บทที่ 10 ปลุกพลัง(2)
อาหารเช้าจะถูกตั้งโต๊ะ และทานพร้อมกันตอนยามเฉิน รวมถึงเป็การไปคาราวะนายท่านผู้เฒ่า และฮูหยินผู้เฒ่าไปในตัว หากจะให้พูดตรงตัวก็คงเป็เริ่มทานข้าวพร้อมกันตอน 7.00 น. หากมาไม่ทันก็ไม่มีข้าวให้กิน ต้องไปทำกินเอง หรือไม่ก็ไปหาซื้อกินเอง เพราะนายท่านผู้เฒ่ามีคติประจำบ้านคือ นกน้อยที่ตื่นเช้าจะได้กินหนอนมากกว่า
อาหารกลางวันอนุโลมให้หากินตามสะดวก หรือแจ้งห้องครัวให้ทำส่งไปยังเรือนได้ และอาหารเย็นจะอยู่ที่ยามซวี(19.00-20.59) นั่นเอง เพราะโดยปกติ คนในตระกูลสีจะออกไปทำงานกันตอน ยามซื่อ และกลับมาในยามอิ่วเสมอ และแน่นอน หากใครมาไม่ทันกินข้าวเย็น ก็ไม่มีอะไรให้กินเช่นกัน
วันนี้จิวฮวาแต่งกายเรียบง่ายด้วยชุดสำเร็จรูปที่ซื้อมา เธออยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีเหลือง และกระโปรงยาวสีขาวปักลายดอกหลิงเซียวสีส้ม ที่ชายของกระโปรง เวลาที่เคลื่อนตัวก็จะเหมือนดอกไม้กำลังพลิ้วไหวไปกับสายลม แน่นอนว่าเมื่อซื้อมากระโปรงตัวนี้ไม่มีลายปักอะไรทั้งสิ้น หากแต่การเดินทางที่ยาวนาน เจียงมามาที่บ่นว่าเบื่อจนแทบจะขาดใจก็นั่งปักกระโปรงที่มี 3 ตัวทั้งสิ้นจนเสร็จ
ส่วนผมของจิวฮวานั้นจัดการง่ายๆด้วยการถักเป็เบี้ยครึ่งศรีษะ แล้วม้วนเป็ปม ปักด้วยปิ่นดอกไม้ประดับมุกที่ได้มาเมื่อวานนี้ ก่อนที่ผมที่เหลือจะปล่อยตรงยาวสลวยถึงกลางหลัง
เมื่อก้าวออกมาจากตัวเรือน ด้านนอกก็กลายเป็พื้นสีขาวขาวโพลนไปหมดแล้ว เมื่อมองไปยังดอกเหมยที่ชูช่อ ออกดอกสีแดงสะพรั่ง ท่ามกลางหิมะสีขาว ก็ชวนให้เรือนดอกเหมยนั้นมีบรรยากาศของความทรนง ไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆทั้งปวงออกมา
จิวฮวากระชับเสื้อขนจิ้งจอกสีขาวบนไหล่ให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวเดินไปอย่างช้าๆตามทาง ดูจากทางที่เปียกชื้น เด็กสาวก็อนุมานได้ว่า คงมีบ่าวที่ใช้ธาตุไฟได้ มาทำการละลายหิมะตรงทางเดินไปแล้ว
การกินอาหารผ่านไปอย่างเรียบง่าย มีเสียงพูดคุยถามไถ่กันเล็กน้อย ในบางเรือนอาจมีกฏห้ามพูดคุยบนโต๊ะอาหาร หากแต่นายท่านผู้เฒ่าถือว่าเวลาอาหารเป็เวลาครอบครัว เนื่องจากในสมัยที่ตนกับภรรยากำลังสร้างตัว ก็มีเพียงเวลาอาหารเท่านั้นที่จะได้ถามพูดคุยกับลูกๆและภรรยา ดังนั้นกฏบนโต๊ะอาหารของตระกูลสีจึงคุยได้เกือบทุกเื่ ยกเว้นเื่งาน และเื่ที่ชวนเสียอารมณ์
เมื่อผ่าน่อาหารเช้าที่แสนเรียบง่ายไปแล้ว ก็เป็่ยุ่งจนหัวหมุนของจิวฮวา เพราะั้แ่ผู้ชายในตระกูลออกไปทำงาน จิวฮวาก็ถูกเรียกไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า
จากนั้นแม่นางหงจากร้านเสื้อผ้าชื่อดังของฟู่กงก็เข้ามา ทำการวัดตัว เลือกผ้า หลายต่อหลายพับ เพื่อตัดชุดให้แก่เด็กสาวก่อนจะกลับไป
ยังไม่ทันได้นั่งพักหายใจ เฒ่าแก่เนี้ยอู๋ เ้าของร้านเครื่องประดับชื่อดังก็เดินทางเอาเครื่องประดับมาให้เลือก ทั้งแหวน ปิ่น สร้อยคอ ต่างหู เครื่องประดับทุกชนิดที่กำลังเป็ที่นิยมต่างถูกนำจัดมาแสดง คนที่ดูจะมีความสุขที่สุดก็คงเป็เหล่าสาวๆในบ้าน เพราะนอกจากจะได้เล่นแต่งตัวให้จิวฮวาที่ไม่ว่าจะลองใส่อะไร ลองทาบก็อะไรก็ดูเข้าไปหมดแล้ว พวกนางเ่าั้ก็ยังได้ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับไปใช้เองอีกหลายชิ้น
แต่สิ่งที่ทำให้จิวฮวารู้สึกเ็ปที่สุดก็คงเป็การโดนเจาะหู ในตอนที่ต่างหูก้านเล็กๆถูกเสียบเข้าไปนั้นรวดเร็ว ตอนนั้นหูของเธอที่ถูกประคบด้วยหิมะยังชาไม่ทันได้รู้สึกเจ็บ แต่พอความชาจางหายไป จิวฮวาก็เจ็บหูจนไม่มีอารมณ์จะทำอะไรต่อไปได้ จึงได้แต่ปล่อยให้บรรดาท่านยาย ท่านป้า พี่สะใภ้ พี่สาว และน้องสาวแต่งตัวให้ต่อไปอย่างจำยอม
ในที่สุดยามอู่(11.00-12.59) ก็มาถึง เด็กสาวยิ้มร่านึกว่าหลังอาหารเที่ยงจะได้โดดไปพักผ่อนในห้องของตนแล้ว เพราะฮูหยินผู้เฒ่าอยากจะเอนหลังนอนกลางวันเพื่อพักผ่อน
ในตอนนั้นเองก็มีผู้เฒ่าผมขาว ที่มัดไม่เรียบร้อย ปายหนวดดูเหว่งๆและจิวฮวากล้าสาบานได้ว่าได้กลิ่นไหม้เล็กน้อยถลาเข้ามาในห้อง ชายชรากวาดสายตาที่สุกสกาวราวกับเด็กน้อยไปทั่วห้อง ก่อนที่จะเอ่ยปากะโลั่นถาม “ไหน คนไหนที่โตเป็สาวแล้วยังไม่เคยปลุกเวทย์มนต์”
ถึงคำถามมันจะดูเหมือนธรรมดา แต่จิวฮวาก็อดรู้สึกอับอายขึ้นมาไม่ได้ เพราะฟังดูดีๆมันช่างเหมือนการถูกล้อเลียนว่าใครกันนะ โดเป็สาวแล้วยังฉี่รดที่นอนซะเหลือเกิน หน้าบางที่มีผิวขาวอมชมพู จึงเรือเป็สีแดงเข้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เด็กสาวพยายามทำตัวลีบเพื่อลบสายตาของชายชราผู้นั้น
แต่เหมือนชายชราผู้นั้นจีมีเซนส์ดีเสียเหลือเกิน เพียงแค่กวาดตามองเห็นจิวฮวาก็วิ่งถลาเข้ามาคว้าข้อมือเด็กสาวขึ้นจับ เหมือนคนเจอของเล่นถูกใจ “เ้าสินะ”
“โอ๊ย!! ตาเฒ่า เ้านี่มันให้น้อยๆหน่อยเถอะ แก่จะลงโลงแล้วยังไม่รู้จักวางตัวให้สำรวมอีกนะ” ฮูหยินผู้เฒ่าะโโวยวายออกมาเสียงดังลั่น เมื่อเห็นหน้าคนที่ถลาเข้ามาสร้างความวุ่นวาย แล้วเดินถือไม้เท้าในมือไปตีแขนชายชราอย่างแรกเป็การเรียกสติ
ในตอนนี้เองบรรดาหญิงสาว ที่รู้จักผู้เฒ่าคนนี้ดี ก็ขอตัวออกจากห้องไปกันหมดแล้ว ตัวผู้เฒ่าเองก็เหมือนจะนึกได้ว่าตนนั้นวางตัวไม่ดี จึงได้ปล่อยแขนของจิวฮวาลง แล้วแสร้งกระแอมไอ ก่อนที่จะยืดตัวตรงขึ้นมา หากไม่มีทรงผมที่ดูหลุดรุ่ย หนวดที่ไหม้จนแหว่งไปบางส่วน กับชุดที่ไม่เรียบร้อยนี่แล้วก็คงจะดูน่าเชื่อถืออยู่หรอก
ใช่แล้ว คนผู้นั้นก็คือใต้เท้าหยาง หัวหน้ากระทรวงวิจัยเวทย์มนต์นั่นเอง นายท่านสีที่วิ่งตามใต้เท้าหยางเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ กำลังเกาะขอบประตูพักหายใจอย่างเหนื่อยล้า โดยด้านหลังมีนายท่านผู้เฒ่าที่กำลังเดินก้าวยาวมา โดยมีจิ้นเหอ และสีจิ้นหงประครองมาด้านข้าง
เมื่อทุกคนนั่งที่กันเรียบร้อย ใต้เท้าหยางก็ส่งสายตาเป็ประกายมาให้จิวฮวาตลอด สายตานั้นหาใช่สายตาของตาแก่ลามกไม่ แต่มันเป็สายตาของเด็กน้อยที่กำลังใช้มองของเล่นชิ้นใหม่เสียมากกว่า
ไม่ทันที่ท่านผู้เฒ่าสีจะเอ่ยอะไร ใต้เท้าหยางก็เปลี่ยนที่นั่งมานั่งข้าวจิวฮวา แถมยังส่งสายตาออดอ้อนไม่สมอายุมาให้ด้วย
“อะแฮม” นายท่านผู้เฒ่าสีกระแอมไอเบาๆหนึ่งครั้งเป็การเตือน
ใต้เท้าหยางเลยต้องพยายามควบคุมสีหน้าอย่างยากลำบากเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยออกมา “ออร่าสีขาวนี้ช่างเจิดจ้ายิ่งนัก” กล่าวกันว่าหากผู้ที่มีออร่าั้แ่สีส้มขึ้นไปจะสามารถมองเห็นออร่าของผู้ที่มีพลังเวทย์น้อยกว่าได้ เช่นเดียวกันกับใต้เท้าหยางคนนี้ ผู้ที่เป็เพียงไม่กี่คนในอาณาจักรฟู่หรงที่มีออร่าสีแดง หากนับทั้งโลกมีไม่ถึงพันคนด้วยซ้ำที่สามารถฝึกตนจนกระทั่งมีออร่าสีแดงเช่นนี้ได้
“เมื่อสักครู่ตอนนี้ข้าจับข้อมูลแม่หนูน้อยผู้นี้ก็ได้ตรวจวงจรการไกลเวียนพลังเวทย์แล้วช่างน่าสนใจยิ่งนัก สิ่งนี้อาจจะถือว่าเป็การค้นพบที่ยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้” ใต้เท้าหยางเอ่ยออกมา
นายท่านผู้เฒ่าโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะหลี่ตามองด้วยความสนใจ “ใต้เท้าหยางโปรดอธิบายให้ละเอียดยิ่งขึ้นหน่อยเถิด การที่ไม่ปลุกพลังเมื่อถึงเวลามีผลกระทบร้ายแรงใดหรือไม่ แล้วจะสามารถปลุกพลังได้อยู่หรือไม่”
ใต้เท้าหยางยืดตัวลุกขึ้นก่อนที่จะหันไปกล่าวกับบรรดาผู้ที่นั่งอยู่ในห้อง ท่าทางแลคล้ายอาจารย์กำลังจะเริ่มชั่วโมงบรรยาย “จากการศึกษา พบว่าร่างกายของมนุษย์นั้นมีดวงแก้วอยู่ในจุดที่เรียกว่าจุดตันเถียน จุดตันเถียนนั้นคือจุดที่อยู่กึ่งกลางร่างกายของมนุษย์ ดวงแก้วนี้เมื่อครั้นเด็กทารกลืมตาดูโลก ร่างกายก็จะทำการดูดซึมปราณเวทย์มนต์ในอากาศสร้างเป็ดวงแก้วขึ้นมา ซึ่งประสิทธิภาพในการดูดซึมที่ไม่เท่ากัน ก็จะส่งผลให้ขนาดดวงแก้วไม่เท่ากันตามไปด้วย
ใน่เวลา 7 ปีนี้เปรียบเสมือน่เวลาแห่งการสร้างภาชนะในการกักเก็บพลังเวทย์ หรือก็คือความสามารถในการใช้เวทย์มนต์นั่นเอง หากใครมีดวงแก้วที่ใหญ่ก็สามารถใช้เวทย์มนต์ได้มาก หรือใช้พลังเวทย์ที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนได้มากขึ้น
กระบวนการปลุกเวทย์มนต์เป็กระบวนการปลุกการหยั่งรู้ของร่างกาย ให้เกิดการรับรู้ว่า ณ ขณะนี้ร่างกายได้สร้างภาชนะขนาดใหญ่พอแล้ว ในขั้นแรกของออร่าสีเขียวจึงคือประตูบานแรกในการเรียนรู้เวทย์มนต์
จากนั้นการฝึกเดินลมปราณ จึงคือการปลั่นเวทย์มนต์ในดวงแก้วให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เป็การกรองสิ่งไม่จำเป็ออกไปจากภาชนะ เมื่อมีสีที่เข้มขึ้น ก็หมายความว่าจะใช้เวทย์มนต์ได้หลากหลาย และทรงพลังมากขึ้นตามไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้กันมา
หากแต่ร่างกายของแม่หนูนี้แตกต่าง เนื่องจากไม่เคยกระตุ้นพลัง จึงทำให้ร่างกายไม่เคยรับรู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะถึงจุดที่พอสำหรับการสร้างภาชนะ นั่นจึงทำให้แม่หนูคนนี้มีภาชนะที่ใหญ่มาก
เมื่อทำการปลุกเวทย์มนต์แล้ว ก็จะทำให้สามารถใช้เวทย์มนต์ที่ซับซ้อนและรุนแรงได้ หากแต่ข้อเสียก็คือการเลื่อนระดับพลังก็จะเป็ไปได้ยากตามไปด้วย เพราะภาชนะที่มีขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการกลั่นกรอง และบีบอัดที่นานขึ้น
หากจะกล่าวให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าคนทั่วไป เปรียบกับอัจฉริยะ ผู้มีร่างกายที่สร้างดวงแก้วได้ใหญ่ทั่วไปอาจใช้เวลา 10ปีในการเลื่อนระดับพลังจากสีเขียว ไปสีน้ำเงิน แต่แม่หนูคนนี้อาจจะต้องใช้เวลาถึง 100 ปีจึงจะสามารถเลื่อนได้ เพราะภาชนะของเธอนั้นใหญ่กว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก บางคนภาชนะอาจเป็เพียงถ้วยใบเล็ก หรือชามใบใหญ่ อัจฉริยะอาจเป็หม้อ หรือกะละมัง แต่แม่นางจิวฮวามีภาชนะเป็ดัทะเลิญญา ไม่สามารถประมาณขนาดที่แน่ชัดได้
เมื่อปลุกพลังแล้วก็คงได้แต่ภาวนาให้แม่นางจิวฮวามีธาตุต้นกำเนิด 2 ธาตุ มิเช่นนั้น แม้จะสิ้นชีวิตนี้แล้วก็คงไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้มากกว่าธาตุต้นกำเนิด ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ถึงจะมีพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถใช้ประโชยน์ได้อย่างเต็มที่”