บทที่ 32
“เฮ้ออ ด้วยสถานการณ์บังคับเช่นนี้.. ต้องขอโทษน้องชายด้วยที่ฉันจะต้องบอกว่า ‘ฉันแน่ใจ’..” เขากล่าวออกมาอย่างไม่มีทางเลือกอะไรให้ตอบกลับเลยแม้แต่น้อย“นี่.. ผู้จัดการจิน แกยังไม่กำจัดพวกนั้นออกไปอีกเหรอ มันเกะกะลูกตา แถมยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาตลอดเวลา.. ถ้าแกยังช้าอยู่อีกก็เช็กบิลมาได้เลย ฉันจะไปใช้บริการที่อื่น และจะไม่กลับมาที่นี่อีก..” ภาคภูมิกล่าวพร้อมกับสะบัดมือตรงบริเวณจมูกราวกับจะบอกว่า ‘สาบคนจน’ อะไรประมาณนั้น“ผมจะรีบจัดการพวกเขาในทันทีครับ คุณภาคภูมิโปรดใจเย็นๆขอรับ.. ทางร้านจะมอบไวน์ชั้นเลิศฟรี 1 ขวดเพื่อเป็นการชดเชยเป็นอย่างไรขอรับ..” ผู้จัดการจินกล่าวเพื่อเอาใจลูกค้าหมูตอนของเขา“โอ้.. อย่างนั้นเหรอ ดีมาก ดีมาก! ยังไงก็รีบไล่ๆพวกมันไปได้แล้ว มันน่ารำคาญน่ะ..” ภาคภูมิไม่ปฏิเสธที่จะรับไวน์นั้นเอาไว้ ก่อนจะเน้นย้ำให้ไล่เจ้าพวกนั้นออกไป“ทราบแล้วครับ.. ไปเถอะน้องชาย.. ยิ่งพวกน้องอยู่ก็ยิ่งจะสร้างปัญหาให้กับฉัน..” ภาคภูมิกล่าว และมันจังหวะเดียวกันที่รปภ.ของภัตตาคารวิ่งเข้ามาทางห้อง VIP3 พอดี แน่นอนว่าพวกเขาก็จัดการตามที่ผู้จัดการสั่งในทันที“แล้วคุณจะเสียใจ.. คุณผู้จัดการ ปล่อย! ฉันเดินออกไปเองได้!... ไปกันเถอะพี่เกม” โอ๊ตกล่าว และด้วยน้ำเสียงของบุคคลที่อยู่เหนือของคนจากทางสายเลือดตระกูลเก่าแก่ที่ไหลอยู่ในตัวนั้น พวกรปภ.ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย และไม่มีใครกล้าจับตัวของโอ๊ตเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่โอ๊ตจะหันไปกล่าวกับเกม“ต้องขอโทษผู้จัดการจินอีกครั้งที่สร้างปัญหาให้..” ก่อนไปเกมก็ยังคงกล่าวขอโทษกับผู้จัดการอย่างสุภาพ โอ๊ตที่เห็นอย่างนั้นเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาในความใจดีของพี่ชายคนนี้จริงๆ ไม่นานนักพวกเขาทั้งสองคนก็เดินมาถึงทางเข้าของภัตตาคารหลังจากที่ถูกไล่ออกมา“พี่จะใจดีเกินไปหรือเปล่าเนี่ย เขาทำกับพี่เอาไว้หนักขนาดนี้ น่าจะตอบโต้กลับไปบ้างสิ!.. ปล่อยให้ตัวเองโดนดูถูกซะได้..” โอ๊ตกล่าว เกมที่ได้ยินอย่างนั้นก็เกาๆแก้มตัวเองเล็กน้อย“เอาน่า.. ถ้าพวกเขาจะทำอะไรฉัน ฉันก็ยอมทั้งนั้นแหละ ขอเพียงแค่สถานเด็กกำพร้าอยู่รอดได้ ฉันก็ยินดี.. อีกอย่างพระองค์เจ้าก็คงอยากจะทดสอบความอดทนของฉัน พระองค์ท่านได้เตรียมเส้นทางให้กับพวกเราทุกคนแล้ว นี่คือบททดสอบของฉัน..” เกมกล่าว และเขาไม่ลืมที่จะเอ่ยถึงพระเจ้าที่เขานับถือ“ก็นั่นแหละ พี่มองโลกในแง่ดีจนเกินไปแล้ว.. พี่คิดจริงๆเหรอว่าคุณแม่จะยินดีกับพี่ด้วย ถ้าท่านรู้ว่าพี่ต้องโดนอะไรอย่างนี้ เพื่อแลกความเป็นอยู่ของโบสถ์กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุณแม่จะคิดยังไง..” โอ๊ตกล่าว เขารู้ดีว่าคุณแม่ที่รับเลี้ยงเด็กๆกำพร้านั้นเป็นคนอย่างไร เธอรักลูกๆทุกคนที่อยู่ในความดูแล แล้วถ้าเธอรู้ว่าพี่เกมจะต้องเจออะไรเช่นนี้ เธอคงจะไม่สบายใจ และไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่ๆ“โอ๊ต.. แกก็อย่าไปบอกคุณแม่ท่านสิ! ขอร้องล่ะ” เกมกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้ และมันก็ทำให้โอ๊ตถึงกับเซ็ง เพราะเจ้าพี่บ้าคนนี้ก็เป็นอย่างนี้ตลอด ถึงตัวเองจะเดือดร้อนก็ไม่เป็นไร ขอแค่คนอื่นสบาย เขาก็จะทำมัน“เฮ้อออ.. ก็ได้ๆ แล้วพี่จะทำอย่างไรต่อหลังจากถูกไล่ออกมาอย่างกับหมูกับหมาอย่างนี้...” โอ๊ตเอ่ยถาม“นั่นสินะ! วันนี้ก็คงต้องกลับไปที่โบสถ์ก่อนล่ะนะ.. เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปหาลูกค้าใหม่เอาละกัน ว่าแต่นายเถอะ จะไปเยี่ยมคุณแม่ด้วยกันไหม..” เกมกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอันสู้ชีวิตของเขา ก่อนจะหันมาถามกับโอ๊ต“ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ ไหนๆก็ถูกไล่ออกมาแล้ว ผมไปด้วยก็ได้.. แล้วพี่มาที่นี่ยังไงล่ะ” โอ๊ตสะบัดหัวเล็กน้อยที่มันเป็นอะไรที่ช่วยไม่ได้ ยังไงคนพวกนี้ก็ไม่ต้อนรับเขาแล้ว จะอยู่ไปเพื่ออะไร นานๆทีกลับไปเยี่ยมคุณแม่ที่โบสถ์บ้างก็ดีเหมือนกัน จากนั้นเขาจึงหันไปถามกับเกมว่าด้วยการเดินทาง“แน่นอนอยู่แล้วโอ๊ต... จักรยานไงล่ะ” เกมกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่จักรยานคันเก่าๆที่คุณแม่ใช้เป็นประจำให้กับโอ๊ตดู สีหน้าของโอ๊ตในเวลานี้มันบ่งบอกได้เลยว่าเขาตกตะลึง“ไอ้พี่บ้า.. มาขายสินค้าให้กับคนใหญ่คนโตยังจะเอาจักรยานมาอีกเนอะ.. ยอมใจจริงๆเลย” โอ๊ตยอมใจเกมจริงๆ ถ้าเป็นเขา ถ้าเขาจะต้องขายสินค้ากับคู่ค้าที่มีกำลังซื้อเอามากๆ เขาจะลงทุนอย่างนั่งรถแท็กซี่มา หรือไม่อย่างแย่สุดก็นั่งรถประจำทางมา เพื่อให้ตัวเองดูดีที่สุดในตอนเจรจา แต่ดูเหมือนความคิดนี้จะไม่อยู่ในหัวของพี่ชายคนนี้เลยสักนิดเดียว“น่าๆ ถือว่าเป็นการย้อนรอยเป็นไง เมื่อก่อนนายก็ซ้อนบ่อยไม่ใช่เหรอ..ฮ่าๆ เหมือนเด็กน้อยในวันนั้นไง..” เกมกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินอย่างก็มองบนกันเลยทีเดียว..“มันใช่เรื่องที่จะเอามาพูดอะไรในตอนนี้ไหมล่ะครับ.. แต่ก็เอาเถอะ! นานๆทีเปิดประสบการณ์ใหม่บ้างก็ดีเหมือนกัน.. ยังไงผมขอโทรศัพท์บอกกับคนรู้จักก่อนละกัน” โอ๊ตกล่าว และเขาก็ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด ถึงปากจะเอ่ยบ่นๆออกมา แต่สีหน้าที่ยิ้มๆนั้นมันช่างสวนทางกับคำพูดจริงๆ“โอเชเลย งั้นนายรออยู่ตรงนี้คุยโทรศัพท์ให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเอาจักรยานมารับ..” โอ๊ตที่ได้ยินก็พยักหน้า ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์เมื่อเห็นว่าเกมเดินไปได้สักพัก... ..ห้องจัดเลี้ยง VVIP ภัตคารอาหารเจิ้น ก่อนหน้านี้ไม่นาน..“เชิญทางนี้ขอรับท่านกิตติ..” ชุนตงเป็นคนเลื่อนเก้าอี้ให้กับกิตติด้วยตัวเอง แน่นอนว่าร้านอาหารจีนมันก็เป็นโต๊ะจีนกลมๆ และด้วยห้องระดับสูงสุดของภัตตาคารทุกอย่างที่อยู่ในห้องมันดูหรูหราเว่อร์วังอลังการเอามากๆ กิตติเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะนั่งตามที่ชุนตงเชิญ จากนั้นทุกคนก็นั่งลงตามตำแหน่ง“ท่านกิตติครับ เราจะปล่อยให้คุณชายไว้คนเดียวจะดีเหรอครับ.. ผมสังหรณ์ใจแปลกๆยังไงก็ไม่รู้สิ” พงษ์ภัคดีที่นั่งอยู่ข้างๆกับกิตติเอ่ยขึ้นมา ถึงมันจะเป็นคำสั่งของคุณหนูไม่ให้ตามเฝ้าก็เถอะ แต่ลางสังหรณ์ของเขามันบ่งบอกว่าอาจจะมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับคุณชายสักอย่าง จนเขากังวลอยู่ไม่สุข“คุณชายท่านก็อยู่ด้วยตัวเองมาโดยตลอด เอาน่า..ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรอก ก็แค่ท่านไปเข้าห้องน้ำเท่านั้นเอง มันจะไปมีอะไรได้ยังไงกัน..” กิตติหันไปกล่าวกับพงษ์ภัคดีที่เป็นกังวลมากจนเกินไป ชุนตงที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่ทั้งสองท่านนี้เรียกโอ๊ตว่า ‘คุณชาย’ มันอดไม่ได้ที่เขาจะเอ่ยถาม“ขอเสียมารยาทถามกับท่านกิตตินะขอรับ.. ผมสังเกตเห็นว่าทั้งสองท่านเรียก ‘ท่านโอ๊ต’ ว่า ‘คุณชาย’ คือว่าผมไม่ค่อยเข้าใจน่ะครับ” ชุนตงกล่าวถามที่ตัวเองสงสัยกับกิตติ แน่นอนว่ามันทำให้กิตติถึงกับขมวดคิ้วสงสัยเช่นกัน เขาไม่คิดว่าชุนตงจะไม่รู้เรื่องนี้“อ่าว! คุณไม่รู้อย่างนั้นเหรอครับ.. ถ้าผมจำไม่ผิดผมน่าจะบอกกับพวกคุณไปแล้วนี่นา..” กิตติกล่าวพร้อมกับทำท่าทางกุมคางใช้ความคิด ย้อนความทรงจำของตัวเอง“ท่านกิตติครับ ท่านยังไม่ได้เคยบอกสถานะของคุณชายให้พวกเขาฟังขอรับ ท่านเอ่ยบอกแต่กับครอบครัวของปีเตอร์คนนั้น..” พงษ์ภัคดีเองก็ช่วยกิตติในการรื้อฟื้นความทรงจำด้วยอีกทางหนึ่ง“เอ้า! อย่างนั้นเหรอเนี่ย.. โอเคๆ คุณชุนตง.. จริงๆแล้วชื่อจริงของคุณชายนั้นก็คือ ‘หม่อมหลวงภาวิน ณ สุวรรณภูมิ’ หลานชายเพียงของท่านภาคิน ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน แล้วก็คุณชายยังเป็นว่าที่ผู้สืบทอดตระกูล หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำตระกูลในอนาคตน่ะครับคุณชุนตง..” กิตติกล่าวเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนอื่นๆที่ได้ยินสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของกิตติแล้ว มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เอามากๆ ว่าที่ผู้นำตระกูล 1ใน3 ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆกันแล้ว ชุนตงที่ได้ยินก็ถึงกับชะงักจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว ‘ว่าที่ผู้นำตระกูล ณ สุวรรณภูมิ แถมท่านยังเป็นถึง ‘แพทย์เทวะ’ อีก.. ฉันจะต้องจับปิงปิงแต่งงานกับขาให้ได้..’ ชุนตงกล่าวพร้อมกับมองไปที่ปิงปิงด้วยความกดดัน ปิงปิงเองก็เข้าใจความหมายของคุณตาของเธอ แต่ถึงมันจะเป็นการคลุมถุงชนที่ครอบครัวของเธอต้องการให้มันเป็น แต่ทว่าตอนนี้เธอไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด จริงๆแล้วเธอก็เริ่มรู้สนใจในตัวของโอ๊ตมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว“จะว่าไป.. พวกตระกูลสก็อตมาหรือยัง ถ้าพวกเขามาช้ากว่าคุณชายมันจะยิ่งส่งผลแย่ต่อพวกเขาเอาได้..” กิตติเอ่ยถาม เขารู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่าคุณชายจะปล่อยเรื่องนี้ให้มันผ่านไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำให้ทุกอย่างมันเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกียรติของตระกูลมีมลทิน“พวกเขามาถึงนานแล้วขอรับท่านกิตติ พวกเขารออยู่ข้างนอกขอรับ..” พงษ์ภัคดีกล่าว“อย่างนั้นเหรอ.. ให้พวกเขาเข้ามาคุกเข่ารอข้างในจะดีกว่านะ ถ้าคุณชายพบเห็นพวกเขาจะได้ใจอ่อน ทำเรื่องนี้ให้มันจบๆไป” กิตติกล่าว ชุนตงเองก็ทราบดีว่ามันเป็นเรื่องอะไร แน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่โชคร้ายมากสำหรับตระกูลสก็อตที่ไปเหยียบตอเข้าให้“ทราบแล้วขอรับท่านกิตติ..” พงษ์ภัคดีเข้าใจความหมายของกิตติดี เขาเร่งจัดการตามรับสั่งในทันที คนของตระกูลสก็อตที่ประกอบไปด้วย ปีเตอร์(พ่อ) ฉัตรสุดา(แม่) อดัม(ลูกชายคนโต) และคริส(ลูกสาวคนโต) ถ้าจะขาดก็ขาดแต่ลูกชายคนเล็กที่กำลังถูกสอบสวนอยู่เท่านั้น“เอาล่ะ..คุณชายใกล้จะเดินทางมาถึงแล้ว ผมแนะนำพวกคุณได้แค่นี้ หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจนะ” พงษ์ภัคดีกล่าวตามความหมายที่ถูกส่งต่อมาจากท่านกิตติทันที..