั่ว ก็ไม่มีวี่แววว่าอุโมงค์ทะลุมิติจะปรากฏ
“ไม่เห็นมีเลย! หรือว่าต้องนอนหลับใต้ต้นกุ้ยอีกสักครั้งถึงจะหายตัวกลับบ้านได้นะ” หญิงสาวนั่งหันหลังพิงโคนต้นไม้หายใจหอบเหนื่อย
“พี่เหม่ยหลินอย่านอนที่นี่เลยนะ ท่านพ่อเคยบอกว่าให้ระวังหมาป่าเดินลงมาจากเขาข้าว่าเรากลับบ้านท่านหมอหลิวกันเถอะ วันหลังค่อยกลับมาหาใหม่”จิ่นเออร์พูดด้วยความเป็ห่วง
เหม่ยหลินถอนหายใจเบาๆลุกขึ้นเดินตามสองพี่น้องกลับเข้าหมู่บ้านแบบเนือยๆ ในเมื่อยังหาหนทางกลับบ้านไม่ได้อย่างนี้ทำได้แค่เพียงขออาศัยอยู่บ้านท่านหมอหลิวไปพลางๆก่อน
ระหว่างทางเดินกลับบ้านเห็นผู้คนมากมายเดินสวนทางกันไปมาตรงประตูทางเข้าบ้านของท่านหมอหลิว ทุกคนต่างทยอยยกสิ่งของเข้าไปจัดวางไว้ที่ลานโล่งกลางบ้านพอเดินเข้าไปดูใกล้ๆจึงได้เห็นว่าเป็สมุนไพรรักษาโรคนานาชนิดวางเรียงรายเป็แถวมีเค่อหยวนทำหน้าที่เป็ผู้จำแนกสมุนไพรไม่ให้ปะปนกัน
ส่วนแถวถัดไปเป็หีบไม้ขนาดใหญ่เปิดกว้างออกภายในบรรจุสมุนไพรสำหรับความงามและบรรดาเครื่องหอม ถุงบุหงาที่ทำจากดอกไม้ รวมถึงเครื่องประทินโฉมสำหรับสตรี
ฝั่งตรงกันข้ามคือบรรดาผ้าไหมแพรพรรณสีสันสวยงามถูกจัดวางเรียงรายไว้บนแคร่ไม้ไผ่เพื่อรอบรรจุลงหีบไม้เป็ลำดับต่อไป
“อุ๊ย...ผ้าไหมสีสวยๆทั้งนั้นเลยผ้าไหมเหล่านี้ได้มาจากไหนเ้าคะ”เหม่ยหลินให้ความสนใจกองผ้าไหมเป็อย่างแรกเธอจึงเดินเข้าไปถามซื่ออิงที่กำลังตรวจสอบจำนวนของผ้าไหม
“หมู่บ้านหนิงอันของเราปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเองและยังถักทอผ้าเหล่านี้ด้วยตัวเองผู้หญิงในหมู่บ้านทอผ้ากันเป็แทบทุกคน”
หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าทำไมเสื้อผ้าทั้งของเธอและคนในหมู่บ้านสวมใส่อยู่จึงดูสวยงามราวเป็เนื้อผ้าชั้นดีทั้งที่มองดูแล้วก็มิใช่หมู่บ้านที่มีฐานะร่ำรวยที่แท้หมู่บ้านนี้เป็ดั่งหมู่บ้านหัตถกรรมถักทอผ้าด้วยตนเอง
“แล้วสถานที่ทอผ้าอยู่ที่ใด ข้าอยากเรียนรู้การทอผ้าเ้าคะ” เหม่ยหลินพูดด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น
“เ้าจะไปดูเมื่อไรก็ได้ เอาไว้วันหลังให้จิ่นเออร์พาไปก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ช่วยข้าจัดข้าวของพวกนี้ให้เสร็จเสียก่อนเถิด” ซื่ออิงพูดพลางชี้ไปที่ข้าวของที่วางกองอยู่ ในใจนึกเอ็นดูเหม่ยหลินอยู่บ้างอย่างน้อยหญิงสาวผู้นี้ก็ไม่มีนิสัยเกียจคร้าน
“ได้เลยเ้าค่ะ” เหม่ยหลินรับปากจะตั้งใจทำงานอย่างขมีขมันเริ่มต้นจากการหยิบโถใบเล็กที่ใช้บรรจุเครื่องประทินโฉมใส่ลงในหีบไม้ขนาดต่างๆ
“ข้าวของมากมายก่ายกองเช่นนี้จะนำไปทำขายหรือเ้าคะ”
“ไม่ใช่หรอกของเหล่านี้ส่วนหนึ่งส่งไปยังราชสำนัก อีกส่วนหนึ่งส่งไปเป็เครื่องบรรณาการให้แก่แคว้นม่งอู๋”ป้าซื่ออิงตอบพลางหยิบโน่นนี่จัดเรียงไม่หยุดมือ
“บรรณาการให้แคว้นม่งอู๋! เหตุใดต้องส่งเครื่องบรรณาการ”
“เ้าคงยังไม่รู้สถานการณ์ในยามนี้ แคว้นตงเยว่มีหน้าที่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่แคว้นม่งอู๋ทุกสามปีหมู่บ้านหนิงอันของเราเป็ฝ่ายจัดเตรียมยาสมุนไพรรวมทั้งเหล่าเครื่องประทินโฉมกับบรรดาผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีส่วนหมู่บ้านอื่นก็จะจัดหาพืชพันธุ์ ธัญญาหารแตกต่างกันไป”
เหม่ยหลินเพิ่งรู้ว่าที่นี่คือแคว้นตงเยว่
‘ตกลงเราหลุดมาในยุคโบราณ่เวลาไหนกันแน่นะ แคว้นนี้อยู่ส่วนไหนของแผนที่จีนก็ไม่รู้ที่เคยดูจากซีรีส์จีนส่วนใหญ่นางเอกย้อนยุคมาแล้วต้องรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าสามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์อันตรายได้แต่เรารึ...อย่าให้พูดถึงประวัติศาสตร์จีนเลยแม้แต่ประวัติศาสตร์ไทยก็ยังเรียนรู้ไม่หมดรู้อย่างนี้เรียนประวัติศาสตร์ให้เยอะๆซะก็ดี’
ซื่ออิงพูดต่ออีกว่า “อันที่จริง เครื่องบรรณาการที่สำคัญกว่านั้นมิใช่แค่ข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้หรอกนะแต่ยังมีสิ่งอื่นอีก”
‘สิ่งอื่น’ ที่ป้าซื่ออิงพูดถึงทำให้หญิงสาวหยุดมือชั่วครู่ รอฟังประโยคต่อไป
“เครื่องบรรณาการสำคัญมากที่ต้องส่งไปแคว้นอู๋คือ...สาวงามจำนวนครึ่งร้อย!”
“สาวงามครึ่งร้อย!!” เหม่ยหลินทำตาโตเผลอพูดย้ำคำพูดของป้าซื่ออิง “ผู้หญิงสวยๆตั้งห้าสิบนาง ต้องคัดเลือกกันยังไง หรือว่าแค่รูปร่างหน้าตาสวยงามก็เพียงพอแล้ว”
“แค่รูปร่างหน้าตาไม่เพียงพอทุกคนถูกส่งเข้าวังเพื่อไปเรียนศิลปะแขนงต่างๆ ก่อนที่จะพาตัวไปแสดงต่อหน้าท่านอ๋องเ้าผู้ครองแคว้นม่งอู๋ดังนั้นหากหญิงใดผ่านการคัดเลือกก็จะมีสิทธิ์ถูกส่งตัวไปทั้งสิ้น”
ศิลปะแขนงนั้นแขนงนี้ คงจะหมายถึงศิลปะการร่ายรำเล่นดนตรี วาดภาพ การเย็บปักถักร้อย เหม่ยหลินคิดว่าพวกนางคงไม่มีกะจิตกะใจฝึกฝนเป็แน่หญิงใดจะอยากถูกส่งตัวไปต่างบ้านต่างเมืองกันเล่า
แต่สิ่งที่ป้าซื่ออิงเล่าต่อจากนี้ กลับตรงกันข้ามกับความคิดของหญิงสาว
“คนที่เคยไปแคว้นม่งอู๋กลับมาเล่าให้ฟังว่าตำหนักแต่ละแห่งในวังหลวงของแคว้นม่งอู๋นั้นสวยงามตระการตา หากเข้าไปแล้วได้เป็นางกำนัลหรือหากมีโชควาสนาอาจถูกคัดเลือกเป็สนมของท่านอ๋องได้รับพระราชทานตำหนักสวยสมฐานะเพราะฉะนั้นเหล่าสาวงามล้วนเต็มใจและตั้งใจฝึกเพื่อให้ผ่านการคัดเลือกอย่างไรเล่า”
“แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ในวังมีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน หาความสุขสงบไม่ได้ไม่เห็นน่าอยู่เลยสักนิด ถ้าเป็ข้า...คงไม่ยินยอมจากบ้านเกิดไปอย่างแน่นอนข้ายอมนั่งทำงานทอผ้าอยู่บ้านเกิดไปตลอดชีวิตเสียยังดีกว่า” เหม่ยหลินพูดเปรียบเทียบตามที่รู้สึก
“อีกประการหนึ่งก็คือ สนมและนางกำนัลบางคนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลแถมยังขาดอิสระในการใช้ชีวิตย่อมไม่อาจมีความสุขได้อย่างแท้จริง แม้ว่าได้อยู่ในสถานที่สวยงามราวกับเมือง์”
“เ้าพูดอย่างกับว่าเคยอยู่ในวังหลวงมาก่อน”
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าก็ฟังมาจากผู้อื่นเช่นกัน”
ซื่ออิงอดแปลกใจไม่ได้ หญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามเช่นเหม่ยหลินกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากหญิงงามสามัญชนทั่วไปหญิงงามหลายนางที่ไม่ได้เกิดในตระกูลสูงย่อม้ายกระดับตนเองเพื่อความเป็อยู่ที่สุขสบายในวังหลวงมิใช่หรือ...